LOGINไซรัสไม่ได้อยู่ที่บริษัทอย่างที่ใครเข้าใจ... เขานั่งอยู่ตรงนี้ จ้องมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกติดฟิล์มดำมืดด้วยสายตาที่เย็นเยือกดุจน้ำแข็ง
นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบคู่โตจับจ้องตรงไปยังบานกระจกใสของร้านคาเฟ่ ล็อกสายตาอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มเจ้าของร้าน ผู้ชายหน้าหวานหล่อเหลา นุ่มนวล และดูไร้ซึ่งพิษภัย ชายคนที่กำลังส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้ภรรยาตามกฎหมายของเขา... รอยยิ้มและสายตาที่มองประสานกัน ราวกับโลกทั้งใบตรงนั้นมีเพียงแค่พวกเขาสองคน
บรรยากาศนุ่มนวลและรอยยิ้มหวานของลูน่าที่เขาไม่เคยได้สัมผัสเลยตลอดสองปีที่ผ่านมา... บัดนี้มันถูกมอบให้ชายแปลกหน้าคนนั้นอย่างง่ายดาย
ลึกๆ ในจิตวิญญาณอันบิดเบี้ยวของอสูรร้าย ความรู้สึกหึงหวงและตัณหาแห่งการครอบครองกำลังเดือดพล่าน ทว่าใบหน้าหล่อเหลาของไซรัสกลับนิ่งสนิทจนน่ากลัว เขาค่อยๆ จุดรอยยิ้มเหยียดตรงมุมปาก ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ
“หึ...”
เสียงสบถสั้นๆ ทว่าแฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างลึกล้ำ ชายหนุ่มละสายตาจากภาพตรงหน้าแล้วปัดสายตาไปทางเบาะหน้า เอ่ยสั่งคนขับรถด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ไร้ซึ่งความลนลานใดๆ
“กลับบริษัท... ฉันต้องรีบเคลียร์งาน เย็นนี้ฉันมีธุระต้องจัดการก่อนจะเข้างานเลี้ยง”
“ครับ นายท่าน”
สิ้นเสียงรับคำ เครื่องยนต์ทรงพละกำลังก็ส่งเสียงกระหึ่มเบาๆ ก่อนที่รถยนต์คันหรูของไซรัสจะค่อยๆ ทะยานและกลืนหายไปกับสายธารจราจรบนท้องถนน... ทิ้งไว้เพียงแววตาคมกริบของอสูรร้ายที่ส่องประกายลึกล้ำ ยากเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้ว่า แผนการตระเตรียม 'นรกบนดิน' ชิ้นถัดไปในใจของเขานั้น... มันจะเลือดเย็นและทรมานหัวใจของลูน่ามากมายเพียงใด
หลังจากพาลูน่าเลือกซื้อชุดราตรีสำหรับงานเลี้ยงในคืนนี้เรียบร้อยแล้ว รถหรูหราก็เลี้ยวกลับเข้ามาจอดสนิทเบื้องหน้าคฤหาสน์เดสมอนด์ ฟีนิกซ์ก้าวลงมารับหน้าที่เปิดประตูให้คุณนายตามปกติ
ทว่าจังหวะนั้นเอง สายตาคมกริบเหลือบมองการแจ้งเตือนด่วนบนโทรศัพท์มือถือ... คำสั่งจากนายใหญ่ให้เขารายงานตัวที่บริษัททันที
ฟีนิกซ์เก็บอาการสงบนิ่งอย่างมืออาชีพเช่นเคย เขายืนตรงก่อนจะก้มโค้งศีรษะให้หญิงสาวอย่างนอบน้อม
“คุณนายครับ... ผมขอตัวก่อนนะครับ อีกสิบห้านาทีช่างแต่งหน้าทำผมที่นายท่านสั่งไว้จะเข้ามาครับ”
ลูน่าชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหันไปมองหน้าเขาด้วยความสงสัยในความรีบร้อนนั้น ทว่าเธอไม่ได้เอ่ยถามอะไร ทำเพียงพยักหน้ารับเบาๆ
“ขอบคุณค่ะ”
ร่างบางเดินหายลับเข้าไปในคฤหาสน์ ขณะที่ฟีนิกซ์หมุนตัวกลับขึ้นรถแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังบริษัท Desmond Tech & ICP ทันที... โดยที่ไม่รู้เลยว่าพายุลูกใหญ่กำลังรอเขาอยู่
บ่ายวันเดียวกัน... ณ ห้องทำงานประธานบริหาร
บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างใหญ่บนชั้นสูงสุดของตึกเดสมอนด์เย็นเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านกระจกบานโตกระทบโต๊ะทำงานไม้เนื้อดี
ฟีนิกซ์ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง เขาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อความเคารพ
“นายท่าน”
ไซรัสที่กำลังนั่งตรวจเอกสารสำคัญอยู่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบราวกับใบมีดปราดสายตามองฟีนิกซ์ด้วยความเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยคำพูดแม้แต่คำเดียว ทำเพียงพยักหน้าส่งสัญญาณเบาๆ ให้มือขวาคนสนิทอย่างเชนและลูกน้องร่างใหญ่ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
พลั่ก!
โดยไม่ทันตั้งตัว หมัดหนักๆ ของเชนก็ซัดเข้าที่หน้าของฟีนิกซ์อย่างแรง ตามด้วยแรงถีบอัดเข้ากลางลำตัวจนฟีนิกซ์เซล้มลงไปกองกับพื้น เสียงหมัดและเท้ากระทบเนื้อดังสนิทอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ลูกน้องอีกคนเข้ามากระชากคอเสื้อกดร่างของเขาให้คุกเข่าลงกับพื้นหินอ่อน
แม้น้ำลายจะเปื้อนเลือด และร่องรอยบาดแผลจะสลักบนใบหน้าจนสะบักสะบอม แต่ฟีนิกซ์ที่เป็นคนผ่านศึกมามากกลับไม่ยอมล้มลงไปนอนคุดคู้ เขาขบฟันอดทนต่อความเจ็บปวด ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นเจ้านายด้วยแววตาสั่นระริก
ไซรัสลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินอย่างช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังกังวานกึกก้องไปทั่วห้องทำงานที่เงียบสงบ เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฟีนิกซ์ ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงไปจ้องลึกลงไปในดวงตาของลูกน้องใกล้ๆ ใบหน้าหล่อเหลานั้นจุดรอยยิ้มเหยียดที่ทำให้คนมองรู้สึกขนลุกไปถึงขั้วหัวใจ
“เห็นใจคุณนายตั้งแต่เมื่อไหร่... ถึงได้กล้าโกหกกูว่าทุกอย่างปกติ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเย็นเอ่ยขึ้นช้าๆ แต่ทรงพลังทำลายล้าง ไซรัสจ้องมองเลือดที่ไหลซึมออกจากมุมปากของฟีนิกซ์แล้วแสยะยิ้มกว้างขึ้น
“กูจ้างมึงให้จับตาดูคุณนาย... ไม่ใช่ให้มึงมาสงสารผู้หญิงของกู... เป็นผู้หญิงของกูมันน่าสงสารตรงไหน หืม?”
คำพูดไร้หัวใจนั้นเหมือนเข็มที่ตอกย้ำความผิด ฟีนิกซ์ขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด เขาหลุบสายตาลงต่ำ ยอมรับความผิดพลาดและอำนาจเหนือกว่าของชายตรงหน้าแต่โดยดี
“ขอโทษครับนาย...”
คำพูดนอบน้อมสั้นๆ เอ่ยออกมาอย่างยอมสยบ ไซรัสยักไหล่เล็กน้อยอย่างไม่แยแส เขาหยัดตัวขึ้นเต็มความสูง หมุนตัวหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน พลางปัดมือกลางอากาศปอยๆ เป็นเชิงสั่งให้ลูกน้องปล่อยตัวและพยุงฟีนิกซ์ขึ้นมา
“มันจะไม่มีครั้งที่สอง...” ไซรัสเอ่ยเสียงเรียบขณะเดินไปหยุดข้างเก้าอี้หนังตัวใหญ่ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “...มึงคงจะรู้ว่ากูไม่เคยใจดี”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ทิ้งตัวนั่งลงก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารในมือต่อ ราวกับเหตุการณ์การนวดเค้นเลือดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ไปได้แล้ว... และจับตาดูคุณนายของมึงให้ดี”
“ครับ...” ฟีนิกซ์ค้อมศีรษะรับคำสั่งด้วยความยากลำบาก กายหนาสั่นไหวจากบาดแผลภายนอก แต่สิ่งที่บาดลึกลงไปกว่านั้นคือความจริงที่ว่า... เจ้าอสูรร้ายคนนี้รู้ทันทุกอย่าง และนรกที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในงานเลี้ยงคืนนี้แล้ว
ฟีนิกซ์ค่อยๆ พาร่างอันบอบช้ำเดินออกจากห้องทำงานไป ทิ้งไว้เพียงไซรัสที่นั่งยิ้มบางๆ อยู่เบื้องหลังเอกสารในมือ
หลังจากเซ็นเคลียร์เอกสารชิ้นสุดท้ายบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ไซรัสก็เอนหลังชนพิงเก้าอี้หนังอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบกวาดมองความเรียบร้อยรอบตัว ก่อนจะหันไปถามมือขวาอย่างเชนด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"วันนี้... มีงานอะไรต่ออีกไหม"
"หมดแล้วครับนายท่าน" เชนค้อมศีรษะตอบรับอย่างนอบน้อม
ไซรัสไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดทรงเสื้อสูทสากลเนื้อดีให้เข้าที่ด้วยท่าทางสุขุมนุ่มนวล ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับแผ่รังสีอันตรายดุจพายุหมุน
ร่างสูงก้าวเดินนำออกจากห้องทำงานไปตามบอร์ดเวย์ทางเดินของตระกูลเดสมอนด์ พนักงานและลูกน้องทุกคนที่เดินผ่านต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่แม้นแต่จะกล้าเงยขึ้นมาสบตากับอสูรร้ายในคราบประธานบริหารผู้นี้เลยแม้แต่คนเดียว ความเงียบและความเกรงกลัวคือสิ่งเดียวที่ต้อนรับทุกก้าวเดินของเขา
รถยนต์คันหรูแล่นตรงออกจากบริษัท มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางที่เขาซุ่มดูเมื่อช่วงสาย... ONE DAY Cafe
เมื่อไปถึง หน้าประตูบานกระจกใสของคาเฟ่ขึ้นป้ายแขวนไว้ชัดเจนว่า 'CLOSED'
ภายในร้านที่ไฟส่องสว่างเพียงบางดวง ร่างสูงโปร่งของนับหนึ่ง กำลังถือไม้ถูพื้นทำความสะอาดร้านอยู่เพียงลำพัง ทว่าเสียงประตูร้านที่ถูกผลักเข้ามาพร้อมกับก้าวขาของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทดำ ทำให้นับหนึ่งต้องหยุดมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
“เอ่อ... ขอโทษนะครับลูกค้า พอดีร้านปิดแล้ว ไว้พรุ่งนี้มาอุดหนุน...”
น้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพของนับหนึ่งขาดหายนิ่งชะงักไปกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม... ชายเรือนผมสีน้ำตาลแดง ผู้มีรอยสักทมิฬพาดผ่านลำคอ และมีแววตาสีฟ้าเย็นเยียบที่มองมายังเขาอย่างพิจารณา
ไซรัสไม่ได้เอ่ยคำขอโทษ และไม่ได้มีท่าทีสนใจป้ายปิดร้านเลยสักนิด มือขวาอย่างเชนรีบยกเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมาวางซ้อนไว้เบื้องหน้า ไซรัสทอดตัวนั่งลงอย่างถือดี ยกขาขึ้นไขว้ห้าง วางแขนลงบนหน้าขาด้วยท่วงท่าของผู้อยู่เหนือกว่าทุกสิ่ง
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายเจ้าของร้านกาแฟตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยตัดบทขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจคนฟังให้เย็นวาบไปถึงขั้ว
“กับลูน่า... ภรรยาของฉัน เป็นอะไรกัน”
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านกระจกบานโตของคฤหาสน์เดสมอนด์...ลูน่าเดินจูงมือเซมัสลูกชายตัวน้อยวัยสองขวบลงมาจากชั้นบน ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องอาหาร เรียวขาบางกลับต้องชะงักกึก ร่างกายแข็งเกร็งไปในทันตาภาพเบื้องหน้า... คือชายหนุ่มเรือนร่างโปร่งเจ้าของใบหน้าหวานที่เธอคุ้นเคย นั่งก้มหน้าเขี่ยข้าวต้มในถ้วยไปมาด้วยแววตาบอบช้ำและไร้ชีวา ลูน่ารู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอถูกสูบหายไป ชั่วขณะหนึ่งเธอแทบไม่อาจก้าวขาเดินต่อได้เลย“แด๊ดดี้!”เสียงสดใสของเด็กชายตัวน้อยแผดดังขึ้น เซมัสสะบัดหลุดจากมือผู้เป็นแม่ แล้ววิ่งร่าตรงเข้าไปหาไซรัสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างน่ารัก ลูน่าขบกรามแน่น กำมือเข้าหากันจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดข่มความแตกตื่นและเจ็บปวดในอก เธอพยายามกดความรู้สึกทั้งหมดลงไปใต้ใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับชายหนุ่มหน้าหวานคนนั้นอย่างเงียบเชียบนับหนึ่งค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลูน่า นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยความละอายและกล้ำกลืน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาปรายสายตาผ่านไซรัส ก่อนจะค้อมศ
ทันทีที่ลูน่าเดินลับหายเข้าไปในตัวอาคาร ไซรัสก็เอ่ยสั่งคนขับรถด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นและดุดัน“ออกรถ...”รถยนต์คันหรูทะยานออกจากประตูรั้วคฤหาสน์เดสมอนด์อย่างรวดเร็ว ไซรัสหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมากดต่อสายหาใครบางคนทันที สายตาของอสูรร้ายวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่งไคล้และความแค้นที่อยากระบายเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็ถูกกดรับ...(“ซะ... ไซรัสคะ”) เสียงของลีอาเอ่ยขึ้นอย่างสั่นเครือและประหม่า“เปิดห้องที่โรงแรมเดอะแกรนด์... เดี๋ยวนี้!” ไซรัสเค้นเสียงดุดันและหงุดหงิดสั่งใส่โทรศัพท์อย่างไม่ไว้หน้า“แต่งหน้า แต่งตัวด้วยชุดสีแดงไวน์... และใส่น้ำหอมกลิ่นเดียวกับน้องสาวเธอซะ”(“ไซรัส... คุณหมายความว่า...”)“ฉันให้เวลาสิบห้านาที ลีอา!” ไซรัสตวาดขัดขึ้นเสียงต่ำ นัยน์ตาสีฟ้าบิดเบี้ยวไปด้วยตัณหามืดมน“ถ้านานกว่านั้น... ฉันจะทำให้ตระกูลจิณณ์วราของพวกเธอพังวินาศภายในคืนนี้!”ติ๊ด!ไซรัสกดตัดสายทิ้งทันที ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะรถแล้วบดขยี้ฟันแน่น... ภาพใบหน้าเย็นชาท้าทายของลูน่าในชุดราตรีสีแดงไวน์ยังค
หญิงสาวทำเพียงเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม ส่งรอยยิ้มการเมืองไร้ความรู้สึกให้ดาริส แล้วเอ่ยเสียงนิ่งเรียบ“จริงอย่างที่ไซรัสพูดค่ะพี่ดาริส... ยังดีที่ฉันมีไซรัสคอยดูแลอยู่แล้ว พี่ดาริสไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”ดาริสทำเพียงแค่ยักไหล่เบาๆ พร้อมกับจุดรอยยิ้มลึกล้ำที่มุมปาก ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างนิ่งเฉย ปล่อยให้ความตึงเครียดจางหายไปในอากาศยามเมื่อน้องชายสร้างรังสีครอบครองอย่างเปิดเผยทันทีที่สลัดสายตาของพี่ชายออกไปได้ ไซรัสก็ปรับสีหน้าฉับพลัน ใบหน้าหล่อคมคายที่เคยเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละมุน อบอุ่น และแสนอ่อนโยนชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย กระซิบชิดใบหูของลูน่าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลต่อหน้าผู้คน ก่อนจะผายมือไปทางกลุ่มแขกเหรื่อชั้นสูงที่กำลังยืนล้อมวงรอทักทายเขาและคุณนายเดสมอนด์และในกลุ่มคนเหล่านั้น... คือ ‘ชัยวัฒน์ จิณณ์วรา’ และ ‘ดวงลออ จิณณ์วรา’ พ่อและแม่ของเธอเองลูน่ารับแก้วไวน์แดงจากถาดของบริกรรอบข้างมาถือไว้ด้วยท่วงท่างดงาม เส้นผมดัดลอนทิ้งปอยหวานเคลียข้างแก้มและชุดราตรีสีแดงไวน์ก่ำส่งให้เธอโดดเด่นด
ฟีนิกซ์เดินกลับออกมาพร้อมขวดไวน์แดงราคาแพงในมือ เขาก้าวเข้ามาหานอบน้อม ร่างสูงย่อตัวลงเล็กน้อยยื่นขวดไวน์ส่งให้คุณนายของเขาลูน่ารับขวดไวน์มาถือไว้ เธอไม่แม้แต่จะถามหาแก้วสเตมทรงสวยหรือแคร์ภาพลักษณ์ความสง่างามของคุณนายเดสมอนด์อีกต่อไป มือเรียวถอดจุกคอร์กออกแล้วยกขวดไวน์ขึ้นกระดกดื่มเข้าปากตรงๆ หยดน้ำสีแดงสดราวกับหยดเลือดไหลผ่านริมฝีปากบางลงมาตามลำคอระหง ตัดกับผิวขาวเนียนและชุดราตรีสีแดงไวน์อย่างเย้ายวนปนประชดประชันชีวิตฟีนิกซ์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก บอดี้การ์ดหนุ่มยืนนิ่ง คอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ด้วยความระมัดระวัง“ดื่มแบบนี้... ไม่กลัวนายท่านจะลงโทษหรือครับ” ฟีนิกซ์เอ่ยถามเสียงเรียบทลายความเงียบขึ้นเบาๆลูน่าลดขวดไวน์ลง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววเย้ยหยันชะตากรรม เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบไวน์ที่มุมปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“เขาจะคิดยังไง... ฉันไม่เคยแคร์อยู่แล้ว”ทว่า... พูดจบได้เพียงครู่เดียว เสียงก้าวขาหนักแน่นของรองเท้าหนังเนื้อดีก็ดังกังวานขึ้นมาจากด้านหลังฟีนิกซ์เบาๆ ร่างสูงใหญ่ของ ไซรัสก้าวเดินออกจากประตูโถงงานเลี้ยงตรงเ
หลังจากจัดการความแค้นและฝากรอยตราบาปไว้ที่คาเฟ่เรียบร้อยแล้ว ไซรัสก็เดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เดสมอนด์ ชายหนุ่มอาบน้ำชำระล้างคราบไคลและกลิ่นอายอันโสมม ก่อนจะจัดการแต่งตัวด้วยชุดสูทสากลสีเข้มตัดเย็บพิเศษที่เน้นเรือนร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างของเขาอย่างเพอร์เฟกต์ร่างสูงก้าวไปยืนสงบนิ่งอยู่ตรงปลายบันไดหรูหรากลางโถงคฤหาสน์ นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบกวาดมองขึ้นไปด้านบนด้วยความรอคอย...กึก... กึก...เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะเชื่องช้าดังกังวานก้อง สะท้อนความเงียบสงัดภายในโถงกว้าง ก่อนที่ร่างบางของลูน่าจะค่อยๆ ก้าวเดินลงมาจากชั้นบนและภาพตรงหน้า... ก็ทำให้หัวใจของมาเฟียหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะลูน่าปรากฏตัวในชุดราตรีผ้าซาตินเข้ารูปสีแดงไวน์ก่ำดุจหยดเลือด เนื้อผ้าเงาวาวสะท้อนแสงไฟระยิบระยับขับเน้นผิวขาวเนียนให้โดดเด่น ตัวชุดดีไซน์อย่างประณีตและเย้ายวนอันตราย สายสปาเก็ตตีเส้นเล็กประดับด้วยสายโซ่สีทองระย้าโอบล้อมไหล่เนียน ตัวเสื้อเว้าลึกเผยเนินอกอิ่ม ขณะที่ด้านข้างและแผ่นหลังเปิดเปลือยเปล่า ทอดผ่านด้วยสายโซ่ทองคำและอัญมณีเม็ดเล็กที่ตกลงมาส่องประกายวับแวม
รอยยิ้มบนใบหน้าของนับหนึ่งค่อยๆ หายไป แววตาอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด มือเรียวกำด้ามไม้ถูพื้นในมือแน่นจนข้อข้อนขึ้นสีขาว เขาขบกรามแน่นจนสันสันเด่นชัด ก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ราบเรียบที่สุด“คุณลูน่า... เป็นแค่ลูกค้าประจำครับ”ไซรัสหรี่ตาลง นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบส่องประกายวาวโรจน์ด้วยความนึกสนุกและถือดี“หึ... ลูกค้าประจำ?”ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาหานับหนึ่งช้าๆ บรรยากาศรอบตัวกดทับจนอากาศในร้านคล้ายจะหมุนวนด้วยความอึดอัด“งั้นแสดงว่าเจ้าของร้านคิดไม่ซื่อกับเมียฉันสินะ... รู้ไหมว่ายุ่งกับเมียคนที่ไม่ควรยุ่ง มันจะจบยังไง”สิ้นเสียงเรียบเย็นของไซรัส เชนและลูกน้องฉกรรจ์อีกคนก็ปราดเข้ามาล็อกแขนของนับหนึ่งไพล่หลังไว้แน่นทันทีนับหนึ่งตกใจ สะบัดตัวหนีแต่ไม่อาจสู้แรงมหาศาลได้ เขามองลูกน้องของไซรัสด้วยความตระหนก ก่อนจะหันไปสบตากับไซรัสด้วยความโกรธเกรี้ยว“พวกคุณจะทำอะไร?! ผมแค่บริการคุณลูน่าเหมือนลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้น!”ไซรัสเอื้อมมือหนาไปบีบหมับเข้าที่ปลายคางมนของ







