Masukตอนที่
2
น้องเดียร์
ขณะที่เธอกำลังใช้สมาธิอยู่กับการเช็ดแก้วเพื่อขจัดความคิดฟุ้งซ่านนั้น ทันใดนั้นอคิราห์ก็เดินฝ่าฝูงชนออกมาจากห้องวีไอพี 4 ตรงมาที่เคาน์เตอร์บาร์ สายตาของเขาไม่ได้วอกแวกไปที่ใคร แต่จ้องตรงมาที่ณิชาภาอย่างเจาะจงราวกับจะประกาศอาณาเขต
“คุณนนทกร” อคิราห์ทักทายอย่างสุภาพตามมารยาทและเป็นมืออาชีพ แต่ไม่มีไออุ่นในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
“คนของอนาวินสินะ มีธุระอะไรถึงได้มาขัดจังหวะที่โต๊ะของฉัน” นนทกรเอ่ยเสียงเรียบ พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตากลับหรี่ลงอย่างระวัง
อคิราห์ยังคงรักษามารยาทไว้อย่างดีเยี่ยม “ผมมาในฐานะตัวแทนเจ้านายครับ พอดีมีข้อความสำคัญที่อยากฝากบอกพนักงานคนนี้เป็นการส่วนตัว”
“เรื่องส่วนตัว” นนทกรเลิกคิ้วมองอย่างท้าทาย
“เกรงว่าในชั่วโมงงานที่ฉันจองตัวเธอไว้ อะไรที่เป็นเรื่องของเดียร์ก็ถือเป็นเรื่องที่ฉันต้องรู้ด้วย หวังว่านายคงเข้าใจในกฎกติตานะ
“ผมเข้าใจครับ แต่ข้อความนี้คุณวินน์กำชับมาว่าต้องถึงมือเธอตอนนี้”
“ถ้าอย่างนั้นก็รอให้จบเคสของฉันก่อน หรือไม่ก็รอน้องเดียร์เลิกงาน” นนทกตัดบทอย่างเด็ดขาดพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู
“ตอนนี้เวลาของน้องเดียร์เป็นสิทธิ์ของฉัน และฉันไม่ชอบให้มีแมลงรำคาญมาบินว่อนแถวนี้”
อคิราห์กระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่ต้องการให้เกิดการปะทะที่อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ธุรกิจในที่สาธารณะจึงตัดสินใจเลื่อนมือไปที่ขอบเคาน์เตอร์ และวางกระดาษโน๊ตสีขาวใบเล็กๆ ลงตรงหน้าณิชาภาอย่างรวดเร็ว
“คงไม่ว่ากันนะครับ คุณนนทกร” อคิราห์ทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ณิชาภาที่กำลังจะหยิบกระดาษใบนั้นด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธออยากรู้ว่าอดีตที่เคยตายไปแล้วต้องการสื่ออะไร ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วจะทันได้แตะต้อง นนทกรกลับคว้ามันตัดหน้าไปเสียก่อน การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและอุกอาจจนเธอสะดุ้งสุดตัว
“คุณนนท์” ณิชาภาอุทานออกมาเบาๆ เขาละเมิดความเป็นส่วนตัวของเธอ
“ฉันบอกแล้วไงว่าตอนนี้เธออยู่ในความดูแลของฉัน และฉันเกลียดการใช้ของร่วมกับคนอย่างอนาวินที่สุด” นนทกรกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาที่เคยดูอบอุ่นนี้กลับลุกด้วยความแค้นที่ซ่อนไว้ไม่มิด
นนทกรไม่ได้เปิดอ่านแม้แต่ตัวอักษรเดียว เขาฉีกกระดาษใบนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะโยนมันลงถังขยะอย่างไม่ใยดี
“อยากได้มากใช่ไหมไอ้วินน์ ยิ่งแกอยากได้ ฉันยิ่งจะทำให้แกเห็นว่าแกไม่มีวันได้แม้แต่เงาของเธอ” นนทกรพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะส่งแก้วเปล่าให้ณิชาภาเพื่อสั่งให้เธอปรนนิบัติเขาต่อ
อคิราห์ที่หยุดยืนมองอยู่ไกลๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใบหน้าเขาเคร่งขรึมลงทันที การหยามหน้าด้วยการฉีกข้อความทิ้งต่อหน้าแบบนี้ คือการประกาศสงครามที่เขาต้องรีบรายงานเจ้านาย
ภายในห้องวีไอพี 4 อนาวินกำลังจิบวิสกี้ในมืออย่างใจเย็น ท่ามกลางความสลัวเขาสงบนิ่งราวกับพยัคฆ์ที่รอเหยื่อ
“คุณวินน์ครับ” อคิราห์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
“ว่ามา” อนาวินตอบสั้นๆ โดยไม่ละสายตาจากของเหลวในแก้ว
“คุณนนทกร ไม่ได้แค่กันคุณณิชาไว้ครับ แต่เขายังฉีกกระดาษข้อความที่คุณฝากไปทิ้งและไม่ให้คุณณิชาอ่านเลยครับ”
อนาวินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระแทกแก้วเหล้าลงบนโต๊ะหินอ่อนเสียงดังสนั่นจนแก้วแทบร้าวคามือ
“มันกล้าท้าทายฉัน มันอยากลองดีนักใช่ไหม” อนาวินแค่นยิ้มเยือกเย็น แววตาดุจคมเหยื่อจ้องมองผ่านกำแพงห้องราวกับจะทะลุไปหาคู่แข่งที่อยู่อีกฝั่ง
“ไปเรียกผู้จัดการบาร์มา”
เพียงครู่เดียว อรจิราก็เดินเข้ามาด้วยทาทีประหม่าจนเห็นได้ชัด
“ค่ะคุณอนาวิน เรียกอรมามีอะไรให้รับใช้คะ”
“เด็กคนที่ชื่อเดียร์” อนาวินเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังเย็นไปถึงสันหลัง
“ฉันต้องการจองตัวเธอผูกขาดเพียงคนเดียวเป็นเวลาหนึ่งปี เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป และหลังจากนี้เธอไม่ต้องรับงานแขกคนอื่นอีกแม้แต่คนเดียว”
อรจิราหน้าซีดเผือด “หมายความว่าคุณจะซื้อตัวน้องเดียร์ยาวหนึ่งปีเลยเหรอคะ”
“ถูกต้อง ไปจัดการถอดชื่อเธอออกจากตารางทั้งหมดซะ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นรอบที่สอง” อนาวินตัดบทอย่างไม่ใยดีก่อนจะบุ้ยปากให้อคิราห์เพื่อจัดการเรื่องผลประโยชน์
อคิราห์หยิบเช็คเปล่าขึ้นมาสะบัดปากกาเซ็นชื่อเจ้านายด้วยความชำนาญ ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าผู้จัดการสาว”
“เจ้านายผมต้องการคำตอบแค่ตัวเลขครับคุณอรจะราคาเท่าไหร่ก็ว่ามา ขอแค่ชื่อของพนักงานคนนั้นหายไปจากสายตาของคุณนนทกรตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
อรจิรามือสั่นขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อเจ้าของร้าน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดเพราะนี่ไม่ใช่แค่การจองตัวเด็ก แต่มันคือการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนขั้วอำนาจในบาร์แห่งนี้ไปตลอดกาล
“เรื่องนั้นรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันโทรหาเจ้าของร้านสักครู่นะคะ” อรจิราตอบอย่างประหม่า เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อติดต่อหาเจ้าของร้านทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะนี่คือการตัดสินใจทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของร้านในรอบหลายปี
อนาวินไม่แสดงท่าทีเร่งรัด เขายังคงนั่งสงบนิ่งราวกับรูปปั้น แม้แต่เสียงหายใจยังแทบไม่ได้ยิน
ตอนที่4หรืออยากให้ฉันลงไป ณิชาภาพยายามรวบรวมสติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังจากที่ได้รับรู้เรื่อง ฃเช็คสิบล้านบาท จิตใจของเธอสับสนวุ่นวาย แต่ความมุ่งมั่นที่จะรักษาศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ยังคุกรุ่นราวกับกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับ เธอนึกถึงคำพูดของธนาภาที่ว่า เขาต้องการควบคุมเธอ การกลับมาของอนาวินไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องความรัก แต่มันคือเกมที่เขาวางหมากไว้ทุกตา เธอรีบเปลี่ยนชุดเดรสรัดรูปมาเป็นเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ลำลอง หวังให้ชุดที่เรียบง่ายที่สุดนี้เป็นเกาะกำบังให้เธอรู้สึกถึงความเป็นตัวเองได้บ้าง “ไม่ต้องคิดมาณิชา ไม่ต้องคิดมาก แค่ทำงานที่แพงที่สุดในชีวิตให้จบไปวันๆ ก็พอ” เธอพึมพำกับตัวเองพลางพ่นลมหายใจทิ้งเพื่อขับไล่ความกลัว เมื่อเดินออกมาจากห้องพักพนักงาน เธอพบอรจิราและธนาภากำลังเตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน ทว่าสีหน้าของทั้งคู่กลับดูมีลับลมคมใน “พี่อร นานาจะกลับแล้วเหรอคะ” ณิชาภาฝืนยิ้มทักทาย “ใช่จ้ะ พอดีพี่ต้องเคลียร์บัญชีด่วนที่บ้าน แถมนานาก็ต้องไปช่วยพี่ด้วย ส่วนเรื่องพรุ่งนี้ พี่เกรงว่าเราอาจจะต้องรับมือคนเดียวไปก่อนนะ เพราะพี
ตอนที่3ห้าล้านบาท ไม่นานอรจิราก็กลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ซีดเผือดลงกว่าเดิม ความกังวลแสดงออกมาทางแววตาของเธออย่างเห็นได้ชัด “เจ้าของบาร์แจ้งมาและค่ะคุณอคิราห์ ยอดทั้งหมดสำหรับการจองตัวน้องเดียร์เป็นเวลาหนึ่งปี” อรจิรารู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ ยากลำบากเหลือเกินที่จะเปล่งจำนวนเงินออกมา “ห้าล้านบาทค่ะ” “ห้าล้านบาท” อนาวินทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับกำลังซื้อขนมราคาถูก “เป็นจำนวนที่ถูกไปเสียด้วยซ้ำ” อนาวินรับเช็คและปากกาจากอคิราห์มาถือไว้ด้วยตัวเอง เขาไม่ได้มองเช็ค แต่จ้องมองไปยังผนังห้อง เขาจรดปลายปากกาอย่างรวดเร็ว เขาเขียนตัวเลขลงบนเช็คนั้นแล้วก็ยื่นให้อรจิรา “คุณอรจิรานี่คือเช็คสิบล้านบาท จัดการให้เรียบร้อย” อรจิรารีบรับเช็คด้วยมือที่สั่นเทา เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ต่อหน้าชายผู้ทรงอำนาจคนนี้ เงินสิบล้านบาทสำหรับพนักงานหนึ่งคนคือการทำลายสถิติทั้งหมด และการประกาศว่าเธอได้ถูกซื้อไปแล้วอย่างสมบูรณ์ “ค่ะคุณอนาวิน ดิฉันจะรีบดำเนินการทันทีค่ะ” อรจิรารับคำอย่างทุลักทุเล แทบจะวิ่งออกจากห้องไปด้วยความตื่นตระหนก
ตอนที่2น้องเดียร์ ขณะที่เธอกำลังใช้สมาธิอยู่กับการเช็ดแก้วเพื่อขจัดความคิดฟุ้งซ่านนั้น ทันใดนั้นอคิราห์ก็เดินฝ่าฝูงชนออกมาจากห้องวีไอพี 4 ตรงมาที่เคาน์เตอร์บาร์ สายตาของเขาไม่ได้วอกแวกไปที่ใคร แต่จ้องตรงมาที่ณิชาภาอย่างเจาะจงราวกับจะประกาศอาณาเขต “คุณนนทกร” อคิราห์ทักทายอย่างสุภาพตามมารยาทและเป็นมืออาชีพ แต่ไม่มีไออุ่นในน้ำเสียงแม้แต่น้อย “คนของอนาวินสินะ มีธุระอะไรถึงได้มาขัดจังหวะที่โต๊ะของฉัน” นนทกรเอ่ยเสียงเรียบ พลางเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตากลับหรี่ลงอย่างระวัง อคิราห์ยังคงรักษามารยาทไว้อย่างดีเยี่ยม “ผมมาในฐานะตัวแทนเจ้านายครับ พอดีมีข้อความสำคัญที่อยากฝากบอกพนักงานคนนี้เป็นการส่วนตัว” “เรื่องส่วนตัว” นนทกรเลิกคิ้วมองอย่างท้าทาย “เกรงว่าในชั่วโมงงานที่ฉันจองตัวเธอไว้ อะไรที่เป็นเรื่องของเดียร์ก็ถือเป็นเรื่องที่ฉันต้องรู้ด้วย หวังว่านายคงเข้าใจในกฎกติตานะ “ผมเข้าใจครับ แต่ข้อความนี้คุณวินน์กำชับมาว่าต้องถึงมือเธอตอนนี้” “ถ้าอย่างนั้นก็รอให้จบเคสของฉันก่อน หรือไม่ก็รอน้องเดียร์เลิกงาน” นนทกตัดบทอย่างเด็ดขาดพลาง
ตอนที่1รอยร้าวในแก้ววิสกี้ กลิ่นวิสกี้ราคาแพงผสมกับกลิ่นควันบุหรี่จางๆ คืออากกาศที่ ณิชาภา (ณิชา) ต้องสูดดมเพื่อประทังชีวิตในทุกค่ำคืน ภายใต้หน้ากากชื่อที่ใช้ในร้านเธอคือ เดียร์ ชุดเดรสสั้นสีดำที่รัดรูปไม่ได้ช่วยลดความอ้างว้างในใจลงได้เลย แต่ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสของอดีตคุณหนูผู้สูงศักดิ์กลับเย็นเยียบและแข็งกร้าวราวกับเป็นเกราะป้องกันไม่ให้โลกภายนอกเข้าถึงความอ่อนแอที่เหลืออยู่เธอต้องดิ้นรนเพื่อกอบกู้ครอบครัวที่ล้มละลาย และทุกแก้วที่เธอริน ทุกย่างก้าวที่เธอเดิน คือการพิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือใครอีกต่อไป “เดียร์ ห้องสี่วีไอพี ไปหน่อยสิ” เสียงธนาภา เพื่อนร่วมงานคนสนิทเรียกขึ้นณิชาภากำถาดเครื่องดื่มแน่น สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่โซนวีไอพีด้วยท่าทีนิ่งสงบ ห้องวีไอพี 4 เงียบสงัดอย่างน่าประหลาด รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบตัวดูหนักอึ้ง ชายสองคนนั่งอยู่ที่นั่น พวกเขาดูภูมิฐานจนน่าเกรงขามและชายที่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นคือ อนาวิน อัศวนนท์ ส่วนอีกคนคือลูกน้องคนสนิทของเขา หัวใจของเธอเหมือนถูกกระชากออกจากอก ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึก