Masukตอนที่
1
หน้ากากที่พังทลาย
เสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงดังทะลุโสตประสาทจนขมับของ ณิชาภา เต้นตุบ แสงสว่างวูบวาบสีแดงและน้ำเงินที่สาดส่ายไปมาทำให้โลกของเธอดูบิดเบี้ยว เธอในชุดพนักงานเสิร์ฟกางเกงขาสั้นสีดำสนิทที่เน้นเรียวขาขาวผ่องตัดกับบรรยากาศมืดสลัว กำลังพยายามประคองถาดเครื่องดื่มที่มีมูลค่ามากกว่าค่าแรงทั้งวันของเธอ
ใครจะเชื่อว่าพนักงานเสิร์ฟสาวในชุดรัดรูปที่กำลังประคองถาดเครื่องดื่มอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันบุหรี่นี้ ครั้งหนึ่งเคย คุณหนูเดียร์ ทายาทคนโตของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสังคมชั้นสูง
เมื่อห้าปีก่อน ชื่อของณิชาภาปรากฏอยู่บนหน้าสังคมในฐานะหญิงสาวที่น่าอิจฉาที่สุด เธอมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีคุณพ่อปัญญาที่เป็นไอดอลในวงการธุรกิจ และมีนลินน้องสาวคนเล็กที่เธอคอยฟูมฟักประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ชีวิตในตอนนั้นของเธอช่างสดใสและเปี่ยมไปด้วยความหวัง โดยเฉพาะเมื่อมี อนาวิน ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมเคียงข้างในฐานะคนรักที่ทุกคนต่างบอกว่ากิ่งทองใบหยก
แต่แล้วเงามืดที่มองไม่เห็นก็พัดถล่มเข้ามาในชีวิตเพียงชั่วข้ามคืน ธุรกิจของบิดาล้มละลายกะทันหันอย่างเป็นปริศนา ทรัพย์สินทุกอย่างถูกยึด บ้านที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นเพียงความทรงจำ
คุณพ่อปัญญาทรุดหนักกลายเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าและสุขภาพอ่อนแอจนน่าใจหาย ส่วนคุณแม่มาริษาที่เคยเป็นคุณนายผู้สูงศักดิ์ก็ต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้าย
และที่กรีดแทงใจที่สุด คือการที่อนาวินเดินจากไปพร้อมคำพูดเย็นชาในวันที่เธอสูญสิ้นทุกอย่าง เขาบอกเลิกเธออย่างเลือดเย็น ทิ้งให้เธอแบกรับภาระที่หนักอึ้งเพียงลำพัง
ห้าปีที่ผ่านมาหล่อหลอมให้คุณหนูผู้บอบบางกลายเป็นผู้หญิงที่แกร่งดุจหินผา ณิชาภาทิ้งเกียรติยศไว้เบื้องหลัง ภายในผับแห่งนี้เธอคือเดียร์ เธอเรียนรู้ที่จะแลกเหงื่อและหยาดน้ำตาเพื่อเงินทุกบาททุกสตางค์มาซื้อยาให้พ่อและส่งเสียให้นลิน ได้เรียนหนังสือ แม้น้องสาวตัวดีจะยังไม่เข้าใจความลำบากที่แท้จริงและยังฝันถึงชีวิตหรูหราแบบเดิมจนน่าหนักใจก็ตาม
เธอกลายเป็นดอกไม้ที่เติบโตในเงามืด เป็นนางฟ้าในคราบพนักงานเสิร์ฟที่ต้องคอยปั้นหน้ายิ้มรับคำแทะโลมจากชายแปลกหน้า ทั้งที่ในใจนึกอยากจะกรีดร้องด้วยความสมเพชตัวเองเพียงใดก็ตาม
แต่เธอก็ย้ำกับตัวเองเสมอ ตราบใดที่ลมหายใจของคนในครอบครัวยังอยู่ และตราบใดที่น้องสาวเธอยังมีอนาคต ต่อให้ต้องก้มหัวให้ต่ำกว่านี้เธอก็จะทำ ขอเพียงแค่อย่าได้พบเจอเขาอีกเลย คนที่สอนให้เธอรู้จักคำว่าความเจ็บปวดที่แท้จริง
แม้ว่าเธอจะจบการศึกษาเกียรตินิยมและทักษะภาษาที่ยอดเยี่ยม ทำไมณิชาภาไม่เดินเข้าไปสมัครงานในตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง เป็นเพราะเธอไปสมัครงานที่ไหนพอรู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของปัญญา อัศวโภคิน ก็ไม่มีใครอยากรับเธอเข้าทำงานเพราะ อนันต์พ่อของอนาวินแอบใช้อิทธิพลกระจายข่าวว่าใครช่วยเหลือครอบครัวของปัญญาถือว่าประกาศเป็นศัตรูกับอนันต์
ทว่าในวินาทีที่เธอเงยหน้าขึ้นจากการเตรียมเครื่องดื่ม สายตากลับไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบคู่หนึ่งที่จ้องมองลงมาจากชั้น VIP ดวงตาที่เธอพยายามลบเลือนไปจากความทรงจำตลอดห้าปี บัดนี้กลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความแค้นและชัยชนะที่เธอมองไม่เห็นความเมตตาอยู่ในนั้นเลยสักนิด
“น้องเดียร์จ๊ะจะรีบไปไหนล่ะ มาคุยกับพี่ก่อน” มือหนาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเสี่ยเจ้าของโรงงานที่เริ่มเมามายตะปบเข้าที่ข้อมือบาง
ณิชาภาสะดุ้งสุดตัว ความขยะแขยงแล่นพล่านจากข้อมือลามไปถึงหัวใจ แต่ใบหน้าสวยหวานกลับถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มทางการค้าที่เธอฝึกฝนมาอย่างดี
“ขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะพี่ พอดีโต๊ะโน้นเรียกเช็คบิลแล้ว ถ้าเดียร์ไปช้าพี่อรผู้จัดการร้านเอาเดียร์ตายแน่ๆ เลยค่ะ” เธอพยายามบิดข้อมือออกอย่างนุ่มนวล แต่ชายคนนั้นกลับกระชากเธอเข้าหาตัวจนกลิ่นเหล้าขาวผสมกลิ่นบุหรี่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
“พี่อรไม่ว่าหรอก ถ้าพี่จะจ่ายค่าตัวน้องเพิ่มอีกสักหมื่น สองหมื่นเอามั้ย” สายตาแทะโลมจดจ้องที่หน้าอกและริมฝันที่เม้มแน่น
ณิชาภาหลับตาลงกบดานความโกรธ เธออยากจะสาดเหล้าในถาดใส่หน้าชายคนนี้ แต่ภาพใบหน้าซูบผอมของพ่อที่นอนรอความหวังอยู่ที่บ้านก็ลอยเข้ามาฉุดรั้งสติเอาไว้
ในขณะที่เธอกำลังจะถูกล่วงเกินมากกว่าเดิม ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสีเทาเข้มก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางราวกับเงาที่มองไม่เห็น ชายผู้นั้นไม่ได้ดูเหมือนลูกค้าขี้เมาทั่วไป แต่กลับแผ่ซ่านรังสีบางอย่างที่ทำให้เสี่ยเจ้าของโรงงานถึงกับชะงักและยอมปล่อยมือ
“คุณเดียร์ใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำและสุภาพของ อาคิราห์ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลง ณิชาภาหอบหายใจถี่พลางลูบข้อมือที่ขึ้นรอยแดง
“ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอสังเกตเห็นวารีและพนักงานคนอื่นๆ ลอบมองมาด้วยความสงสัย เพราะอาคิราห์มีบุคลิกเหมือนผู้ดีทุกระเบียดนิ้ว
“มีแขก VIP ของเราที่โซนชั้นบนต้องการพบคุณเป็นการส่วนตัวครับ เขาต้องการให้คุณขึ้นไปดูแลโต๊ะของเขาเพียงคนเดียว” คำว่าเพียงคนเดียว’ ทำให้ณิชาภารู้สึกเย็นเยียบที่สันหลัง
“เดียร์ไม่ได้ทำหน้าที่เอ็นเตอร์เทนนะคะเดียร์แค่เสิร์ฟ”
“แขกท่านนี้ไม่ได้ต้องการอย่างอื่นครับ นอกจากให้คุณไปรินเหล้าและเขาจ่ายค่าเวลาของคุณด้วยเช็คเงินสดที่มากพอจะทำให้คุณไม่ต้องเหนื่อยที่ชั้นล่างนี้ไปอีกนาน” อาคิยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย ทิ้งปริศนาที่ทำให้ณิชาภาไม่มีทางเลือก
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปติดต่อพี่อรก่อนนะคะ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะเจ้านายผม จัดการเรื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว”
อคิราห์ขยับยิ้ม เป็นยิ้มที่ทำให้ณิชาภารู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก เธอหันไปเห็น อรจิรา ผู้จัดการร้านพยักหน้าให้เธอ
“เชิญครับคุณเดียร์ อย่าให้ท่านต้องรอนาน”
ณิชาภาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอวางถาดเปล่าลงบนเคาน์เตอร์ ท่ามกลางสายตาจิกกัดของ วารี ที่ยืนกอดอกมองอยู่ไม่ไกล
“แหม!!! ส้มหล่นลูกเบ้อเร่อเลยนะนังเดียร์ แขก VIP เจาะจงตัวซะด้วย ระวังเหอะขึ้นไปสูงๆ เวลาตกลงมามันจะเจ็บกว่าคนอื่น” วารีพูดเสียงเบาพอที่จะให้ได้ยินกันสองคน
ณิชาภาไม่ได้ตอบโต้ เธอเดินตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงของอาคิราห์ขึ้นไปยังชั้นสอง พรมหนานุ่มที่ปูตลอดทางเดินช่วยดูดซับเสียงฝีเท้าจนทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย แสงไฟที่นี่สลัวกว่าด้านล่าง กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงเข้ามาแทนที่กลิ่นเหม็นอับของบุหรี่
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็งภายในห้องประชุมส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะประชุมไม้โอ๊กยาวเหยียดตัวอยู่กลางห้อง รอบด้านรายล้อมด้วยกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพตึกสูงตระหง่านภายนอก อนาวินก้าวเข้ามานั่งที่ตำแหน่งประธานฝั่งหัวโต๊ะ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามทว่าแฝงกระแสรังสีความอำมหิตจนไม่มีใครกล้าสบตาโดยไม่จำเป็น นนทกรเดินตามเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ทุกขร้อน แววตาของเขายังคงทอดมองณิชาภาที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในฐานะผู้บันทึกการประชุม ณิชาภานั่งลงที่เก้าอี้เยื้องจากอนาวินเล็กน้อย เธอเปิดแท็บเล็ตและเตรียมเอกสารสัญญาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ กำแพงน้ำแข็งในใจช่วยให้เธอตัดความประหม่าและความเจ็บระบมตามร่างกายออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายตาคมกริบของอนาวินที่คอยตวัดมองเธอสลับกับคู่แข่งอยู่เป็นระยะ ราวกับจะเตือนว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะถูกสะสางทันทีที่จบงานนี้ “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็เริ่มคุยเรื่องเขตที่ดินทับซ้อนฝั่งตะวันออกกันเลยดีกว่า” อนาวินเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นดุดัน “ทางอัศวนนท์ได้ทำหนังส
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง“ณิชาภา!” อนาวินเรียกชื่อเต็มของเธอเสียงดังลั่นห้องทำงาน หญิงสาวหยุดก้าวเท้า หมุนตัวกลับมามองเขา แววตายังคงว่างเปล่า “คะ คุณวินน์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” “กาแฟของฉันทำไมยังไม่ได้ วันนี้เธอทำหน้าที่บกพร่องนะ” เขาแกล้งหาเรื่อง ทั้งที่ปกติอคิราห์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ หรือไม่เขาก็ไม่ได้สั่งเธอเลยตั้งแต่เช้า เขาแค่อยากหาเรื่องให้เธอพูดกับเขามากกว่าประโยครายงานสั้นๆ “ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันจะไปชงมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” ณิชาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันทีอนาวินเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกรวมมือขึ้นกุมขมับลากยาวลงมาถึงคาง สบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดใจความเย็นชาของเธอประท้วงเขาได้อย่างร้ายกาจที่สุด และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปกับความต้องการควบคุมมันกำลังทำให้เขาแทบบ้า ยิ่งเธอถอยห่าง สัญชาตญาณความอยากเอาชนะและความหึงหวงซ่อนเร้นในใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ช่วงบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามาในชั้นบริหารนนทกรทายาทธ
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง ความรู้สึกแรกที่ปลุกณิชาภาให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความเจ็บระบมที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ขยับตัว ความปวดร้าวตรงช่วงล่างและสะโพกก็ทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมาน เปลือกตาบางขยับลืมขึ้นช้าๆ มองเห็นเพดานห้องนอนสีครีมอันคุ้นตา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาริบหรี่ แต่หัวใจของเธอกลับมืดมนยิ่งกว่าคืนที่พายุเข้า ณิชาภาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างยากลำบาก ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำแดงสลับเขียวตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ทั้งที่ลาดไหล่ หน้าอก และข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยนิ้วมือหนาบีบตรึงเอาไว้จนเนื้อแทบเขียวคราม ร่องรอยป่าเถื่อนเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อนาวินทำกับเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำตาเม็ดโตสลัดร่วงลงบนหลังมือทีละหยด เธอจำได้ดีว่าในแฟลชไดรฟ์อันนั้น อนาวินอัดคลิปเสียงอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเขากำลังพยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอและพ่อจากเงื้อมมือของอนันต์ พ่อแท้ๆ ของเขาเอง ลึกๆ เธอรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดไป แต่สัมผัสอันจา
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง“ขอบคุณค่ะคุณอาคิ” ณิชาภายิ้มบางๆ ให้ด้วยความซาบซึ้ง “ทำไมช่วงนี้ดูซูบไปละครับเนี่ย ไอ้วินน์มันใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อคิราห์พูดปนหัวเราะ ขณะที่ส่งปึกกระดาษคืนให้เธอ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเส้นผมบางส่วนของณิชาภาที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าหวานจนดูเกะกะ ด้วยความสนิทสนมและนิสัยขี้เล่น ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปัดเส้นผมทัดหูให้เธออย่างแผ่วเบา “ดูแลตัวเองบ้างนะครับ เดี๋ยวไม่มีแรงรบกับท่านประธาน” จังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าของอนาวินก้าวเท้าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทกลับพลันแข็งท้างขึ้นมาทันทีเมื่อภาพตรงหน้าสาดเข้าสู่สายตา ภาพของอคิราห์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ใกล้ชิดกับณิชาภา มือของเพื่อนสนิทที่กำลังลูบไล้ใบหน้าหวานของเธออย่างอ่อนโยน และรอยยิ้มของณิชาภาที่มอบให้ชายอื่นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมันมานานแสนนาน กรงเล็บแห่งความหึงหวงและคว้าบ้าคลั่งพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของอนาวินในทันที สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่รุนแรงทำให้เขาลืมสิ้นทุกแผนการที่วางไว้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธจัด “ทำอะไรกันอยู่ตรงนั้น!” เสียงทรงพลังค
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง ความเงียบงันภายในห้องนอนสีครีมดูจะหนักอึ้งกว่าค่ำคืนไหนๆ แม้เสียงพายุฝนด้านนอกคฤหาสน์จะเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบใบไม้ แต่เสียงสะท้อนจากไฟล์คลิปเสียงของอนาวินยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของณิชาภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์สีเงินแนบกับอก สะอื้นไห้จนตัวโยนด้วยความรู้สึกผิดที่เคยเคลือบแคลงใจในตัวเขา เธอเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มช้าๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่เป็นการเดินกลับไปหาเขา เดินกลับไปบอกให้เขารู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่ในฐานะลูกหนี้หรือหมากในเกมแค้น แต่ในฐานะผู้หญิงที่จะร่วมเผชิญหน้ากับพายุทุกลูกไปพร้อมกับเขา ณิชาภาก้าวเท้าออกจากห้องนอน ท่ามกลางความมืดของโถงทางเดินสลัว เดินตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิอารมณ์มาเมื่อครู่ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟนีออนด้านในสาดส่องออกมาเป็นเส้นตรงยาวลงบนพื้นหินอ่อน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ อนาวินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงบ
ตอนที่ 11 กรงที่ไร้ซี่กรง (2)เขายังเก็บมันไว้ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเขา หยดน้ำตาแห่งความลังเลร่วงเผาะลงบนกระจกกรอบรูป ณิชาภายืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ความทรงจำแสนหวานในอดีตพุ่งเข้าโจมตีใจจนเธอแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เมื่อภาพของพ่อที่มีสายระโยงระยางและภาพของอนาวินที่สวมแหวนให้รินลดาลอยซ้อนทับเข้ามา เธอจึงจำต้องหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือดแล้วคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมทันที “ณิชา” เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังท่ามกลางความมืด พร้อมกับแสงไฟนีออนในห้องทำงานที่กลับมาสว่างวาบอีกครั้งเมื่อระบบไฟสำรองทำงาน ณิชาภาสะดุ้งสุดตัวพลางหันกลับไปมองด้วยความตกใจสุดขีดอนาวินยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด แววตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวจะเข้าไปทำร้ายเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่กรีดลึกยิ่งกว่าสิ่งใด “คุณวินน์ คือฉัน” ณิชาภาเสียงสั่นเครือ พยายามเอาซ่อนมือไว้ข้างหล
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวพนักงานสาวรับคำสั่งอย่างขยันขันแข็ง ก่อนจะหันไปเชิญณิชาภาเข้าไปในห้องลองเสื้อด้วยท่าทางนอบน้อม ณิชาภาทำท่าจะอ้าปากค้านแต่สายตาคมดุของอนาวินก็ปรามไว้เสียก่อน“ไปลองซะ อย่าให้ฉันต้องเดินเข้าไปเปลี่ยนให้เธอเอง” เมื่อณิชาภาเดินหายไป อคิราห์ที่ยืนกอดอกลอบยิ้มอยู่ก็
ตอนที่5หน้ากากที่เริ่มปริร้าวแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาในห้องโถงกว้างของบ้านพักส่วนตัว อนาวินในชุดลำลองกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ นั่งจิบกาแฟดำอยู่ที่โต๊ะอาหาร สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องอยู่ที่ไอแพดซึ่งแสดงกราฟหุ้นหรือข่าวเศรษฐกิจเหมือนทุกวัน แต่
ตอนที่4กรงขังที่ไร้เสียงที่บ้านพักส่วนตัวสไตล์โมเดิร์นตั้งตระหง่านอยู่ท้ายซอยในหมู่บ้านจัดสรรระดับซูเปอร์ลักชูรีใจกลางเมือง ที่นี่คืออาณาจักรลับของอนาวินที่น้อยคนนักจะได้รับอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้ามา รั้วสูงตระหง่านและระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ แสงไฟสป
ตอนที่3ไม่มีทางให้เลือก หยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนกระดาษสัญญายังไม่ทันเหือดแห้ง อนาวินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่ได้แสดงความเห็นใจต่อคราบน้ำตานั้นแม้แต่น้อย แต่กลับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่เหมือนเป็นคำสั่งจากพระเจ้า “เก็บข้าวของที่จำเป็นของเธอซะ คืนนี้เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่ที







