Masukตอนที่
2
ข้อเสนอ
บรรยากาศภายในซุ้มโซฟา VIP หนักอึ้งราวกับถูกโอบล้อมด้วยเมฆหมอกก่อนพายุใหญ่ แสงไฟนีออนสลัวสะท้อนใบหน้าเคร่งขรึมของอนาวินที่จ้องมองณิชาภาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าในจังหวะที่ความกดดันพุ่งถึงขีดสุด ม่านมุกทางเข้ากลับถูกเลิกออกเบาๆ พร้อมการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงผู้มาพร้อมรอยยิ้มละมุนที่ขัดกับบรรยากาศมาคุ
“ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะสำคัญเข้าเสียแล้วนะครับคุณวินน์”
นนทกร ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทอดมองไปที่หญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเทา ก่อนจะตวัดกลับไปมองอนาวินด้วยแววตาที่รู้ทัน อนาวินขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาจำรอยยิ้มจอมปลอมนั่นได้ดี นนทกรคือคู่แข่งที่น่ารำคาญที่สุดทั้งในด้านธุรกิจและในตอนนี้
“เดียร์ครับเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเชียว” นนทกรถือวิสาสะก้าวเข้าไปใกล้ แตะปลายนิ้วลงบนไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
เคร้ง!
เสียงแก้วบรั่นดีกระทบลงบนโต๊ะหินอ่อนดังสนั่น น้ำสีอำพันกระเด็นเปื้อนหลังมือหนาของอนาวิน ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความหึงหวงที่รุนแรงจนเจ้าตัวยังตกใจ
“เธอกำลังทำงานให้ฉันอยู่ นนทกรและฉันก็ไม่ชอบให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญมาแส่เรื่องส่วนตัว”
“เรื่องส่วนตัว” นนทกรเลิกคิ้วสูงพลางแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาที่เคยดูนุ่มนวลกลับวาวโรจน์ด้วยทิฐิที่ไม่ต่างกัน
“ผมเห็นแต่ว่าคุณกำลังคุกคามผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้และถ้าผมจำไม่ผิดเดียร์ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครที่นี่ เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกดูแลแขกที่ให้เกียรติเธอมากกว่าแขกที่ชอบใช้กำลัง”
“นนทกร” อนาวินคำรามลั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนเงาของเขาทาบทับร่างของณิชาภาเอาไว้มิด
“อย่ามาสะเออะสอนเรื่องการให้เกียรติ ในเมื่อบริษัทของแกยังจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่นอยู่เลย”
“หยุดเถอะค่ะ” ณิชาภาที่นิ่งเงียบมานานตัดสินใจแทรกขึ้น เธอสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของนนทกรอย่างสุภาพ แต่อบอวลไปด้วยความห่างเหิน
“ขอบคุณคุณนนท์มากนะคะที่ช่วย แต่เดียร์จัดการเองได้ค่ะ”
เธอเบนสายตาไปทางอนาวิน แววตาของเธอสั่นระริกแต่ก็เต็มไปด้วยขัดขืน
“ถ้าคุณวินน์ไม่พอใจที่แขกคนอื่นเข้ามาในโซนนี้ เดียร์ต้องขอโทษแทนทางร้านด้วยค่ะ เดี๋ยวเดียร์จะไปตามผู้จัดการให้มาดูแลคุณแทนนะคะ”
“ใครอนุญาตให้เธอไป” อนาวินคว้าข้อมือบางไว้ทันควัน แรงบีบที่มหาศาลทำให้เธอต้องนิ่วหน้า
“ปล่อยเธอ อนาวิน” นนทกรก้าวเข้าประจันหน้า บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นจนอาคิราห์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ต้องก้าวเข้ามาเตรียมแทรกแซง ทว่าณิชาภากลับนิ่งงัน เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอนาวินด้วยสายตาที่เจ็บปวดเสียจนคนถูกมองใจกระตุก
“คุณต้องการอะไรจากฉันอีกคะคุณวินน์” เธอถามด้วยเสียงแผ่วเบาที่สั่นเครือ
“ห้าปีที่แล้วคุณยังทำลายชีวิตฉันไม่พออีกเหรอ”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดรดลงบนกองเพลิงโทสะของอนาวินจนดับวูบ ทิ้งไว้เพียงควันหลงของความรู้สึกผิดที่เขามักซ่อนมันไว้ภายใต้ความเย็นชา เขาเผลอคลายแรงบีบที่ข้อมือลงเพียงเสี้ยววินาที ณิชาภาจึงใช้โอกาสนั้นสะบัดตัวหลุดแล้ววิ่งหนีออกไปจากซุ้ม VIP ทันที
“เดียร์” นนทกรทำท่าจะตามไป แต่อนาวินกลับก้าวขวางทางไว้ สายตาของสองพยัคฆ์ประสานกันอย่างดุเดือด
“อย่าล้ำเส้น นนทกรผู้หญิงคนนี้มี พันธนาการกับฉันมากกว่าที่คุณคิดและต่อให้คุณจะรวยแค่ไหน คุณก็ซื้ออิสระคืนให้เธอไม่ได้” อนาวินเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่นดุจคำพิพากษา ก่อนจะหันไปสั่งการอาคิราห์ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ไปตามเธอมาให้ได้ ไม่ว่าเธอจะหนีไปซุกอยู่ที่ไหน ฉันต้องการคำตอบจากเธอคืนนี้”
พายุอารมณ์ที่พิ่งสงบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด ณิชาภาวิ่งถลาลงมาจากชั้น VIP ร่างกายสั่นเทาจนแทบประคองถาดไม่อยู่ เธอทรุดตัวลงพิงผนังเย็นเยียบหลังเคาน์เตอร์บาร์ พยายามหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดเพื่อขับไล่ความรู้สึกเหมือนจะขาดใจเมื่อครู่
“เดียร์เป็นยังไงบ้างแก เกิดอะไรขึ้น” นานาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ถลาเข้ามาหาเธอเป็นคนแรก มือเรียวของเพื่อนคว้าไหล่ณิชาภาไว้พลางกวาดสายตามองไปทั่วร่างด้วยความตระหนก เมื่อเห็นรอยนิ้วมือแดงก่ำบนข้อมือขาวผ่องของเพื่อน นานาก็หลุดสบถออกมาด้วยความโกรธ
“ไอ้คนรวยพวกนี้มันเห็นเราเป็นตัวอะไรวะนึกจะบีบจะทึ้งยังไงก็ได้เหรอ”
“ฉันไม่เป็นไรนานาฉันแค่ตกใจนิดหน่อย” ณิชาภาเค้นเสียงตอบ พยายามจะปั้นยิ้มแต่มันกลับดูเหมือนการบิดเบี้ยวของใบหน้าด้วยความขมขื่นมากกว่า
“จะไม่เป็นไรได้ยังไง ข้อมือเขียวขนาดนี้” น้ำเสียงเข้มของอรจิราผู้จัดการร้านดังขัดขึ้น พร้อมกับร่างสง่าในชุดเดรสสีเข้มที่เดินตรงเข้ามาหาทั้งคู่ อรจิรามองรอยแดงบนข้อมือณิชาภาด้วยสายตาปวดร้าว เธอคว้ามือบางไปลูบเบาๆ ความรู้สึกผิดเกาะกินใจเพราะเธอเป็นคนอนุญาตให้อาคิราห์พาลูกน้องเธอขึ้นไป
“พี่ขอโทษนะเดียร์ พี่ไม่คิดว่าเขาจะรุนแรงขนาดนี้ อคิราห์บอกพี่แค่ว่าเจ้านายเขาอยากคุยธุระสำคัญ พี่เห็นว่าเป็นคนมีระดับ ไม่คิดเลยว่า”
“ธุระสำคัญหรือธุระสวาทกันแน่จ๊ะพี่อร”
เสียงแหลมเล็กที่เจือไปด้วยจริตจะก้านดังแทรกขึ้น วารีเดินนวยนาดเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ปิดไม่มิด เธอพิงไหล่กับขอบเคาน์เตอร์พลางจ้องมองณิชาภาด้วยสายตาดูแคลน
“แหมทำเป็นวิ่งหน้าตื่นลงมา ราวกับนางเอกโดนรังแกทั้งที่แขก VIP สองคนข้างบนนั้นน่ะ ระดับมหาเศรษฐีทั้งคู่ คนหนึ่งก็คุณนนทกรขาประจำที่คอยประคบประหงมแก ส่วนอีกคนก็คุณอนาวินที่รวยจนนับนิ้วไม่ถ้วนนี่ถ้าเป็นฉันนะป่านนี้ฉันยอมให้นอนบีบข้อมือเล่นทั้งคืนแล้ว ไม่มานั่งบีบน้ำตาทำสำออยให้เสียเวลาหรอก”
“หุบปากไปเลยนะวารี ถ้าแกอยากขายจนตัวสั่นก็ไปเสนอหน้าเอาเองสิ เพื่อนฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” นานาตะวาดใส่ด้วยความโมโหจนหน้าแดง
“อ้าว!!! ก็แค่พูดความจริง ทำเป็นหยิ่งรักษาศักดิ์ศรีในซ่องโจรเนี่ยนะ” วารีเบะปากพลางขยับเข้ามาใกล้ณิชาภาอีกนิด กระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ระวังไว้เหอะเดียร์ ยิ่งแกเล่นตัวมากเท่าไหร่ เวลาเขาเอาจริงขึ้นมา แกจะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอน แขกแบบคุณอนาวินน่ะ ถ้าเขาอยากได้อะไรเขาก็ต้องได้”
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็งภายในห้องประชุมส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะประชุมไม้โอ๊กยาวเหยียดตัวอยู่กลางห้อง รอบด้านรายล้อมด้วยกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพตึกสูงตระหง่านภายนอก อนาวินก้าวเข้ามานั่งที่ตำแหน่งประธานฝั่งหัวโต๊ะ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามทว่าแฝงกระแสรังสีความอำมหิตจนไม่มีใครกล้าสบตาโดยไม่จำเป็น นนทกรเดินตามเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ทุกขร้อน แววตาของเขายังคงทอดมองณิชาภาที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในฐานะผู้บันทึกการประชุม ณิชาภานั่งลงที่เก้าอี้เยื้องจากอนาวินเล็กน้อย เธอเปิดแท็บเล็ตและเตรียมเอกสารสัญญาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ กำแพงน้ำแข็งในใจช่วยให้เธอตัดความประหม่าและความเจ็บระบมตามร่างกายออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายตาคมกริบของอนาวินที่คอยตวัดมองเธอสลับกับคู่แข่งอยู่เป็นระยะ ราวกับจะเตือนว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะถูกสะสางทันทีที่จบงานนี้ “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็เริ่มคุยเรื่องเขตที่ดินทับซ้อนฝั่งตะวันออกกันเลยดีกว่า” อนาวินเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นดุดัน “ทางอัศวนนท์ได้ทำหนังส
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง“ณิชาภา!” อนาวินเรียกชื่อเต็มของเธอเสียงดังลั่นห้องทำงาน หญิงสาวหยุดก้าวเท้า หมุนตัวกลับมามองเขา แววตายังคงว่างเปล่า “คะ คุณวินน์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” “กาแฟของฉันทำไมยังไม่ได้ วันนี้เธอทำหน้าที่บกพร่องนะ” เขาแกล้งหาเรื่อง ทั้งที่ปกติอคิราห์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ หรือไม่เขาก็ไม่ได้สั่งเธอเลยตั้งแต่เช้า เขาแค่อยากหาเรื่องให้เธอพูดกับเขามากกว่าประโยครายงานสั้นๆ “ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันจะไปชงมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” ณิชาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันทีอนาวินเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกรวมมือขึ้นกุมขมับลากยาวลงมาถึงคาง สบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดใจความเย็นชาของเธอประท้วงเขาได้อย่างร้ายกาจที่สุด และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปกับความต้องการควบคุมมันกำลังทำให้เขาแทบบ้า ยิ่งเธอถอยห่าง สัญชาตญาณความอยากเอาชนะและความหึงหวงซ่อนเร้นในใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ช่วงบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามาในชั้นบริหารนนทกรทายาทธ
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง ความรู้สึกแรกที่ปลุกณิชาภาให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความเจ็บระบมที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ขยับตัว ความปวดร้าวตรงช่วงล่างและสะโพกก็ทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมาน เปลือกตาบางขยับลืมขึ้นช้าๆ มองเห็นเพดานห้องนอนสีครีมอันคุ้นตา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาริบหรี่ แต่หัวใจของเธอกลับมืดมนยิ่งกว่าคืนที่พายุเข้า ณิชาภาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างยากลำบาก ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำแดงสลับเขียวตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ทั้งที่ลาดไหล่ หน้าอก และข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยนิ้วมือหนาบีบตรึงเอาไว้จนเนื้อแทบเขียวคราม ร่องรอยป่าเถื่อนเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อนาวินทำกับเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำตาเม็ดโตสลัดร่วงลงบนหลังมือทีละหยด เธอจำได้ดีว่าในแฟลชไดรฟ์อันนั้น อนาวินอัดคลิปเสียงอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเขากำลังพยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอและพ่อจากเงื้อมมือของอนันต์ พ่อแท้ๆ ของเขาเอง ลึกๆ เธอรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดไป แต่สัมผัสอันจา
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง“ขอบคุณค่ะคุณอาคิ” ณิชาภายิ้มบางๆ ให้ด้วยความซาบซึ้ง “ทำไมช่วงนี้ดูซูบไปละครับเนี่ย ไอ้วินน์มันใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อคิราห์พูดปนหัวเราะ ขณะที่ส่งปึกกระดาษคืนให้เธอ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเส้นผมบางส่วนของณิชาภาที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าหวานจนดูเกะกะ ด้วยความสนิทสนมและนิสัยขี้เล่น ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปัดเส้นผมทัดหูให้เธออย่างแผ่วเบา “ดูแลตัวเองบ้างนะครับ เดี๋ยวไม่มีแรงรบกับท่านประธาน” จังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าของอนาวินก้าวเท้าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทกลับพลันแข็งท้างขึ้นมาทันทีเมื่อภาพตรงหน้าสาดเข้าสู่สายตา ภาพของอคิราห์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ใกล้ชิดกับณิชาภา มือของเพื่อนสนิทที่กำลังลูบไล้ใบหน้าหวานของเธออย่างอ่อนโยน และรอยยิ้มของณิชาภาที่มอบให้ชายอื่นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมันมานานแสนนาน กรงเล็บแห่งความหึงหวงและคว้าบ้าคลั่งพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของอนาวินในทันที สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่รุนแรงทำให้เขาลืมสิ้นทุกแผนการที่วางไว้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธจัด “ทำอะไรกันอยู่ตรงนั้น!” เสียงทรงพลังค
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง ความเงียบงันภายในห้องนอนสีครีมดูจะหนักอึ้งกว่าค่ำคืนไหนๆ แม้เสียงพายุฝนด้านนอกคฤหาสน์จะเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบใบไม้ แต่เสียงสะท้อนจากไฟล์คลิปเสียงของอนาวินยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของณิชาภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์สีเงินแนบกับอก สะอื้นไห้จนตัวโยนด้วยความรู้สึกผิดที่เคยเคลือบแคลงใจในตัวเขา เธอเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มช้าๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่เป็นการเดินกลับไปหาเขา เดินกลับไปบอกให้เขารู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่ในฐานะลูกหนี้หรือหมากในเกมแค้น แต่ในฐานะผู้หญิงที่จะร่วมเผชิญหน้ากับพายุทุกลูกไปพร้อมกับเขา ณิชาภาก้าวเท้าออกจากห้องนอน ท่ามกลางความมืดของโถงทางเดินสลัว เดินตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิอารมณ์มาเมื่อครู่ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟนีออนด้านในสาดส่องออกมาเป็นเส้นตรงยาวลงบนพื้นหินอ่อน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ อนาวินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงบ
ตอนที่ 11 กรงที่ไร้ซี่กรง (2)เขายังเก็บมันไว้ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเขา หยดน้ำตาแห่งความลังเลร่วงเผาะลงบนกระจกกรอบรูป ณิชาภายืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ความทรงจำแสนหวานในอดีตพุ่งเข้าโจมตีใจจนเธอแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เมื่อภาพของพ่อที่มีสายระโยงระยางและภาพของอนาวินที่สวมแหวนให้รินลดาลอยซ้อนทับเข้ามา เธอจึงจำต้องหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือดแล้วคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมทันที “ณิชา” เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังท่ามกลางความมืด พร้อมกับแสงไฟนีออนในห้องทำงานที่กลับมาสว่างวาบอีกครั้งเมื่อระบบไฟสำรองทำงาน ณิชาภาสะดุ้งสุดตัวพลางหันกลับไปมองด้วยความตกใจสุดขีดอนาวินยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด แววตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวจะเข้าไปทำร้ายเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่กรีดลึกยิ่งกว่าสิ่งใด “คุณวินน์ คือฉัน” ณิชาภาเสียงสั่นเครือ พยายามเอาซ่อนมือไว้ข้างหล
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจบรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำ







