เข้าสู่ระบบตอนที่
1
หน้ากากที่พังทลาย
อาคิราห์หยุดยืนหน้าซุ้มโซฟาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในมุมที่ลับสายตาที่สุด เขาผายมือออก “เชิญครับ”
เมื่อก้าวพ้นม่านมุกที่กั้นโซนไว้ ณิชาภาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ชายหนุ่มร่างสูงสง่านั่งเอนกายอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท ในมือเขามีแก้วบรั่นดีสีอำพันที่สะท้อนแสงไฟวิบวับ แสงสีม่วงอ่อนจางๆ ตกกระทบใบหน้าคมสันที่คุ้นเคย ใบหน้าที่เธอเคยซบลงบนอกเขาเพื่อฟังเสียงหัวใจ ใบหน้าที่เธอพยายามลบเลือนไปจากความทรงจำทุกวินาทีตลอดห้าปีที่ผ่านมา อนาวิน อัศวนนท์
เขายังคงดูสง่างามดุจเจ้าชาย แต่เป็นเจ้าชายที่ล้อมรอบด้วยไอเย็นเยือกพจนน่าขนลุก เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเธอในตอนแรก แต่จงใจหมุนแก้วเหล้าในมือไปมาอย่างช้าๆ
“เหล้าหมดแล้วรินสิ”
เสียงทุ้มต่ำที่เคยกระซิบคำหวานข้างหู บัดนี้กลับราบเรียบและเต็มไปด้วยคำสั่ง ณิชาภายืนนิ่งราวกับถูกสาป มือบางที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัวสั่นระริกจนต้องกำเข้าหากันแน่น
“ฉันบอกให้รินเหล้า หูหนวกหรือไง ณิชาภา”
คราวนี้เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองเธออย่างดุดัน มันไม่มีความโหยหา ไม่มีระลึกถึงอดีต มีเพียงความชิงชังและชัยชนะที่ส่องประกายวาววับจนคนมองใจสั่นสะท้าน
“ฉันชื่อเดียร์ค่ะ และฉันมาที่นี่เพื่อทำงานตามหน้าที่เท่านั้น” เธอเค้นเสียงตอบกลับไป พยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงสั่น
“หน้าที่งั้นเหรอ” อนาวินแค่นหัวเราะในลำคอ เขาหยิบเช็คเงินสดที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา แล้วสะบัดมันเบาๆ
“หน้าที่ของเธอคือทำตามคำสั่งของคนที่จ่ายเงินและคืนนี้ ฉันคือเจ้าของชีวิตเธอ”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าหาเธอช้าๆ จนณิชาภาต้องถอยหลังไปจนหลังพิงเข้ากับผนังเย็นเฉียบ อนาวินโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจร้อนๆ เป่ารดที่ข้างแก้ม กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่เธอเคยหลงใหลบัดนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนจะขาดใจ
“ห้าปีที่หายไป ฉันนึกว่าเธอจะไปได้ดีกว่าการมานุ่งสั้น โชว์ขาอ่อน ส่ายหน้าส่ายตาเรียกทิปจากพวกขี้เมาข้างล่างนั่น ความหยิ่งผยองของคุณหนูเดียร์หายไปไหนหมด หรือมันถูกขายไปพร้อมกับที่ดินที่บ้านเธอโดนยึดไปแล้ว”
“คุณอนาวิน” ณิชาภาตวาดออกมาด้วยความอัดอั้น น้ำตาใสๆ รื้นขึ้นมาที่ขอบตา
“อย่าลามปามถึงครอบครัวของฉัน ฉันจะทำอาชีพอะไรมันก็เรื่องของฉัน มันยังสะอาดกว่าใจดำๆ ของคนที่ทิ้งคนรักไปในวันที่เขาไม่เหลืออะไรเลยอย่างคุณ”
อนาวินกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาเอื้อมมือมาบีบคางมนบังคับให้เธอสบตา
“สะอาดงั้นเหรอในที่อโคจรแบบนี้เนี่ยนะอย่ามาเล่นบทนางเอกผู้เสียสละหน่อยเลยณิชาภา ในเมื่อเธอเลือกที่จะลงมาอยู่ในเงามืดนี้เอง ฉันก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เธอได้รู้ซึ้งว่าเงามืดที่แท้จริงมันหนาวเหน็บแค่ไหน”
“ฉันจะเลือกทางไหน มันก็เรื่องของฉันถ้าไม่ต้องการอะไรแล้ว ฉันขอตัวนะคะ”
“ใครอนุญาตให้เธอไป”
แรงบีบที่ปลายคางเพิ่มมากขึ้นจนณิชาภาต้องนิ่งด้วยความเจ็บ อนาวินกระชากร่างบางเข้ามาปะทะอกแกร่ง กลิ่นบรั่นดีคละคลุ้งผสมกับกลิ่นกายชายหนุ่มที่เธอเคยหลงใหลบัดนี้กลับทำให้อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“ปล่อยค่ะ ฉันบอกให้ปล่อย” เธอพยามยามผลักไสอกกว้างที่แข็งราวกับแผ่นหินแต่กลับถูกวงแขนแกร่งรัดเอวบางไว้แน่นจนร่างแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
“ห้าปีที่ผ่านมา เธอเก่งขึ้นนะณิชาภา ทั้งปากดีขึ้น แล้วก็รู้จักใช้มารยาหยิบยืมมือผู้ชายคนอื่นมาปกป้องตัวเอง” สายตาของเขาตวัดมองไปยังรอยแดงบนข้อมือของเธอที่เกิดจากฝีมือเสี่ยคนเมื่อกี้
“ถ้าอยากขายนัก ทำไมไม่บอกฉัน ฉันให้ได้มากกว่าที่ไอ้แก่พวกนั้นให้เธอทั้งชีวิตเสียอีก”
เพียะ!!!
ใบหน้าคมสันหันไปตามแรงตบ ณิชาภายืนหอบหายใจถี่ มือบางสั่นระริกขณะที่ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความแค้น
“ดูถูกฉันให้พอใจเถอะค่ะคุณอนาวิน ถ้ามันจะทำให้คุณรู้สึกสูงส่งขึ้นมาได้ แต่อย่าลืมว่าคนใจดำอย่างคุณ ไม่มีค่าพอจะมาตัดสินชีวิตของใครทั้งนั้น”
อนาวินค่อยๆ หันใบหน้ากลับมา มุมปากซึมด้วยเลือดซิบแต่เขากลับยิ้ม เป็นยิ้มที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา เขาใช้นิ้วหัวแม่มือปาดเลือดออกช้าๆ ก่อนจะจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เย็นเยือกยิ่งกว่าเดิม
“ตบได้ดีนี่ถือว่าเป็นค่ามัดจำสำหรับบทเรียนต่อจากนี้ก็แล้วกัน”
เขาสะบัดร่างเธอออกอย่างแรงจนณิชาภาเสียหลักล้มลงบนโซฟาหนัง อนาวินไม่ได้ตามลงมาคุกคามต่อ แต่กลับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดส่งข้อความสั้นๆ ก่อนจะโยนเครื่องมือสื่อสารราคาแพงลงบนโต๊ะหินอ่อน
“อาคิราห์บอกเธอหรือยังว่าเช็คใบนั้นมันมีมูลค่าเท่าไหร่” เขามองไปยังกระดาษแผ่นเล็กบนโต๊ะ
“มันมากพอจะจ่ายหนี้ที่นลินไปก่อไว้เมื่อวานนี้ และมากพอจะยื้อลมหายใจของพ่อเธอไปได้อีกหลายเดือน”
คำพูดของเขาทำให้ณิชาภาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
“คุณ คุณพูดเรื่องอะไร นลินไปก่อเรื่องอะไรไว้”
“น้องสาวเธอยังไม่บอกงั้นเหรอ ว่าแอบเอารถเพื่อนไปชนจนพังยับเยิน แถมยังไปเซ็นสัญญาชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเลขที่เธอต้องขายตัวเสิร์ฟเหล้าที่นี่อีกสิบปีก็ใช้ไม่หมด” อนาวินก้าวเข้ามาใกล้ คราวนี้เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอข้างหนึ่ง ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยพวงแก้มที่ซีดเผือด
“ความลับที่เธอพยายามซ่อนไว้ ทั้งเรื่องที่ทำงานในบาร์ ทั้งเรื่องหนี้สินของครอบครัว ฉันรู้หมดแล้วณิชาภา”
“คุณมันปีศาจ” เธอพึมพำน้ำตาที่กักกั้นไว้ไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ ความหวังที่จะหนีจากเขาพังทลายลงในพริบตา
“ใช่ ฉันคือปีศาจที่เธอหนีไม่พ้น” เขาโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหู กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่าน
“คืนนี้เธอกลับไปคิดดูให้ดี ว่าจะยอมรับความช่วยเหลือจากปีศาจอย่างฉัน หรือจะรอดูพ่อตายและน้องสาวเข้าคุกเลือกเอาเองนะเดียร์”
อนาวินลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากโซน VIP โดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ณิชาภานั่งตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมชีวิตของเธออย่างสมบูรณ์
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็งภายในห้องประชุมส่วนตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอย่างแผ่วเบา โต๊ะประชุมไม้โอ๊กยาวเหยียดตัวอยู่กลางห้อง รอบด้านรายล้อมด้วยกระจกใสที่มองเห็นทัศนียภาพตึกสูงตระหง่านภายนอก อนาวินก้าวเข้ามานั่งที่ตำแหน่งประธานฝั่งหัวโต๊ะ ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามทว่าแฝงกระแสรังสีความอำมหิตจนไม่มีใครกล้าสบตาโดยไม่จำเป็น นนทกรเดินตามเข้ามานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ทุกขร้อน แววตาของเขายังคงทอดมองณิชาภาที่เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในฐานะผู้บันทึกการประชุม ณิชาภานั่งลงที่เก้าอี้เยื้องจากอนาวินเล็กน้อย เธอเปิดแท็บเล็ตและเตรียมเอกสารสัญญาด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ กำแพงน้ำแข็งในใจช่วยให้เธอตัดความประหม่าและความเจ็บระบมตามร่างกายออกไปจนหมดสิ้น มีเพียงสายตาคมกริบของอนาวินที่คอยตวัดมองเธอสลับกับคู่แข่งอยู่เป็นระยะ ราวกับจะเตือนว่าเรื่องระหว่างเธอกับเขาจะถูกสะสางทันทีที่จบงานนี้ “ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็เริ่มคุยเรื่องเขตที่ดินทับซ้อนฝั่งตะวันออกกันเลยดีกว่า” อนาวินเปิดประเด็น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นดุดัน “ทางอัศวนนท์ได้ทำหนังส
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง“ณิชาภา!” อนาวินเรียกชื่อเต็มของเธอเสียงดังลั่นห้องทำงาน หญิงสาวหยุดก้าวเท้า หมุนตัวกลับมามองเขา แววตายังคงว่างเปล่า “คะ คุณวินน์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมคะ” “กาแฟของฉันทำไมยังไม่ได้ วันนี้เธอทำหน้าที่บกพร่องนะ” เขาแกล้งหาเรื่อง ทั้งที่ปกติอคิราห์จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ หรือไม่เขาก็ไม่ได้สั่งเธอเลยตั้งแต่เช้า เขาแค่อยากหาเรื่องให้เธอพูดกับเขามากกว่าประโยครายงานสั้นๆ “ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันจะไปชงมาให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” ณิชาพูดแค่นั้นแล้วเดินออกจากห้องไปทันทีอนาวินเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกรวมมือขึ้นกุมขมับลากยาวลงมาถึงคาง สบถคำหยาบคายออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดใจความเย็นชาของเธอประท้วงเขาได้อย่างร้ายกาจที่สุด และความรู้สึกผิดที่ผสมปนเปกับความต้องการควบคุมมันกำลังทำให้เขาแทบบ้า ยิ่งเธอถอยห่าง สัญชาตญาณความอยากเอาชนะและความหึงหวงซ่อนเร้นในใจของเขาก็ยิ่งพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอีกรอบเมื่อมีสิ่งกระตุ้น ช่วงบ่ายโมงครึ่ง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับยิ่งทวีความอึดอัดขึ้นเมื่อแขกผู้มาเยือนคนใหม่ก้าวเข้ามาในชั้นบริหารนนทกรทายาทธ
ตอนที่ 13 กำแพงน้ำแข็ง ความรู้สึกแรกที่ปลุกณิชาภาให้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่คือความเจ็บระบมที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ทันทีที่ขยับตัว ความปวดร้าวตรงช่วงล่างและสะโพกก็ทำให้เธอต้องหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาด้วยความทรมาน เปลือกตาบางขยับลืมขึ้นช้าๆ มองเห็นเพดานห้องนอนสีครีมอันคุ้นตา แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาริบหรี่ แต่หัวใจของเธอกลับมืดมนยิ่งกว่าคืนที่พายุเข้า ณิชาภาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงกว้างอย่างยากลำบาก ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นรอยช้ำเป็นจ้ำแดงสลับเขียวตามผิวเนื้อเนียนละเอียด ทั้งที่ลาดไหล่ หน้าอก และข้อมือทั้งสองข้างที่มีรอยนิ้วมือหนาบีบตรึงเอาไว้จนเนื้อแทบเขียวคราม ร่องรอยป่าเถื่อนเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อนาวินทำกับเธอเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำตาเม็ดโตสลัดร่วงลงบนหลังมือทีละหยด เธอจำได้ดีว่าในแฟลชไดรฟ์อันนั้น อนาวินอัดคลิปเสียงอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเขากำลังพยายามทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอและพ่อจากเงื้อมมือของอนันต์ พ่อแท้ๆ ของเขาเอง ลึกๆ เธอรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดไป แต่สัมผัสอันจา
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง“ขอบคุณค่ะคุณอาคิ” ณิชาภายิ้มบางๆ ให้ด้วยความซาบซึ้ง “ทำไมช่วงนี้ดูซูบไปละครับเนี่ย ไอ้วินน์มันใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อคิราห์พูดปนหัวเราะ ขณะที่ส่งปึกกระดาษคืนให้เธอ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นเส้นผมบางส่วนของณิชาภาที่หลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้าหวานจนดูเกะกะ ด้วยความสนิทสนมและนิสัยขี้เล่น ชายหนุ่มจึงเอื้อมมือไปปัดเส้นผมทัดหูให้เธออย่างแผ่วเบา “ดูแลตัวเองบ้างนะครับ เดี๋ยวไม่มีแรงรบกับท่านประธาน” จังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ผู้บริหารเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าของอนาวินก้าวเท้าออกมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งสนิทกลับพลันแข็งท้างขึ้นมาทันทีเมื่อภาพตรงหน้าสาดเข้าสู่สายตา ภาพของอคิราห์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ใกล้ชิดกับณิชาภา มือของเพื่อนสนิทที่กำลังลูบไล้ใบหน้าหวานของเธออย่างอ่อนโยน และรอยยิ้มของณิชาภาที่มอบให้ชายอื่นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมันมานานแสนนาน กรงเล็บแห่งความหึงหวงและคว้าบ้าคลั่งพุ่งเข้าเกาะกุมหัวใจของอนาวินในทันที สัญชาตญาณความเป็นเจ้าของที่รุนแรงทำให้เขาลืมสิ้นทุกแผนการที่วางไว้ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นด้วยความโกรธจัด “ทำอะไรกันอยู่ตรงนั้น!” เสียงทรงพลังค
ตอนที่ 12 รอยร้าวในไฟหึง ความเงียบงันภายในห้องนอนสีครีมดูจะหนักอึ้งกว่าค่ำคืนไหนๆ แม้เสียงพายุฝนด้านนอกคฤหาสน์จะเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบใบไม้ แต่เสียงสะท้อนจากไฟล์คลิปเสียงของอนาวินยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของณิชาภาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือบางยังคงกำแฟลชไดรฟ์สีเงินแนบกับอก สะอื้นไห้จนตัวโยนด้วยความรู้สึกผิดที่เคยเคลือบแคลงใจในตัวเขา เธอเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มช้าๆ ดึงสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การนั่งร้องไห้ แต่เป็นการเดินกลับไปหาเขา เดินกลับไปบอกให้เขารู้ว่าเธอเลือกที่จะอยู่เคียงข้างเขา ไม่ใช่ในฐานะลูกหนี้หรือหมากในเกมแค้น แต่ในฐานะผู้หญิงที่จะร่วมเผชิญหน้ากับพายุทุกลูกไปพร้อมกับเขา ณิชาภาก้าวเท้าออกจากห้องนอน ท่ามกลางความมืดของโถงทางเดินสลัว เดินตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ที่เพิ่งผ่านสมรภูมิอารมณ์มาเมื่อครู่ ประตูห้องแง้มอยู่เล็กน้อย แสงไฟนีออนด้านในสาดส่องออกมาเป็นเส้นตรงยาวลงบนพื้นหินอ่อน เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ อนาวินยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างทรนงบ
ตอนที่ 11 กรงที่ไร้ซี่กรง (2)เขายังเก็บมันไว้ ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเขา หยดน้ำตาแห่งความลังเลร่วงเผาะลงบนกระจกกรอบรูป ณิชาภายืนนิ่งงันอยู่กลางห้อง ความทรงจำแสนหวานในอดีตพุ่งเข้าโจมตีใจจนเธอแทบจะก้าวขาไม่ออก แต่เมื่อภาพของพ่อที่มีสายระโยงระยางและภาพของอนาวินที่สวมแหวนให้รินลดาลอยซ้อนทับเข้ามา เธอจึงจำต้องหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือดแล้วคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมทันที “ณิชา” เสียงทุ้มต่ำที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังท่ามกลางความมืด พร้อมกับแสงไฟนีออนในห้องทำงานที่กลับมาสว่างวาบอีกครั้งเมื่อระบบไฟสำรองทำงาน ณิชาภาสะดุ้งสุดตัวพลางหันกลับไปมองด้วยความตกใจสุดขีดอนาวินยืนพิงกรอบประตูห้องทำงานอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่ปลดกระดุมบนออกสองเม็ด แววตาคมกริบที่เคยฉายแววดุดันบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง ความโศกเศร้า และความอ่อนล้าอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ในมือของเขาไม่มีอาวุธ ไม่มีท่าทีโกรธเกรี้ยวจะเข้าไปทำร้ายเธอ... มีเพียงความเงียบงันที่กรีดลึกยิ่งกว่าสิ่งใด “คุณวินน์ คือฉัน” ณิชาภาเสียงสั่นเครือ พยายามเอาซ่อนมือไว้ข้างหล
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตณิชาภาลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เธอไม่ได้ตอบโต้ทำเพียงเก็บรวบรวมงานวางไว้บนโต๊ะเขาอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวออกมาด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่อยู่ๆ แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันทีชื่อ ‘ป้ามาลี
ตอนที่7กลิ่นอายในรอยอดีตภายในห้องอาหารที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก แสงไฟสีวอร์มไวท์จากโคมไฟระย้าเหนือโต๊ะหินอ่อนช่วยขับเน้นให้บรรยากาศดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด กลิ่นหอมละมุนของน้ำซุปต้มจืดเต้าหู้หมูสับคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เป็นกลิ่นอายของบ้านที่อนาวินไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่เขาย้ายออกมาอยู่เพ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจ“ไอ้วินน์ นี่แกกล้าลำเลิกบุญคุณกับฉันเหรอ” คุณอนันต์ลุกขึ้นยืน ตัวสั่นด้วยความโกรธคุณหญิงนิศาผู้เป็นมารดา รีบเข้ามาห้ามทัพด้วยใบหน้าวิตกกังวล“วินน์ ยอมพ่อเขาเถอะนะลูก รินลดาเขาก็เพิ่งมาฟ้องแม่ว่าวินน์ปกป้องเด็กคนนั้นจนทำร้ายน้ำใจเขา วินน์แต่งงานกับรินลดาไปเรื่องก็จบนะ
ตอนที่6เสียงสะท้อนจากหัวใจบรรยากาศภายในรถตู้ลีมูซีนระหว่างทางกลับบ้านพักส่วนตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่ชวนให้ใจสั่น ณิชาภาในชุดเดรสลูกไม้สีขาวสะอาดตานั่งตัวลีบติดประตูรถ เธอรู้สึกไม่คุ้นชินกับสัมผัสของเนื้อผ้าชั้นเลิศที่แนบไปกับผิวพรรณ ขณะที่อนาวินนั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างๆ สายตาคมกริบของเขาแสร้งทำ







