Se connecterเสียงเคาะประตูหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นรัว ๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนักเพราะฝีมือของนางหูจอมโวยวายนั่นเอง
“เปิดประตูเร็ว! ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”
ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนที่เพิ่งสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนเปิดประตูออกอย่างงุนงง ก่อนจะพบเด็กชายอามู่ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน กำลังยืนตัวสั่นข้างมารดาผู้มีสีหน้างงงันไม่แพ้กัน
“เกิดอะไรขึ้นแต่เช้า?”
ไม่ทันสิ้นคำถาม เด็กชายก็โพล่งออกมาเสียงสั่นแทบไม่รู้เรื่องทันที
“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน!” พยายามพูดแม้จะยังสะอึกสะอื้นก็ตาม “ข้า...ข้าเป็นพาเทียนหรงไปที่ป่าไผ่เอง! ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ตาย ข้าแค่จะแกล้งเขาเล่นเท่านั้น!”
เสียงสารภาพนั้นดังลั่นต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่ทันตั้งตัว ไหนจะชาวบ้านข้างเคียงที่อยากมาดูที่มาเสียงดังโหวกเหวก ก็พากันยืนนิ่งงันไปตาม ๆ กัน
“อามู่! พูดอะไรของเจ้า!” นางหูผู้เป็นมารดารีบคว้าแขนบุตรชายไว้ “จะสารภาพเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไม! นั่นมันเป็นการเอาความผิดเข้าตัวเจ้านะ!”
แต่เด็กชายกลับผลักมือมารดาออกแล้วหันกลับไปพูดเสียงดังต่อหน้าทุกคนต่อ
“...เขาตายแล้ว! ข้าเห็นกับตาเมื่อคืน...หน้าขาวโพลน ดวงตาไม่มีตาดำ...เขามาหาข้า!”
คำพูดนั้นทำให้นางหูหน้าซีดลงในทันที หันขวับไปมองผู้ใหญ่บ้านอย่างตกใจ
“มะ...หมายความว่าไง เด็กบ้านนั้นตายแล้วหรือ!?”
ทว่าผู้ใหญ่บ้านกลับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแทนที่จะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน
“จะตายอะไรเล่า เมื่อคืนวานนางเจามาบอกข้าว่าเด็กเทียนหรงกลับถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย ข้ายังย้ำให้ป้าเจาส่งคนตรวจซ้ำรอบบ้านก่อนปิดประตูอยู่เลย”
อามู่ที่ยืนสั่นเทาอยู่ถึงกับเบิกตากว้างส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“มะ...ไม่จริง! ข้าเห็นกับตา! เขามาหาข้าจริง ๆ! ถ้าเขายังไม่ตาย แล้ว...แล้วเมื่อคืน...ข้าเห็นอะไร!”
ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ คำถามนั้นก็ได้รับคำเฉลยแล้ว...
ทันใดนั้นร่างของลู่ชิงหรูก็ปรากฏขึ้น เดินจูงลู่เทียนหรงมาตามทางดิน ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบใบไผ่ไหวไกวด้านหลัง เดินผ่านเสียงพูดคุยเริ่มจ้อกแจ้กจอแจของชาวบ้านทยอยออกมายืนมุงที่ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
“นั่น...นั่นมัน...!”
อามู่ผงะถอยกรูดจนแผ่นหลังชนขามารดาของตน
“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าตาย! อย่าหลอกข้า! อย่าฆ่าข้า!”
ผู้คนรอบด้านที่เฝ้ามองเหตุการณ์ ต่างเห็นชัดเจนว่าเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็น ตัวเป็น ๆ ผิวเนื้อจริง มิใช่ผีอย่างที่เด็กชายผู้นั้นพร่ำเพ้อ
“ข้าเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ว่าที่แท้เด็กอันธพาลบ้านหูไม่สั่งสอนผู้นี้ กลับเป็นคนล่อลวงน้องชายข้าไปที่ป่าไผ่จริง ๆ และยังกลั่นแกล้งจนมีแผลเต็มตัว หากข้าไปช้ากว่านั้นน้องชายข้าคง…”
นางหูได้สติขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นลูกชายของนางดูเสียสติไปและเห็นชิงหรูเดินเข้ามา นางหาใช่ยอมได้ง่ายไม่ก็รีบเถียงกลับเสียงแข็งทันใด
“เจ้าว่าอะไรนะ!? ลูกข้าพูดเพ้อเจ้อเท่านั้นเจ้าจะเอาผิดเขาแค่เพราะคำสารภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือ!?”
ลู่ชิงหรูยังยืนสงบ ไม่ไหวติง ดวงตานิ่งเฉียบขาดยิ่งกว่าเสียงที่เปล่ง
“ข้าเอาผิดใครที่ไม่มีหลักฐานไม่เป็นดอก แต่เจ้าลองถามทุกคนที่อยู่ตรงนี้ดู ว่าเด็กชายมู่นั้นพูดอะไรไปบ้างเมื่อครู่”
“แค่คำสารภาพของเด็ก!” นางหูยังไม่ยอม “ไม่มีใครเห็นกับตาว่าเขาพาน้องเจ้าไปกลั่นแกล้ง!”
แน่นอนว่าไปเรียกเด็กอีกสองคนที่ร่วมรุมกลั่นแกล้งน้องข้ามาก็เป็นหลักฐานได้แล้วแต่นางรู้ว่าหลักฐานชัดเจนไม่จำเป็นหรอกเพราะสิ่งที่น่าเชื่อมากกว่าหลักฐานของคนในหมู่บ้านนั้นนั้นนางมีแล้ว
ลู่ชิงหรูกลับยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านรอบ ๆ ที่เริ่มมุงกันแน่นต่อมา...
“เทพประจำหมู่บ้านอาจเห็นว่าเด็กผู้นี้กระทำเกินควร จึงส่งภาพให้เห็นและทำให้เขาต้องรีบวิ่งมาสารภาพเองเช่นนี้ ...เมื่อครู่ทุกคนคงได้ยินกระมังหากไม่ใช่เทพประจำหมู่บ้านแปลงกายไปจะบอกว่าอามู่ปัญญาเสียเห็นภาพหลอนไปเองหรือ? หากเป็นเช่นนั้นหากปล่อยเขาไว้ที่หมู่บ้านข้าว่าจะเกิดอันตรายต่อคนอื่นได้นะ ควรส่งไปรักษาเสียดีกว่า...”
คำพูดของนางทำเอาอามู่หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม เขาได้ยินเรื่องผีเมื่อคืนไม่ได้ต้องรู้สึกกลัวว่าตนจะถูกหักคอเสียทุกทียิ่งพอฟังแล้วว่าตนกำลังถูกเทพที่คนในหมู่บ้านเคารพตักเตือนก็รีบกลัวเข้าไปใหญ่ ริมฝีปากสั่นระริกรีบยอมรับก่อนจะถูกเทพลงโทษทันที
“ข้า...ข้าทำเอง...ข้าล่อลวงน้องของท่านไปจริง ข้าไม่อยากโดนใครตามมาเอาชีวิต! ข้าทำเอง...กับอามู่และอาฉิงด้วย”
เสียงสารภาพของเด็กชายดังก้องท่ามกลางความเงียบงันอีกครา นางหูเม้มปากแน่น ดวงตาแดงก่ำไม่รู้ว่าตนจะทำอย่างไรดีนอกจากเอื้อมมือไปปิดปากบุตรชายไว้ไม่ให้เรื่องใหญ่ยากแก้ไขไปมากกว่านี้
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอย่างจำยอม สุดท้ายเพื่อความสงบของหมู่บ้านเขาจำเป็นต้องหักหน้าสามีของนางหูบ้างเสียแล้ว ครานี้อามู่ทำเกินไปยากปกปิดจริง ๆ
“ข้าเคยตักเตือนเจ้าหลายหนเรื่องพฤติกรรมของลูกเจ้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรื่องร้องเรียน แม้เจ้าจะอ้างว่าสามีเคยเป็นทหารใหญ่โต แต่ที่นี่คือหมู่บ้านไม่ใช่ค่ายทหาร เช่นนั้นคงต้องกักบริเวณบุตรชายของเจ้าไม่ให้ออกจากบ้านสักหนึ่งเดือน...”
“กักบริเวณ?” ลู่ชิงหรูแค่นเสียงน้อย ๆ แล้วหันไปทางผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่เห็นด้วยชัดเจน “หากจะกักบริเวณเด็กชายผู้นี้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เกรงว่าไม่นานเขาจะกลับมาแกล้งลูกหลานผู้อื่นอีก หากครั้งหน้าไม่มีเทพมาช่วย ก็คงไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงขึ้น!”
...นางรู้ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านให้หนึ่งเดือนเพราะสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์พอดี ใครต่างก็กลัวเขามากไม่เว้นแม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้าน
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน...ก่อนหน้านี้เคยมีใครบ้างไหม ที่มาร้องเรียนว่าบุตรชายของนางหูรังแกลูกหลานคนอื่น?”
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ชาวบ้านบางคนเริ่มสบตากัน บ้างพยักหน้า บ้างเริ่มเอ่ยเบา ๆ
“หลานข้าเคยถูกแกล้ง...”
“ลูกข้าด้วย...แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูด”
“ก็เพราะกลัวนางหูจะให้สามีมาคุกคามถึงบ้าน!”
เสียงสะท้อนจากรอบทิศเริ่มดังขึ้น จนผู้ใหญ่บ้านต้องหันไปมองนางหูด้วยสีหน้าหนักใจ นางหูหน้าถอดสีทันที
ลู่ชิงหรูยังคงนิ่ง แต่แววตาเปลี่ยนไปเป็นเยือกเย็นทันใด
“เด็กคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ หากเพียงถูกกักบริเวณไม่ให้ออกจากบ้าน ใครจะรับประกันได้ว่าเมื่อครบกำหนด เขาจะไม่ออกมาแกล้งเด็กคนอื่นอีก? บุตรของใครจะเป็นรายต่อไปที่ถูกเขาเอาพวกมาตบตี!?”
นางเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ
“ข้าเสนอให้มีข้อตกลงกับครอบครัวของนางหูว่า หากมีผู้เห็นว่าเด็กชายมู่แกล้งเด็กคนใดอีก และมีพยานหนึ่งคนขึ้นไป ก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานใคร...ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น”
นางหูหน้าแดงจัดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที หากทำเช่นนั้นนางไม่ต้องจ่ายให้คนจนหมดตัวหรอ ใช่ว่านางไม่รู้จักบุตรชายของตนเสียหน่อย
“นี่มันเกินไป! ข่มขู่ข้าในขณะที่สามีไม่อยู่เช่นนั้นหรือ?”
“ข่มขู่หรือ?” ลู่ชิงหรูกระตุกยิ้มมุมปาก “หากไม่คิดทำผิด...แล้วจะกลัวอะไร? หรือว่าเจ้าคิดว่าจะปล่อยให้บุตรชายเจ้าแกล้งผู้อื่นอีก”
เสียงฮือฮาจากชาวบ้านดังขึ้นรอบทิศ ข้างตัวผู้ใหญ่บ้านเองก็เริ่มมีเสียงซุบซิบยืนยันว่า “สมควรแล้ว” และ “ถึงเวลาแล้ว” ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจเด็ดขาดอย่างยื้อไปมากไม่ได้แล้ว
“ข้าเห็นด้วยกับแม่นางลู่ หากลูกเจ้าแกล้งใครอีก ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลง ทุกคนเป็นพยานได้!”
นางหูเม้มปากแน่น ดวงตากลอกมองซ้ายขวา แล้วสะบัดหน้าหันไปคว้าแขนอามู่ทันที
“กลับบ้าน!”
“แม่ ข้า...”
“กลับเดี๋ยวนี้!!”
นางลากลูกชายออกจากวงล้อมทันที เด็กชายอามู่เดินตามอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองและไม่รุ้ว่าจริงแล้วอาหรงตรงหน้าคือผีหรือคนกันแน่ด้วยซ้ำ
เสียงถอนหายใจแห่งความสะใจดังแว่วเบา ๆ จากหลายคนในฝูงชน ขณะที่ลู่ชิงหรูยืนนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ นางรู้ว่านี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น
ลู่ชิงหรูกลับมาถึงบ้านพร้อมเทียนหรงในยามสาย ดวงหน้าเด็กน้อยเปื้อนรอยยิ้ม ก้าวเท้าเล็ก ๆ วิ่งนำพี่สาวเข้าไปด้านใน ขณะที่ลู่ชิงหรูก็คลี่ยิ้มบาง ๆ พลางทอดตามองเขาอย่างเอ็นดู
เสียงป้าเจาที่กำลังซักผ้าที่ข้างบ้านเรียกขึ้นทันที
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม”
นางรับคำสั้น ๆ พลางวางตะกร้าที่มีป้าผู้หนึ่งให้มาวางไว้ข้างประตู และยังไม่ทันก้าวขึ้นเรือน เสียงเรียกของมารดาก็ดังขึ้นจากมุมห้องก่อนแล้ว
“...ไปไหนมาแต่เช้า?”
ลู่ชิงหรูกับน้องชายหยุดกึก นางยังไม่ทันตอบ มารดาที่เอนตัวอยู่ก็พูดต่อทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความรู้สึกเชิงสั่งการ
“ไม่ต้องบอกหรอก ข้ารู้แล้ว ป้าหลินข้างบ้านกลับมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน บอกหมดทุกอย่างแล้ว”
ลู่ชิงหรูเหลือบตามอง เห็นสีหน้าของมารดาที่แม้จะนิ่ง แต่ดวงตานั้นกลับมีแววบางอย่างคล้ายพอใจเล็ก ๆ อยู่ลึก ๆ แต่หน้าตึงอย่างที่ทำเป็นประจำก็เท่านั้น
“รู้แล้วก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเล่า”
“วันนี้เจ้าไม่ต้องไปทำงาน พักเสียวันหนึ่ง...ไปทำกับข้าวแล้วเอาไปให้นางหูเสีย นางก็คงจะโมโหมากที่เจ้าทำให้บุตรชายของนางตกใจเสียจนพูดจาเพ้อเจ้อถึงขั้นนั้น...”
ลู่ชิงหรูหยุดมือที่กำลังเตรียมของออกไปทำงานทันที หันกลับมาพร้อมน้ำเสียงเย็นชาจนป้าเจาหยุดสิ่งที่ทำลง
“ท่านจะให้ข้าไปขอโทษนางหูหรือ? ลูกชายของนางล่อลวงบุตรชายของท่านไปกลางป่า ยามที่ข้าตระเวนหาน้องจนแทบพลิกดิน ยังไม่เห็นท่านลุกจากเตียงไปหาเลย...”
ผู้เป็นมารดาเงียบไปเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมไม่มีแววโกรธ แต่ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างรู้สึกผิดเต็มใจ
“ข้า...ข้าไม่สบาย ลุกแทบไม่ไหว จะให้ไปเดินตามหากลางลมหนาวได้อย่างไร”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร...” ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบ “แต่ในเมื่อไม่ได้ช่วย ท่านก็อย่ามาสั่งอีกเลย ข้ารู้ว่าต้องปกป้องใคร และต้องรับมือกับใครอย่างไร”
มารดายังคงรักษาท่าทีไว้แม้ดวงหน้าจะเจื่อนลงเล็กน้อย แต่นางก็จำเป็นต้องทำบางอย่างกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับพวกตนในอนาคตได้
“หากสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์ เจ้าจะรับมือไหวหรือ?”
“ข้าลงมือทำเช่นนี้ย่อมคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว สามีนางหูก็คน เราก็คน เหตุใดจะต้องยอมไปตลอดด้วย”
ลู่ชิงหรูสบตามารดาอย่างต้องการสร้างความมั่นใจ ตลอดเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านนี้มา เพราะมารดามักยอมให้นางหูข่มตลอดสามีของนางจึงไม่มายุ่งด้วย นางก็ไม่ได้อะไรแต่ในเมื่อมันทำให้อามู่ถูกรังแกนางยอมไม่ได้เด็ดขาด
“อาหรู...เจ้าช่างอวดดีนัก...”
มารดาพึมพำเหมือนพูดกับตนเอง นัยน์ตาของนางยังมีความหวาดเกรงไม่เสื่อมคลาย นางหาได้เชื่อใจใครไม่ แม้แต่ตัวเองนางยังไม่เชื่อเลย
ชิงหรูไม่ตอบ แต่หันไปจูงมือน้องชายเข้าไปในห้องนอนแทน
“ไปเถอะ อาหรง เข้าเข้าไปนอนเสียหน่อย ข้ารู้นะว่าเมื่อคืนเจ้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ”
ในขณะเดียวกัน มารดานั้นยังคงนั่งพิงเตียงด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ใจจะปั่นป่วนจากคำพูดของลูกสาว ทว่าแววตาที่มองไปยังประตูห้องที่ปิดลงช้า ๆ กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน...และบางส่วนคือความโล่งใจที่ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ
บทที่ 33คะแนนความพอใจหมดแล้วสำหรับเรื่องให้คนติดตามชิงหรูพอเข้าใจว่าเขาอาจจะห่วงชีวิตของตน ทว่าเรื่องโยงไปมั่วซั่วนี้ชิงหรูยอมไม่ได้“ข้าได้พบกับใครนั้นไม่รบกวนให้คุณชายหยวนใส่ใจหรอก...”คำตอบสั้นตรงและไร้ความเกรงใจ ทำให้เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางตะเกียบลงในที่สุด“ต่อไป... ห้ามลาพักยาวแบบนี้อีกโดยไม่ได้ขออนุญาตจากข้า” เสียงของเขาเย็นเฉียบ “ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ พ่อบ้านเฉินก็ไม่อยู่ แล้วข้าจะจ้างเจ้ามาเพิ่มทำไมในเมื่อไม่สามารถช่วยงานเฉินปิ่งได้”ลู่ชิงหรูพึมพำ “ข้าแจ้งกับพ่อข้านเฉินแล้ว เขาบอกว่าช่วงนั้นเขาจะดูแลท่านเอง...” แล้วเหตุใดเจ้านายจอมเรื่องมากถึงบ่นว่าพ่อบ้านเฉินไม่อยู่ให้ใช้งานได้เล่า“แล้วอย่างไร เจ้ารับเงินจากเฉินปิ่งหรือ?”น้ำเสียงเขาเย็นชาและเป็นคำพูดที่ทำให้ลูกจ้างเช่นนางหาทางโต้กลับไม่ได้ หากนางอยากจะได้รับเงินจากเขาอยู่นางมองเขานิ่ง ๆ หากไม่เพราะมีหยางอิ๋นคอยปลอบประโลมให้นางใจเย็นก็คงได้ลาออกกันไปแล้ว ชิงหรูเอ่ยขึ้นตรงไปตรงมาคิดจะคุยกับเขาด้วยเหตุและผล“ข้ายังจำเป็นต้องพาอาหรงไปเรียนเขียนอักษรกับคุณชายเซียว จะไม่ได้ก็คงไม่ได้...”เหตุผลของนางสะกิดบางอย่างในใจเขาทำ
บทที่ 32อย่าเข้ามาใกล้พี่สาวข้า“อาหรงน้อย แม่นางลู่มาแล้วหรือ ข้าชงชาเสร็จพอดี”“รบกวนคุณชายเซียวแล้ว”ชิงหรูเอ่ยเรียบ ๆ แล้วปล่อยมือจากน้องชาย พลางก้าวเข้าไปนั่งอย่างไม่รีบร้อน“แต่ข้าตั้งใจจะชงชาให้เจ้าดื่มก่อนเริ่มสอนเด็กน้อยนี่น่ะ”เขายิ้มบาง ๆ มือยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเลื่อนถ้วยชามาให้ชิงหรู สิ่งที่เซียวหลิงชวนทำนั้นอยู่ในสายตาของอาหรงทั้งหมด เขาขมวดคิ้วมองถ้วยชาอย่างไม่ค่อยชอบใจ สองแขนเล็กขยับเข้ามาเกาะแขนและนั่งข้างพี่สาวใกล้กว่าเดิมเด็กชายขยับตัวเบา ๆ ยกมือวางไว้บนขาพี่สาว แววตาเงียบงันคู่นั้นกลับสะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆเซียวหลิงชวนกลั้นยิ้ม ก้มหน้าลงเล็กน้อยมองอาการหวงพี่สาวของเด็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู ขนาดเด็กน้อยยังมองออกว่าเขาปฏิบัติกับนางพิเศษ เหตุใดรู้สึกเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้เลยเล่าขณะนั้นเองเสียงแว่วในหัวชิงหรูก็ดังขึ้น‘ข้าให้คะแนนความไวของเด็กนี่เต็มสิบ! ขนาดเด็กยังดูรู้ว่าคุณชายกำลังเกี้ยวเจ้าเลย... เจ้าใจอ่อนให้เขาหน่อยก็ไม่เสียหายนะ!’‘หือ...’ ชิงหรูเริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ฟันธงอย่างที่ระบบเอ่ยหรอก นางทำเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วพยักหน้าให้
บทที่ 31ตั่งนั่นเจ้านอนได้เสียงเคาะประตูเบา ๆ ในยามดึกทำให้ลู่ชิงหรูที่เพิ่งหลับตาไปได้ไม่นานต้องลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหน้าต่างทำให้มองเห็นโดยรอบชัดเจน ครั้นนางเปิดประตูออกมาก็พบว่าเป็นชายหนุ่มในชุดองครักษ์คุ้นหน้ายืนอยู่ในเงามืดหน้าห้องของนางในคฤหาสน์สกุลหยวน“คุณชายให้มาตามแม่นางไปที่ห้อง...”ชิงหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจทว่าค่าจ้างหนึ่งตำลึงเงินต่อวันที่ค้ำคอทำให้นางตัดสินใจตามไปอย่างไม่ได้เอ่ยถามแม้คำเดียว เพียงพยักหน้าแล้วตามเขาไป...ระหว่างทาง นางสังเกตได้ว่าพ่อบ้านเฉินไม่ปรากฏตัวเช่นเคย ความเงียบของค่ำคืนนี้กลับแฝงไว้ด้วยบางอย่างที่ผิดแปลกไป เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผ่อนของหยวนเหวินซี องครักษ์ก็เปิดประตูให้นางเข้าไปแล้วเขาก็หลบออกไปทันที ปล่อยให้นางเดินเข้าไปเพียงลำพังชิงหรูก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ยังคลุ้งอยู่ทั่วห้อง และเจ้าของเรือนก็กำลังนอนเอนพิงหมอน หน้าผากเปียกชื้นด้วยเหงื่อมากมาย แต่ข้างกายไร้คนรับใช้อย่างที่ควรจะเป็น...ไม่มีแม้กระทั่งพ่อบ้านเฉิน แสดงว่าคืนนี้เขาออกไปทำธุระข้างนอกอีกแล้วสินะ“คุณชายเรียกข้ามีอันใดให้รับ
บทที่ 30พวกเขาทั้งสองต่างไม่มีทางถอยทั้งคู่เช่นนั้น ชิงหรูก็ตัดสินใจได้แล้ว! นางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ ‘หากเขาหลับเจ้าว่า ข้าจะแอบถีบเขาให้ตกเตียงสักหน่อยดีไหม’หยางอิ๋นรีบเอ่ยเสียงรีบร้อนห้ามทันใด “นายท่านโปรดคิดถึงฟังก์ชันครัวยุโรป วัตถุดิบจากทั่วหล้า... โอ้... เบคอน...ชีส...เจ้าไม่มีหนทางอื่นที่จะได้สิ่งเหล่านั้นมาเร็วเท่าหนทางนี้แล้วนะ!”ลู่ชิงหรูจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าราบเรียบไร้รอยค้านแล้วบัดนี้“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรับหน้าที่นี้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง รบกวนคุณชายหยวนเขียนสัญญามาด้วย”นางยังไม่ทันได้ถอนหายใจให้เต็มอึด เฉินปิงที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ก็ได้รับคำสั่งทันที เขาเขียนสัญญาตามที่คุยกันและให้นางและหยวนเหวินซีลงนามเรียบร้อยแล้วและทันใดนั้นเสียงราบเรียบของชายป่วยก็ดังขึ้นแทบจะทันที“เฉินปิง เจ้าออกไปตรวจบัญชีที่คั่งค้างเสีย... เรื่องรับใช้ข้าในตอนนี้ปล่อยให้เป็นของบ่าวรับใช้คนใหม่เถอะ”“ขอรับคุณชาย”พ่อบ้านชราแม้จะนิ่ง แต่แววตาเหมือนจะสะท้อนความลังเลบางอย่างอยู่ลึก ๆ กระนั้นก็ยังโค้งคำนับและก้าวออกไปจากห้องไปอย่างไม่อาจสอบถามหรือคัดค้านได้เหลือเพียงเขาและนาง ที่แม้ต่อหน้าล
บทที่ 29คะแนนน้อยที่สุดเท่าที่นางเคยได้มาเมื่อนางเดินพ้นห้องนอนของเจ้าของคฤหาสน์มามุ่งตรงหยิบของและเร่งฝีเท้ากลับเขาจะป่วยกันสักเท่าไหร่กัน ข้อเรียกร้องให้ทำอาหารสามมื้อนี้ย่อมต้องทำให้นางออกจากภัตตาคารแน่ ระหว่างนี้ชิงหรูคิดว่านางจะต้องรีบทำคะแนนแล้วก็เรียกเงินค่าตอบแทนเข้าเยอะ ๆ‘เรื่องออกจากภัตตาคาร นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเจ้าอยู่แล้วนี่ เจ้าอยากเปิดฟังก์ชันห้องครัวยุโรปไม่ใช่หรือ? ครัวในภัตตาคารนั่นแค่ครัวไม้ ควันโขมง มีดก็บิ่น วัตถุดิบก็ธรรมดา! อย่านำมาเปรียบเลย’เจ้าระบบตอนนี้เหมือนถูกคะแนนความพอใจที่มาทีละมาก ๆ จากคุณชายหยวนจอมเรื่องมากบดบังสายตาเสียแล้ว เอะอะอะไรก็ส่งเสริมให้นางเลือกฝั่งนี้เสมอชิงหรูถอนหายใจยาว แต่นางก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล การแลกนี้ย่อมคุ้มกับสิ่งที่เสียไป...ชิงหรูเดินกลับมาถึงบ้านแล้ว เสียงประตูไม้ถูกผลักเปิดออกเบา ๆ ในยามบ่ายที่เงียบสงัด เงาของนางทอดยาวบนพื้นดินข้างเรือน บ้านเปิดอยู่แสดงว่าทุกคนอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปตามหานาง ซึ่งก็ดีแล้วทันทีที่นางก้าวเข้ามาในลานบ้าน เงาร่างเล็ก ๆ ก็วิ่งพรวดออกมาจากบ้านก่อนจะกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างแน่นห
บทที่ 28ใช้เล่ห์มาก็ใช้กลับลู่ชิงหรูกอดเข่าบนกองฟางอันเย็นชื้นหลังพิงกำแพงหินเย็นเฉียบ แสงตะเกียงด้านนอกส่องผ่านซี่ลูกกรงเป็นเงาทอดยาวบนพื้น นางไม่ได้หลับตลอดคืน ไม่ได้ใช่เพราะหวาดหวั่นใดใดนางนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงคนที่บ้านว่าจะเป็นห่วงนางแค่ไหนต่างหาก ตอนนี้น่าจะขึ้นเช้าวันใหม่แล้วหากพวกเขาพบว่านางยังไม่กลับบ้าน คงร้อนใจจนไม่เป็นอันกินอันนอนนางถอนหายใจเงียบ ๆ พับแขนแนบอกแล้วเอนหัวกับผนังเย็นเฉียบ แม้ในใจจะกังวลถึงครอบครัว แต่สีหน้ากลับนิ่งสนิทไม่แสดงความอ่อนแอใด นางมีนิสัยเก็บอารมณ์เก่งนี้ติดตัวมานานแล้ว...และเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นในความเงียบของคุกใต้ดินบานประตูเหล็กเปิดออก เผยให้เห็นเงาร่างขององครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งที่นางจำได้ดี เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยเสียงราบเรียบ“พ่อบ้านเฉินให้มาปล่อยตัวแม่นาง...”ลู่ชิงหรูลุกขึ้น สบตากับชายผู้นั้นครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามออกไปโดยไม่เอ่ยถามใด ไม่แสดงความประหลาดใจหรือดีใจเลยแม้แต่น้อย เป็นเขาเองที่มีสีหน้าประหลาดใจกับสภาพของนางเหตุใดสตรีอายุน้อยนางหนึ่งถึงไร้ท่าทีหรือสีหน้าอย่างคนที่ถูกขังในคุกมืดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเช่นนี้...เมื่อพ้นจากค







