Share

บทที่ 10 เจ้าช่างอวดดีนัก

last update Last Updated: 2026-01-15 21:31:25

บทที่ 10

เจ้าช่างอวดดีนัก

เสียงเคาะประตูหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นรัว ๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีนักเพราะฝีมือของนางหูจอมโวยวายนั่นเอง

“เปิดประตูเร็ว! ท่านผู้ใหญ่บ้าน!”

ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนที่เพิ่งสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนเปิดประตูออกอย่างงุนงง ก่อนจะพบเด็กชายอามู่ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน กำลังยืนตัวสั่นข้างมารดาผู้มีสีหน้างงงันไม่แพ้กัน

“เกิดอะไรขึ้นแต่เช้า?”

ไม่ทันสิ้นคำถาม เด็กชายก็โพล่งออกมาเสียงสั่นแทบไม่รู้เรื่องทันที

“ท่านลุงผู้ใหญ่บ้าน!” พยายามพูดแม้จะยังสะอึกสะอื้นก็ตาม “ข้า...ข้าเป็นพาเทียนหรงไปที่ป่าไผ่เอง! ข้าไม่ได้ตั้งใจให้ตาย ข้าแค่จะแกล้งเขาเล่นเท่านั้น!”

เสียงสารภาพนั้นดังลั่นต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่ทันตั้งตัว ไหนจะชาวบ้านข้างเคียงที่อยากมาดูที่มาเสียงดังโหวกเหวก ก็พากันยืนนิ่งงันไปตาม ๆ กัน

“อามู่! พูดอะไรของเจ้า!” นางหูผู้เป็นมารดารีบคว้าแขนบุตรชายไว้ “จะสารภาพเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไม! นั่นมันเป็นการเอาความผิดเข้าตัวเจ้านะ!”

แต่เด็กชายกลับผลักมือมารดาออกแล้วหันกลับไปพูดเสียงดังต่อหน้าทุกคนต่อ

“...เขาตายแล้ว! ข้าเห็นกับตาเมื่อคืน...หน้าขาวโพลน ดวงตาไม่มีตาดำ...เขามาหาข้า!”

คำพูดนั้นทำให้นางหูหน้าซีดลงในทันที หันขวับไปมองผู้ใหญ่บ้านอย่างตกใจ

“มะ...หมายความว่าไง เด็กบ้านนั้นตายแล้วหรือ!?”

ทว่าผู้ใหญ่บ้านกลับขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแทนที่จะตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“จะตายอะไรเล่า เมื่อคืนวานนางเจามาบอกข้าว่าเด็กเทียนหรงกลับถึงบ้านแล้วอย่างปลอดภัย ข้ายังย้ำให้ป้าเจาส่งคนตรวจซ้ำรอบบ้านก่อนปิดประตูอยู่เลย”

อามู่ที่ยืนสั่นเทาอยู่ถึงกับเบิกตากว้างส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“มะ...ไม่จริง! ข้าเห็นกับตา! เขามาหาข้าจริง ๆ! ถ้าเขายังไม่ตาย แล้ว...แล้วเมื่อคืน...ข้าเห็นอะไร!”

ยังไม่ทันที่ใครจะตอบ คำถามนั้นก็ได้รับคำเฉลยแล้ว...

ทันใดนั้นร่างของลู่ชิงหรูก็ปรากฏขึ้น เดินจูงลู่เทียนหรงมาตามทางดิน ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่ส่องกระทบใบไผ่ไหวไกวด้านหลัง เดินผ่านเสียงพูดคุยเริ่มจ้อกแจ้กจอแจของชาวบ้านทยอยออกมายืนมุงที่ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน

“นั่น...นั่นมัน...!”

อามู่ผงะถอยกรูดจนแผ่นหลังชนขามารดาของตน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าตาย! อย่าหลอกข้า! อย่าฆ่าข้า!”

ผู้คนรอบด้านที่เฝ้ามองเหตุการณ์ ต่างเห็นชัดเจนว่าเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นเป็น ตัวเป็น ๆ ผิวเนื้อจริง มิใช่ผีอย่างที่เด็กชายผู้นั้นพร่ำเพ้อ

“ข้าเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ว่าที่แท้เด็กอันธพาลบ้านหูไม่สั่งสอนผู้นี้ กลับเป็นคนล่อลวงน้องชายข้าไปที่ป่าไผ่จริง ๆ และยังกลั่นแกล้งจนมีแผลเต็มตัว หากข้าไปช้ากว่านั้นน้องชายข้าคง…”

นางหูได้สติขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นลูกชายของนางดูเสียสติไปและเห็นชิงหรูเดินเข้ามา นางหาใช่ยอมได้ง่ายไม่ก็รีบเถียงกลับเสียงแข็งทันใด

“เจ้าว่าอะไรนะ!? ลูกข้าพูดเพ้อเจ้อเท่านั้นเจ้าจะเอาผิดเขาแค่เพราะคำสารภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นหรือ!?”

ลู่ชิงหรูยังยืนสงบ ไม่ไหวติง ดวงตานิ่งเฉียบขาดยิ่งกว่าเสียงที่เปล่ง

“ข้าเอาผิดใครที่ไม่มีหลักฐานไม่เป็นดอก แต่เจ้าลองถามทุกคนที่อยู่ตรงนี้ดู ว่าเด็กชายมู่นั้นพูดอะไรไปบ้างเมื่อครู่”

“แค่คำสารภาพของเด็ก!” นางหูยังไม่ยอม “ไม่มีใครเห็นกับตาว่าเขาพาน้องเจ้าไปกลั่นแกล้ง!”

แน่นอนว่าไปเรียกเด็กอีกสองคนที่ร่วมรุมกลั่นแกล้งน้องข้ามาก็เป็นหลักฐานได้แล้วแต่นางรู้ว่าหลักฐานชัดเจนไม่จำเป็นหรอกเพราะสิ่งที่น่าเชื่อมากกว่าหลักฐานของคนในหมู่บ้านนั้นนั้นนางมีแล้ว

ลู่ชิงหรูกลับยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปพูดกับชาวบ้านรอบ ๆ ที่เริ่มมุงกันแน่นต่อมา...

“เทพประจำหมู่บ้านอาจเห็นว่าเด็กผู้นี้กระทำเกินควร จึงส่งภาพให้เห็นและทำให้เขาต้องรีบวิ่งมาสารภาพเองเช่นนี้ ...เมื่อครู่ทุกคนคงได้ยินกระมังหากไม่ใช่เทพประจำหมู่บ้านแปลงกายไปจะบอกว่าอามู่ปัญญาเสียเห็นภาพหลอนไปเองหรือ? หากเป็นเช่นนั้นหากปล่อยเขาไว้ที่หมู่บ้านข้าว่าจะเกิดอันตรายต่อคนอื่นได้นะ ควรส่งไปรักษาเสียดีกว่า...”

คำพูดของนางทำเอาอามู่หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม เขาได้ยินเรื่องผีเมื่อคืนไม่ได้ต้องรู้สึกกลัวว่าตนจะถูกหักคอเสียทุกทียิ่งพอฟังแล้วว่าตนกำลังถูกเทพที่คนในหมู่บ้านเคารพตักเตือนก็รีบกลัวเข้าไปใหญ่ ริมฝีปากสั่นระริกรีบยอมรับก่อนจะถูกเทพลงโทษทันที

“ข้า...ข้าทำเอง...ข้าล่อลวงน้องของท่านไปจริง ข้าไม่อยากโดนใครตามมาเอาชีวิต! ข้าทำเอง...กับอามู่และอาฉิงด้วย”

เสียงสารภาพของเด็กชายดังก้องท่ามกลางความเงียบงันอีกครา นางหูเม้มปากแน่น ดวงตาแดงก่ำไม่รู้ว่าตนจะทำอย่างไรดีนอกจากเอื้อมมือไปปิดปากบุตรชายไว้ไม่ให้เรื่องใหญ่ยากแก้ไขไปมากกว่านี้

ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอย่างจำยอม สุดท้ายเพื่อความสงบของหมู่บ้านเขาจำเป็นต้องหักหน้าสามีของนางหูบ้างเสียแล้ว ครานี้อามู่ทำเกินไปยากปกปิดจริง ๆ

“ข้าเคยตักเตือนเจ้าหลายหนเรื่องพฤติกรรมของลูกเจ้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรื่องร้องเรียน แม้เจ้าจะอ้างว่าสามีเคยเป็นทหารใหญ่โต แต่ที่นี่คือหมู่บ้านไม่ใช่ค่ายทหาร เช่นนั้นคงต้องกักบริเวณบุตรชายของเจ้าไม่ให้ออกจากบ้านสักหนึ่งเดือน...”

“กักบริเวณ?” ลู่ชิงหรูแค่นเสียงน้อย ๆ แล้วหันไปทางผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่เห็นด้วยชัดเจน “หากจะกักบริเวณเด็กชายผู้นี้อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เกรงว่าไม่นานเขาจะกลับมาแกล้งลูกหลานผู้อื่นอีก หากครั้งหน้าไม่มีเทพมาช่วย ก็คงไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงขึ้น!”

...นางรู้ว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านให้หนึ่งเดือนเพราะสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์พอดี ใครต่างก็กลัวเขามากไม่เว้นแม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้าน

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน...ก่อนหน้านี้เคยมีใครบ้างไหม ที่มาร้องเรียนว่าบุตรชายของนางหูรังแกลูกหลานคนอื่น?”

ผู้ใหญ่บ้านนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ชาวบ้านบางคนเริ่มสบตากัน บ้างพยักหน้า บ้างเริ่มเอ่ยเบา ๆ

“หลานข้าเคยถูกแกล้ง...”

“ลูกข้าด้วย...แต่ตอนนั้นไม่กล้าพูด”

“ก็เพราะกลัวนางหูจะให้สามีมาคุกคามถึงบ้าน!”

เสียงสะท้อนจากรอบทิศเริ่มดังขึ้น จนผู้ใหญ่บ้านต้องหันไปมองนางหูด้วยสีหน้าหนักใจ นางหูหน้าถอดสีทันที

ลู่ชิงหรูยังคงนิ่ง แต่แววตาเปลี่ยนไปเป็นเยือกเย็นทันใด

“เด็กคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ หากเพียงถูกกักบริเวณไม่ให้ออกจากบ้าน ใครจะรับประกันได้ว่าเมื่อครบกำหนด เขาจะไม่ออกมาแกล้งเด็กคนอื่นอีก? บุตรของใครจะเป็นรายต่อไปที่ถูกเขาเอาพวกมาตบตี!?”

นางเว้นจังหวะแล้วพูดต่อ

“ข้าเสนอให้มีข้อตกลงกับครอบครัวของนางหูว่า หากมีผู้เห็นว่าเด็กชายมู่แกล้งเด็กคนใดอีก และมีพยานหนึ่งคนขึ้นไป ก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานใคร...ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น”

นางหูหน้าแดงจัดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที หากทำเช่นนั้นนางไม่ต้องจ่ายให้คนจนหมดตัวหรอ ใช่ว่านางไม่รู้จักบุตรชายของตนเสียหน่อย

“นี่มันเกินไป! ข่มขู่ข้าในขณะที่สามีไม่อยู่เช่นนั้นหรือ?”

“ข่มขู่หรือ?” ลู่ชิงหรูกระตุกยิ้มมุมปาก “หากไม่คิดทำผิด...แล้วจะกลัวอะไร? หรือว่าเจ้าคิดว่าจะปล่อยให้บุตรชายเจ้าแกล้งผู้อื่นอีก”

เสียงฮือฮาจากชาวบ้านดังขึ้นรอบทิศ ข้างตัวผู้ใหญ่บ้านเองก็เริ่มมีเสียงซุบซิบยืนยันว่า “สมควรแล้ว” และ “ถึงเวลาแล้ว” ดังขึ้นไม่ขาดสาย

ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจเด็ดขาดอย่างยื้อไปมากไม่ได้แล้ว

“ข้าเห็นด้วยกับแม่นางลู่ หากลูกเจ้าแกล้งใครอีก ต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลง ทุกคนเป็นพยานได้!”

นางหูเม้มปากแน่น ดวงตากลอกมองซ้ายขวา แล้วสะบัดหน้าหันไปคว้าแขนอามู่ทันที

“กลับบ้าน!”

“แม่ ข้า...”

“กลับเดี๋ยวนี้!!”

นางลากลูกชายออกจากวงล้อมทันที เด็กชายอามู่เดินตามอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองและไม่รุ้ว่าจริงแล้วอาหรงตรงหน้าคือผีหรือคนกันแน่ด้วยซ้ำ

เสียงถอนหายใจแห่งความสะใจดังแว่วเบา ๆ จากหลายคนในฝูงชน ขณะที่ลู่ชิงหรูยืนนิ่ง ไม่แสดงสีหน้าใด ๆ นางรู้ว่านี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น

ลู่ชิงหรูกลับมาถึงบ้านพร้อมเทียนหรงในยามสาย ดวงหน้าเด็กน้อยเปื้อนรอยยิ้ม ก้าวเท้าเล็ก ๆ วิ่งนำพี่สาวเข้าไปด้านใน ขณะที่ลู่ชิงหรูก็คลี่ยิ้มบาง ๆ พลางทอดตามองเขาอย่างเอ็นดู

เสียงป้าเจาที่กำลังซักผ้าที่ข้างบ้านเรียกขึ้นทันที

“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”

“อืม”

นางรับคำสั้น ๆ พลางวางตะกร้าที่มีป้าผู้หนึ่งให้มาวางไว้ข้างประตู และยังไม่ทันก้าวขึ้นเรือน เสียงเรียกของมารดาก็ดังขึ้นจากมุมห้องก่อนแล้ว

“...ไปไหนมาแต่เช้า?”

ลู่ชิงหรูกับน้องชายหยุดกึก นางยังไม่ทันตอบ มารดาที่เอนตัวอยู่ก็พูดต่อทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความรู้สึกเชิงสั่งการ

“ไม่ต้องบอกหรอก ข้ารู้แล้ว ป้าหลินข้างบ้านกลับมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน บอกหมดทุกอย่างแล้ว”

ลู่ชิงหรูเหลือบตามอง เห็นสีหน้าของมารดาที่แม้จะนิ่ง แต่ดวงตานั้นกลับมีแววบางอย่างคล้ายพอใจเล็ก ๆ อยู่ลึก ๆ แต่หน้าตึงอย่างที่ทำเป็นประจำก็เท่านั้น

“รู้แล้วก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเล่า”

“วันนี้เจ้าไม่ต้องไปทำงาน พักเสียวันหนึ่ง...ไปทำกับข้าวแล้วเอาไปให้นางหูเสีย นางก็คงจะโมโหมากที่เจ้าทำให้บุตรชายของนางตกใจเสียจนพูดจาเพ้อเจ้อถึงขั้นนั้น...”

ลู่ชิงหรูหยุดมือที่กำลังเตรียมของออกไปทำงานทันที หันกลับมาพร้อมน้ำเสียงเย็นชาจนป้าเจาหยุดสิ่งที่ทำลง

“ท่านจะให้ข้าไปขอโทษนางหูหรือ? ลูกชายของนางล่อลวงบุตรชายของท่านไปกลางป่า ยามที่ข้าตระเวนหาน้องจนแทบพลิกดิน ยังไม่เห็นท่านลุกจากเตียงไปหาเลย...”

ผู้เป็นมารดาเงียบไปเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมไม่มีแววโกรธ แต่ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างรู้สึกผิดเต็มใจ

“ข้า...ข้าไม่สบาย ลุกแทบไม่ไหว จะให้ไปเดินตามหากลางลมหนาวได้อย่างไร”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร...” ลู่ชิงหรูตอบเสียงเรียบ “แต่ในเมื่อไม่ได้ช่วย ท่านก็อย่ามาสั่งอีกเลย ข้ารู้ว่าต้องปกป้องใคร และต้องรับมือกับใครอย่างไร”

มารดายังคงรักษาท่าทีไว้แม้ดวงหน้าจะเจื่อนลงเล็กน้อย แต่นางก็จำเป็นต้องทำบางอย่างกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับพวกตนในอนาคตได้

“หากสามีนางหูกลับมาจากล่าสัตว์ เจ้าจะรับมือไหวหรือ?”

“ข้าลงมือทำเช่นนี้ย่อมคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว สามีนางหูก็คน เราก็คน เหตุใดจะต้องยอมไปตลอดด้วย”

ลู่ชิงหรูสบตามารดาอย่างต้องการสร้างความมั่นใจ ตลอดเวลาที่อยู่ในหมู่บ้านนี้มา เพราะมารดามักยอมให้นางหูข่มตลอดสามีของนางจึงไม่มายุ่งด้วย นางก็ไม่ได้อะไรแต่ในเมื่อมันทำให้อามู่ถูกรังแกนางยอมไม่ได้เด็ดขาด

“อาหรู...เจ้าช่างอวดดีนัก...”

มารดาพึมพำเหมือนพูดกับตนเอง นัยน์ตาของนางยังมีความหวาดเกรงไม่เสื่อมคลาย นางหาได้เชื่อใจใครไม่ แม้แต่ตัวเองนางยังไม่เชื่อเลย

ชิงหรูไม่ตอบ แต่หันไปจูงมือน้องชายเข้าไปในห้องนอนแทน

“ไปเถอะ อาหรง เข้าเข้าไปนอนเสียหน่อย ข้ารู้นะว่าเมื่อคืนเจ้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ”

ในขณะเดียวกัน มารดานั้นยังคงนั่งพิงเตียงด้วยท่าทีสงบนิ่ง แม้ใจจะปั่นป่วนจากคำพูดของลูกสาว ทว่าแววตาที่มองไปยังประตูห้องที่ปิดลงช้า ๆ กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน...และบางส่วนคือความโล่งใจที่ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 18 ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจร

    บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 17 ทุกคนหายไปไหนหมด?

    บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 16 คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรก

    บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 15 นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สอง

    บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 14 คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวน

    บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห

  • ระบบเชฟพาสายลับทำอาหารเลี้ยงชีพ   บทที่ 13 เมื่อครู่มันมุกจีบสาว

    บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status