เข้าสู่ระบบยามหัวค่ำก็คลี่คลุมทั่วหมู่บ้านผู้คนปิดประตูลงกลอน ต่างพากันหลบเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวในเรือนของตน แม้กลับมาถึงบ้านลู่ชิงหรูยังไม่เอ่ยบอกใครว่าพบน้องชายเรียบร้อยแล้ว
แต่มอบหมายให้ป้าเจาไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านว่านางหาน้องชายพบแล้ว ป้าเจารับคำอย่างรู้หน้าที่ แล้วจากไปเงียบ ๆ โดยไม่ซักถามอันใด
กระทั่งฟ้ามืดสนิทสนม ลู่ชิงหรูก็ปลุกน้องชายขึ้นมา นาง แต่งตัวให้เขาด้วยชุดคลุมผ้าดำตัวหลวมคล้ายของตน จากนั้นพากันเร้นกายในเงาความมืด มุ่งหน้าไปยังบ้านของนางหูที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
“พี่ เราจะไป...เอาคืนอามู่ ใช่ไหม”
ลู่เทียนหรงถามด้วยเสียงตื่นเต้น แววตาเขาเปล่งประกายขณะพูด
“ไม่ใช่เอาคืน” ชิงหรูก้มลงกระซิบเสียงเบา “แต่เราจะสั่งสอนเขาให้รู้บ้างก็เท่านั้น จำไว้นะอาหรง การเอาคืนไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง แค่ต้องฉลาดกว่าเขาก็พอ”
ลู่เทียนหรงพยักหน้าเล็กน้อย แม้จะยังไม่เข้าใจหมด แต่เขาก็รู้ว่าพี่สาวของเขาจะต้องทำให้ดู
เมื่อมาถึงหน้าบ้านของนางหู ทั้งสองก็เดินมาที่หน้าต่างห้องที่ชิงหรูเคยสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นห้องของอามู่
นางอุ้มน้องชายขึ้นแล้วกระซิบใกล้หู
“เริ่มเลยตามที่ซ้อมไว้นะ”
มือเรียวเคาะหน้าต่างสองครั้งเบา ๆ
ก็อก ๆ…
ภายในห้อง อามู่สะดุ้งตื่นอย่างหงุดหงิด เขานั่งงัวเงียขึ้นขยี้ตา พลางตะโกนเสียงอู้อี้
“ใครมาเคาะอะไรนักหนา! คนจะนอน!”
เขามองหน้าต่างด้วยหางตาแล้วก็พลิกตัวกลับจะนอนต่อ แต่ยังไม่ทันหลับตาดี...
ก็อก...ก็อก...
เสียงเคาะครั้งที่สองทำให้เขาผวาขึ้นมานั่งเต็มตัว คราวนี้เขาจ้องหน้าต่างตรง ๆ สายตาพร่าเบา ๆ จากแสงจันทร์ข้างนอกมองไม่เห็นอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกหนาวเยือกอย่างไร้เหตุผล
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเบา ๆ ราวกับลอยมากับสายลม
“อา...มู่...อา...มู่...”
เขาขนลุกซู่ทันที เสียงนั้นทั้งแหบพร่า ทั้งเย็นเยียบ เหมือนหลุดมาจากความตาย
“ใครวะ!”
เขาร้องออกไป แต่น้ำเสียงเริ่มสั่น ไม่เหมือนเมื่อตอนตะโกนครั้งแรก
“ข้า...เทียนหรง...ข้าเจ็บ...เจ้าทำข้าเจ็บ...จนตาย...”
ลมหายใจอามู่ขาดเป็นห้วงทันใด ความเงียบในบ้านตอนดึกทำให้ทุกคำดังชัดในหูเกินทน เขามุดตัวลงใต้ผ้าห่ม กอดเข่าซุกตัวแล้วร้องปฏิเสธอื้ออึง
“อย่ามาหาข้า...อย่ามาหาข้าเลย!”
แต่เสียงยังตามมาไม่หยุด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยานครางบางทีก็เหมือนเข้ามาใกล้บางที่ก็เหมือนอยู่ไกลแสนไกล
ทว่านานไปเสียงของผีอาหรงก็เงียบลง อามู่ค่อย ๆ โผล่หัวออกมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ทว่าเขากลับเห็น !
ใบหน้าขาวซีดของเด็กชายที่เขาคิดอยู่ว่าอาจตายไปในป่าไผ่ โผล่ขึ้นที่ขอบหน้าต่าง ดวงตาคู่นั้นจ้องนิ่งตรงเข้ามาในห้องราวกับจะกลืนกินเขา
“เจ้าทำ ข้าตาย...ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย...”
อามู่กรีดร้องในลำคอแล้วพนมมือสั่น ๆ น้ำตาไหลพรากเสียแล้วตอนนี้
“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ! อย่าฆ่าข้า!”
เสียงของลู่เทียนหรงเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
“หากเจ้า...ไปบอกกับผู้ใหญ่บ้าน...ว่าทำอะไรข้า...ข้าจะไม่เอาชีวิต...”
“ข้าไป! ข้าไปแน่ ๆ! ข้าสาบานเลย!”
เงานิ่งที่หน้าต่างเงียบไปเพียงครู่ ก่อนเสียงสุดท้ายจะดังขึ้นอย่างเด็ดขาด
“ถ้าเจ้า...ไม่ทำ...ข้าจะมาหักคอเจ้า...”
ประโยคนั้นชัดเจนเกินคาด…ชัดเสียจนลู่ชิงหรูก้มมองน้องชายแล้วอมยิ้มอย่างพึงพอใจ
เสียงร้องขาด ๆ หาย ๆ ดังจากในห้อง แล้วก็เงียบลงเหมือนอีกฝ่ายหมดสติไปในที่สุด
ลู่ชิงหรูอุ้มน้องชายลงจากหน้าต่าง แล้วรีบพาเขาหลบออกจากบริเวณไปเงียบ ๆ เดินไปได้ไม่ไกล ลู่เทียนหรงก็หันมายิ้มตาเป็นประกายให้พี่สาวทันใด
“พี่...ข้าชอบมากเลย”
“เช่นนั้นหรือ?” ชิงหรูเอียงคอมอง ดวงตาเปล่งประกายอ่อนโยน “แต่เรายังไม่รู้หรอกว่า...เขาจะทำตามหรือไม่”
“ถ้าเขาไม่ทำ...ข้าจะหักคอจริง ๆ” เด็กชายพูดตามบทซ้ำเบา ๆ อย่างไม่ติดขัด
ชิงหรูหัวเราะเบา ๆ พลางยีหัวผู้เป็นน้องอย่างเอ็นดู
“เจ้าพูดชัดเชียวนะคราวนี้”
เท่าที่นางสังเกตการที่น้องชายพูดไม่เต็มประโยคอาจไม่ใช่เพราะสมองเติบโตช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เป็นเพราะเขากลัวการที่จะพูดหรือแสดงอารมณ์มากกว่า
“เพราะ...ข้าสนุก” เด็กชายยิ้มตาเป็นประกายสดชื่นกว่าคราไหน ๆ
ลมยามค่ำพัดใบไผ่ไหวเบา ๆ เหนือศีรษะ สองพี่น้องเดินกลับบ้านของตน มือเล็ก ๆ จับมือพี่สาวไม่ยอมปล่อยพร้อมหัวใจที่อุ่นขึ้นกว่าเคย...
เช้าวันถัดมา ลู่ชิงหรูลืมตาตื่นตามเวลาเดิมพลางยืดแขนบิดตัวเบา ๆ แต่ยังไม่ลุกจากฟูกนอนนางมองไปที่น้องชาย
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของน้องชายดังอยู่ไม่ไกล เขานั่งมองไปที่นอกหน้าต่างห้องอย่างจดจ่อ
“ท่านพี่...”
เสียงเรียกเบา ๆ นั้นแฝงความตื่นเต้น ลู่ชิงหรูเดินมาหยุดอยู่ข้างเขา แล้วมองตามออกไป
“อยากรู้จนนอนไม่หลับเลยสินะ...”
เด็กชายพยักหน้าแทนคำตอบ ดวงตาใสแจ๋วเป็นประกาย
ก่อนที่ทั้งสองจะพูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงตะโกนกึ่งลนลานก็ดังแว่วเข้ามาแล้ว...
“แม่! เร็วเข้า! ไปกับข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงของเด็กชายมู่ดังขึ้นเขากำลังพยายามลากแม่ของตนออกจากบ้านอย่างรีบร้อน ทั้งสองคนพุ่งตรงไปยังทางของผู้ใหญ่บ้าน
แม้จะอยู่ในบ้านอีกฟากถนน แต่เสียงของพวกเขาที่ดังท่ามกลางความเงียบสงบก็พอให้ได้ยินอย่างชัดเจน
มารดาของลู่ชิงหรูซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากไข้ เหลือบตามองออกไปทางหน้าต่าง ริมฝีปากซีดจางขยับเอ่ยช้า ๆอย่างฉงนไม่ต่างกัน
“เสียงเอะอะตั้งแต่เช้า...จะรีบร้อนกันไปไหน”
น้ำเสียงยังคงถือดีเช่นเดิม นางไม่ได้อยากรู้เรื่องของผู้อื่นแต่เสียงนี้ปลุกนางให้ตื่นจึงอดไม่พอใจไม่ได้
แต่ลู่ชิงหรูกับลู่เทียนหรงเพียงหันหน้ามองกัน ดวงตาของทั้งสองเปล่งประกายอย่างรู้กัน ยิ้มนิด ๆ อย่างมีเลศนัย โดยที่ไม่มีใครต้องพูดอะไรต่างก็เข้าใจกัน
“ท่านแม่” ชิงหรูพูดเรียบ ๆ “ข้าจะพาอาหรงไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านสักครู่ พวกท่านกินข้าวกันก่อนก็แล้วกัน ไม่ต้องรอเรา”
มารดาเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำชา สีหน้าดูแปลกใจเล็กน้อยที่ลูกสาวผู้เงียบขรึมพูดจาแบบนี้ทั้งที่ปกติตื่นขึ้นมาก็เตรียมอาหารและออกไปทำงานเลยแท้ ๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อไป ลู่ชิงหรูก็จูงมือน้องชายออกไปจากบ้านเสียแล้ว
บทที่ 18ผู้ดีเก่าเมียขุนนาง หรือ เมียโจรกลางลานมุงแน่นไปด้วยผู้คน ไป๋อี้เหยา มารดาของชิงหรูนั่งหน้าซีดอยู่บนเก้าอี้เก่าตัวหนิ่งมีป้าเจาคอยประคองไม่ห่าง ส่วนลู่เทียนหรงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ เบื้องหน้านั้นมี เถียนเหล่ย สามีของนางหู ผู้เคยเป็นทหารเก่า เขายืนเด่นอยู่กลางฝูงชน สีหน้าท่าทางดูไม่ใช่แค่โมโหแต่เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่ เขายังพาเพื่อนล่าสัตว์อีกสามคนมาด้วย“ไม่ต้องพูดมากแล้ว!” นางหูเท้าสะเอวตะโกนลั่น “เนื้อกวางตัวนั้นสามีของข้าล่ามาเองกับมือ เช้านี้ยังห้อยไว้ที่เรือน พอหายก็ไปเจอที่บ้านเจ้าพอดี! ไม่ใช่พวกเจ้าขโมยแล้วจะเป็นใคร?!”เสียงซุบซิบของชาวบ้านลอยแว่วมาพร้อมสายลม ผู้ใหญ่บ้านสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ด้านข้าง พยายามพูดด้วยน้ำเสียงไกล่เกลี่ยตลอดทว่าก็ไม่สามารถสู้สองสามีภรรยาที่มีพรรคพวกน่าหวั่นเกรงได้“อย่างน้อยข้าก็ต้องเอาเนื้อกวางคืนมาให้ได้! ข้าถึงจะยุติ”เถียนเหล่ยตวาดลั่นต่อมาทันที “ข้ากับพวกเหนื่อยแทบตายกว่าจะล่าได้! พวกเจ้ามาขโมยไปใช้ได้ที่ไหน!”“ไม่รู้พวกเจ้าทำเนียนขโมยไปได้อย่างไร บอกผู้อื่นว่าเป็นผู้ดีเก่าเมียขุนนางในเมืองหลวงแต่ที่แท้ก็สันดานโจรเท่านั้นเอง!” นางหูเสริมเสียง
บทที่ 17ทุกคนหายไปไหนหมด?‘แค่ก้าวแรกก็ถูกไล่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ให้ข้าเดาไหมล่ะว่าเขาเรื่องมากระดับไหน’ เสียงเจ้าอิ๋นอิ๋นดังแว่วขึ้นในหัวด้วยน้ำเสียงติดขำเชิงหยอกเย้าเจ้านาย‘อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไล่ข้ากลับตั้งแต่แรก ถือว่ายังพอมีโอกาสอยู่บ้าง’ ลู่ชิงหรูตอบในใจนางได้รับชุดบ่าวของสตรีมา เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายสะอาดของคฤหาสน์ นางก็อดไม่ได้ที่จะลูบแขนเสื้อเบา ๆ“แม้แต่ชุดบ่าวก็ยังดูดีกว่าที่บ้านข้าเสียอีก…”นางพึมพำขณะจัดชายเสื้อให้เรียบร้อยเดี๋ยวจะถูกไล่ออกมาอีกทีได้ จากนั้นจึงรีบกลับไปยังห้องรับรองเดิมที่เจ้าบุรุษจอมเย็นชารออยู่เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง หยวนเหวินซีกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะ ชายหนุ่มเพียงปรายตามองนางทีหนึ่ง ก่อนจะหันสายตากลับไปยังอาหารที่จัดวางเรียงตรงหน้าที่เพิ่งเอาออกจากกล่องไม้ แววตาเขายังนิ่ง แต่คล้ายแฝงความแปลกใจเมื่อเห็นรูปลักษณ์อาหารที่ไม่คุ้นตาบ่าวส่วนตัวที่ยืนข้างนายรีบเอ่ยเตือนเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าชิงหรูกำลังเข้ามาใกล้เกินว่าควรแล้ว“แม่นางไม่ต้องเข้าใกล้ เพียงวางไว้แล้วออกมายืนนิ่ง ๆก็พอ คุณชายไม่ชอบให้ใครจุกจิกกับมื้ออาหารขอรับ”ยังไม่ทันที่ลู่ชิงหรูจะก
บทที่ 16คฤหาสน์ข้าไม่ต้อนรับคนสกปรกรถม้าคันหรูหนึ่งจอดหน้าภัตตาคารจินฮวา ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากรถด้วยท่วงท่าทรงสง่า ผ้าแพรคลุมไหล่เนื้อดีพลิ้วตามแรงลม บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องอาศัยคำอธิบายเพิ่มเติมใดเขาคือ เซียวหลิงชวน บุตรชายคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเฟิ่งเซียง ผู้มีใบหน้าคมสันดวงตาสว่างกระจ่างดังทะเลสาบยามต้องแสง เมื่อเขาเดินเข้ามาภายในร้าน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็รีบตรงเข้าไปต้อนรับ“คุณชายเซียว เชิญท่านนั่งด้านในขอรับ ห้องชั้นบนยังว่างอยู่”“ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากกินมื้อกลางวันธรรมดา”เซียวหลิงชวนยิ้มบางแล้วเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปยังถนนเบื้องนอก ก่อนเอ่ยขึ้น “ว่าแต่...วันนี้พ่อครัวหรูอยู่หรือไม่?”เสี่ยวเอ้อชะงักเล็กน้อยอย่างฉงนก่อนจะตอบเสียงสุภาพ“น่าเสียดาย พ่อครัวหรูเพิ่งออกไปได้ครู่เดียวเองขอรับ ไปส่งอาหารที่คฤหาสน์ตระกูลหยวน ด้วยเพราะเป็นงานใหญ่ เถ้าแก่เลยให้ไปดูแลด้วยตนเอง...”เซียวหลิงชวนนิ่งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือเรียวเคาะเบา ๆ บนโต๊ะไม้ รอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากจางลง“คลาดกันเสียได้...”เขาพึมพำเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าเป็นกา
บทที่ 15นางมาเยือนที่คฤหาสน์ตระกูลหยวนครั้งที่สองกลิ่นหอมของงาคั่วลอยอบอวลทั่วห้อง ลู่ชิงหรูกำลังจัดวัตถุดิบลงบนโต๊ะเรียงเป็นหมวดหมู่ น้ำมันงาอย่างดี ข้าวสวยหุงใหม่ ปลาตากแห้งย่างเตรียมคลุกเครื่องเทศ เห็ดหอมแห้ง และผักกาดดอง ทั้งหมดเป็นของที่หาได้ในตลาดเมืองเฟิ่งเซียงนี้ทั้งสิ้น‘ซูชิ…?’นางเอ่ยพึมพำกับตนเอง ขณะนั่งพิจารณารูปในจอโฮโลแกรมที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพจำลองเมนูจากระบบที่นางเคยลิ้มลองในอดีตชาติ เมนูนี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับวัตถุดิบที่มีนี้‘หากจะดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ยุคนี้ยอมรับได้ แนะนำให้ใช้ปลาตากแห้งย่างคลุกเครื่องเทศ แทนปลาดิบที่ไม่มีในที่นี้ และใช้น้ำราดจากซีอิ๊วเห็ดหอมผสมเหล้าจีนแทนน้ำราดแบบญี่ปุ่น จะได้ทั้งกลิ่นและรสที่ดี...’เสียงของหยางอิ๋นลอยเข้าโสตประสาท เป็นโทนเรียบจริงจังอย่างที่ยามทั่วไปไม่เจอแน่นอน“เริ่มจากทำน้ำราดรอก่อนแล้วกัน...”ลู่ชิงหรูหันไปหยิบซีอิ๊วไปหมักกับเห็ดหอมจากชามที่เคี่ยวไว้ก่อนหน้านี้ หยดผสมกับเหล้าจีนเล็กน้อย คนให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมฉุนแต่นุ่มลึก ชิมรสชาติแล้วก็ปรุงรสเพิ่มอีกเล็กน้อยจนกลมกล่อมดี นางค่อยเริ่มปั้นข้าวคำเล็ก ๆ ด้วยมือเปล่
บทที่ 14คำสั่งด่วนจากตระกูลหยวนทันทีที่เท้าแตะพื้นท่าเรือ เซียวหลิงชวนก็รีบจัดการติดต่อทางการอย่างรวดเร็ว ขุนนางผู้รับหน้าที่ตรวจตราบริเวณท่าเรือเดินทางมาถึงภายในเวลาไม่นานก่อนหน้านั้นเขาก็เอ่ยปลอบใจชาวบ้านที่ยังตกใจกับเหตุการณ์บนเรือด้วยสีหน้าอ่อนโยน ท่าทีไม่ถือดีแม้จะเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมืองก็ตาม จากนั้นจึงเดินมายังลู่ชิงหรูและลู่เทียนหรงที่ยืนเงียบนิ่งอยู่ตรงมุมหนึ่ง“ข้าต้องขอบคุณแม่นางเป็นอย่างยิ่งอีกครั้ง ชาวบ้านบนเรือเมื่อครู่ฝากมาเช่นกัน”เซียวหลิงชวนประสานมือคำนับเล็กน้อย น้ำเสียงจริงใจทำให้ชิงหรูรู้สึกทำอันใดไม่ถูกโดยพลัน โดยปกติแล้วนางมักทำตามหน้าที่ตามภารกิจที่องค์กรสายลับมอบหมาย พอได้ช่วยคนโดยไม่หวังผลอันใดจึงรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรไปบ้าง หากนางอยู่ตรงนี้คงต้องรับคำขอบคุณอีกหลายรอบแน่ ทางที่ดีควรรีบพาอาหรงที่เกาะขานางอยู่ด้วยใบหน้าง่วงงุนมาสักพักกลับบ้านเสียที“ข้ารับคำขอบคุณไว้ แล้วฝากไปบอกพวกเขาว่าข้าเพียงช่วยตนเองเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจช่วยใครไม่ต้องมาขอบคุณข้าอีก”หลิงชวนยิ้มมุมปากอย่างเข้าใจ เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดแล้วสุดท้ายก็มองมาทางนางที่กำลังอุ้มน้องชายที่ห
บทที่ 13เมื่อครู่มันมุกจีบสาวชายหนึ่งในกลุ่มนั้นชักมีดออกมาจากอกเสื้อ เงาวับสะท้อนแสงแดดพร้อมกระโดดขึ้นยืนโดดเด่นบนที่นั่งด้านหน้าสุด ก่อนชายอีกสองคนจะชักอาวุธตามออกมา กระตุ้นให้เสียงหวีดร้องดังระงมทันทีหญิงสาวคนหนึ่งกรีดร้องไม่หยุดก็ถูกฟาดด้วยสันมีดที่ไหล่ ล้มลงกุมแขนสะอื้นแทน นางรู้ว่าพวกเขาทำพอเป็นตัวอย่างเซียวหลิงชวนก้าวออกมาขวางไว้อย่างใจกล้า “อย่าทำร้ายใครอีก ข้ามีเงินเยอะ นี่เอาไปเถอะ!”เขาดึงถุงเงินออกมาแล้วโยนลงบนพื้นเรือทันทีชายคนหนึ่งเก็บขึ้นมา พลิกดูภายในสีหน้าฉายความพอใจเล็กน้อย แต่คนที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากลับต่างออกไป“เงินแค่นี้ไม่พอ! ทรัพย์สินทั้งหมด เอาออกมาวางตรงนี้!”สายตามันไล่ไปทั่วเรือก่อนหยุดที่เด็กน้อยลู่เทียนหรง เด็กชายตัวเล็กที่หลบอยู่ข้างหลังพี่สาว แววตาสว่างวาบอย่างมีความคิดร้ายใหม่ทันใด“เด็กคนนั้นก็ใช้ได้ เอามา!”“อย่าแตะต้องเขา!”ลู่ชิงหรูที่มองนิ่งอยู่นานแทรกตัวขึ้นขวางอย่างอดไม่ไหวอีกต่อไป ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาเย็นเฉียบไร้ความหวั่นเกรงเหมือนสตรีอื่น นางไม่ได้กลัวเพียงบุรุษร่างโตแต่เหมือนเพียงทรงตัวบนเรือยังทำได้ยากพวกนี้หรอก เพียงแต่นางไม่อยากทำร้







