Masukเกลนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวกลับไปกลับมาหลายตลบ จนต้องหยิบมือถือขึ้นมาเล่น แสงไฟแยงตาจนเธอรู้สึกตื่นเต็มที่ มีเรื่องหนึ่งที่หญิงสาวอยากรู้ ก็คือ อดีตของสุปรีย์ เพราะอดีตของศศิกานต์ไม่มีอะไรในอินเตอร์เน็ต ไม่มีเพื่อนหรือใครอ้างว่ารู้จักเธอ เหมือนเธอโผล่ออกมาจากอุโมงค์ลึกลับอย่างไรอย่างนั้น
ในเกมหมากรุกนั้น ยิ่งเรารู้จักและจดจำตำแหน่งหมากทุกตัวของคู่ต่อสู้ได้มากเท่าไหร่ เรายิ่งเพิ่มโอกาสเล่นงานจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกัน เธออยากรู้จักสุปรีย์ให้มากกว่านี้
สุปรีย์เป็นดาวมหาวิทยาลัย กรรมการนักศึกษา พริตตี้ และนางแบบ งานของเธอมีเรื่อยๆ แต่เธอเคยคบกับชายคนหนึ่ง เป็นเวลากว่าสองปีตอนที่เธอไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา หลังจากนั้นเขาเดบิวต์เป็นนักร้องที่เมืองไทย ตอนนั้นสุปรีย์ย้ายกลับมาไทยพร้อมกัน ไม่นานเขาก็นอกใจเธอ นักร้องคนนั้นเป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส เป็นแบดบอยที่สักเต็มตัวและไว้ผมยาว ไม่นานทั้งคู่ก็ตัดสินใจแยกทางกัน เขาชื่อลีออง และเกลคิดว่า ด้วยเสน่ห์ระดับนั้น การที่สุปรีย์ยอมเลิกด้วย แสดงว่านางแบบสาวรักตัวเองเป็น แต่ที่เธอไม่เข้าใจคือ หลังจากนั้นข่าวที่ว่าสุปรีย์เจ้าชู้ก็ตามมา
นอกจากนี้สุปรีย์ยังประกาศว่าเธอคบได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เกลอยากสืบเรื่องนี้ เพราะเธอรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล นักแสดงสาวนัดเจอนักร้องหนุ่มที่ร้านอาหารเกาหลี ซึ่งซอยห้องเป็นส่วนตัว มีเพียงแค่พวกเขาและพนักงานเสิร์ฟเท่านั้นที่เห็นหน้ากัน
"สวัสดีค่ะ คุณลีออง"
ลีอองกอดทักทาย เขาดูมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองมาก แต่เกลไม่ได้ชอบสไตล์นี้
"พม...ผมยินดีที่ด้ายเจอนะคร้าบ" เขาพูดไทยไม่ชัด
"คุณลีอองเป็นคนไทยครึ่งหนึ่ง อยู่เมืองไทยก็นาน ไม่ต้องแกล้งพูดไม่ชัดก็ได้ค่ะ อยู่กับเกลไม่ต้องคีบลุคขนาดนั้น เกลแค่อยากได้ข้อมูลบางอย่าง"
"เอ้า ถ้าอย่างนั้น ช่วยเก็บความลับให้ผมด้วยแล้วกันนะครับ" เขาขยิบตาให้พร้อมพูดชัดคล่องปร๋อ
"เกลอยากทราบว่า ก่อนที่ปรีย์จะเลิกกับคุณลีออง เธอเป็นคนเจ้าชู้เหรอคะ"
"บอกตามตรง เพราะผมอกหักเธอ เธอคงจะเสียใจมาก เรื่องธรรมดานะครับ เธอเลยเสียศูนย์ คบได้ทั้งหญิงและชาย แถมยังเจ้าชู้ชอบเล่นกับหัวใจคนอื่น ว่าไม่ได้หรอก ผมทำกับเธอแบบนั้นก่อน เธอคงจะไม่กล้ารักใครจริงจัง ก็เลยเล่นเกมส์กับคนอื่นเพื่อให้ลืมผม" เอ่ยอย่างยืดยาว จนเกลอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับพระนางของเธอ
ศศิน่ารักกว่าเยอะ
"แหม แต่ตอนนี้คุณลีอองคงจะตกข่าว" เธอยกประเด็นนี้ขึ้นมา
"อะไรครับ"
"เธอลืมคุณลีอองได้แล้ว และกำลังดูใจกับคุณศศิ"
"จริงหรือครับ" ลีอองทำเสียงและเลิกคิ้วสูง เขารู้สึกเสียความมั่นใจเล็กน้อย "แล้วคุณเกลมาบอกผมทำไม"
"เราก็อยู่ในวงการบันเทิงเหมือนกัน ทำไมจะไม่เข้าใจว่าเสน่ห์ของเราสำคัญมาก ใช่ไหมคะ"
"ผมคิดว่า อยากไปเจอเธอสักครั้ง จะได้เห็นกับตา ว่าเธอมูฟออนได้แล้ว"
"เดี๋ยวเกลจะให้สถานที่และเวลาที่ปรีย์เขาจะเข้าฉากให้นะคะ"
บ่ายวันจันทร์ เป็นช่วงเวลาที่สุปรีย์กำลังพักผ่อนก่อนเข้าฉากต่อไป เงาดำทอดผ่านตัวเธอไป นางเอกสาวเงยหน้าขึ้นมองต้นเงานั้น เพียงแค่เห็นน้ำตาเธอก็ไหล ลีอองยิ้มและโบกมือให้เธอ
ศศิกานต์เห็นฉากนั้นระหว่างซับหน้าพอดี ซีถอนหายใจและเล่าสถานการณ์ให้ร่างสูงฟัง
"แล้วศศิต้องทำยังไง เข้าไปเลยดีไหม"
อดีตคู่รักคุยกันพักหนึ่ง สุปรีย์ทั้งโกรธและเสียใจ เดินหนีไปอีกทาง นักร้องหนุ่มยักไหล่แล้วเดินกลับไปที่รถตนเอง ทิ้งซากปรักหักพังไว้ให้คนเบื้องหลัง
"ปรีย์" เรียกเพียงสั้นๆ แต่ทำให้คนร้องไห้หยุดสะอื้นได้ ร่างบางกอดศศิกานต์ ซึมซับเอาไอ้อุ่นที่จริงใจไว้ในอก "มีอะไรอยากระบายไหม"
"อืม...ปรีย์คิดว่าตัวเองลืมเขาได้แล้ว แต่แค่เจอก็เป็นแบบนี้เลย ไอ้พี่ลีอองยังมีความสุขอยู่ได้ทุกวัน ทั้งๆ ที่ปรีย์นอนร้องไห้ทุกคืนเป็นเดือนๆ แล้วแค่โผล่หน้ามา ปรีย์ก็ร้องไห้อีกแล้ว ปรีย์เศร้า แล้วปรีย์ก็โกรธมากด้วย"
"คนบางคนเล่นเกมส์ความรักแล้วเหลือแต่ความโดดเดี่ยวที่กัดกินใจทุกวัน แต่บางคนหยุดแล้วหารักเดียว หาคนที่ใช่ คนที่พร้อมจูงมือไปด้วยกัน คนที่สองจะเจอรักแท้ มีความสุข อุ่นใจ ตลอดเวลาที่เหลือของตัวเอง"
ร่างบางน้ำตาไหลเมื่อฟังคำปลอบใจนั้น
"ศศิคะ"
"ว่าไงคะ" คนตาคมเลิกคิ้ว
"มาคบกันไหม" สุปรีย์เอ่ยเสียงเบา ขอร้องจากใจ เพราะไม่อยากทรมานอีกต่อไป
"รอวันที่ปรีย์ลืมเขาได้ ค่อยมาขอคบกับเรานะ เราจะรอ"
ศศิกานต์ส่งยิ้มที่ตราตรึงไปถึงหัวใจอีกฝ่าย ยังไม่อยากเปิดเผยตัวตนว่าเป็นศศิกานต์คนนั้น ศศิกานต์ที่บินไปทำศัลยกรรมเพื่อให้ได้หัวใจของเธอมา แม้ว่าพร้อมจะตอบรับคบกับเธอนานแล้ว แต่ทำได้แค่เพียงรอคอยต่อไป เพื่อให้ตัวเองมีเวลาทำคะแนนต่อ
หากสุปรีย์รู้ หรือคนอื่นรู้ ใจของพวกเขาจะเปลี่ยนไป คนร้อยพ่อพันแม่คิดกับคนที่ทำศัลยกรรมไม่เหมือนกัน ศศิกานต์ไม่อยากเสี่ยง และเธอก็เดินมาไกลกว่าจุดเริ่มต้นนานแล้ว
อภิชญาขอเงินลูกสาวคนสุดท้องทุกเดือน ศศิกานต์ให้โดยไม่อิดออด แต่เธออยากให้แม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน จึงบอกมารดาให้หางานทำ และเลิกขอเงินเธอสักที หญิงกลางคนโกรธลูกสาว เธอไม่เหลืออะไรเลย กำลังเครียดที่ชีวิตถึงทางตัน เธอกัดเล็บจนกุด ตัดสินใจอยู่นานว่าจะขายสมบัติชิ้นไหนดี ลูกสาวคนโตและคนรองทั้งสองคนก็ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องเงินได้ อภิชญาเคียดแค้นศศิกานต์ เธออุตส่าห์สอนและช่วยเหลือลูกสาวคนสุดท้อง แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นความผิดตัวเอง จึงได้แต่โทษศศิกานต์ว่าคนเป็นคนที่ผลักไสให้เธอมาถึงทางตัน สุดท้ายตัดสินใจมาในงานแถลงข่าวละครเรื่องใหม่ที่คนตาคมกับคนร่างบางจะแสดงด้วยกัน ไม่รอให้การสัมภาษณ์เริ่ม เธอเดินแทรกเข้าไปในกล้อง หยิบปืนออกมา นักข่าวกดไลฟ์งานแถลงข่าว คนดูมากจนกลายเป็นไวรัล พร้อมติดแฮชแท็ก #เซฟศศิ ตำรวจรีบมารักษาความปลอดภัยในงานสัมภาษณ์ กันคนออกจากห้องประชุม ในห้องจึงเหลือแค่กล้องที่ตั้งเอาไว้ คนส่วนใหญ่อยู่นอกห้อง "คุณอภิชญาครับ ผมว่าเราคุยกันได้นะครับ คุณอภิชญาอยากได้อะไรครับ" ตำรวจเกลี้ยกล่อม "ฉั
ศศิกานต์นั่งเพียงลำพังในห้องนอน เธอเปิดจดหมายที่ไม่เขียนชื่อคนส่ง ไม่มีตราไปรษณีย์ และมีเพียงภาพและข้อความที่ขู่คุกคามเธอ พร้อมกับแนบรูปถ่ายของศศิกานต์ตอนเรียนมหาวิทยาลัย และมีรอยปากกากากบาทสีแดงเต็มหน้าเธอ “นึกถึงคำพูดของปรีย์เลย” “คำไหน” “คำที่ว่า แฟนๆ มีหลายแบบ ต้องระวังตัว นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในจดหมายข่มขู่ที่เราได้จากแฟนๆ ของปรีย์” “มีมากกว่านี้อีกเหรอ!” สุปรีย์ตกใจ แต่ศศิกานต์ไม่ได้หยิบจดหมายฉบับอื่นขึ้นมา นี่ยังไม่นับข้อความในโลกออนไลน์ที่ทำร้ายจิตใจคนตาคมยิ่งกว่านี้อีก ร่างบางเข้ามากระชับอ้อมกอด ก่อนถาม “ไม่เศร้าเหรอคะ หรือว่ากลัวบ้างไหม” “เศร้าค่ะ แต่ทำใจได้แล้วเพราะเจอแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างศศิไม่กลัวค่ะ ตอนเรียนก็ประมาณนี้ นี่ยังดีที่ไม่มีใครเข้าถึงตัวศศิได้ แถมตอนนี้ยังมีปรีย์
เกลโทรหาเพื่อนคนหนึ่ง เธอเป็นอีกคนที่ชอบให้คำปรึกษาด้านความรักกับเพื่อนๆ เกลนัดกรรณิกาหรือกรรณ นัยน์ตาดำโตอ่อนหวาน จมูกโด่ง ผมดำขลับ เคยเรียนโรงเรียนนานาชาติที่เดียวกันกับเกล ทั้งคู่นัดเจอกันที่คอนโดหรูของดาราสาว ภายในห้องตกแต่งด้วยสีชมพูพาสเทล ประดับประดาด้วยดอกไม้ปลอม พวกเขาพูดคุยในห้องรับแขก หากเดินไปดูภายในห้องนอนของเกลจะพบว่ามีรูปภาพของศศิกานต์แปะเต็มฝาผนัง เกลเลือกที่จะปกปิดเอาไว้ ว่าเธอคลั่งรักขนาดไหน “ไหนเล่าให้เพื่อนฟังสิ” กรรณิกาเริ่มเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “ฉันชอบคนๆ หนึ่งอยู่ แล้วไม่ว่าจะพยายามยังไง เขาก็ไม่เคยมีฉันในสายตา” “ชอบเขาตรงไหน” “ตรงที่ใจดี ซื่อสัตย์ ถ่อมตน และ...” เกลทิ้งช่วงประโยคของเธอ “และอะไร” “สวยโคตร...” โอ๊ะ ไม่ใช่ผู้ชายเรอะ กรรณิกาคิดในใจ เพราะไม่ได้ติดตามข่าววงการบันเทิงจึงไม่รู้มาก่อน “ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ก็จะคิดถึงเขาตลอดเวลา จนฉันแทบเป็นบ้าไปแล้ว” “ทรมานไหม” “ทรมาน” “เลิกคิดได้ไหม” “ไม่ได
พวกเขาเดินเข้าไปในกระโจมสีขาวพร้อมกันทั้งห้าคน กระโจมเล็กลงไปถนัดใจ หมอดูเป็นผู้หญิง แต่งตัวเหมือนชาวยิปซี ผมหยักโศกยาวถึงกลางหลัง ข้างหน้าเธอมีลูกแก้ววิเศษที่มองเข้าไปแล้วจะเห็นอนาคต เกลจ้างเธอมาในราคาแพง เพื่อให้คำทำนายเข้าข้างเธอมากที่สุด "ใครก่อนคะ" "ผมก่อนครับ ผมอยากรู้เรื่องธุรกิจ" ธนูยกมือ ขยับตัวไปข้างหน้า หมอดูมองลูกแก้วสักพักก็ตอบอย่างคล่องแคล่ว "ธุรกิจถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ร้านจะเจ๊งอย่างแน่นอน" ธนูตกใจที่เธอทายแม่นราวกับตาเห็น "แล้วจะต้องทำอย่างไร" "ไม่รู้" หมอดูตอบหน้าตาเฉย ไม่ต้องการให้ใครคิดว่าเธอรู้ทุกเรื่อง "อ้าว ทำไมแบบนั้น" "ไม่ต้องดูลูกแก้ว แค่ถามลูกค้าสิ ว่าอยากได้แบบไหน นี่เป็นหัวใจของการค้าเลยนะ การสำรวจความต้องการของลูกค้าน่ะ" "อ่อ เข้าใจล่ะ" ธนูรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่จะว่าเดามั่วก็เดามั่ว แต่ในทำนองเดียวกันก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย “ผมอยากรู้อีกเรื่อง” คำถามนี้คาใจเขามาตลอด “อะไ
ธนูและซีรับฟังเรื่องจากทั้งสองสาวจนหมด ต่อมาในวันอาทิตย์พวกเขานั่งดูทีวีในห้องส่วนกลาง ทีวีกำลังออนแอร์ข่าวให้สัมภาษณ์ของศศิกานต์ ข้างหน้าของเธอมีไมค์หลายตัววางอยู่ มาจากสำนักข่าวหลายแห่ง พร้อมแสงแฟลชรัวใส่หน้าของพระนางที่โด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย "จริงไหมที่แม่พูดว่า แม่น้อยใจน้องศศิ" "เรามีความเห็นเรื่องงานไม่ตรงกัน ศศิยังชอบบทเกิร์ลเลิฟ เพราะตัวเองเป็นLGBTQ อยากให้คนดูเปิดใจรับศศินะ แต่แม่กลัวว่าศศิจะอยู่ในวงการไม่นาน สำหรับเรื่องที่ทะเลาะกัน ศศิตั้งใจจะไปง้อแม่แหละ ส่วนเรื่องงานคงต้องห่างๆกันค่ะ" สกาวนั่งฟังอยู่หน้าจอทีวี อมยิ้มที่เธอมองคนไม่ผิด ศศิกานต์ยอมรับว่าตัวเองเป็น LGBTQ "ปรีย์เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทะเลาะกับแม่หรือเปล่า ข่าวมันออกมาแบบนี้" นักข่าวชงเรื่องอย่างชาญฉลาด "ไม่อยากเอาคนอื่นมาโยง ทุกคนมีพื้นที่ที่ทำอะไรแล้วสบายใจ เราก็เลือกที่เป็นเรา" "แฟนๆ มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง" "บางคนจั่วหัวมาเลย ว่าลูกอกตัญญู แต่บางคนเข้าใจเรา เพราะรู้จักเรา ตามเรามานาน ตอนนี้แ
สู่ขวัญเป็นหญิงสาววัยสามสิบห้าปี เคยเป็นนางงามจากเวทีดัง เธอคว้ารางวัลอันดับหนึ่งจากเวทีนานาชาติ และสุดท้ายได้แต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อน้องแสนดี แต่ไม่นานก็เลิกกับสามีแล้วย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทย เธอไม่เคยทำงานมาก่อน แต่ใช้เงินก้อนสุดท้ายมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ และตอนนี้ร้านกำลังเข้าตาจน เธอจึงเดินทางมาเยี่ยมแม่อภิชญาของเธอ "ไหว้ยายสิลูก แสนดี" สู่ขวัญแนะนำลูกสาว "Say hi to you grandma." "ซาหวัดดีค่า คุณยาย" หลานสาววัยสิบขวบทักยายของเธอเป็นครั้งแรก "หน้าสวยเหมือนแม่ จมูกโด่งเหมือนพ่อ ผิวก็ดี โตขึ้นเป็นนางเอกได้เลยนะ" อภิชญาชื่นชมหลานสาวเหมือนนักช้อปมองดูสินค้าราคาแพงที่จะมีราคาสูงกว่าเดิมในอนาคต "หนูพาลูกมาให้แม่รู้จักก่อน เผื่อเราจะผลักดันแก เหมือนที่แม่ดันหนูกับน้องๆ" "ต้องหัดภาษาไทยให้หลานเยอะๆ นะ สู่ขวัญ ภาษาไทยก็ต้องอ่านออก หนูคิดดูซิว่า ถ้าอ่านบทภาษาไทยไม่ออกจะเป็นปัญหาขนาดไหน" "ค่ะ นั่นสิคะ" "แล้วนี่ลูกมาหาแม่ทำไม ชวนมาหลายรอบก็ไม่มา แสดงว







