Mag-log inแต่แล้วความคิดที่จะหนีไปให้พ้นวิถีคนบ้าก็ต้องพังทลายลง เมื่อผมหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ได้เพียงอึดใจเดียว เงาร่างสูงโปร่งที่เดินตามหลังมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ก็เอื้อมมือหนามายกกระเป๋าเป้ที่ผมวางจองไว้บนเก้าอี้ข้างกายออกอย่างวิสาสะ แล้วเอามาวางแหมะไว้บนตักผมแทน
“…!?”
ก่อนที่พี่แกจะถือดีควักผ้าไหมอิตาลีผืนบางเฉียบออกมาปูรองบนเบาะเก้าอี้ แล้วหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างหน้าตาเฉย
“เฮ้ย! ทำอะไรเนี่ย!” ผมร้องลั่นพลางขยับตัวหนีจนแทบตกเก้าอี้ แต่สายตาคมกริบคู่เดิมกลับตวัดมองมาอย่างเอาเรื่อง
รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาทำเอาผมถึงกับสะดุ้งเฮือกไปหนึ่งที คำประท้วงที่เตรียมไว้กลายเป็นหมัดย้อนศรกลับมาอุดปากตัวเองทันควัน สายตาที่เขาจ้องมามันฟ้องชัดเจนว่าที่นั่งทุกตัวในห้องนี้ หรือแม้กระทั่งความสงบสุขของผม เขาจะบุกรุกหรือยึดครองเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ
“ก็นั่งเก้าอี้ไง ถามได้”
คำตอบนั้นทำเอาผมหน้าเหวอไปต่อไม่ถูก ผมกับขนมผิงหันมาสบตากันด้วยความช็อก เพราะอีกฝ่ายก็โดนชายชุดสูทตามราวีไม่ต่างกัน พวกเราอุตส่าห์หนีมาหลบซ่อนหลังห้องแล้ว คนทั้งคู่ยังตามมาให้อารมณ์ไม่ดีอยู่อีกผมมองตาเพื่อนรักอย่างสื่อความหมายว่าเราจะรอดกันไหมเนี่ย
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทำใจยอมรับชะตากรรมที่พวกเราได้เจอ ลมมรสุมขนาดย่อมก็พุ่งวาบเข้าปะทะหน้าขนมผิงจนผมที่นั่งข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้ง ผมหันขวับไปมองที่มาของลมเย็นยะเยือกนั่นทันที
ชายชุดสูทจอมเป๊ะกำลังถือพัดลมพกพาสีโรสโกลด์จ่อหน้าขนมผิงในระยะประชิดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่อานุภาพของมันทำเอาผมหน้าม้าของเพื่อนรักผมแตกกระจายจนเสียทรง ลมแรงขนาดที่ว่าเนื้อจมูกแทบจะปลิ้นออกมาตามแรงลมเลยทีเดียว
“แคก! พี่... พี่ทำอะไรเนี่ย!” ขนมผิงถามเสียงหลง พยายามฝืนกลืนขนมปังที่เกือบจะติดคอลงไป
“อยู่นิ่ง ๆ สิครับน้อง ไอระเหยจากเหงื่อของน้องมันจะปลิวมาเปื้อนชุดสูทพี่อยู่แล้ว... เอ้า ถือไว้!”
ผมมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ชายคนนั้นดูท่าจะอายุมากกว่าพวกเราพอสมควร อีกฝ่ายยัดพัดลมใส่มือขนมผิงแล้วขยับเก้าอี้หนีห่างออกไปจนสุดขอบทางเดิน จากนั้นพี่แกก็งัดตลับเมตรขึ้นมาดึงสายวัดพรวดออกมาวัดระยะห่างของเก้าอี้ ก่อนจะหยิบชอล์กขึ้นมาขีดเส้นบนพื้นห้อง กั้นอาณาเขตระหว่างเขากับขนมผิง
แล้วนั่นเองก็ทำให้ผมเข้าใจในทันที ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมีท่าทีแบบนั้นก่อนหน้านี้ ให้ตายเถอะ ผมล่ะไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เจอคนเพี้ยนพร้อมกันถึงสองคน นี่มันมหาลัยหรือโรงพยาบาลกันแน่เนี้ย
แต่ทางฝั่งผมเองก็ใช่ว่าจะรอด คนตัวโตที่นั่งข้างขวาของผมเริ่มแผลงฤทธิ์หนักกว่าเดิม พี่แกหยิบสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ขึ้นมาฉีดพ่นรอบตัวผมจนละอองฟุ้งกระจายไปหมด กลิ่นดอกไม้ตีกับกลิ่นน้ำแร่อบอวลไปทั่วบริเวณ จนต้องเอาชายเสื้อคลุมขึ้นมาปิดจมูกกันไว้
ผมสะกิดแขนคนตัวเล็กให้หันมามอง ก่อนจะขยับปากถามแบบไม่มีเสียงว่า “ผิง... พวกเราจะรอดจนครบสี่ปีไหมเนี้ย”
สายตาผิงเลิ่กลั่กทันที่อ่านปากผมเสร็จ ก่อนจะหันไปมองเส้นชอล์กของพี่ศิลา สลับกับขวดสเปรย์ในมือพี่จิณณ์ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจพลางกระซิบ “ผิงก็ไม่รู้เหมือนกัน... ระหว่างเรียนจบกับเป็นโรคประสาท อันไหนจะมาก่อนกันแน่”
“...นั่นน่ะสิ” ผมพลางยิ้มเจื่อนให้เพื่อน
แต่ความกังวลของพวกเราสองคนก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อนักศึกษาในห้องต่างพากันเงียบเสียงลง เสียงรองเท้าส้นเข็มหนัก ๆ ที่กระทบพื้นอยู่หน้าห้องบ่งบอกว่ามีคนกำลังเดินเข้ามา
ก่อนที่หน้าประตูจะปรากฏร่างของสตรีข้ามเพศในชุดเดรสสีแดงเพลิง เธอยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนจะพูดเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยิน
“สวัสดีค่ะ นักศึกษาทุกท่าน ดิฉันชื่อโรส เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกคุณ...”
พี่จิณณ์ที่เคยนั่งส่องกระจกเช็กรูขุมขนถึงกับลนลานยัดขวดสเปรย์ลงกระเป๋าไวปานวอก ส่วนผมก็ยืดตัวตรงแน่วทันที อาจารย์โรสท่านแนะนำตนเอง ก่อนจะแนะนำวิชาที่ทุกคนจะได้เรียนตลอดหลักสูตร
เรื่องราวดำเนินไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงแนะนำตัวเพื่อละลายพฤติกรรม บอกอาชีพ และนิยามความยุติธรรม พร้อมท่าประจำตัว และผู้โชคดีคนแรกคือชายชุดสูทที่พกตลับเมตรอันใหญ่ราวกับส่วนประกอบร่างกายที่สามสิบสาม
ชายคนนั้นแนะนำตัวอย่างโอ้อวดว่าตนเองเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ ชื่อจริงชื่อศิลา อายุสามสิบปี เขานิยามความยุติธรรมว่าต้องวัดค่าได้แม่นยำทุกมิลลิเมตร ก่อนจะทำท่าดึงตลับเมตรเสียงดัง แล้วสะบัดเก็บไม่ต่างอะไรจากเรนเจอร์ห้าสี จนผมแอบขำให้กับความเป๊ะหลุดโลกของแก
พอถึงคิวขนมผิง เพื่อนของผมยืนขึ้นอย่างภาคภูมิใจ บอกว่าตัวเองเป็นเด็กล้างจานหน้าคณะสถาปัตย์ วินาทีนั้นทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่พี่ศิลาที่นั่งข้าง ๆ ยังตกใจจนทำตลับเมตรหลุดมือ
ขนมผิงนิยามความยุติธรรมได้เท่ห์มาก ว่ามันเหมือนการล้างจาน ต่อให้สกปรกแค่ไหนถ้าตั้งใจขัดมันก็สะอาดได้ พร้อมกับโชว์ท่าประจำตัวจนอาจารย์โรสปรบมือให้เกียรติในความสู้ชีวิตของเขา
เวลาผ่านไปไม่นาน ก็มาคิวของผมบ้าง ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยืดตัวขึ้นยืน ท่ามกลางกลิ่นน้ำแร่ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
“สวัสดีครับอาจารย์และเพื่อน ๆ ผมชื่อ ปั้น ปัญจพล ขยันทำกิจ อายุยี่สิบห้าปี อาชีพปัจจุบันเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อครับ”
ผมพยายามคุมโทนเสียงให้เหมือนเวลาพูดหน้าเคาน์เตอร์ที่สุด “สำหรับผมความยุติธรรมก็เหมือนลูกค้า ไม่ว่าจะรวยหรือจน ทุกคนก็ควรได้รับสิทธิ์ในการบริการที่เท่าเทียมกันครับ!”
พูดจบผมก็จัดท่าไม้ตายที่ฝึกมานับพันครั้ง ยกมือพนมไว้แนบอก ก่อนก้มตัวพลางเอ่ยประโยคที่พูดอยู่ทุกวัน
“ยินดีต้อนรับ... รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมครับ!”
“เลิศมากค่ะลูกปั้น! บริการทุกระดับประทับใจจริง ๆ” อาจารย์โรสปรบมือรัว ๆ “แต่จำไว้นะคะ ในคลาสอาจารย์แม่ไม่มีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ใครทำผิดมาตราไหน รับโทษเต็ม ๆ ไม่มีส่วนลดสมาชิกนะคะลูก!”
ผมย่อตัวลงนั่งด้วยความโล่งอกที่ผ่านพ้นช่วงเวลาบีบคั้นหัวใจไปได้ พลางเหลือบเห็นสายตาคมกริบของคนด้านข้างที่จ้องมองกัน ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเป็นปริศนาชวนขนลุก เขาขยับกายเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำแร่เย็นชืดโชยมาปะทะจมูก
“พูดออกมาได้ไม่อายปาก...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบแผ่วเบานั้นจงใจให้ได้ยินกันแค่สองคน ผมแสร้งทำเป็นหูทวนลม ถือเสียว่านั่นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ไม่อยากเสวนากับคนปากเสียที่จ้องจะบั่นทอนจิตใจกัน แต่ดูเหมือนคุณชายเขาจะไม่ยอมจบง่าย ๆ พี่แกยังคงขยับเข้ามาจนไหล่แทบจะเกยกันอยู่แล้ว
“บริการที่เท่าเทียม...หึ…ไม่เห็นจะเคยได้รับ”
ผมกำหมัดแน่นภายใต้โต๊ะเลคเชอร์ พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้เผลอเอากระเป๋าเป้ฟาดไปที่หน้าของอีกฝ่ายด้วยความโมโห จังหวะที่กำลังข่มใจอยู่นั้น เสียงอาจารย์โรสพลันดังขึ้น
"มาค่ะ…คนต่อไป คุณจิณณ์ณภัทรค่ะ อุ๊ย! นามสกุลคุ้นหูมากเลยนะคะลูก ทายาทท่านรัฐมนตรีที่เพิ่งลงหนังสือพิมพ์ไปเมื่อวานใช่ไหมคะเนี่ย? เชิญโชว์วิสัยทัศน์ให้เพื่อน ๆ ดูหน่อยสิคะ"
พี่จิณณ์ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ท่วงท่าของเขาดูสุภาพราวกับผ่านการอบรมมาเป็นอย่างดี เขาจัดระเบียบเสื้อนักศึกษา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจ
“สวัสดีครับอาจารย์โรส และเพื่อน ๆ ทุกท่าน... ผมจิณณ์ จิณณ์ณภัทร วรโชติเมธี นะครับ ส่วนเรื่องอาชีพ...” เขาหยุดจังหวะไปนิดหนึ่งพลางยิ้มกริ่มใส่ผม “ตอนนี้ผมไม่มีงานทำครับ วัน ๆ ก็แค่นอนเล่นใช้เงินอยู่ที่บ้าน สลับกับเข้าคลินิกเสริมความงามเพื่อรักษาหน้าตาให้กับวงศ์ตระกูลครับ”
โถ่... ไอ้คนขี้เกียจเอ๊ย
ผมมองเขา พลางนึกถึงเงินในกระเป๋าตัวเองที่เพิ่งจ่ายค่าเทอมไปจนเกลี้ยง นี่ผมต้องทำงานไปกี่ชาติถึงจะมีชีวิตว่างงานแบบเขาได้
พี่จิณณ์เชิดหน้าขึ้นราวกับสัมผัสได้ถึงความอิจฉาที่ฉายแววอยูในดวงตา ก่อนเอ่ยนิยามความยุติธรรมตามสไตล์คนรวยต่อ
“สำหรับผม... ความยุติธรรมต้องไร้ริ้วรอยและปราศจากมลทินครับ กฎหมายที่บังคับใช้ต้องสะอาดหมดจด ไม่มีการอุดตันประหนึ่งผิวหน้าที่ได้รับการทำเลเซอร์ดีท็อกซ์มาอย่างดี สังคมที่ยุติธรรมคือสังคมที่ผมสามารถนอนเล่นใช้เงินอยู่ที่บ้านได้ โดยไม่ต้องมีใครมาละเมิดสิทธิ์ความสุขส่วนตัวของผมครับ”
พูดจบเขาก็จัดท่าไม้ตายหยิบขวดสเปรย์น้ำแร่ขึ้นมา สะบัดข้อมือฉีดพ่นละอองฝอยละเอียดรอบตัวเป็นวงกลมประหนึ่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับจิกตาใส่แสงไฟนีออนโพสต์ราวกับท่าถ่ายปฏิทินแจกช่วงหาเสียง จนละอองน้ำลอยมาเกาะหน้าผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จนเปียกไปครึ่งซีก
“โอ้โห... อย่างกับหาเสียงจริง ๆ เลยค่ะ” อาจารย์โรสปรบมือรัว
“ว่างงานแต่มีเงินจ่ายค่าเลเซอร์ผิว แม่ล่ะอิจฉาจริง ๆ ค่ะลูกจิณณ์ แต่อย่าคิดว่านามสกุลดังแล้วแม่จะอ่อนข้อให้นะคะ กฎหมายแม่ไม่มีระบบอุปถัมภ์ มีแต่ต้องจำด้วยสมองตัวเองเท่านั้น!”
“ครับ…อาจารย์”
คุณชายข้างกายยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนผ้าไหมอิตาลีอีกครั้ง พลางหันมามองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับต้องการบอกเป็นนัยว่าผมกับเขามันต่างชนชั้นกัน
‘เออ…เอาที่พี่สบายใจเลยครับ ผมมันก็แค่คนจนคนหนึ่งเท่านั้นแหละ’
ผมสบถในใจ พลางก้มหน้ากำหมัดแน่น ไม่อยากเสวนาหรือแม้แต่จะปรายตาไปมองหน้าไอ้คุณชายโรคจิตนั่นอีกแล้ว ยิ่งเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยของเขา มันก็ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองจะแตก
ได้โปรดเถอะสวรรค์ ผมอุตส่าห์ดั้นด้นมาเรียนภาคค่ำหลังจากที่ทำงานหาเงินมาหลายปี หวังสร้างอนาคตใหม่ให้ดีกว่าเดิม ไม่ใช่มาเป็นของเล่นคลายเครียดของใคร ช่วยปล่อยให้ผมเรียนแบบสงบ ๆ ไม่ได้หรือไง
“ฟึด! ฟึด!”
เสียงน้ำแร่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ละอองน้ำกระเซ็นมาโดนแก้มผมจนชุ่มไปหมด แต่คราวนี้ผมไม่แม้แต่จะปัดมันออก ทำได้แค่นั่งตัวตรง แข็งทื่อราวกับหิน พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และท่องบทสวดมนต์ไว้ใจใจ
“เป็นอะไรไปล่ะ...ยอมแพ้แล้วเหรอ?” เสียงนุ่มหูที่ชวนให้ประสาทเสียขยับเข้ามาใกล้อีกครั้ง
“อย่าเพิ่งรีบถอดใจไปสิ พ่อพนักงานดีเด่น... นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเกมเองนะ” อีกฝ่ายขู่ก่อนจะผละตัวออกห่าง
ท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของอาจารย์โรสที่กำลังบรรยายเนื้อหาสำคัญในคาบแรก ผมก็ได้แต่ตั้งปณิธานกับตัวเองในใจ ต่อให้ไอ้คนเฮงซวยนี้จะข่มขู่ผมเพียงใด ผมก็จะไม่ตกหลุมพรางนั่นเด็ดขาด ในเมื่ออยากเล่นนัก ผมก็จะขอนั่งเป็นก้อนหินนิ่ง ๆ ทิ่มแทงอีกฝ่ายแบบนี้ตลอดไป
แต่ดูเหมือนความเงียบของผมจะยิ่งกระตุ้นความอยากเอาชนะของคุณชายโรคจิต เพราะผมเหลือบไปเห็นว่าพี่แกกำลังเขย่าขวดสเปรย์เตรียมประโคมน้ำอมฤตชุดใหญ่ใส่ผมอีกรอบ
‘ถ้าสวรรค์มีจริง ช่วยถีบไอ้บ้านี่ออกไปจากชีวิตผมทีเถอะครับ’
---โปรดติดตามตอนต่อไป---
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม
อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี







