ANMELDENหลังจากนั้นผมก็พยายามยืดหลังตรง จ้องสไลด์ของอาจารย์โรสเขม็งราวกับมันเป็นเลขเด็ดงวดหน้า ทั้งที่ในหูข้างซ้ายมีแต่เสียงงึมงำกวนประสาทไม่หยุด
ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ฝั่งขวามือ ขนมผิงกับพี่ศิลาก็กำลังคุยทำความรู้จักกันอยู่ ทั้งคู่คุยอะไรกันนั้นทีแรกผมก็ไม่ได้ยินถนัด เหตุเพราะมัวแต่แบ่งสมาธิไปสวดมนต์ไล่สัมภเวสีข้างกายอยู่ แต่ก็พอเริ่มจับใจความสำคัญได้ ว่าพี่ศิลากำลังยื่นข้อเสนอให้ขนมผิงเป็นติวเตอร์ให้ ราคาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฟังดูแล้วน่าสนใจเลยทีเดียว
“ห้าร้อย... สองชั่วโมงก็พันนึงแล้วนะน้องผิง น้องล้างจานทั้งวันยังไม่ได้เท่าพี่ให้เลยนะ”
สอนสองชั่วโมง ได้ตั้งหนึ่งพันบาท
ผมตาโตลุกวาว พลางคำนวณว่าต้องเข้างานกี่ชั่วโมงถึงจะได้เงินก้อนนั้นมาไว้ครอบครอง แต่ยังไม่ทันที่คิดคำนวณเสร็จ แรงสะกิดบนไหล่ขวาก็ทำให้ผมต้องดึงสติกลับมา
“อะไรครับ??” ผมหันไปหาพี่จิณณ์ด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“เพื่อนนายนี่ฮ็อตไม่เบาเลยนะ…ถูกทาบทามโดยเจ้าของบริษัทรับเหมาชื่อดังเลยนะนั่ส” พี่จิณณ์กล่าวพลางทำหน้ายียวน
“แล้วยังไงครับ”
“นายไม่สนใจบ้างเหรอ?? ฉันจะจ่ายให้เยอะกว่าเขาเป็นสิบเท่า เอาไหม??”
แต่ละคำที่หมอนี่พูดออกมา มันไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าตัวเองบ้างหรือไง วันก่อนผมยังเห็นในกระเป๋ามีเงินสดอยู่ไม่กี่พัน อีกทั้งบัตรเครดิตพรีเมียมที่ยัดจนกระเป๋าตุงพวกนั้นก็ใช้ไม่ได้สักกะใบ ตอนนี้ทำมาเป็นโชว์ป๋าจะจ่ายหนักกว่าคนอื่น ถังแตกจนต้องมาซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแท้ ๆ ยังจะมาทำเป็นปากดีขู่ซื้อตัวผมอยู่อีก
“...ไม่สนครับ” ผมปฏิเสธก่อนเมินหน้าหนี
“นายนี่มัน…ไม่รู้จักของดี” อีกฝ่ายสบถพลางจ้องหน้าผมอย่างลดละ
ในขณที่อาจารย์โรสที่กำลังร่ายยาวเรื่องลำดับขั้นของกฎหมายอยู่นั้น หูอีกข้างก็เงี่ยฟังสถานการณ์อีกฝั่ง ซึ่งพี่ศิลายังคงตื๊อขนมผิงไม่เลิก ถึงขั้นฉีกกระดาษส่งให้เพื่อนผมเป็นว่าเล่น ผมชะเง้อหน้าไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในกระดาษมีทั้งคำขอโทษและการอัปราคาค่าจ้างขึ้นเป็นระยะ จนตอนนี้ยอดพุ่งไปถึงชั่วโมงละแปดร้อยบาท
ผมเผลอยิ้มให้กับการตามตื๊อที่เปิดเผยของพี่ศิลา ดูจากสายตาแล้วบอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่เรื่องติวหนังสือย่างแน่นอน ผมมั่นใจพี่ศิลาต้องชอบขนมผิงชัวร์ แต่ที่น่าเสียดายคือเพื่อนคนซื่อของผมกลับไม่รู้อะไรเลย ว่าการกระทำของนักธุกิจหนุ่มนั้นคือการจีบทางอ้อม
ไม่เป็นไรงั้นผมจะหยิบยื่นโอกาสนั้นให้เพื่อนเอง เพราะดูจากท่าทางพี่ศิลาแล้วก็นิสัยดีใช่ย่อย ถึงแม้จะเพี้ยนไปหน่อยก็ตาม
“ขนมผิง... แกก็ยอมพี่เขาไปเถอะ พี่ศิลาทำถึงขนาดนี้แล้วนะ แถมยังเปย์หนักด้วยนะนั่น เห็นใจคนหล่อที่ยังไม่เริ่มเรียนแต่เตรียมสอบตกไว้รอแล้วหน่อยเถอะ”
ขนมได้ยินแบบนั้นก็หันมาแยกเขี้ยวใส่ ก่อนถาม “งั้นปั้น...ก็มาสอนพี่แกแทนไหมล่ะ!?”
คำถามนั้นทำให้ผมอ้าปากค้างไปสามวินาที จินตนาการเห็นตัวเองไปนั่งอธิบายกฎหมายให้พี่ศิลาฟังแล้ว ขนแขนพลันลุกซู่จนต้องรีบปฏิเสธให้พ้นตัว
“ไม่อะ...ให้ชั่วโมงละพันฉันก็ไม่เอา ขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ขืนไปสอนพี่แกมีหวังพากันลงเหวทั้งคู่” ผมยิ้มแห้งพลางส่ายหัวระรัว ยืนยันเสียงหนักแน่น ว่าเรื่องนี้ผมจะไม่เข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด
“ไม่แน่จริงนี่หว่า”
เสียงทุ้มต่ำที่สวนกลับมาจากทางด้านซ้ายทำให้ผมหันขวับไปหาเจ้าตัวทันที สายตาของผมบ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ตอกกลับไปจนหน้าหงาย กริ่งบอกเวลาพักเบรกกลับดังขึ้นเสียก่อน
“โชคดี ไปนะคุณ” ผมพูดในขณะที่ลุกขึ้นยืน
“โชคดี??”
เสียงทุ้มเลิกคิ้วทวนคำ ใบหน้าเจือไปด้วยกระแสอารมณ์ขบขัน พี่แกไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนอะไรเลยซ้ำ ตรงกันข้ามแววตาคู่คมกลับทอประกายราวกับต้องการท้าทาย
“นายนี่…ทำให้ฉันประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยนะ”
เออ...แล้วแต่เอ็งจะคิดเลย พ่อคุณชายตกอับ
ผมตะโกนด่าในใจ ก่อนจะสาวเท้าหนีออกมา โดยมีขนมผิงเดินหน้ามุ่ยตามหลังมาติด ๆ
ถึงแม้จะหนีออกม่แล้ว ทว่าเรื่องราวมันยังไม่จบเพียงแค่นั้น ช่วงพักเบรกสิบห้านาทีที่ควรจะเป็นเวลาผ่อนคลาย กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งดูละครฉากใหญ่ที่ทั้งขำและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
ผมที่กำลังดูดนมกล่องด้วยความหิวโหยถึงกับหยุดกึก เมื่อเหลือบไปเห็นคุณชายโรคจิตมีท่าทางแปลก ๆ ถึงขั้นขมวดคิ้วมองภาพชายตัวใหญ่ที่กำลังยืนโงนเงนอยู่หน้าซุ้มร้านน้ำตาเขม็ง ใบหน้าขาวของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษเอสี่ แววตาดูพร่าเลือนเหมือนคนไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน แต่กระนั้นไอ้โรคจิตก็ยังพยายามวางมาดรักษาทรงอย่างสุดชีวิต
อีกฝ่ายเดินโซซัดโซเซเข้าไปหาป้าขายน้ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยสำเนียงนุ่มหูประหนึ่งกำลังสั่งเครื่องดื่มในร้านอาหารดัง
“เอ่อ... ขอโทษนะครับ... ขอน้ำแร่ธรรมชาติหนึ่งขวดครับ”
ผมเห็นป้าคนขายหยุดมือที่กำลังตักน้ำแข็งทันที แกเงยหน้าขึ้นมองแรงใส่เขาตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาที่บอกชัดว่า 'ที่นี่คณะนิติฯ ไม่ใช่โรงแรมห้าดาวนะไอ้หนู' ก่อนจะกระแทกแก้วพลาสติกที่ใส่น้ำแข็งพูน ๆ ลงบนเคาน์เตอร์ดัง ปึก! แล้วราดน้ำอุทัยทิพย์สีแดงอ่อนลงไป
“มีแต่น้ำอุทัยทิพย์เนี่ยแหละพ่อคุณ! แก้วละห้าบาท จะเอาไม่เอา!”
พี่จิณณ์ชะงักไปครู่ใหญ่ แกดูสับสนและลังเลอย่างเห็นชัด มองแก้วน้ำพลางกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะตอบรับในที่สุด
“เอาครับ...เอา”
พูดจบก็ล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงสแล็กส์ตัวแพง งมหาอะไรบางอย่างอยู่นาน ก่อนจะหยิบเหรียญบาทออกมานับ แล้ววางลงบนเคาน์เตอร์อย่างอาย ๆ
ชายตัวโตยกแก้วน้ำแดงราคาห้าบาทนั้นมาประคองไว้ด้วยสองมือ เดินแยกไปพิงเสาต้นใหญ่แล้วหลับตาพริ้มยกจิบด้วยท่วงท่าละเมียดละไม ราวกับกำลังละเลียดไวน์แดงราคาแพง
“ขนมผิง ดูนั่นสิ...” ผมกระซิบพลางเบียดไหล่เพื่อน “พี่จิณณ์เขาดูแปลก ๆ นะ เป็นถึงลูกนักการเมืองแท้ ๆ ทำไมไม่มีตังค์ล่ะ หรือว่าครอบครัวเขาจะถังแตก?”
“เอ๊ะ... แปลกจริง ๆ ด้วย” ขนมผิงเห็นพ้องต้องกันกับผม สายตาจับจ้องไปที่จุดเดียวกัน “มือสั่น หน้าซีด...กลืนน้ำลายถี่ ๆ เขาคงจะหิวน่าดู”
คำพูดของขนมผิงทำให้ผมชะงัก ภาพตรงหน้าทำให้นึกย้อนไปถึงอดีต วินาทีนั้นเหตุการณ์ตรงหน้าฉายซ้อนทับกับความทรงจำสีหม่นที่ผมฝังกลบไว้ในส่วนลึกของจิตใจ... ความทรงจำที่มีแต่กลิ่นอายของความจน คราบน้ำตา และยานรก
เด็กสลัมอย่างผมที่พ่อขายยาและแม่ติดการพนัน แถมยังเติบโตมาได้ด้วยข้าวก้นบาตรของหลวงพ่อ ย่อมจำรสชาติแห่งความหิวโหยได้เป็นอย่างดี แต่ผมยังโชคดีที่มีป้าแต๋ม ท่านรับผมมาเลี้ยงหลังจากที่คนทั้งคู่ติดคุก ไม่งั้นผมคงไม่ได้เป็นผู้เป็นคนได้ถึงทุกวันนี้
เมื่อมองดูคนตรงหน้า ที่แม้จะหิวจนท้องกิ่วมาทั้งวัน แต่ยังต้องพยายามแบกหัวโขนนั่นอยู่ มันทำให้ก้อนเนื้อในอกของผมบีบรัดด้วยความเวทนา ผมรู้ดีว่าอาการหลังพิงฝาแบบนั้นมันรู้สึกโดดเดี่ยวและน่ากลัวขนาดไหน
“...น่าสงสารจัง”
ผมพึมพำออกมาเสียงเบาหวิว รู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายขึ้นมา ไม่รู้ว่าสมองหรือหัวใจกันแน่ที่สั่งให้ผมเดินเข้าไปหาเขา แล้วยื่นถุงไข่ต้มที่เพิ่งงัดออกมาจากกระเป๋าเป้ส่งต่อให้อีกฝ่ายได้กินรองท้อง ผมหวังเพียงไข่ต้มสองฟองจะช่วยให้เขาอยู่รอดไปได้อีกวัน
“นี่ครับ กินอะไรสักหน่อยสิคุณ”
ทว่าไอ้คุณชายตรงหน้า มันกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างรังเกียจ หางตาเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนง มองข้ามถุงไข่ต้มนั้นไปดื้อ ๆ
“ฉันไม่ต้องการ เก็บไข่ของนายไปเถอะ อย่าคิดว่าจะใช้ไข่พวกนี้มาดูถูกคนอย่างฉันเชียว!”
น้ำเสียงนั้นเย็นชาและเชือดเฉือนจนผมยืนนิ่งค้างเติ่ง ความหวังดีของผมถูกขยี้ลงกับพื้นอย่างไม่เหลือชิ้นดี อีกทั้งเสียงตวาดกร้าวยังดังสะท้อนไปทั่วโถงใต้ตึกคณะ จนกลายเป็นจุดสนใจของนักศึกษาคนอื่น ทันที
ผมชักมือที่ถือถุงไข่ต้มกลับมาอย่างรวดเร็ว หมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปยืนข้างขนมผิงเหมือนเดิม ความรู้สึกจุกและเสียหน้าแล่นริ้วขึ้นมาจนขอบตาอุ่นวาบ ก้มหน้าหลบสายตานับสิบคู่ที่มองมา พร้อมกับแกะไข่ต้มยัดเข้าปากเพื่อระบายอารมณ์
“... ผิงคิดไว้แล้ว ว่าคนแบบนั้น น่าจะเข้าถึงยาก” ขนมผิงพึมพำเสียงเบา สายตาเต็มไปด้วยความเห็นใจปนสงสาร
“ใช่มะ...คนอะไรปากเสียชะมัด! อุตส่าห์เห็นว่าหิวข้าวจนหน้าซีดหน้าเซียว รู้งี้ไม่เดินเอาไข่ต้มไปให้หรอก คนพรรค์นั้นปล่อยให้จิบน้ำอุทัยทิพย์ประทังชีวิตไปนั่นแหละ!” ผมเงยหน้าบ่นอุบพลางยัดไข่ต้มลูกที่สองเข้าปาก รสชาติไข่ต้มที่เคยอร่อย บัดนี้กลับฝืดคออย่างเห็นได้ชัด
“เอาหน่า อย่าโกรธเลย พี่แกคงจะอายที่อยู่ดี ๆ ปั้นไปยื่นไข่ต้มให้เขาต่อหน้าคนอื่นล่ะมั้ง”
“เหอะ...อายกับอดตาย อันไหนมันแย่กว่ากันล่ะผิง”
“เฮ้อ...มันก็ต้องเป็นอย่างหลังสิปั้น”
“เห็นไหม ผิงยังคิดเหมือนเราเลย ไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีบ้าบอนั่นมันกินได้หรือไง ทำไมต้องทำตัวเย่อหยิ่งขนาดนั้นด้วย”
“...”
ขนมผิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ใช้ฝ่ามือตบไหล่ผมเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม ในใจมันคงรู้ดีว่าพนักงานสะดวกซื้ออย่างผมถ้าบทจะโกรธขึ้นมาก็หัวแข็งไม่ใช่เล่น แต่ในขณะที่พวกเรากำลังยืนถกเถียงกันอยู่นั้น ผมสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างที่จ้องมองมาแต่ไกล
พอหันไปมอง ผมก็เจอกับพี่ศิลาที่ยืนกอดอกพิงผนังตึกเฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเงียบเชียบ พี่แกไม่ได้เข้ามาห้ามหรือผสมโรงให้วุ่นวาย แต่กลับส่งรอยยิ้มแปลก ๆ มาให้พวกเรา มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงความเห็นใจ แต่วิเคราะห์จากสายตาแล้ว มันคือรอยยิ้มขบขันในความซื่อบื้อของผมที่ดันไปหยิบยื่นไมตรีให้กับคนอย่างจิณณ์ณภัทร
“แล้วทำไมตาพี่คนนั้นถึงมองพวกเราแบบนั้นล่ะผิง” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางรุ่นพี่จอมตื๊อ
“ไม่รู้สิ” ขนมผิงตอบสั้น ๆ พลางหลบสายตาคู่นั้นอย่างประหม่า
“เฮ้อ แต่ละคน... แม่งไม่ปกติกันสักคน” ผมสบถอย่างหัวเสีย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก ที่สร้างความบันเทิงให้กับคนอย่างพวกเขาได้ขำเล่น
“ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะผิง เดี๋ยวตามไป”
“อืม”
ผมเดินแยกออกมาเข้าห้องน้ำ ร่างกายต้องการน้ำเพื่อชะล้างสติให้กลับคืนมา และต้องการชะล้างเอาเศษเสี้ยวความสงสารที่เคยหยิบยื่นให้กับไอ้คุณชายจิณณ์นั้นออกไป
น่าสงสารเหรอ? เหอะ! คนที่น่าสงสารที่สุดมันคือผมต่างหากล่ะ ที่ดันใจดีผิดคน จนต้องมาเจอเรื่องขายหน้าแบบนี้!
ผมสาบานกับตัวเองเลยว่า ต่อไปนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่หยิบยื่นอะไรให้คนอย่างเขาอีกเป็นอันขาด
---โปรดติดตามตอนต่อไป---
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดที่ส่องลอดผ้าม่านสีซีดเข้ามาไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของผมดีขึ้นเลยสักนิด ทันทีที่รู้สึกตัว ความเจ็บร้าวจากช่วงล่างก็แล่นผ่านขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า มันทั้งเจ็บและแสบในเวลาเดียวกันจนผมต้องข่มฟันกลั้นเสียงคราง ความเจ็บนั้นยิ่งตอกย้ำความใจร้ายของไอ้โรคจิตที่นอนอยู่ข้างกาย บนเตียงนอนที่อีกฝ่ายรังเกียจนักรังเกียจหนาไหนบอกว่าหมอนของผมมันสกปรกไง? ไหนบอกว่าถ้านอนหนุนแล้วจะสิวขึ้นไงล่ะ?ผมเหยียดยิ้มอยากหมั่นเขี้ยว มองดูคนข้างกายที่ยึดหมอนของผมไปจนเกือบหมด แถมยังนอนซุกหน้าลงกับความสกปรกที่เขาเคยด่าไว้เสียเต็มรัก ผมล่ะอยากจะถุยน้ำลายลงบนหน้าคนไร้ยางอายนี่จริง ๆ ที่นอกจากจะยึดที่นอนแล้ว ยังยึดร่างกายผมไปกระทำแบบนั้นทั้งคืนโดยไม่สนว่าจะแตกสลายเพียงใด“ไอ้คนเฮงซวย...” ผมพึมพำเสียงเบา แสบคอไปหมดเพราะผลจากการกรีดร้องเมื่อคืนก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ทั้งหมดฝืนลุกขึ้นจากเตียง ทว่าความเสียววาบที่สะโพกก็ทำให้กลับไปนอนลงเหมือนเช่นเคย แถมเมื่อมองเห็นสภาพร่างกาย รอยแดงช้ำตามเนื้อตัว ยิ่งทำให้ผมโมโหเข้าไปใหญ่พลั่
เวลาต่อมา รถสปอร์ตหรูสีเขียวใบตองอ่อนคันนี้ก็ทำให้ผมรู้ซึ้งเลยว่านรกบนดินของจริงมันเป็นอย่างไรเมื่อได้สัมผัสผ่านการนั่ง ถุงแกงสารพัดชนิดในมือผมแทบหลุดลอยละลิ่วชิดเพดานรถ เมื่อคุณชายโรคจิตแกเหยียบมิดไมล์บึ่งรถทะยานไปตามเส้นทางอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์แผดคำรามกระหึ่มดังสนั่นจนแก้วหูแทบเคลื่อน พี่แกขับซิ่งลืมตายอย่างกับหลุดมาจากหนังชื่อดังไม่มีผิด“เฮ้ยพี่!!! ระวัง ข้างหน้าไฟแดง!!!” ผมแหกปากลั่นรถจนเสียงหลง มือข้างหนึ่งคว้าที่จับเหนือหัวเหนียวแน่นราวกับตีนตุ๊กแก ส่วนอีกข้างก็โอบกอดกองถุงแกงเอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าพี่จิณณ์ดูจะบันเทิงเริงใจเหลือเกินที่เห็นผมสติหลุดโวยวายมาตลอดทาง ทั้งที่ไฟข้างหน้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดงโร่เห็นอยู่ทนโท่ แต่คุณชายแกกลับนึกสนุกเร่งเครื่องส่งจนตัวผมลอยแทบไม่ติดเบาะ อาการเมาเหล้าผสมสไปรท์เมื่อครู่หายวับไปกับอากาศธาตุทันตาเห็น เหลือไว้แต่ความเสียวไส้พะอืดพะอม มวนท้องจนอยากจะอ้วกเอาแกงเจ๊หงส์พุ่งออกมาประดับคอนโซลรถหรูราคาแพงเอี๊ยดดดดด!พี่จิณณ์กระทืบเบรกเสียงดังสนั่นลั่นเอี๊ยดจนตัวผมโยนไปข้างหน้าอ
พวกเรามัวแต่ห่อแกงกันอย่างขะมักเขม้นจนไม่ทันสังเกตคนรอบข้าง จวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่ศิลาแข่งกับเสียงเพลงที่ดังระงม ผมเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง เห็นขนมผิงยืนหน้าซีด พร้อมกับแผ่นหลังกว้างของพี่ศิลาที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดชายสองคนหนีหัวซุกหัวซุนไปผมรีบลุกจากที่นั่ง ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาขนมผิงทันที โดยมีพี่จิณณ์หิ้วถุงแกงเดินตามมาติด ๆ“ผิง! เกิดอะไรขึ้น”“...” ขนมผิงที่ตกใจจนสติหลุดลอยไม่ได้ตอบคำถาม ยืนตัวสั่นระริกพลางมองตามหลังพี่ศิลากลายเป็นว่าเจ๊หงส์ หญิงสาววัยกลางคนเจ้าของร้านที่เห็นเหตุการณ์พอดีเป็นคนเอ่ยปากอธิบายแทน“ก็ไอ้ผิงของข้าน่ะสิ มันฮอตจัด จนมีพวกบ้าเอาเหล้ามาให้แดก ดีนะที่พ่อหนุ่มเพี้ยนนั่นมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่งั้นไอ้ผิงมันได้เมาแอ๋พร้อมกับไอ้พวกนั้นไปแล้ว”“แต่มหา'ลัยไม่ให้เอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามานี่ครับ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาต” ผมขมวดคิ้วถามด้วยความแปลกใจ“ก็นั่นแหละที่เป็นปัญหา พ่อหนุ่มเพี้ยนมันโกรธมากที่ไอ้สองคนนั้นมันบังคับไอ้ผิงดื่มเหล้า เลยขู่ไล่ตะเพิดอย่างที่เห็น” เจ๊หงส์พูดก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา“ไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้จักกฎระเบียบเอาเสียเลย”แกบ่นทิ
เมื่อถึงห้องพักได้ไม่นานพี่จิณณ์ก็ทำตามอย่างที่พูดจริง ๆ เขามาเคาะประตูหน้าห้องพร้อมกับท็อปเปอร์หนานุ่มผืนเดิม แต่คราวนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยใบหน้าที่มีแผ่นมาสก์หน้าแปะอยู่จนขาวโพลน เห็นเพียงแค่ลูกตาเท่านั้น“เฮ้ยพี่! จะนอนห้องผมจริงๆ เหรอครับ” ผมอ้าปากค้างมองสภาพคุณชายโรคจิตตรงหน้า ซึ่งขัดกับสภาพห้องเช่ารูหนูอย่างสิ้นเชิง“ก็จริงน่ะสิ ในเมื่อโอนเงินไปแล้วก็ต้องทำตามสัญญา อย่าคิดจะเบี้ยวเชียวนะ” พี่จิณณ์เอ่ยเสียงอู้อี้ลอดผ่านแผ่นมาสก์หน้า พลางแทรกตัวเบียดผมเข้าห้องมาอย่างถือวิสาสะเขาจัดการปูท็อปเปอร์ลงข้างเตียงตำแหน่งเดิมเหมือนคราวที่แล้ว ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องตัวเองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมกับผ้าแพรและหมอนใบโปรด ผมยืนมองการกระทำของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว คราวก่อนที่ร่วมห้องกันมันยังเป็นตอนกลางวันแสก ๆ แต่คืนนี้มันคือค่ำคืนที่มืดมิดและบรรยากาศเป็นใจสุด ๆ ไม่รู้ว่าคืนนี้ผมจะเผลอละเมอหล่นจากเตียงลงไปนอนบนที่นอนนั่นอีกหรือเปล่าผมยืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มองคนตัวสูงจัดแจงที่นอนของตัวเองอย่างประณีต ก่อนที่อีกฝ่ายจะเหลือบสายตาผ่านช่องมาสก์หน้ามาถามด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้“อ้าว..
หลังจากวันนั้น กิจวัตรประจำวันของผมกับคุณชายโรคจิตก็กลายเป็นภาพชินตาของชาวหอพักไปเสียแล้ว ทุกบ่ายพี่จิณณ์จะมายืนพิงผนังไม้หน้าห้องเพื่อรอผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านป้าชื่น จากที่เคยบ่นเรื่องมาตรฐานความสะอาดในตอนแรก ตอนนี้เขากลายเป็นขาประจำที่เริ่มสนุกกับการลองเมนูใหม่ ๆ โดยมีเชฟป้าชื่นรังสรรค์เมนูเด็ดให้ไม่ซ้ำวันทว่าวันนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย เพราะเป็นวันชี้ชะตาที่พวกเราเหล่ารุ่นน้องต้องฝึกความอดทนและประกาศศักดาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับรุ่นพี่ได้รับรู้ ผมจึงต้องรีบกินข้าวเที่ยงตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปสแตนด์บายเข้าแถว ก่อนจะตรงปรี่ไปยังหน้าคณะนิติศาสตร์ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนพื้นซีเมนต์มีไอร้อนลอยขึ้นมาให้เห็น ผมยืนปักหลักอยู่กลางลานกิจกรรมพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นนับร้อย เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของรุ่นพี่ดังระงมไปทั่วบริเวณ เหงื่อไคลไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตนักศึกษาจนเปียกโชกไปทั้งแผ่นหลัง“อดทนไว้พวกเรา! อีกนิดเดียว!” หัวหน้าชั้นเรียนตะโกนปลุกใจพวกเรา ทั้งที่ตัวเองก็เริ่มหน้าซีดเต็มทนผมพยักหน้าตามเสียงปลุกใจของเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้ผมพะว้าพะวังยิ่งกว่าแสงแดดที่แผดเผา คือร่างสูงที่นั่งหลบม
อิสระของผมปลิวหายไปกับข้อตกลงนั้นเป็นที่เรียบร้อย ไม่อยากจะเชื่อ ว่าการตอบตกลงเพียงครั้งเดียวจะทำให้ชีวิตผมวุ่นวายได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนฉุดกระชากบานประตูไม้เก่า ๆ สู้แรงกับคนหน้าหนาจนเหนื่อยหอบ เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังเอี๊ยดอ๊าดจนมันแทบจะร้องขอชีวิต“เฮ้ย ปล่อยนะ! ผมจะปิดประตู!” ผมโวยวายพลางออกแรงดันเต็มเหนี่ยว“ไม่…นายต้องให้ฉันเข้าไปข้างในนั้นด้วย” พี่จิณณ์พูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น ก่อนจะชี้นิ้วเข้ามาในห้องผมหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับกำลังประเมินห้องที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ“แต่ห้องพี่อยู่ตรงโน้น ไม่ใช่เหรอครับ!” ผมพยายามใช้มือดันอกแกร่งที่แข็งราวกับกำแพงนั่นไว้“แล้วไง? นายตกลงว่าจะนอนกับฉันแล้วนะ วันนี้ฉันจะนอนที่นี่”“ไม่ได้ครับ! ผมจะนอนพักผ่อน แถมบ่ายสามยังต้องตื่นไปรับน้องอีก!” ผมแหวใส่เสียงแข็ง พยายามยื้อประตูให้ปิดลง“ก็ตามใจ ถ้านายไม่ให้เข้าไป ฉันจะยืนขวางประตูอยู่แบบนี้แหละ”ให้ตายเถอะ หมอนี่มันตื้อตัวพ่อจริง ๆ ผมหมดความอดทนเลยตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางทำได้ ผมปล่อยมือจากประตูข้างหนึ่งแล้วแบมือออกไปอย่างหน้าไม่อาย“ไม่เหรอ! ถ้าอยากจะนอนที่นี


![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




