LOGIN
เช้านี้ท้องฟ้าสดใส ก้อนเมฆไม่บดบังดวงอาทิตย์ที่กำลังจรัสแสง ราวกับรู้ดีว่าต้องเปิดทางให้ใครหลายคนได้เริ่มต้นสิ่งใหม่
“พ่อคะ แม่คะ ช่วยอวยพรให้การสัมภาษณ์งานของหนูในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ขอให้ทุกอย่างราบรื่น และบริษัทตกลงรับหนูเข้าทำงานด้วยนะคะ” ‘เกล เกวลิน’ พนมมือไหว้ขอพรต่อหน้ารูปถ่ายพ่อและแม่ เพื่อให้คนบนฟ้าช่วยเป็นกำลังใจให้เธอก่อนออกจากบ้านเหมือนในทุก ๆ วัน… หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา คลุมทับด้วยเสื้อเบลเซอร์สีเบจตัวเก่งเข้าคู่กับกระโปรงสีเดียวกัน และรองเท้าส้นสูง 2 นิ้ว ช่วยเสริมบุคลิกให้ดูสง่าและทันสมัยในเวลาเดียวกัน เธอหยุดยืนอยู่หน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง Office Building เกรด A ในสไตล์สุดล้ำ ที่เธอเฝ้าฝันจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ “สวัสดีค่ะ คุณ ‘พิชชา’ ใช่ไหมคะ… ชั้น ‘เกล เกวลิน’ ที่วันนี้มีนัดสัมภาษณ์ตำแหน่ง Marketing Communication นะคะ” เกลเดินเข้าไปทักทาย HR พร้อมแนะนำตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ได้พูดคุยกันเบื้องต้นผ่านทางโทรศัพท์ “สวัสดีค่ะคุณเกล เดี๋ยวชาพาขึ้นไปที่แผนกนะคะ” HR สาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร ก่อนจะนำทางไปยังชั้น 11 ซึ่งเป็นพื้นที่ของฝ่ายการตลาด “คุณเกลนั่งรอในห้องประชุมนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวชาเชิญผู้อำนวยการฝ่ายกับหัวหน้า HR สักครู่ค่ะ” เกลพยักหน้าและยิ้มรับด้วยใจที่เต้นรัว เธอมองนอกกระจกห้องประชุม ที่โอบรับวิวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเต็มไปด้วยตึกระฟ้า และมีรถไฟฟ้าพาดผ่าน แม้จะดูวุ่นวายแต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจในสายตาของคนที่กำลังเริ่มต้นใหม่ ก๊อก ก๊อก ก๊อก… เสียงเคาะประตูเรียกให้เกลหันไปมอง พิชชาเดินตามหญิงสาวอีก 2 คนเข้ามา คนแรกดูสวยและเท่ในเวลาเดียวกัน ท่วงท่าการเดินสะท้อนความเป็น Working Woman อย่างชัดเจน จนเกลนึกไปถึงภาพผู้จัดการเก่ง ๆ ที่เห็นในละคร เธอกล่าวสวัสดีพร้อมยกมือไหว้ทั้งสองอย่างนอบน้อม ”สวัสดีค่ะ พี่ชื่อ ‘คริส’ นะ เป็นผู้อำนวยการฝ่าย Marketing“ คริสเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าสายตากลับดูนิ่งเรียบ ”ส่วนพี่ชื่อ ‘ฝ้าย’ ค่ะ เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล พอดีวันนี้หัวหน้าฝ่าย Mar Com ที่เป็นหัวหน้าของน้องโดยตรงติดภารกิจด่วน เลยไม่ได้มานั่งด้วยกัน… เชิญแนะนำตัวได้เลยค่ะ“ … เกลเริ่มบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่ประวัติการศึกษาไปจนถึงประสบการณ์ทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นตอน จนกระทั่งถึงคำถามสำคัญ… ”ช่วยบอกข้อดีข้อเสียของตัวเองให้พี่ฟังหน่อยค่ะ“ คริสถามขึ้น หลังจากผ่านหัวข้อเนื้องานมาพอสมควรแล้ว “ข้อดีของเกลคือ ยินดีรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเสมอค่ะ เกลเชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันความสำเร็จของงาน เพราะฉะนั้นถ้าเรานำมุมมองที่หลากหลายของทุกคนมาปรับใช้ ผลลัพธ์ที่ได้จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้เกลยังเป็นคนพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่และไม่หยุดพัฒนาตัวเองด้วยค่ะ… ส่วนข้อเสีย เกลคิดว่าตัวเองเป็นคนขี้เกรงใจจนเกินไปค่ะ…“ “หืม… ขี้เกรงใจ? มันคือข้อเสียยังไงคะ” คริสเลิกคิ้วถามอย่างสนใจ “ความเกรงใจเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่สำหรับเกล บางครั้งมันมากเกินไปจนไม่กล้าปฏิเสธตรง ๆ ทำให้บางครั้งต้องแบกรับภาระไว้ที่ตัวเองคนเดียวเพียงเพราะไม่อยากทำให้คนอื่นลำบากใจค่ะ” “แล้วคิดว่าจะจัดการกับมันยังไงคะ ถ้าต้องทำงานที่นี่” “เกลจะพยายามใช้วิธีการสื่อสารที่นุ่มนวลแต่ชัดเจนค่ะ เลือกใช้คำพูดอ้อม ๆ ที่ไม่หักหาญน้ำใจของอีกฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในที่ทำงาน แต่จณะเดียวกันก็ต้องพยายามรักษาขอบเขตงานของตัวเองให้ได้ด้วยค่ะ” … หลังจบการสัมภาษณ์อย่างราบรื่น พิชชาเดินมาส่งเกลที่ชั้นล่าง… “ยังไงถ้าผลออกมาว่าทางบริษัทรับคุณเกลเข้าทำงาน ชาจะติดต่อกลับไปภายใน 7 วันทำการนะคะ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันนะคะคุณเกล” “ขอบคุณมากนะคะคุณพิชชา” เกลเดินออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจ ราวกับว่าภูเขาที่อยู่ในอกได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้นแล้ว แม้ว่าเธอไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้ แต่เธอก็มั่นใจว่าวันนี้เธอได้ทำทุกอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว…เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรูบรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง“วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่วในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว“นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุยทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเด
“แก... คือทุกอย่างมันดีมากจริง ๆ นะ หัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ไม่ทำให้อึดอัดใจเลย ฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับทีมอื่นมาบ้างแล้ว ทุกคนต้อนรับดีมากกก”เกลกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม้จะผ่านการเริ่มงานวันแรกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกกังวล ติดอยู่ก็แค่เรื่องเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว“แต่ตอนกลับบ้านน่ะสิ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งในลิฟต์ อายุน่าจะสี่สิบกว่า ๆ มั้ง อยู่ดี ๆ เขาก็พูดจาแปลก ๆ ทิ้งประโยคปริศนาใส่ฉันว่าคนเก่าเขาก็ยิ้มแบบนี้แหละ ฟังแล้วมันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล ฉันเลยแอบกังวลนิดหน่อย”“โถ่เกล...” ‘แบม’ เพื่อนสนิทหัวเราะเบา ๆ ผ่านสาย “ฉันว่าไม่มีอะไรหรอกแก First Impression แกกับทีมออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ส่วนยัยป้าในลิฟต์นั่นน่ะ อาจจะเป็นพวกพนักงานเก่าแก่นิสัยเสียที่ชอบข่มเด็กใหม่ให้กลัวเล่น ๆ ก็ได้ ฟีลแบบรับน้องน่ะแกอย่าไปถือสาเลย ถ้าไม่ได้ร่วมงานกันโดยตรง หรือไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ”คำพูดของเพื่อนสนิททำให้เกลเริ่มใจชื้นขึ้น “อืม... ก็จริงของแกนะ ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็คงไม่มีอะไรหรอก”วันต่อ ๆ มา บรรยากาศในออฟฟิศยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่เกลคาดหวังไ
แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ”เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม“เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย”“คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย”“พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจ
... เกลลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนที่มืดสลัว ร่องรอยน้ำตาบนหมอนย้ำเตือนว่าอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยในมือของเธอก็มีความหวังครั้งใหม่ที่ชื่อว่า ‘งานใหม่’ ส่องแสงรำไรอยู่เธอหวังเหลือเกินว่า... การเริ่มต้นที่บริษัทนี้ จะช่วยเยียวยาแผลใจและปลดพันธนาการหนี้สินเหล่านี้ให้เบาบางลงได้เสียที“สวัสดีค่ะคุณพิชชา” เกลเอ่ยทักทาย HR สาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจยังคงประหม่า“สวัสดีค่ะคุณเกล... นี่เป็นสัญญาจ้างงานนะคะ ชารบกวนคุณเกลตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเซ็นชื่อตรงที่มาร์กไว้ให้ชาหน่อยค่ะ” พิชชาว่าพลางขยับเอกสารสัญญาจ้างพร้อมชี้ตำแหน่งลงนามให้เธออย่างคล่องแคล่วหลังจากจัดการเรื่องเอกสารและเรียนรู้ระบบสแกนเข้า-ออกงานเสร็จสิ้น พิชชาก็พาเกลมุ่งหน้าไปยังชั้น 11 ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง พิชชาชวนคุยเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะช่วยละลายความตื่นเต้นที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ของพนักงานใหม่เมื่อถึงหน้าประตูแผนก พิชชาทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดทางให้ประตูอัตโนมัติเลื่อนออก เกลสูดลมหายใ
“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ… กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง“เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วงเกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเด
เวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-”ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหม







