LOGIN“เอาละๆ เจ้าก้องไม่ต้องไปแล้ว เจ้าดินกับหนูอุ่นน่ะ ไปส่งเด็กๆ ด้วยกันไป” หลังยิ้มมองอยู่สักพัก ย่าคำหอมก็พยักพเยิดสั่งอย่างวางอำนาจ โอกาสทองอยู่ตรงหน้าแบบนี้ จะให้นั่งมองเฉยๆ ได้ไง "ในเมื่อเด็กมันไม่อยากไปกับเจ้าก้อง แต่อยากให้หนูอุ่นไปส่ง จะทำไงได้ หนูอุ่นเพิ่งมาอยู่ที่นี่ รู้จักที่ทางของหมู่บ้านเราแค่ผิวเผิน ให้เจ้าดินไปด้วยกันนั่นแหละ”
“จะไปก็ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะดึกไปมากกว่านี้ พ่อแม่เด็กๆ จะเป็นห่วงเอา” ย่าคำแพงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ เมื่อพี่สาวลอบหันมาส่งสายตาให้
“ไปก็ไป” คนเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาบอกเสียงเนือยๆ ก่อนจะทำหน้าเซ็งเดินไปจูงจักรยานของตนออกมา จวบจนเขาก้าวขาขึ้นไปนั่งคร่อมอานเตรียมออกเดินทางแล้ว คนร่วมทางกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เสียงเข้มเลยร้องบอก “มาขึ้นรถสิ!”
ฤทัยรักษ์มองจักรยานคันเก่าอย่างไม่วางใจ แต่ก็ยอมเดินไปนั่งซ้อนท้ายเขา ส่วนเด็กๆ พากันวิ่งเข้าไปกอดลาเจ้าภาพที่นั่งอยู่บนแคร่ทุกคน
“ขอบคุณที่เลี้ยงหมูกระทะนะค้า”
ย่าคำหอมลูกหัวเล็กๆ ทั้งสามอย่างเอ็นดู “วันหลังแวะมาเล่นกับย่าทวดอีกนะ”
“มาได้เลยๆ อ้ายสิถ่าฮ้องเพลงให้ฟัง” (มาได้เลยๆ พี่จะรอร้องเพลงให้ฟัง)
พอก้องหล้าพูดออกมาแบบนั้น สามแสบก็รีบวิ่งกระเจิงกลับไปหาจักรยานที่จอดไว้หน้าเรือน พากันปั่นหนีโดยไม่รอแดนดินกับฤทัยรักษ์ด้วยซ้ำ
“...” ก้องหล้า
ย่าคำหอมพยายามกลั้นยิ้มเพื่อบอกแดนดินกับฤทัยรักษ์ “รีบตามไปเร็ว เดี๋ยวเด็กๆ ตกใจจนปั่นไปชนอะไรเข้า”
“ฮ่าๆ” แดนดินไม่รีรอเลยที่จะเล่นงานลูกน้อง ผู้ไม่เคยรู้ตัวว่าตนมีเสียงเป็นเอกลักษณ์ในด้านลบ “ถ้าไปชนอะไรเข้าจริงๆ ได้ฮากันทั้งหมู่บ้านแน่ แฮ่มๆ เกิดเหตุระทึกขวัญ เมื่อคืนที่ผ่านมา มีเด็กสามคนปั่นจักรยานหนีเสียงร้องสุดหลอนจนตกคูนา!” รายงานข่าวที่น่าจะเกิดขึ้นจบแล้ว แดนดินก็รีบปั่นจักรยานพาฤทัยรักษ์ตามเด็กๆ ออกไปทันที
ส่วนก้องหล้าที่ชินชากับการกลั่นแกล้งของเจ้านายได้แต่มองตามท้ายรถสองล้อคันนั้นไปด้วยสายตาหมายมั่น
อย่าให้ถึงทีก้องบ้างก็แล้วกัน!
การเดินทางขาไปนั้นไม่มีปัญหา
แต่หลังจากส่งเด็กๆ ถึงบ้านครบทุกคนแล้ว เหตุการณ์ขากลับดันมีปัญหาเฉย
อยู่ๆ เสาไฟฟ้าที่เคยส่องแสงสว่างไสวก็มีอาการติดๆ ดับๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มือเรียวที่ดึงชายเสื้อแดนดินเอาไว้ตั้งแต่เขาเริ่มแกล้งปั่นเร็วๆ พลันเปลี่ยนเป็นจับเอวสอบไว้หมับ เจ้าตัวถึงกับร้องลั่น
“เฮ้ย! จับอะไรของเธอน่ะ มันจั๊กจี้!”
ฤทัยรักษ์ไม่ตอบอะไรสักคำเดียว แต่แดนดินรู้สึกได้ถึงอาการเกร็งตัวของเธอ เลยถามไปว่า
“มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า”
“มีสินะ”
“...ไม่มี”
แดนดินหันไปดูคนตอบมาเสียงแผ่ว เห็นเธอกำลังมองรอบตัวด้วยสีหน้าตื่นกลัวก็เลิกคิ้ว ขามาแม่ตัวตุ่นนี่ยังดีๆ อยู่เลย มีแกล้งทำตัวถ่วงน้ำหนักให้เขาปั่นลำบากด้วย ตอนนี้คิดจะแกล้งอะไรเขาอีกล่ะ นั่งดีๆ ไม่เป็นเลยหรือไง คิดแล้วชายหนุ่มก็ยิ้มหยัน หันกลับมามองทางข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไร แต่มือกลับค่อยๆ กำเบรกให้จักรยานจอดนิ่งก่อนจะเอี้ยวตัวไปถาม “ตกลงว่ามีอะไร”
ฤทัยรักษ์เม้มปากแน่นไม่ตอบ ในใจอยากจะร้องไห้ออกมา เขาจะจอดที่ไหนไม่จอด ดันมาจอดใต้เสาไฟที่กะพริบๆ อยู่เสียนี่ เธอมองใบหน้าดุๆ ที่มืดบ้างสว่างบ้างเพราะไฟเสียแล้วใจไม่ดียิ่งกว่าเก่า
พรึบ!
แขนเรียวกอดเอวสอบไว้แน่นทันทีที่ไฟดับลง หญิงสาวหวาดกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นจะออกมาจนหัวใจเต้นแรงไม่หยุด แต่คนตัวใหญ่กลับดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
“อ้าว! ไฟเป็นอะไรน่ะ อยู่ดีๆ ก็ดับเฉย”
เธอรีบบอกเขาเสียงสั่น “เรารีบกลับบ้านกันเถอะค่ะ ไฟแถวนี้มันติดๆ ดับๆ ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่าจะมี...”
“อ้อ...” แดนดินเข้าใจในบัดนั้นว่าอาการแปลกๆ ของอีกฝ่ายเกิดจากอะไร “กลัวผีออกมาเหรอ”
“ห้ามพูดออกมานะ!”
“พูดอะไร ผี....”
“คุณ!” น้ำตาเม็ดใสที่คลอเบ้าอยู่นานแล้วไหลออกมาทันที แต่เพราะอยู่ในความมืด คนปากเสียมองไม่เห็น เขาถึงพูดย้ำออกมาอีก
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า แถวนี้ไม่มีผีหรอก”
“คนใจร้าย!” ฤทัยรักษ์ปล่อยออกจากตัวเขา เพื่อโอบกอดตัวเองเอาไว้แทน เธอหลับตาแน่นปี๋ทั้งน้ำตาอาบแก้ม ไม่เอ่ยอะไรกับแดนดินอีก ด้วยกลัวเขาจะเอ่ยคำต้องห้ามออกมาไม่หยุด
พอหญิงสาวเงียบไป คนที่ต้องการแกล้งเลยก้มลงไปดู ตอนนั้นไฟสว่างขึ้นมาพอดี เลยได้เห็นธารน้ำตาบนใบหน้าสวยเข้าพอดี
ให้ตายเถอะ!
ที่เธอไม่ตอบเพราะแอบร้องไห้อยู่เงียบๆ นี่เอง
“ร้องไห้ทำไม” คนไม่ชอบน้ำตาถามอย่างรับมือไม่ถูก ท่าทางกอดตัวเองไว้นั่น เล่นเอาเขาแอบรู้สึกผิดที่แกล้งแรงไปเลย “เอ้าๆ ไฟก็มาแล้ว เธอจะกลัวอะไรกัน ฉันก็อยู่ด้วยทั้งคน”
“ฮือ”
“ไม่ต้องมาร้องเลย ฉันไม่ชอบน้ำตา”
“ฮึก! ฮือออออ”
“อย่ามาฮึกมาฮือ ถ้ายังไม่เงียบอีก พ่อจะปล่อยทิ้งเอาไว้ตรงนี้คนเดียวเลยนะ”
“ใจร้าย!”
“เออ ฉันสายโหดเว้ย!”
“ใจร้ายใจดำจริงๆ ฮืออออ”
“เดี๋ยวเถอะ!”
“ฉันจะฟ้องคุณย่า” ฤทัยรักษ์เอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เออ ถ้ายังไม่หยุดร้องไห้ คืนนี้เธอได้เดินกลับไปฟ้องแน่”
“ก็มันหยุดร้องไม่ได้นี่”
ขณะที่ฤทัยรักษ์กำลังปาดๆ เช็ดๆ น้ำตาทิ้งอย่างโมโหตัวเองที่มาน้ำตาแตกต่อหน้าคนบ้านี่ จู่ๆ ก็มีสัมผัสบางเบาแตะลงบนไหล่เล็ก ความตื่นกลัวที่ยังไม่หายไปทำให้หญิงสาวร้องกรี๊ดผวาเข้าไปกอดคนตัวใหญ่ไว้แน่น ใบหน้างามซุกเข้ากับแผ่นหลังกว้างเหมือนต้องการจะหลบซ่อนจากสิ่งนั้น
“อะไรๆ เป็นอะไรของเธออีกเนี่ย!”
คนถูกกอดเองก็ตกใจเช่นกัน แต่ฤทัยรักษ์ก็เอาแต่กรีดร้องพร้อมกับสะบัดตัวไล่ตัวอะไรไม่รู้ที่ไต่จากหัวไหล่ไปที่หลังแล้ว
“เอามันออกไป! เอามันออกไป!”
แดนดินเห็นท่าไม่ดีรีบดึงหญิงสาวลงจากรถ กะจับคนไปส่องไฟดูว่าโดนอะไรถึงดิ้นปัดๆ ขนาดนี้ แต่ฤทัยรักษ์กลับผวากอดเขาเอาไว้แน่นกว่าเดิม สุดท้ายเลยต้องก้าวไปยืนใต้เสาไฟทั้งที่ยังกอดกันนั่นแหละ ดวงตาคมปราดมองหาตัวปัญหาไม่นานก็เจอ
"โธ่! ฉันก็นึกว่าตัวอะไร มันก็แค่ตั๊กแตนเอง ยัยหนูตุ่นเอ๊ย!” เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อตั๊กแตนกลางคืนสีเขียวตัวใหญ่เกาะอยู่กลางหลังเล็ก มันทักทายเขาด้วยการบินมาเกาะที่หัวเขาแทนด้วย
ฤทัยรักษ์ได้ยินแบบนั้นก็ช้อนหน้ามองเขานิ่งงัน “ตั๊กแตน?”
“นี่ไง” มือใหญ่ชี้ต้นเหตุ ซึ่งยังเกาะอยู่บนหัวตัวเอง
“...เอ่อ”
“ไม่ต้องมาเอ่อ ปล่อยฉันได้แล้ว”
ไม่รอให้เขาบอกซ้ำ ร่างเล็กรีบถอยห่างออกมาทันที เสียงหวานอุบอิบแก้ตัว “คุณนั่นแหละ แกล้งจนฉันกลัวไปหมด”
“อ้าว นี่ช่วยไว้นะ”
“ก็แกล้งก่อนนี่ กลับไปฉันจะฟ้องคุณย่า!”
“...” แดนดิน
เธียรวิชญ์ไม่ได้มีสีหน้าดีขึ้นเลย เพราะกำลังนึกถึงพระจันทร์อีกดวงของเขา พอเห็นคนสนิททั้งสองมองมาเป็นเชิงถาม จึงอดปรึกษาไม่ได้ “กูต้องทำไงวะ จันทร์ถึงจะเข้าใจว่ากูรักเขามากแค่ไหน”“แล้วที่นายหัวทำอยู่ มันไม่ดีเหรอครับ” เป็นภัทรชนม์ที่ถามกลับเธียรวิชญ์ส่ายหน้า “ถ้าดี จันทร์จะมีเวลาไปหาคนอื่นเหรอ”“อ้อ คุณจันทร์ไปหาคนอื่นนี่เอง”“เออ ทำไมไม่เอะใจบ้าง ว่าทุกอย่างที่กูทำบนเกาะนี้ก็เพื่อใคร ชื่อเกาะ ชื่อรีสอร์ต มันบอกทุกอย่างแล้วนี่นา กูแค่อยากให้จันทร์อยู่ในที่ปลอดภัยสักระยะแค่นั้นเอง ทำไมต้องประชดด้วยการควงคนอื่นด้วย เจ็ดปีที่ผ่านมากูยังไม่เคยควงใครประชดเลยสักคน พวกมึงก็เห็นๆ อยู่”“อ่า...” สองหนุ่มครางแล้วหันมาสบตากันเงียบๆ ก่อนภัทรชมน์จะเอ่ยขึ้น“ถ้าแฟนผมควงคนอื่นประชด ผมจะไปยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ทำให้เธอรู้ว่าคนที่เธอจะควงได้ต้องเป็นผมคนเดียว”“แสนดีจริงๆ ถ้าเป็นผมนะ จะตามไปจับมาปล้ำ เอาให้จำจนขึ้นใจว่าอย่าไปยุ่งกับใครหน้าไหนอีก” ชาติชายบอกด้วยสีหน้าขึงขังจนน่าหมั่นไส้“กูก็คิดเหมือนพวกมึง อยากจะเล่นใหญ่ให้จันทร์ไม่มีวันลืม แต่คนที่จันทร์ควงประชดกูดันเป็นตุ๊ดนะคะ!” เธียรวิชญ์เอ่ยอย่างอัดอ
สะเทือนวงการไฮโซ ทายาทนักธุรกิจใหญ่ควงไฮโซสาวโปรไฟล์เลิศดินเนอร์หรูวงในบอกว่าทั้งคู่จะมีข่าวดีเร็วๆ นี้“ข่าวดีพ่องมึงสิ!” คนถูกเพื่อนที่กรุงเทพฯ กระหน่ำส่งข้อความหากลางดึกสบถออกมาหน้าตาบูดบึ้ง เมื่อเห็นภาพหนุ่มหล่อสาวสวยนั่งยิ้มหวานให้กันอยู่กลางร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน หอมจันทร์ของเขาไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น!ไม่รอช้า เธียรวิชญ์รีบกดหาเบอร์หญิงสาวในมือถือทันที แต่แล้วก็ต้องสบถออกมาอีกครั้ง เมื่อเสียงเรียกเข้ามันดังออกมาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงเขานี่เองลืมไปว่าเขายังไม่ได้คืนโทรศัพท์ให้เธอ...ตืดๆตอนนั้นเอง มือถือพลันสั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้าพอดี ชายหนุ่มรีบก้มดูและชื่อที่โชว์บนหน้าจอก็ทำให้เขายิ้มออกทันที เพราะนอกจากหอมจันทร์ก็คงจะมีแต่คนนี้ ที่จะอธิบายเรื่องข่าวนี้แก่เขาได้“มึงโทรมาพอดีเลยตะวัน มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ ทำไมมีข่าวจันทร์หลุดออกมา น้องสาวมึงกำลังจะมีข่าวดีกับไอ้ตุ๊ดหน้าอ่อนนั่นเรอะ!” เขาเปิดฉากตวาดถามเสียงเขียวแบบอารมณ์มาเต็ม แต่เอกตะวันกลับถามกลับมางงๆ(“ตุ๊ดไหนวะ”)เธียรวิชญ์ไม่สนใจจะอธิบาย บอกเสียงเย็นเยียบ “มึงไม่ต้องถาม ตอบมาก็พอ ข
นายหัวหนุ่มทำใจอยู่นานกว่าจะยอมกดรับสายคุณชายเอกตะวัน “มึงยังอยู่ดีใช่มั้ยตะวัน?”(“อ้อ ยังอยู่ดีค่ะ”)"อุ้ย!" เธียรวิชญ์สะดุ้งยกโทรศัพท์ออกห่าง “จันทร์เองเหรอคะ”(“คนใจร้าย”)สามคำสั้นๆ เท่านั้นที่เธอต่อว่าด้วยน้ำเสียงแง่งอน ทำเอาเธียรวิชญ์นึกว่าตัวเองหูฝาด เพราะแม่คุณของเขาไม่น่าจะมาโหมดนี้ “จันทร์...สบายดีนะคะ”(“อย่ามาทำเป็นถามหน่อยเลย ทำไมทำกับจันทร์แบบนี้คะ บอกกันดีๆ ก็ได้”)“บอกแล้วจันทร์ก็ดื้อไง”(“ไม่ได้ดื้อสักหน่อย!”)คนที่อยู่ปลายสายกรีดเสียงแหวกลับมาจนหูเขาแทบแตก“จ้ะๆ ไม่ดื้อก็ไม่ดื้อ”(“พี่เธียร...”)“หืม” เขาขานตอบเสียงเบาพลางเดินไปยืนมองวิวนอกหน้าต่างที่เป็นท้องทะเลกว้างใหญ่ ขวางกั้นเขากับเธอไว้นับพันกิโลเมตร(“ตอนนี้ไม่มีจันทร์ให้พะวงอยู่ข้างหลังแล้ว ก็ช่วยรักษาตัวเองให้ดีด้วยนะคะ”)เธียรวิชญ์อุ่นไปทั้งใจกับคำสั่งอันอ่อนหวานนี้ “จันทร์ไม่ต้องห่วง พี่สัญญาเลย...”หม่อมราชวงศ์เอกตะวันรับโทรศัพท์มือถือของตนคืนด้วยสีหน้าอึ้งๆ เพราะจากประสบการณ์แล้ว น้องสาวไม่น่ายอมให้อภัยง่ายๆ แบบนี้ เขาหรี่ตาถามทันที “ไหนบอกจะไม่ปล่อยให้ลอยนวลไง”“จันทร์ก็ไม่ได้ปล่อยไปสักหน่อย แต่จะให้ชำ
ชั่วโมงต่อมาหม่อมราชวงศ์หอมจันทร์ก็ฝ่าวิกฤตรถติดและเลขาหน้าห้องเข้ามายืนสง่าอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของหม่อมราชวงศ์เอกตะวันอย่างสวยงาม“อธิบายมาค่ะ” เสียงหวานบอกสั้นๆ ตอนนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของพี่ชายเจ้าของห้องในสูทสีเทาเข้มพยายามทำหน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วโยนเผือกร้อนไปให้เธียรวิชญ์รับจบ “สั้นๆ นะจ๊ะ ไอ้เธียรบอกให้พี่ทำ”“หึ! เขาบอก พี่ก็ทำตาม ไม่คิดจะห้ามกันเลยเหรอคะ”“พี่ห้ามมันได้ที่ไหนเล่า”ปังหอมจันทร์ตบโต๊ะเสียงดังอย่างโมโห “พี่ชายห้ามพี่เธียรไม่ได้หรืออยากให้จันทร์กลับมาอยู่แล้วกันแน่ จันทร์ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพี่ชายกับพี่เธียรคิดอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่สมัยกุรงศรีอยุธยานะคะ ที่ผู้หญิงต้องหลบอยู่ในบ้านตอนผู้ชายออกไปสู้รบจบศึก นี่มันยุคโลกาพัฒนาไปหาดาวอังคารแล้วค่ะ ผู้หญิงสามารถทำอะไรได้ดีพอๆ กับผู้ชาย ยืนข้างเขาได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร จันทร์ไม่ได้คิดจะไปจับปืนผาหน้าไม้กับเขาหรอกนะ แค่อยากช่วยคิด ช่วยแก้ไข ช่วยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ พี่กับเขากลับให้จันทร์มาอยู่ห่างเป็นพันกิโลแบบนี้”คุณชายตะวันแทบเก็กหน้านิ่งไม่อยู่ มือที่เงื้อขึ้นตบโต๊ะเมื่อกี้ เขานึกว่ามันจะฟาดเข้
หอมจันทร์เห็นท่าทางเคร่งเครียดของหนุ่มๆ แล้วถอนใจเอ่ย “ก่อนจะกังวลเรื่องวันข้างหน้า ช่วยดูแลวันนี้ให้ดีก่อนเถอะค่ะ สภาพของทุกคนตอนนี้ บอกเลยว่าดีกว่าขอทานหน่อยเดียวเอง รีบๆ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วหญิงสาวยังส่ายหน้ากับสภาพมอมๆ ของพวกเธียรวิชญ์“นั่นสิครับ ผมไม่โอเคกับเขม่าควันดำๆ นี่เลย” ชาติชายพยักหน้าเออออ แต่ดันถูกครรชิตแฉต่อหน้า“เมื่อก่อนมึงแทบไม่อาบน้ำเลยนะชาติ”“ตอนนี้ก็ไม่ค่อยอาบนะ” สุเมธร่วมวงซ้ำเติมชาติชายอีกคน ทำเอาหนุ่มหน้าใสถลึงตาใส่เพื่อน แต่เถียงไม่ออกสักคำเธียรวิชญ์ส่ายหน้าให้ลูกน้อง ขณะกำลังจะบอกให้พวกเขาไปอาบน้ำนอนกันได้แล้วนั่นเอง มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้า เมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามาก็เผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวหอมจันทร์ที่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าเขาก็ถามเสียงเบา “ใครโทรมาเหรอคะ”“ผู้กองมานพ”ชื่อนี้ทำให้ทุกคนหันมองเธียรวิชญ์เป็นตาเดียว นายหัวหนุ่มจึงกดรับสายและเปิดลำโพงให้ได้ยินพร้อมกัน “ว่าไงครับผู้กอง”(“ข่าวร้ายครับนายหัว”)“งานไม่สำเร็จเหรอผู้กอง” เธียรวิชญ์หรี่ตาถามกลับไปเสียงเข้ม(“เราพลาดครับ เรือที่นายหัวยงยุทธขับหนีไปพร้
ปัง!ตอนนั้นเองที่พวกมันยิงเฉียดมาที่ต้นไม้ที่เขาใช้กำบังอยู่ ก่อนจะตะโกนบอกพรรคพวก“รีบฝ่าออกไปจากทีนี่ให้เร็วที่สุด!”จากนั้นพวกมันก็ระดมยิงเพื่อฝ่าออกไป มีการแบ่งคนส่วนหนึ่งยิงคุ้มกันให้พวกที่แบกลังไม้ลงเรือ น่าเสียดายที่ฝ่ายยิงคุ้มกันไม่แข็งแกร่งพอ ถูกแมทธิวกับสุเมธจัดการไปมากกว่าครึ่งในเวลาสั้นๆเธียรวิชญ์ที่จับตามองอยู่ในเงามืดเห็นแบบนั้นก็ไม่อยากเสียเวลาเอาล่อเอาเถิดกับพวกมันอีก ยกปืนในมือเล็งไปยังที่ตัวหัวหน้าของพวกมันปัง!กระสุนพุ่งเข้าเจาะบริเวณไหล่ซ้ายของหมอนั่นอย่างจัง แรงจนตัวมันสะบัดเซไปทางหนึ่ง หมวกแก๊ปยังหล่นหาย เผยให้เห็นใบหน้าคุ้นตาในแสงจันทร์สลัวเธียรวิชญ์แสยะยิ้มมองมือขวายงยุทธที่ยืนกุมไหล่อยู่หน้าหาด “นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็คนกันเองนี่หว่า แผลนั่นถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับที่มึงกล้าบุกมาถิ่นกูแล้วกันนะ""มึง!""ไม่โกรธสิ รีบไสหัวกลับไปหานายหัวของมึงเถอะ ฝากบอกมันด้วยว่ากูขอให้โชคดีนะ”ขณะที่คนสนิทของยงยุทธยังระวังตัว ไม่คิดว่าเธียรวิชญ์จะปล่อยพวกตนไปง่ายๆ อย่างนี้ ทางด้านเธียรวิชญ์ก็สั่งให้คนถอนกำลังถอยร่นกลับเข้ามาบนเกาะแล้วที่เขาปล่อยพวกมันไปง่ายๆ ก็เพราะที่นี
“เป็นไงบ้างหนูอุ่น ไปทำงานในทุ่งนากับพี่เขาวันแรก”คนอาบน้ำล้างคราบสาวนามอมแมมออกแล้ว ยิ้มเนือยตอบคำแพงไปตามตรง “เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่ก็สนุกไปอีกแบบ รู้เลยว่าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินของจริงนี่เป็นยังไง”“คิดแบบนั้นก็ดีจ้ะ ถือว่าย่าพามาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แล้วกันนะ”“ค่า แล้วนี่ย่าแพงกำลังจะไปไหนคะ มา
แดนดินขับอีแต๋นพาฤทัยรักษ์และเด็กๆ เลี้ยวเข้าไปตามถนนเล็กๆ ที่ยังเป็นดินลูกรัง ไม่นานก็ไปโผล่ทุ่งนา ความจริงพวกเขาจะเดินอ้อมหลังเรือนมาเลยก็ได้ แต่เพราะมีข้าวเปลือกที่จะนำมาเพาะกล้าอีกหลายกระสอบ จึงต้องขนทั้งคนทั้งของใส่รถอีแต๋นมาแบบนี้เมื่อบังคับรถมาหยุดใกล้ๆ บริเวณที่คนงานกำลังวุ่นวายกับการไถพรว
เด็กหญิงทั้งสามพาฤทัยรักษ์เดินลงจากศาลาวัด ลัดเลาะไปตามกำแพงวัดเรื่อยๆ จนไปโผล่ที่ทุ่งนา ซึ่งเป็นลานจุดบั้งไฟในวันนี้ถึงตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านนาทองคำและหมู่บ้านข้างเคียงก็มารวมตัวกันรอชมบั้งไฟกันเต็มไปหมดแล้ว ฤทัยรักษ์พลันสะดุดตาเข้ากับนั่งร้านอะไรสักอย่าง ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งนาไกลๆ ผู้ชายหลายสิบ
ฤทัยรักษ์ที่ฟังไปแปลไปถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำว่าขี้อะไรสักอย่างขณะกำลังอึ้งๆ อยู่นั่นเอง แดนดินพลันโผล่มาจากไหนไม่รู้ คว้าลูกเป็ดไปอุ้มแล้วออกคำสั่งหน้าระรื่น“อยู่นี่เอง มาเร็ว รีบอุ้มลูกไก่ตามฉันมา”“ไปไหนคะ?”“อย่าถามมากได้ไหม รีบตามมาก่อนเถอะ” เขาว่าพร้อมกับดึงแขนเรียวตามไปทางหนึ่ง “ไหนๆ เธอก็







