Masuk“เอาละๆ เจ้าก้องไม่ต้องไปแล้ว เจ้าดินกับหนูอุ่นน่ะ ไปส่งเด็กๆ ด้วยกันไป” หลังยิ้มมองอยู่สักพัก ย่าคำหอมก็พยักพเยิดสั่งอย่างวางอำนาจ โอกาสทองอยู่ตรงหน้าแบบนี้ จะให้นั่งมองเฉยๆ ได้ไง "ในเมื่อเด็กมันไม่อยากไปกับเจ้าก้อง แต่อยากให้หนูอุ่นไปส่ง จะทำไงได้ หนูอุ่นเพิ่งมาอยู่ที่นี่ รู้จักที่ทางของหมู่บ้านเราแค่ผิวเผิน ให้เจ้าดินไปด้วยกันนั่นแหละ”
“จะไปก็ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะดึกไปมากกว่านี้ พ่อแม่เด็กๆ จะเป็นห่วงเอา” ย่าคำแพงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ เมื่อพี่สาวลอบหันมาส่งสายตาให้
“ไปก็ไป” คนเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตาบอกเสียงเนือยๆ ก่อนจะทำหน้าเซ็งเดินไปจูงจักรยานของตนออกมา จวบจนเขาก้าวขาขึ้นไปนั่งคร่อมอานเตรียมออกเดินทางแล้ว คนร่วมทางกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เสียงเข้มเลยร้องบอก “มาขึ้นรถสิ!”
ฤทัยรักษ์มองจักรยานคันเก่าอย่างไม่วางใจ แต่ก็ยอมเดินไปนั่งซ้อนท้ายเขา ส่วนเด็กๆ พากันวิ่งเข้าไปกอดลาเจ้าภาพที่นั่งอยู่บนแคร่ทุกคน
“ขอบคุณที่เลี้ยงหมูกระทะนะค้า”
ย่าคำหอมลูกหัวเล็กๆ ทั้งสามอย่างเอ็นดู “วันหลังแวะมาเล่นกับย่าทวดอีกนะ”
“มาได้เลยๆ อ้ายสิถ่าฮ้องเพลงให้ฟัง” (มาได้เลยๆ พี่จะรอร้องเพลงให้ฟัง)
พอก้องหล้าพูดออกมาแบบนั้น สามแสบก็รีบวิ่งกระเจิงกลับไปหาจักรยานที่จอดไว้หน้าเรือน พากันปั่นหนีโดยไม่รอแดนดินกับฤทัยรักษ์ด้วยซ้ำ
“...” ก้องหล้า
ย่าคำหอมพยายามกลั้นยิ้มเพื่อบอกแดนดินกับฤทัยรักษ์ “รีบตามไปเร็ว เดี๋ยวเด็กๆ ตกใจจนปั่นไปชนอะไรเข้า”
“ฮ่าๆ” แดนดินไม่รีรอเลยที่จะเล่นงานลูกน้อง ผู้ไม่เคยรู้ตัวว่าตนมีเสียงเป็นเอกลักษณ์ในด้านลบ “ถ้าไปชนอะไรเข้าจริงๆ ได้ฮากันทั้งหมู่บ้านแน่ แฮ่มๆ เกิดเหตุระทึกขวัญ เมื่อคืนที่ผ่านมา มีเด็กสามคนปั่นจักรยานหนีเสียงร้องสุดหลอนจนตกคูนา!” รายงานข่าวที่น่าจะเกิดขึ้นจบแล้ว แดนดินก็รีบปั่นจักรยานพาฤทัยรักษ์ตามเด็กๆ ออกไปทันที
ส่วนก้องหล้าที่ชินชากับการกลั่นแกล้งของเจ้านายได้แต่มองตามท้ายรถสองล้อคันนั้นไปด้วยสายตาหมายมั่น
อย่าให้ถึงทีก้องบ้างก็แล้วกัน!
การเดินทางขาไปนั้นไม่มีปัญหา
แต่หลังจากส่งเด็กๆ ถึงบ้านครบทุกคนแล้ว เหตุการณ์ขากลับดันมีปัญหาเฉย
อยู่ๆ เสาไฟฟ้าที่เคยส่องแสงสว่างไสวก็มีอาการติดๆ ดับๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มือเรียวที่ดึงชายเสื้อแดนดินเอาไว้ตั้งแต่เขาเริ่มแกล้งปั่นเร็วๆ พลันเปลี่ยนเป็นจับเอวสอบไว้หมับ เจ้าตัวถึงกับร้องลั่น
“เฮ้ย! จับอะไรของเธอน่ะ มันจั๊กจี้!”
ฤทัยรักษ์ไม่ตอบอะไรสักคำเดียว แต่แดนดินรู้สึกได้ถึงอาการเกร็งตัวของเธอ เลยถามไปว่า
“มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่า”
“มีสินะ”
“...ไม่มี”
แดนดินหันไปดูคนตอบมาเสียงแผ่ว เห็นเธอกำลังมองรอบตัวด้วยสีหน้าตื่นกลัวก็เลิกคิ้ว ขามาแม่ตัวตุ่นนี่ยังดีๆ อยู่เลย มีแกล้งทำตัวถ่วงน้ำหนักให้เขาปั่นลำบากด้วย ตอนนี้คิดจะแกล้งอะไรเขาอีกล่ะ นั่งดีๆ ไม่เป็นเลยหรือไง คิดแล้วชายหนุ่มก็ยิ้มหยัน หันกลับมามองทางข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไร แต่มือกลับค่อยๆ กำเบรกให้จักรยานจอดนิ่งก่อนจะเอี้ยวตัวไปถาม “ตกลงว่ามีอะไร”
ฤทัยรักษ์เม้มปากแน่นไม่ตอบ ในใจอยากจะร้องไห้ออกมา เขาจะจอดที่ไหนไม่จอด ดันมาจอดใต้เสาไฟที่กะพริบๆ อยู่เสียนี่ เธอมองใบหน้าดุๆ ที่มืดบ้างสว่างบ้างเพราะไฟเสียแล้วใจไม่ดียิ่งกว่าเก่า
พรึบ!
แขนเรียวกอดเอวสอบไว้แน่นทันทีที่ไฟดับลง หญิงสาวหวาดกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นจะออกมาจนหัวใจเต้นแรงไม่หยุด แต่คนตัวใหญ่กลับดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย
“อ้าว! ไฟเป็นอะไรน่ะ อยู่ดีๆ ก็ดับเฉย”
เธอรีบบอกเขาเสียงสั่น “เรารีบกลับบ้านกันเถอะค่ะ ไฟแถวนี้มันติดๆ ดับๆ ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่าจะมี...”
“อ้อ...” แดนดินเข้าใจในบัดนั้นว่าอาการแปลกๆ ของอีกฝ่ายเกิดจากอะไร “กลัวผีออกมาเหรอ”
“ห้ามพูดออกมานะ!”
“พูดอะไร ผี....”
“คุณ!” น้ำตาเม็ดใสที่คลอเบ้าอยู่นานแล้วไหลออกมาทันที แต่เพราะอยู่ในความมืด คนปากเสียมองไม่เห็น เขาถึงพูดย้ำออกมาอีก
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า แถวนี้ไม่มีผีหรอก”
“คนใจร้าย!” ฤทัยรักษ์ปล่อยออกจากตัวเขา เพื่อโอบกอดตัวเองเอาไว้แทน เธอหลับตาแน่นปี๋ทั้งน้ำตาอาบแก้ม ไม่เอ่ยอะไรกับแดนดินอีก ด้วยกลัวเขาจะเอ่ยคำต้องห้ามออกมาไม่หยุด
พอหญิงสาวเงียบไป คนที่ต้องการแกล้งเลยก้มลงไปดู ตอนนั้นไฟสว่างขึ้นมาพอดี เลยได้เห็นธารน้ำตาบนใบหน้าสวยเข้าพอดี
ให้ตายเถอะ!
ที่เธอไม่ตอบเพราะแอบร้องไห้อยู่เงียบๆ นี่เอง
“ร้องไห้ทำไม” คนไม่ชอบน้ำตาถามอย่างรับมือไม่ถูก ท่าทางกอดตัวเองไว้นั่น เล่นเอาเขาแอบรู้สึกผิดที่แกล้งแรงไปเลย “เอ้าๆ ไฟก็มาแล้ว เธอจะกลัวอะไรกัน ฉันก็อยู่ด้วยทั้งคน”
“ฮือ”
“ไม่ต้องมาร้องเลย ฉันไม่ชอบน้ำตา”
“ฮึก! ฮือออออ”
“อย่ามาฮึกมาฮือ ถ้ายังไม่เงียบอีก พ่อจะปล่อยทิ้งเอาไว้ตรงนี้คนเดียวเลยนะ”
“ใจร้าย!”
“เออ ฉันสายโหดเว้ย!”
“ใจร้ายใจดำจริงๆ ฮืออออ”
“เดี๋ยวเถอะ!”
“ฉันจะฟ้องคุณย่า” ฤทัยรักษ์เอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เออ ถ้ายังไม่หยุดร้องไห้ คืนนี้เธอได้เดินกลับไปฟ้องแน่”
“ก็มันหยุดร้องไม่ได้นี่”
ขณะที่ฤทัยรักษ์กำลังปาดๆ เช็ดๆ น้ำตาทิ้งอย่างโมโหตัวเองที่มาน้ำตาแตกต่อหน้าคนบ้านี่ จู่ๆ ก็มีสัมผัสบางเบาแตะลงบนไหล่เล็ก ความตื่นกลัวที่ยังไม่หายไปทำให้หญิงสาวร้องกรี๊ดผวาเข้าไปกอดคนตัวใหญ่ไว้แน่น ใบหน้างามซุกเข้ากับแผ่นหลังกว้างเหมือนต้องการจะหลบซ่อนจากสิ่งนั้น
“อะไรๆ เป็นอะไรของเธออีกเนี่ย!”
คนถูกกอดเองก็ตกใจเช่นกัน แต่ฤทัยรักษ์ก็เอาแต่กรีดร้องพร้อมกับสะบัดตัวไล่ตัวอะไรไม่รู้ที่ไต่จากหัวไหล่ไปที่หลังแล้ว
“เอามันออกไป! เอามันออกไป!”
แดนดินเห็นท่าไม่ดีรีบดึงหญิงสาวลงจากรถ กะจับคนไปส่องไฟดูว่าโดนอะไรถึงดิ้นปัดๆ ขนาดนี้ แต่ฤทัยรักษ์กลับผวากอดเขาเอาไว้แน่นกว่าเดิม สุดท้ายเลยต้องก้าวไปยืนใต้เสาไฟทั้งที่ยังกอดกันนั่นแหละ ดวงตาคมปราดมองหาตัวปัญหาไม่นานก็เจอ
"โธ่! ฉันก็นึกว่าตัวอะไร มันก็แค่ตั๊กแตนเอง ยัยหนูตุ่นเอ๊ย!” เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อตั๊กแตนกลางคืนสีเขียวตัวใหญ่เกาะอยู่กลางหลังเล็ก มันทักทายเขาด้วยการบินมาเกาะที่หัวเขาแทนด้วย
ฤทัยรักษ์ได้ยินแบบนั้นก็ช้อนหน้ามองเขานิ่งงัน “ตั๊กแตน?”
“นี่ไง” มือใหญ่ชี้ต้นเหตุ ซึ่งยังเกาะอยู่บนหัวตัวเอง
“...เอ่อ”
“ไม่ต้องมาเอ่อ ปล่อยฉันได้แล้ว”
ไม่รอให้เขาบอกซ้ำ ร่างเล็กรีบถอยห่างออกมาทันที เสียงหวานอุบอิบแก้ตัว “คุณนั่นแหละ แกล้งจนฉันกลัวไปหมด”
“อ้าว นี่ช่วยไว้นะ”
“ก็แกล้งก่อนนี่ กลับไปฉันจะฟ้องคุณย่า!”
“...” แดนดิน
“แกล่ะกุ้ง ยอมให้คุณภัทรกินมั้ยจ๊ะ”กรรณิกาช้อนสายตามองคนชอบกินกุ้งข้างๆ ถามเสียงเบา “คุณอยากกิน...”"ตั้งแต่หัวยันหางเลย" ภัทรชนม์ตอบก่อนเธอจะพูดจบซะอีกทนไม่ไหวแล้ว!“ขอตัวกลับก่อนนะคะ จะรีบไปดูซีรีส์น่ะ” กรรณิกาทนเขินไม่ไหว รีบลุกขึ้นเอ่ยลาด้วยเหตุผลที่เด้งขึ้นมาในหัวแล้วเดินหนีออกมาทันที แผนการของนายหญิงมันเล่นกับหัวจเกินไป เธอต้านไม่ไหวจริงๆ“รีบตามไปสิวะ""ใช่ค่ะ รีบตามไปเร็ว นี่โอกาสทองเลยนะคุณภัทร""ใช้โอกาสนี้ปรับความเข้าใจได้เต็มที่เลยนะคะ อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงโน่นละภาถึงจะกลับ”ได้ยินพวกหอมจันทร์ร้องบอกเช่นนั้น ภัทรชนม์ก็เลิกมองตามกรรณิกาเหมือนหมาหงอย ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามเธอไปทันทีภัทรชนม์ไม่ต้องตามหานาน แค่วิ่งออกมาก็เจอร่างบางของคนที่วิ่งออกมาก่อนหน้านี้กำลังนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ไม่ไกล เขารีบวิ่งไปหาเธอ “กุ้ง!”“คุณภัทร” กรรณิกาเรียกคนวิ่งมาหาเสียงอ่อย เมื่อกี้เธอวิ่งพลางหันมองข้างหลังว่าจะมีคนตามมาหรือเปล่า ไม่ทันดูทางให้ดี เลยสะดุดเท้าตัวเองล้มจนเจ็บตัวแบบนี้“ขาเป็นอะไร”“กุ้งเดินสะดุด...เจ็บค่ะ!” เธอร้องบอกเมื่อภัทรชนม์นั่งลงจับข้อเท้าข้างที่เจ็บอยู่เบาๆชายหนุ่มตร
รอไม่นานเธียรวิชญ์ก็รับสาย (“ว่าไงคะ โทรหาพี่ทำไมเอ่ย เดี๋ยวสามีก็กลับบ้านแล้วค่ะ”)ลูกน้องสาวทั้งสองขนลุกเบาๆ กับความปากหวานของเจ้านาย ผิดกับนายหญิงที่หัวเราะเบาๆ อ้อนสามีเสียงหวาน“พี่เธียรขา วันนี้เรามาทำอะไรสนุกๆ กันเถอะค่ะ”(“หืม? จันทร์อยากทำอะไรคะ แล้วนี่อยู่ไหน เก็บดอกไม้กันเสร็จรึยัง”)“เรื่องดอกไม้เอาไว้ก่อนค่ะ พี่เธียรรู้มั้ยว่าวันนี้คุณภัทรเกือบจะยกทัพบุกแล้วนะคะ”(“ไอ้ภัทรจะยกทัพบุก? คืออะไร พี่งงนะ”)เธียรวิชญ์ถามกลับมางงๆ แต่หอมจันทร์ไม่มีเวลาอธิบาย เธอมองกรรณิกาเล็กน้อยก่อนจะบอกแผนการของตัวเองให้สามีรู้“จันทร์กับพี่ๆ กำลังวางแผนบุกคืนอยู่ที่บ้านของเราค่ะ เย็นนี้พี่เธียรช่วยเรียกหนุ่มๆ มาที่บ้านได้มั้ยคะ คนอื่นไม่เน้น เน้นคุณภัทร”(“อ้อ เรียกมาทำอะไรล่ะ พี่ไม่มีงานให้ภัทรทำนะ”)“งานอะไรก็ได้ค่ะ แต่เย็นนี้เขาต้องมา เข้าใจมั้ยคะ” นายหญิงของเกาะสั่งงานนายหัวเสียงเข้ม(“แล้วพี่จะลองดูค่ะ”)
ตอนพิเศษภัทรชนม์ กรรณิกามันจะใกล้เกินไปแล้วนะ!ภัทรชนม์คิดในใจขณะมองกรรณิกายืนคุยกับชายหนุ่มชาวต่างชาติด้วยสายตาเครียดขรึม แค่คุยกันนี่มันจำเป็นต้องยืนใกล้ชิดขนาดนั้นเลย ทีกับเขานี่ยืนใกล้ไม่ได้เลย ยิ่งเห็นเธอยิ้มแย้มพูดคุยกับหมอนั่น หัวใจเขายิ่งปวดหนึบหรือว่ามันถึงเวลาที่เขาควรจะยอมแพ้สักที...“ถ้ามึงไม่กล้าบอกเขาว่าคิดยังไง มึงก็ตัดใจเถอะภัทร แก่ๆ กันแล้ว จะเล่นกับความรู้สึกตัวเองทำไมวะ” แมทธิวผู้เป็นตัวตั้งตัวตีดึงแกมลากเพื่อนมาสารภาพรักกับสาวกระซิบบอก โดยมีชาติชายพยักหน้าว่าตาม“เออ กูเห็นด้วยกับไอ้แมท ตี๋หล่ออินเตอร์อย่างมึง สาวๆ แถวนี้เหลียวหลังมองตามคอแทบหัก จะมาสนใจอะไรกับคนที่ไม่ได้สนใจมึงสักนิดวะ”“มึงน่ะหุบปากไปเลย”ชาติชายหุบปากทันที แต่ยังแอบค้อนตี๋หล่อ ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าแก๊ง อุตส่าห์ฮึดใจสู้ดั้นด้นมาภาพรักกับแก้วตาดวงใจทั้งที แม่งเสือกใจเสาะมายืนหลบมุมเสาเพราะเจอสาวคุยกับหนุ่มตาน้ำข้า
หอมจันทร์ปลีกตัวออกมาจากห้องแต่งตัวทันทีที่ได้ยินช่างทำผมคนหนึ่งบอกว่ามีแขกมาถึงแล้วกลุ่มหนึ่งดูจากเวลาคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากญาติผู้น้องที่ร่วมมือกันกับสองหนุ่มส่งเธอไปอยู่ที่เกาะเคียงจันทร์ เธอรีบสาวเท้าเดินฉับๆ ไปเคาะห้องนอนของฤทัยรักษ์ บริรักษ์ภักดี“ยัยหนูเน่า!” เรียกเสียงดังลั่นเมื่อประตูห้องเปิดออก“พี่หญิงเบาเสียงลงหน่อยค่ะ เดี๋ยวเด็กๆ จะตื่นเอา หนูอุ่นว่าเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่านะคะ” ฤทัยรักษ์รีบบอกแล้วจูงมือพี่สาวที่มีสีหน้างงๆ เมื่อได้ยินคำว่า 'เด็กๆ' เดินไปนั่งเก้าอี้ตรงโถงนั่งเล่นริมระเบียงที่อยู่ตรงข้ามห้องตนหอมจันทร์เลิกสนใจเรื่องเด็กที่ว่า พอนั่งลงก็แกล้งทำหน้าตาขึงโกรธ “ยัยตัวดี! กล้าร่วมมือกับคนอื่นวางแผนทำกับพี่ได้ลงคอ”“โธ่! พี่หญิงอย่าโกรธหนูอุ่นเลยนะ เรื่องจริงเป็นยังไงพี่หญิงก็ทราบแล้วนี่นา” คนน้องอ้อนวอนเสียงอ่อนเสียงหวาน“เรานี่มันจริงๆ เลย ไปรู้เห็นเป็นใจกับสองคนนั้นได้ยังไง ต้องอยู่ฝ่ายพี่สิถึงจะถูก”“หนูอุ่นไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอี
พิธีหมั้นหมายตามประเพณีของเธียรวิชญ์กับหอมจันทร์จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นงานเช้าในบรรยากาศแสนเงียบสงบของวังเทพรัตน์ธรรม มีเพียงญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมงานสัปดาห์ต่อมา งานฉลองมงคลสมรสถึงจัดขึ้น สถานที่จัดงานยังคงเป็นวังเก่าบ้านเจ้าสาว งานจะเริ่มในตอนค่ำ แต่ทีมช่างแต่งหน้าทำผมมาถึงแต่เที่ยง เพื่อเนรมิตเจ้าสาวให้ออกมาสวยที่สุดตามคำสั่งของเจ้าบ่าวคนอีกกลุ่มที่มาถึงคือแขกคนแรกที่เจ้าสาวเชิญ ทว่าฤทัยรักษ์ไม่ได้มาคนเดียว ยังมีเด็กและคนชรามากับเธอด้วย นับรวมได้อีกสี่คน“คุณนม! คุณหนู!”เด็กสาวคนหนึ่งปรี่ออกมาหา เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าตึกเก่าของวังฯ ทำให้ถูกหญิงสูงวัยที่เจ้าหล่อนเรียกว่าคุณนมเอ่ยปรามเสียงดุทันที“เบาๆ หน่อยสิแม่กระจิบ”“ก็กระจิบดีใจที่คุณๆ กลับมาแล้วนี่เจ้าคะ!”คุณนมคำแพงส่ายหน้ายิ้มๆ ให้แม่คนอยู่เป็น ขณะที่ฤทัยรักษ์หัวเราะเบาๆ ตอบกลับสาวใช้ตัวน้อยเสียงหวาน“พวกเราก็คิดถึงกระจิบและทุกคนที่นี่เหมือนกันจ้ะ""คิดถึงแต่ไม่ติดต
ท่านหญิงวรรณฤดีพยักพเยิดถามเอกตะวัน “ชายใหญ่ฟังแล้วคิดว่าอย่างไร จะยกน้องสาวให้เพื่อนหรือเปล่า”“หึหึ ชายพอใจกับคำสัญญานี้ครับ แต่ชายจะยกน้องให้ก็ต่อเมื่อเธียรยกเกาะเคียงจันทร์กับจันทรารีสอร์ตเป็นของขวัญวันแต่งงานให้หญิงจันทร์ครับ” เอกตะวันตีหน้าขรึมยื่นข้อเสนอ“เกาะส่วนตัวที่บอกว่าเธียรเนรมิตขึ้นมาเพื่อหญิงจันทร์น่ะรึ”“ครับ”“จันทร์ไม่อยากได้สักหน่อย” หอมจันทร์แย้งขึ้นมาในตอนนั้น แต่เจอว่าที่คุณลุงสวนคืนมาทันควัน“ก็เก็บไว้ให้หลานของพี่สิ”หอมจันทร์กับเธียรวิชญ์ทำตาโตมองเขาอย่างตกใจก็ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้!เป็นเธียรวิชญ์รีบอ้าปากบอกก่อนเงาหัวจะไม่มี “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย เดิมทีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนเกาะเคียงจันทร์ก็เป็นของจันทร์อยู่แล้ว เป็นของขวัญที่ฉันตั้งใจจะยกให้น้องหลังจากที่เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันน่ะ”“ฮะ! จะบอกว่ามึงตั้งใจยกเกาะให้จันทร์ตั้งแต่ที่มึงขอซื้อต่อจากลุงแล้ว?”“
ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงมือทำนาจริงๆ ฤทัยรักษ์ได้ออกไปปั่นจักรยานสำรวจทุ่งนา ทำความคุ้นเคยกับสถานที่จริงทุกวัน พอแสงแดดโรยรานั่นละ เธอถึงยอมกลับเรือนคำหอมวันนี้ก็เหมือนทุกวันเมื่อถึงเวลาบ่ายแก่ๆ หน่อย หญิงสาวก็จับจักรยานออกไปปั่นเล่นชมทุ่ง แดดร่มลมตกจึงกลับมาที่เรือน มาถึงก็เห็นก้องหล้ากำลังก่อ
วันนั้นฤทัยรักษ์จำต้องตามแดนดินไปสำรวจ ‘บ้านของย่า’ เธอไม่อยากทำตัวเรื่องมาก มาอาศัยเขา เขาจะเปิดบ้านให้ดูก็ต้องตามไปดูละไหนเลยจะรู้ว่า ‘บ้านของย่า’ นั้นกว้างใหญ่เพียงใด เดินอยู่นานค่อนวันก็ยังไม่ทั่วดวงตาสีน้ำตาลสวยมองทุ่งนาโล่งกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ถูกแบ่งด้วยคันนาจนกลายเป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กใหญ
เสียงไก่ขันตอนเช้ามืดปลุกฤทัยรักษ์ตื่นขึ้นมา แสงรำไรที่ทอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในห้องพร้อมลมจากธรรมชาติ ทำให้เธอจำได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนเรือนคำหอม...หญิงสาวค่อยๆ บิดตัวไล่ความง่วงงุน พอดีกับเสียงเคาะประตูเรียกดังขึ้น“ก๊อกๆ หนูอุ่น ตื่นหรือยังลูก”เสียงที่ฟังดูสดใสนั้นสร้างความแปลกใจคนในห้
หลังจากทักทายทำความรู้จักกันคร่าวๆ แล้ว คำแพงจึงเอ่ยเข้าเรื่องที่ทำให้พวกตนมาอยู่ที่นี่ “คุณพี่คงจะสงสัยว่าทำไมพวกเราถึงมาขอรบกวนถึงที่นี่ ก็อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นนั่นแหละค่ะ มันมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้พวกเราอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ชั่วคราว อยากจะขอมาหลบอยู่ที่นี่ก่อนสักพัก ขอให้คุณพี่เห็นใจด้วยเถอะค







