Masukด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงมือทำนาจริงๆ ฤทัยรักษ์ได้ออกไปปั่นจักรยานสำรวจทุ่งนา ทำความคุ้นเคยกับสถานที่จริงทุกวัน พอแสงแดดโรยรานั่นละ เธอถึงยอมกลับเรือนคำหอม
วันนี้ก็เหมือนทุกวัน
เมื่อถึงเวลาบ่ายแก่ๆ หน่อย หญิงสาวก็จับจักรยานออกไปปั่นเล่นชมทุ่ง แดดร่มลมตกจึงกลับมาที่เรือน มาถึงก็เห็นก้องหล้ากำลังก่อไฟในเตาถ่านตรงลานหญ้าหน้าเรือน ควันโขมงเต็มไปหมด บนแคร่ข้างๆ คือยายบัวคนสนิทของย่าคำหอมที่เธอเพิ่งได้เจอเมื่อเช้านี้กำลังหั่นอะไรสักอย่างขะมักเขม้น ถัดไปหน่อยเป็นสองคุณย่ากำลังยืนชื่นชมธงประดับสีสันสดใสที่ผูกระหว่างเสาเรือนกับต้นมะม่วงสองต้น
“คุณย่าจะจัดงานอะไรเหรอจ๊ะ”
ฤทัยรักษ์หันไปตอบเด็กๆ ที่เพิ่งรู้จักกันตอนปั่นจักรยานอ้อมกลับมาที่เรือนอย่างงุนงงเช่นกัน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้ที่เรือนเขาจัดงานอะไรกัน
“พวกเราเข้าไปด้วยได้มั้ยจ๊ะ” เด็กหญิงถามด้วยสายตาอ้อนๆขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็พยักหน้าอ้อนตาม เมื่อกี้ระหว่างพวกตนกำลังขี่รถเล่นก็เจอพี่สาวคนสวยเข้า ท่าทางเหมือนจะหลงทางอยู่ พวกตนจึงเข้าไปถามไถ่และพามาส่งที่เรือนคำหอม พอเห็นว่าตอนนี้ที่เรือนกำลังจัดงานเลี้ยงอยู่ก็อยากเข้าไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็นตามประสา
“อืม...คงได้ละมั้งจ๊ะ” ฤทัยรักษ์ไม่มั่นใจ ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เจ้าของบ้านด้วย พลันมีเสียงแทรกขึ้นมาด้านหลัง
“กลับไปเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยมาใหม่นะ” แดนดินเดินเข้ามาบอกพลางยีผมเด็กพวกนั้นเหมือนมันเขี้ยว สายตาปราดมองหญิงสาวด้วยแววตาเหนือกว่า เด็กๆ ได้ยินเขาบอกแบบนั้นก็ดี้ด๊าเหมือนปลาได้น้ำ
“อ้ายดินน่าฮักที่สุดเลย เดี๋ยวสิฟ้าวไปฟ้าวมาเด้อ” (พี่ดินน่ารักที่สุดเลย เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับมานะจ๊ะ) เด็กหญิงที่ทำตัวเป็นไกด์น้อยพูดคุยภาษากลางกับฤทัยรักษ์มานานนมดีใจจะได้เข้างานเลี้ยงที่เรือนคำหอมจนหลุดภาษาบ้านเกิดออกมา พูดแล้วก็หันไปชวนเพื่อนที่เหลือปั่นจักรยานกลับบ้านทันที
แดนดินละสายตาจากพวกเด็กๆ มาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไปเจอกันที่ไหนล่ะ”
“เจออยู่ตรงนู้นค่ะ” ฤทัยรักษ์ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่เจอเด็กๆ แล้วเดินจูงจักรยานไปเก็บใต้ถุนเรือน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น เธอก็บอกตัวเองแล้วว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ข้องเกี่ยวกับแดนดิน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
คนเพิ่งกลับมาจากไปตรวจรับปุ๋ยมูลไก่มองตามร่างเล็กที่เดินจากไปดื้อๆ ด้วยสายตาขุ่นมัว
หล่อนชี้ไม่ถึงวินาที ใครจะไปมองทัน!
ที่แท้วันนี้เรือนคำหอมก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกฤทัยรักษ์นั่นเอง
ก็ไม่มีเมนูอะไรมากมาย เป็นหมูกระทะที่ก้องหล้าบิดรถเครื่องไปซื้อวัตถุดิบมาทำเอง เตาไฟถูกก่อขึ้นสองเตาตั้งแต่หัวค่ำ หนึ่งเตาเป็นของครอบครัวเจ้าของบ้าน อีกเตาเป็นของก้องหล้ากับยายบัวและเด็กๆ วัยประถมหก เพื่อนใหม่ของฤทัยรักษ์อีกสามชีวิต
“คุณย่าทวดจ๋า คุณย่าทวดคนใหม่กับพี่สาวเป็นไผคะ” ใบข้าวผู้ช่างเจราจาถามขึ้นเมื่อกลืนหมูลงท้องไปได้หลายคำแล้ว
คำหอมหันไปตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ “เป็นญาติของย่าทวดจ้ะ”
“แล้วเป็นหยังพวกเพิ่นจั่งมาอยู่เฮือนทวด” มดแดงสาวน้อยผิวสีน้ำผึ้งถามขึ้นอีกคนด้วยความสงสัยว่าทำไมพวกฤทัยรักษ์ถึงมาอยู่ที่เรือนนี้
“มาหาย่าทวดกับอ้ายดินไง”
“แล้วจะอยู่นานมั้ยค้า” ไข่หวานที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนวางถ้วยเล็กในมือลงแล้วเขยิบเข้าไปถามผู้สูงวัย
“พอๆ เซาถามได้แล้ว สิฮู้ไปเฮ็ดหยัง เด็กน้อยพวกนี้” (พอๆ เลิกถามได้แล้ว จะรู้ไปทำไมเด็กน้อยพวกนี้) ก้องหล้ารีบเอ่ยขัด ด้วยได้รับการสะกิดจาก ‘ปลายเท้า’ เจ้านายหลายทีแล้ว
มดแดงน้อยทำปากยื่น “หนูกะถามไว้ ถ้าชาวบ้านถามจะได้บอกถูก”
“เซาๆ มาฟังอ้ายก้องฮ้องเพลงดีกว่า”
พอก้องหล้าบอกว่าจะร้องเพลงเท่านั้นแหละ เด็กๆ ทั้งสามพลันปิดหูวิ่งหนีกระจายกันไปคนละทาง โดยมีก้องหล้าแกล้งวิ่งไล่ ‘ชื่อเสีย’ เรื่องร้องเพลงของเขานั้นเลื่องลือแค่ไหน เด็กทั้งสามล้วนรู้ดีแก่ใจ
หน้าหล่อเสียงหลอนไงเล่า!
ย่าคำหอมมองภาพนั้นด้วยความสุขใจ ชีวิตก็เท่านี้ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ไม่ต้องมีอาหารเลิศหรู ไม่ต้องมีดนตรีเพราะๆ ก็สามารถมีความสุขได้ แต่จะให้ดีกว่านี้ถ้าหลานชายตัวดีกับหลานสาวคนใหม่จะไม่เอาแต่แย่งหมูกัน...
“นี่!”
“ชิ้นนี้ของฉันนะ!”
“ฉันจะกินชิ้นนี้”
“แต่ฉันเป็นคนย่างมัน”
“แล้วทำไม”
“คุณก็ไปกินชิ้นอื่นสิ นี่มันงานเลี้ยงต้อนรับฉันกับย่าแพงนะ”
“แต่ฉันเป็นเจ้าภาพ!”
พอแดนดินพูดจบก็ยัดหมูชิ้นนั้นเข้าปาก ส่วนฤทัยรักษ์ลืมตัวยื่นตะเกียบไปขวางจนเกือบจะจิ้มตาเขา ฝ่ายชายรีบเคี้ยวหมูกลืนลงคอพลางปัดตะเกียบฝ่ายหญิงออกจากใบหน้าพร้อมเอ่ยดุ
“เธอเกือบทำฉันตาบอดแล้วนะยัยตุ่นตัวเตี้ย!”
“คุณว่าใครเตี้ย!”
“เธอนั่นแหละเตี้ย!”
แล้วศึกตะเกียบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง...
คนแก่ถึงกับส่ายหน้ามองคนสองคนที่เปิดศึกใส่กันจนต้องเปลี่ยนตะเกียบทุกๆ สิบนาที
เมื่อเวลาเดินไปถึงสองทุ่มได้สักพัก สามแสบตัวน้อยก็พากันมองทางกลับบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่เริ่มสังเกตเห็น
“เจ้าก้อง ไปส่งน้องๆ กลับบ้านได้แล้วไป” ย่าคำหอมหันไปสั่งคนที่ยังนั่งคีบหมูขึ้นกระทะอยู่คนเดียวไม่อิ่มแปร้เหมือนคนอื่น
“อีกเดี๋ยวได้ไหมจ๊ะ”
“ไม่ต้องแต่เลย ลุกเดี๋ยวนี้!” ยายบัว ยายแท้ๆ ของก้องหล้าบอกปัดทันที ก้องหล้าเลยต้องลุกขึ้นอย่างจำใจ แต่เด็กหญิงไข่หวานที่เพิ่งรู้ว่าใครจะไปส่งยกมือโบกไหวๆ ก่อน
“บ่เอาเด้อ บ่ให้อ้ายก้องไปส่ง” (ไม่เอานะ ไม่ให้พี่ก้องไปส่ง)
เพื่อนทั้งสองก็ไม่น้อยหน้า ต่างส่งเสียงกันถ้วนหน้า
“เค้าก็บ่เอา บ่ให้อ้ายก้องไปส่งเด้อ”
“มดแดงก็เหมือนกัน”
“ทำไมล่ะจ๊ะ พี่ก้องไปส่งก็ดีแล้วนี่” ฤทัยรักษ์ถามอย่างแปลกใจ เด็กๆ พากันส่ายหน้ายิก แต่ไม่มีใครตอบเธอเลย
แดนดินที่มองอยู่สักพักก็ลุกขึ้นบอก "ไปๆ อ้ายไปส่งเอง”
“เย้”
คราวนี้เด็กๆ กลับดีใจจนพากันกระโดดตัวลอย ก้องหล้าผู้ได้รับความลำเอียงเห็นแล้วเบะปากบอก “ย่านอิหยังกัน อ้ายไปส่งยังได้ฟังเพลงนำเด้อ เสียงอ้ายดีขนาดนี้ มาๆ สิฮ้องให้ฟัง” (กลัวอะไรกัน พี่ไปส่งยังได้ฟังเพลงด้วยนะ เสียงพี่ดีขนาดนี้ มาๆ จะร้องให้ฟัง) ว่าแล้วก้องหล้าก็ใช้ตะเกียบแทนไมค์ ยกขึ้นมาจ่อปากแล้วเริ่มร้องเพลงลูกคอเทพของตน “สเตตัสของโคนถืกถิ่ม น้องอ่านแล้วยิ๊ม แต่อ้ายนั่งไห้ เจ็บแท้น้อ...หัวจาย”
“...” ทุกคนยิ้มแห้งกับเสียงหลงคีย์ของเขา
ฤทัยรักษ์ได้คำตอบนาทีนี่เอง ชัดเจนแล้วว่าทำไมเด็กน้อยถึงไม่อยากให้ก้องหล้าไปส่ง
“ถ้าอ้ายดินบ่ไป กะให้เอื้อยหนูอุ่นไปส่งพวกเฮาได้บ่” (ถ้าพี่ดินไม่ไป ก็ให้พี่หนูอุ่นไปส่งพวกเราได้ไหมจ๊ะ) มดแมงน้อยโอดขอ ทั้งยังเข้าไปกอดขาฤทัยรักษ์เอาไว้แน่น
“เอ่อ...” คนถูกขออ้ำอึ้ง เธอไม่รู้จักบ้านของเด็กๆ นะ
ก้องหล้าพลันบอก “บ่ต้องไปกวนเอื้อยเพิ่น อ้ายก้องสิพาไปส่งเอง” (ไม่ต้องไปกวนพี่สาว พี่ก้องจะพาไปส่งเอง)
“บ่เอา!” สามแสบส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกัน
“แกล่ะกุ้ง ยอมให้คุณภัทรกินมั้ยจ๊ะ”กรรณิกาช้อนสายตามองคนชอบกินกุ้งข้างๆ ถามเสียงเบา “คุณอยากกิน...”"ตั้งแต่หัวยันหางเลย" ภัทรชนม์ตอบก่อนเธอจะพูดจบซะอีกทนไม่ไหวแล้ว!“ขอตัวกลับก่อนนะคะ จะรีบไปดูซีรีส์น่ะ” กรรณิกาทนเขินไม่ไหว รีบลุกขึ้นเอ่ยลาด้วยเหตุผลที่เด้งขึ้นมาในหัวแล้วเดินหนีออกมาทันที แผนการของนายหญิงมันเล่นกับหัวจเกินไป เธอต้านไม่ไหวจริงๆ“รีบตามไปสิวะ""ใช่ค่ะ รีบตามไปเร็ว นี่โอกาสทองเลยนะคุณภัทร""ใช้โอกาสนี้ปรับความเข้าใจได้เต็มที่เลยนะคะ อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงโน่นละภาถึงจะกลับ”ได้ยินพวกหอมจันทร์ร้องบอกเช่นนั้น ภัทรชนม์ก็เลิกมองตามกรรณิกาเหมือนหมาหงอย ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามเธอไปทันทีภัทรชนม์ไม่ต้องตามหานาน แค่วิ่งออกมาก็เจอร่างบางของคนที่วิ่งออกมาก่อนหน้านี้กำลังนั่งกุมข้อเท้าตัวเองอยู่ไม่ไกล เขารีบวิ่งไปหาเธอ “กุ้ง!”“คุณภัทร” กรรณิกาเรียกคนวิ่งมาหาเสียงอ่อย เมื่อกี้เธอวิ่งพลางหันมองข้างหลังว่าจะมีคนตามมาหรือเปล่า ไม่ทันดูทางให้ดี เลยสะดุดเท้าตัวเองล้มจนเจ็บตัวแบบนี้“ขาเป็นอะไร”“กุ้งเดินสะดุด...เจ็บค่ะ!” เธอร้องบอกเมื่อภัทรชนม์นั่งลงจับข้อเท้าข้างที่เจ็บอยู่เบาๆชายหนุ่มตร
รอไม่นานเธียรวิชญ์ก็รับสาย (“ว่าไงคะ โทรหาพี่ทำไมเอ่ย เดี๋ยวสามีก็กลับบ้านแล้วค่ะ”)ลูกน้องสาวทั้งสองขนลุกเบาๆ กับความปากหวานของเจ้านาย ผิดกับนายหญิงที่หัวเราะเบาๆ อ้อนสามีเสียงหวาน“พี่เธียรขา วันนี้เรามาทำอะไรสนุกๆ กันเถอะค่ะ”(“หืม? จันทร์อยากทำอะไรคะ แล้วนี่อยู่ไหน เก็บดอกไม้กันเสร็จรึยัง”)“เรื่องดอกไม้เอาไว้ก่อนค่ะ พี่เธียรรู้มั้ยว่าวันนี้คุณภัทรเกือบจะยกทัพบุกแล้วนะคะ”(“ไอ้ภัทรจะยกทัพบุก? คืออะไร พี่งงนะ”)เธียรวิชญ์ถามกลับมางงๆ แต่หอมจันทร์ไม่มีเวลาอธิบาย เธอมองกรรณิกาเล็กน้อยก่อนจะบอกแผนการของตัวเองให้สามีรู้“จันทร์กับพี่ๆ กำลังวางแผนบุกคืนอยู่ที่บ้านของเราค่ะ เย็นนี้พี่เธียรช่วยเรียกหนุ่มๆ มาที่บ้านได้มั้ยคะ คนอื่นไม่เน้น เน้นคุณภัทร”(“อ้อ เรียกมาทำอะไรล่ะ พี่ไม่มีงานให้ภัทรทำนะ”)“งานอะไรก็ได้ค่ะ แต่เย็นนี้เขาต้องมา เข้าใจมั้ยคะ” นายหญิงของเกาะสั่งงานนายหัวเสียงเข้ม(“แล้วพี่จะลองดูค่ะ”)
ตอนพิเศษภัทรชนม์ กรรณิกามันจะใกล้เกินไปแล้วนะ!ภัทรชนม์คิดในใจขณะมองกรรณิกายืนคุยกับชายหนุ่มชาวต่างชาติด้วยสายตาเครียดขรึม แค่คุยกันนี่มันจำเป็นต้องยืนใกล้ชิดขนาดนั้นเลย ทีกับเขานี่ยืนใกล้ไม่ได้เลย ยิ่งเห็นเธอยิ้มแย้มพูดคุยกับหมอนั่น หัวใจเขายิ่งปวดหนึบหรือว่ามันถึงเวลาที่เขาควรจะยอมแพ้สักที...“ถ้ามึงไม่กล้าบอกเขาว่าคิดยังไง มึงก็ตัดใจเถอะภัทร แก่ๆ กันแล้ว จะเล่นกับความรู้สึกตัวเองทำไมวะ” แมทธิวผู้เป็นตัวตั้งตัวตีดึงแกมลากเพื่อนมาสารภาพรักกับสาวกระซิบบอก โดยมีชาติชายพยักหน้าว่าตาม“เออ กูเห็นด้วยกับไอ้แมท ตี๋หล่ออินเตอร์อย่างมึง สาวๆ แถวนี้เหลียวหลังมองตามคอแทบหัก จะมาสนใจอะไรกับคนที่ไม่ได้สนใจมึงสักนิดวะ”“มึงน่ะหุบปากไปเลย”ชาติชายหุบปากทันที แต่ยังแอบค้อนตี๋หล่อ ก่อนจะหันไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าแก๊ง อุตส่าห์ฮึดใจสู้ดั้นด้นมาภาพรักกับแก้วตาดวงใจทั้งที แม่งเสือกใจเสาะมายืนหลบมุมเสาเพราะเจอสาวคุยกับหนุ่มตาน้ำข้า
หอมจันทร์ปลีกตัวออกมาจากห้องแต่งตัวทันทีที่ได้ยินช่างทำผมคนหนึ่งบอกว่ามีแขกมาถึงแล้วกลุ่มหนึ่งดูจากเวลาคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากญาติผู้น้องที่ร่วมมือกันกับสองหนุ่มส่งเธอไปอยู่ที่เกาะเคียงจันทร์ เธอรีบสาวเท้าเดินฉับๆ ไปเคาะห้องนอนของฤทัยรักษ์ บริรักษ์ภักดี“ยัยหนูเน่า!” เรียกเสียงดังลั่นเมื่อประตูห้องเปิดออก“พี่หญิงเบาเสียงลงหน่อยค่ะ เดี๋ยวเด็กๆ จะตื่นเอา หนูอุ่นว่าเราไปคุยกันที่อื่นดีกว่านะคะ” ฤทัยรักษ์รีบบอกแล้วจูงมือพี่สาวที่มีสีหน้างงๆ เมื่อได้ยินคำว่า 'เด็กๆ' เดินไปนั่งเก้าอี้ตรงโถงนั่งเล่นริมระเบียงที่อยู่ตรงข้ามห้องตนหอมจันทร์เลิกสนใจเรื่องเด็กที่ว่า พอนั่งลงก็แกล้งทำหน้าตาขึงโกรธ “ยัยตัวดี! กล้าร่วมมือกับคนอื่นวางแผนทำกับพี่ได้ลงคอ”“โธ่! พี่หญิงอย่าโกรธหนูอุ่นเลยนะ เรื่องจริงเป็นยังไงพี่หญิงก็ทราบแล้วนี่นา” คนน้องอ้อนวอนเสียงอ่อนเสียงหวาน“เรานี่มันจริงๆ เลย ไปรู้เห็นเป็นใจกับสองคนนั้นได้ยังไง ต้องอยู่ฝ่ายพี่สิถึงจะถูก”“หนูอุ่นไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอี
พิธีหมั้นหมายตามประเพณีของเธียรวิชญ์กับหอมจันทร์จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นงานเช้าในบรรยากาศแสนเงียบสงบของวังเทพรัตน์ธรรม มีเพียงญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมงานสัปดาห์ต่อมา งานฉลองมงคลสมรสถึงจัดขึ้น สถานที่จัดงานยังคงเป็นวังเก่าบ้านเจ้าสาว งานจะเริ่มในตอนค่ำ แต่ทีมช่างแต่งหน้าทำผมมาถึงแต่เที่ยง เพื่อเนรมิตเจ้าสาวให้ออกมาสวยที่สุดตามคำสั่งของเจ้าบ่าวคนอีกกลุ่มที่มาถึงคือแขกคนแรกที่เจ้าสาวเชิญ ทว่าฤทัยรักษ์ไม่ได้มาคนเดียว ยังมีเด็กและคนชรามากับเธอด้วย นับรวมได้อีกสี่คน“คุณนม! คุณหนู!”เด็กสาวคนหนึ่งปรี่ออกมาหา เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าตึกเก่าของวังฯ ทำให้ถูกหญิงสูงวัยที่เจ้าหล่อนเรียกว่าคุณนมเอ่ยปรามเสียงดุทันที“เบาๆ หน่อยสิแม่กระจิบ”“ก็กระจิบดีใจที่คุณๆ กลับมาแล้วนี่เจ้าคะ!”คุณนมคำแพงส่ายหน้ายิ้มๆ ให้แม่คนอยู่เป็น ขณะที่ฤทัยรักษ์หัวเราะเบาๆ ตอบกลับสาวใช้ตัวน้อยเสียงหวาน“พวกเราก็คิดถึงกระจิบและทุกคนที่นี่เหมือนกันจ้ะ""คิดถึงแต่ไม่ติดต
ท่านหญิงวรรณฤดีพยักพเยิดถามเอกตะวัน “ชายใหญ่ฟังแล้วคิดว่าอย่างไร จะยกน้องสาวให้เพื่อนหรือเปล่า”“หึหึ ชายพอใจกับคำสัญญานี้ครับ แต่ชายจะยกน้องให้ก็ต่อเมื่อเธียรยกเกาะเคียงจันทร์กับจันทรารีสอร์ตเป็นของขวัญวันแต่งงานให้หญิงจันทร์ครับ” เอกตะวันตีหน้าขรึมยื่นข้อเสนอ“เกาะส่วนตัวที่บอกว่าเธียรเนรมิตขึ้นมาเพื่อหญิงจันทร์น่ะรึ”“ครับ”“จันทร์ไม่อยากได้สักหน่อย” หอมจันทร์แย้งขึ้นมาในตอนนั้น แต่เจอว่าที่คุณลุงสวนคืนมาทันควัน“ก็เก็บไว้ให้หลานของพี่สิ”หอมจันทร์กับเธียรวิชญ์ทำตาโตมองเขาอย่างตกใจก็ไหนตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้!เป็นเธียรวิชญ์รีบอ้าปากบอกก่อนเงาหัวจะไม่มี “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย เดิมทีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนเกาะเคียงจันทร์ก็เป็นของจันทร์อยู่แล้ว เป็นของขวัญที่ฉันตั้งใจจะยกให้น้องหลังจากที่เราใช้ชีวิตคู่ด้วยกันน่ะ”“ฮะ! จะบอกว่ามึงตั้งใจยกเกาะให้จันทร์ตั้งแต่ที่มึงขอซื้อต่อจากลุงแล้ว?”“
ฤทัยรักษ์คิดว่าตัวเองควรพูดอะไรสักหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าดอกแก้วกับแดนไทเข้าใจถูกแล้วจริงๆ “เอ่อ ตอนนี้คุณลุงคุณป้าเข้าใจดีแล้วใช่ไหมคะ ว่าเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันตามที่ชาวบ้านเขาลือ”“จ้ะ” ดอกแก้วพยักหน้ารับอย่างนึกเสียดายอยู่“ดินบอกแล้ว มันไม่ใช่อย่างที่พ่อกับแม่คิด”“ใครใช้ให้แกหวงเนื้อหวงตัวม
“อะไรจ๊ะๆ ใครรังแกลูกเป็ดของมามี้เหรอ” ฤทัยรักษ์ส่งเสียงมาทันทีที่ได้ยินเสียงเด็กหญิงเรียกหา พอเห็นว่ามีแขกอยู่บนเรือนก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอ่อนเอ่ยขออภัยแล้วรีบเดินไปหาคนที่ร้องไห้โยเยพอร่างบางนั่งลงข้างๆ แม่หนูก็ผละจากแดนดินไปกอดเอวไว้หมับ ซบหน้าสะอื้นไม่ยอมเงยหน้ามองใครเลย“ฮือ มามี้ขา”“โอ
“นี่เธอคิดว่าค่าน้ำมันบาทสองบาทหรือไง ถึงปล่อยให้ไหลท่วมขนาดนี้น่ะ!”เสียงตวาดมาแต่ไกลทำเอาคนกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวให้เด็กน้อยทั้งสองชะงักมือเล็กน้อย พอแดนดินเดินมาใกล้ เธอก็หลุบสายตาบอกเสียงเรียบแบบไม่มองหน้าเขา"ขอโทษค่ะ”“ลูกเป็ดขอโต๊ดค่า”“ลูกไก่ก็ขอโต๊ดค้าบ”"..." แดนดินมองลูกๆ ที่ทำเสียงละห้
“ฟ้าช่วยอะไรเราหน่อยได้ไหม” แดนดินเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมเมื่อเดินมาถึงเรือนเล็กแล้ว ไม่ใช่อะไร กลัวว่าสาธิตจะตามมานั่นละ“ช่วยเรื่องอะไร” คนถูกขอร้องถามงงๆ“ช่วยแกล้งเป็นคนรักของเราชั่วคราวได้หรือเปล่า”“แกล้งเป็นคนรักเหรอ?”“เราอยากจะรู้อะไรบางอย่าง ถือว่าช่วยเราหน่อยนะ”“อ๋อ อยากลองใจหนูอุ่นคนนั้นส







