LOGINด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงมือทำนาจริงๆ ฤทัยรักษ์ได้ออกไปปั่นจักรยานสำรวจทุ่งนา ทำความคุ้นเคยกับสถานที่จริงทุกวัน พอแสงแดดโรยรานั่นละ เธอถึงยอมกลับเรือนคำหอม
วันนี้ก็เหมือนทุกวัน
เมื่อถึงเวลาบ่ายแก่ๆ หน่อย หญิงสาวก็จับจักรยานออกไปปั่นเล่นชมทุ่ง แดดร่มลมตกจึงกลับมาที่เรือน มาถึงก็เห็นก้องหล้ากำลังก่อไฟในเตาถ่านตรงลานหญ้าหน้าเรือน ควันโขมงเต็มไปหมด บนแคร่ข้างๆ คือยายบัวคนสนิทของย่าคำหอมที่เธอเพิ่งได้เจอเมื่อเช้านี้กำลังหั่นอะไรสักอย่างขะมักเขม้น ถัดไปหน่อยเป็นสองคุณย่ากำลังยืนชื่นชมธงประดับสีสันสดใสที่ผูกระหว่างเสาเรือนกับต้นมะม่วงสองต้น
“คุณย่าจะจัดงานอะไรเหรอจ๊ะ”
ฤทัยรักษ์หันไปตอบเด็กๆ ที่เพิ่งรู้จักกันตอนปั่นจักรยานอ้อมกลับมาที่เรือนอย่างงุนงงเช่นกัน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้ที่เรือนเขาจัดงานอะไรกัน
“พวกเราเข้าไปด้วยได้มั้ยจ๊ะ” เด็กหญิงถามด้วยสายตาอ้อนๆขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็พยักหน้าอ้อนตาม เมื่อกี้ระหว่างพวกตนกำลังขี่รถเล่นก็เจอพี่สาวคนสวยเข้า ท่าทางเหมือนจะหลงทางอยู่ พวกตนจึงเข้าไปถามไถ่และพามาส่งที่เรือนคำหอม พอเห็นว่าตอนนี้ที่เรือนกำลังจัดงานเลี้ยงอยู่ก็อยากเข้าไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็นตามประสา
“อืม...คงได้ละมั้งจ๊ะ” ฤทัยรักษ์ไม่มั่นใจ ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เจ้าของบ้านด้วย พลันมีเสียงแทรกขึ้นมาด้านหลัง
“กลับไปเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยมาใหม่นะ” แดนดินเดินเข้ามาบอกพลางยีผมเด็กพวกนั้นเหมือนมันเขี้ยว สายตาปราดมองหญิงสาวด้วยแววตาเหนือกว่า เด็กๆ ได้ยินเขาบอกแบบนั้นก็ดี้ด๊าเหมือนปลาได้น้ำ
“อ้ายดินน่าฮักที่สุดเลย เดี๋ยวสิฟ้าวไปฟ้าวมาเด้อ” (พี่ดินน่ารักที่สุดเลย เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับมานะจ๊ะ) เด็กหญิงที่ทำตัวเป็นไกด์น้อยพูดคุยภาษากลางกับฤทัยรักษ์มานานนมดีใจจะได้เข้างานเลี้ยงที่เรือนคำหอมจนหลุดภาษาบ้านเกิดออกมา พูดแล้วก็หันไปชวนเพื่อนที่เหลือปั่นจักรยานกลับบ้านทันที
แดนดินละสายตาจากพวกเด็กๆ มาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไปเจอกันที่ไหนล่ะ”
“เจออยู่ตรงนู้นค่ะ” ฤทัยรักษ์ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่เจอเด็กๆ แล้วเดินจูงจักรยานไปเก็บใต้ถุนเรือน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น เธอก็บอกตัวเองแล้วว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ข้องเกี่ยวกับแดนดิน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
คนเพิ่งกลับมาจากไปตรวจรับปุ๋ยมูลไก่มองตามร่างเล็กที่เดินจากไปดื้อๆ ด้วยสายตาขุ่นมัว
หล่อนชี้ไม่ถึงวินาที ใครจะไปมองทัน!
ที่แท้วันนี้เรือนคำหอมก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกฤทัยรักษ์นั่นเอง
ก็ไม่มีเมนูอะไรมากมาย เป็นหมูกระทะที่ก้องหล้าบิดรถเครื่องไปซื้อวัตถุดิบมาทำเอง เตาไฟถูกก่อขึ้นสองเตาตั้งแต่หัวค่ำ หนึ่งเตาเป็นของครอบครัวเจ้าของบ้าน อีกเตาเป็นของก้องหล้ากับยายบัวและเด็กๆ วัยประถมหก เพื่อนใหม่ของฤทัยรักษ์อีกสามชีวิต
“คุณย่าทวดจ๋า คุณย่าทวดคนใหม่กับพี่สาวเป็นไผคะ” ใบข้าวผู้ช่างเจราจาถามขึ้นเมื่อกลืนหมูลงท้องไปได้หลายคำแล้ว
คำหอมหันไปตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ “เป็นญาติของย่าทวดจ้ะ”
“แล้วเป็นหยังพวกเพิ่นจั่งมาอยู่เฮือนทวด” มดแดงสาวน้อยผิวสีน้ำผึ้งถามขึ้นอีกคนด้วยความสงสัยว่าทำไมพวกฤทัยรักษ์ถึงมาอยู่ที่เรือนนี้
“มาหาย่าทวดกับอ้ายดินไง”
“แล้วจะอยู่นานมั้ยค้า” ไข่หวานที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนวางถ้วยเล็กในมือลงแล้วเขยิบเข้าไปถามผู้สูงวัย
“พอๆ เซาถามได้แล้ว สิฮู้ไปเฮ็ดหยัง เด็กน้อยพวกนี้” (พอๆ เลิกถามได้แล้ว จะรู้ไปทำไมเด็กน้อยพวกนี้) ก้องหล้ารีบเอ่ยขัด ด้วยได้รับการสะกิดจาก ‘ปลายเท้า’ เจ้านายหลายทีแล้ว
มดแดงน้อยทำปากยื่น “หนูกะถามไว้ ถ้าชาวบ้านถามจะได้บอกถูก”
“เซาๆ มาฟังอ้ายก้องฮ้องเพลงดีกว่า”
พอก้องหล้าบอกว่าจะร้องเพลงเท่านั้นแหละ เด็กๆ ทั้งสามพลันปิดหูวิ่งหนีกระจายกันไปคนละทาง โดยมีก้องหล้าแกล้งวิ่งไล่ ‘ชื่อเสีย’ เรื่องร้องเพลงของเขานั้นเลื่องลือแค่ไหน เด็กทั้งสามล้วนรู้ดีแก่ใจ
หน้าหล่อเสียงหลอนไงเล่า!
ย่าคำหอมมองภาพนั้นด้วยความสุขใจ ชีวิตก็เท่านี้ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ไม่ต้องมีอาหารเลิศหรู ไม่ต้องมีดนตรีเพราะๆ ก็สามารถมีความสุขได้ แต่จะให้ดีกว่านี้ถ้าหลานชายตัวดีกับหลานสาวคนใหม่จะไม่เอาแต่แย่งหมูกัน...
“นี่!”
“ชิ้นนี้ของฉันนะ!”
“ฉันจะกินชิ้นนี้”
“แต่ฉันเป็นคนย่างมัน”
“แล้วทำไม”
“คุณก็ไปกินชิ้นอื่นสิ นี่มันงานเลี้ยงต้อนรับฉันกับย่าแพงนะ”
“แต่ฉันเป็นเจ้าภาพ!”
พอแดนดินพูดจบก็ยัดหมูชิ้นนั้นเข้าปาก ส่วนฤทัยรักษ์ลืมตัวยื่นตะเกียบไปขวางจนเกือบจะจิ้มตาเขา ฝ่ายชายรีบเคี้ยวหมูกลืนลงคอพลางปัดตะเกียบฝ่ายหญิงออกจากใบหน้าพร้อมเอ่ยดุ
“เธอเกือบทำฉันตาบอดแล้วนะยัยตุ่นตัวเตี้ย!”
“คุณว่าใครเตี้ย!”
“เธอนั่นแหละเตี้ย!”
แล้วศึกตะเกียบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง...
คนแก่ถึงกับส่ายหน้ามองคนสองคนที่เปิดศึกใส่กันจนต้องเปลี่ยนตะเกียบทุกๆ สิบนาที
เมื่อเวลาเดินไปถึงสองทุ่มได้สักพัก สามแสบตัวน้อยก็พากันมองทางกลับบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่เริ่มสังเกตเห็น
“เจ้าก้อง ไปส่งน้องๆ กลับบ้านได้แล้วไป” ย่าคำหอมหันไปสั่งคนที่ยังนั่งคีบหมูขึ้นกระทะอยู่คนเดียวไม่อิ่มแปร้เหมือนคนอื่น
“อีกเดี๋ยวได้ไหมจ๊ะ”
“ไม่ต้องแต่เลย ลุกเดี๋ยวนี้!” ยายบัว ยายแท้ๆ ของก้องหล้าบอกปัดทันที ก้องหล้าเลยต้องลุกขึ้นอย่างจำใจ แต่เด็กหญิงไข่หวานที่เพิ่งรู้ว่าใครจะไปส่งยกมือโบกไหวๆ ก่อน
“บ่เอาเด้อ บ่ให้อ้ายก้องไปส่ง” (ไม่เอานะ ไม่ให้พี่ก้องไปส่ง)
เพื่อนทั้งสองก็ไม่น้อยหน้า ต่างส่งเสียงกันถ้วนหน้า
“เค้าก็บ่เอา บ่ให้อ้ายก้องไปส่งเด้อ”
“มดแดงก็เหมือนกัน”
“ทำไมล่ะจ๊ะ พี่ก้องไปส่งก็ดีแล้วนี่” ฤทัยรักษ์ถามอย่างแปลกใจ เด็กๆ พากันส่ายหน้ายิก แต่ไม่มีใครตอบเธอเลย
แดนดินที่มองอยู่สักพักก็ลุกขึ้นบอก "ไปๆ อ้ายไปส่งเอง”
“เย้”
คราวนี้เด็กๆ กลับดีใจจนพากันกระโดดตัวลอย ก้องหล้าผู้ได้รับความลำเอียงเห็นแล้วเบะปากบอก “ย่านอิหยังกัน อ้ายไปส่งยังได้ฟังเพลงนำเด้อ เสียงอ้ายดีขนาดนี้ มาๆ สิฮ้องให้ฟัง” (กลัวอะไรกัน พี่ไปส่งยังได้ฟังเพลงด้วยนะ เสียงพี่ดีขนาดนี้ มาๆ จะร้องให้ฟัง) ว่าแล้วก้องหล้าก็ใช้ตะเกียบแทนไมค์ ยกขึ้นมาจ่อปากแล้วเริ่มร้องเพลงลูกคอเทพของตน “สเตตัสของโคนถืกถิ่ม น้องอ่านแล้วยิ๊ม แต่อ้ายนั่งไห้ เจ็บแท้น้อ...หัวจาย”
“...” ทุกคนยิ้มแห้งกับเสียงหลงคีย์ของเขา
ฤทัยรักษ์ได้คำตอบนาทีนี่เอง ชัดเจนแล้วว่าทำไมเด็กน้อยถึงไม่อยากให้ก้องหล้าไปส่ง
“ถ้าอ้ายดินบ่ไป กะให้เอื้อยหนูอุ่นไปส่งพวกเฮาได้บ่” (ถ้าพี่ดินไม่ไป ก็ให้พี่หนูอุ่นไปส่งพวกเราได้ไหมจ๊ะ) มดแมงน้อยโอดขอ ทั้งยังเข้าไปกอดขาฤทัยรักษ์เอาไว้แน่น
“เอ่อ...” คนถูกขออ้ำอึ้ง เธอไม่รู้จักบ้านของเด็กๆ นะ
ก้องหล้าพลันบอก “บ่ต้องไปกวนเอื้อยเพิ่น อ้ายก้องสิพาไปส่งเอง” (ไม่ต้องไปกวนพี่สาว พี่ก้องจะพาไปส่งเอง)
“บ่เอา!” สามแสบส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกัน
เด็กๆ เพิ่งจะหลับกัน พอถูกแม่อุ้มขึ้นก็ยิ้มตาปรืออย่างน่าเอ็นดูแฝดพี่เทวินทร์นั้นเลี้ยงง่าย ยอมให้แม่อุ้มไปวางลงในคอกเด็กแต่โดยดี แม่ตบก้นกลมกล่อมไม่กี่ทีก็เคลิ้มหลับไปอีก แฝดน้องเทวากลับไม่ง่าย ระหว่างที่แม่เอาพี่ไปนอน เขาก็นอนอมนิ้วมือเล่นรออยู่เงียบๆ พอแม่กลับมาอุ้มก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของแม่ ไม่ยอมลงไปนอนในคอกเด็ก ตากลมแป๋วมองแม่พลางดูดปากดุนลิ้นบอกใบ้ฤทัยรักษ์ย่อมมองออกว่าลูกต้องการอะไร “ยังไม่อิ่มอีกหรือจ๊ะ ทำไมหนูกินเก่งจังเลยล่ะลูก” เธอเอ่ยเย้า แกล้งหย่อนร่างเล็กวางลงในคอกอีกครั้ง คราวนี้เจ้าอ้วนของเธอถึงกับดิ้นปัดๆ ร้องไห้จ้าออกมาลั่นห้อง ดึงกลับขึ้นมาแทบไม่ทัน “โอ๋ๆ แม่ไม่แกล้งน้องวาแล้ว เงียบๆ ก่อนเดี๋ยวพี่วินตื่นนะลูก”เทวินทร์ที่นอนฝันหวานไปแล้ว “...”เมื่อโอ๋ยังไงเทวาก็ไม่หยุดร้อง ฤทัยรักษ์จึงต้องนั่งลงริมเตียงแล้วเปิดเสื้อขึ้นให้พ่อหนูน้อยดื่มนมจากอก ไม่รู้เลยว่าสามีที่ตื่นมาเพราะเสียงร้องจ้าของลูกกำลังมองตาเป็นมัน“เด็กดี อิ่มแล้วก็นอนละลูกนะ” เธอโยกตัวกล่อมเจ้าตัวเล็ก“อึก!”ลูกชายตอบรับแม่ด้วยการเพิ่มแรงดูดนมลงคออึกใหญ่“ค่อยๆ เดี๋ยวก็สำลักพอดี อุ๊ย!”“ลูกดูดแรง
สี่ปีผ่านไป...เรือนคำหอมในเวลานี้เต็มไปด้วยทายาทตัวน้อยๆ ของแดนดินกับฤทัยรักษ์ หนึ่งปีหลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานกัน เด็กหญิงนรีกานต์ ก็ถือกำเนิดขึ้น คลานตามมาติดๆ ในอีกหนึ่งปีให้หลังคือ เด็กชายคเชนทร์ ปิดอู่ด้วยคู่แฝดเด็กชายเทวินทร์และเทวา นับจำนวนแล้วก็เกือบตรงเป้าที่แดนดินเคยขอไว้อย่างน่าอัศจรรย์นรีกานต์หรือหนูนาวัยสองขวบกว่านั้นหน้าตาน่ารักและขี้อ้อนมาก ผู้ใหญ่จึงดุไม่ค่อยลงคเชนทร์หรือช้างวัยขวบครึ่งก็อ้วนตุบกำลังหัดเดินหัดพูด เวลาอ้อแอ้ๆ ออกมาผู้ใหญ่ก็หลงจนแทบจะทูนหัวให้ทุกอย่างคู่แฝดเทวดาวินนี่กับวาวาเพิ่งคลอดได้ห้าเดือน แค่นอนเฉยๆ ก็น่ารักแล้วระหว่างที่ฤทัยรักษ์ตั้งท้องและคลอดน้องออกมาคนแล้วคนเล่าอยู่นี้ เด็กชายก้องภพและเด็กหญิงกรองขวัญก็ถูกแดนดินเลี้ยงดูด้วยตัวเอง ทางหนึ่งก็วางตัวเป็นพี่ใหญ่ช่วยมามี้เลี้ยงน้องๆ ไปด้วย ย่าทวดกับคนเป็นแม่เห็นแล้วเอ็นดูนักเดี๋ยวนี้เวลาไปไหนมาไหนคนเรือนคำหอมจะหอบกันไปทั้งเด็กและคนชรา ดีที่เหล่าย่าทวดยายทวดยังแข็งแรงดีทุกคน เพราะแดนดินให้ไปพบหมอทุกครึ่งปี ขนาดคำแพงที่ย้ายไปดูแลลูกให้หอมจันทร์ที่เกาะเคียงจันทร์ตั้งแต่สองปีก่อนยังถูกเขาบังคับให้ไป
“วันนี้หนูอุ่นดีขึ้นแล้วจริงๆ ค่ะ ไว้ไปหาหมอพรุ่งนี้ก็ได้ พี่ดินเลิกงานกลับมาแบบนี้ คงจะมืดมากแล้ว หนูอุ่นไม่อยากไปโรงพยาบาลตอนกลางคืน” คนพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรเอ่ยห้ามเสียงอ่อน อาการนี้เธอเป็นมาหลายวันแล้ว แต่เพิ่งมาหนักเอาวันนี้แหละ“เอางั้นเหรอ”“ค่ะ นี่อาบน้ำแล้วเหรอคะ ตัวห้อมหอม” ฤทัยรักษ์ยื่นหน้าไปดมกลิ่นหอมบนตัวสามี มันหอมสดชื่นจนอาการเวียนหัวดีขึ้นเยอะเลยคนอาบน้ำจนตัวหอมฟุ้งอมยิ้มกริ่มทิ้งตัวลงนอนกอดร่างบางไว้หลวมๆ บอกเสียงเอาใจ “หอมให้เต็มที่เลยจ้ะ พี่ฟอกสบู่มาทุกซอก”“ใช่สบู่อะไรคะ ทำไมวันนี้มันหอมจัง”“ก็อันเดิมแหละ”“อือ...”แดนดินชะโงกหน้าขึ้นดูคนทำท่าจะหลับคาอกเขา “นี่จะหลับอีกแล้วเหรอ พี่ว่าไม่ค่อยดีแล้วนะ พี่เรียกหมอมาที่เรือนเลยดีกว่า”“งือ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เป็นอาการปกติของคนท้องน่ะ”“แบบนี้ไม่ปกติเลย คนท้องที่ไหน...” เขาเงียบไปทันทีที่เข้าใจว่าเมียพูดอะไร รีบยันตัวลุกขึ้นถามตาเป็นประกาย “หนูอุ่นจะบอกว่าเบบี๋ของเรากำลังมาแล้วเหรอ”ฤทัยรักษ์หัวเราะเสียงเบา ลุกขึ้นจับมือใหญ่มาลูบท้องที่ยังแบนราบ “เบบี๋ของเราอยู่ในนี้แล้วค่ะ”“ทูนหัว!” แดนดินจูบเมียแรงๆ ในที่สุดเราก็จ
“เด็กๆ ทางนี้เรียบร้อยแล้ว” เธียรวิชญ์ตะโกนเรียกลูกทีม เห็นท่าทีกระวนกระวายของเพื่อนแล้วก็สมน้ำหน้าและสงสารไปพร้อมกัน“พี่ชายพร้อมจะเล่าแล้วเหรอคะ”หอมจันทร์กับฤทัยรักษ์เดินเข้ามานั่งลงประกบข้างพี่ชายทันที“...” เอกตะวันยิ่งมุดหน้าลงต่ำกว่าเดิม สองสาวสบตายิ้มๆ ตอนนี้คุณย่าคุณยายพาเด็กๆ ออกไปเดินย่อยอาหารเช้าอยู่ที่สวนข้างล่าง แดนดินก็ยังไม่ตื่น พวกเธอสามารถสอบสวนได้เต็มที่!“พี่ชายขา ทำไมอกหักซ้ำๆ จากผู้หญิงคนเดียวได้คะ ไหนบอกพวกเรามาซิ”“ไม่ได้อกหัก...”“แต่อกพัง” หอมจันทร์ต่อให้ ขณะที่ฤทัยรักษ์นั่งยิ้มแหยคนโดนเมียทิ้งถอนใจบอก “อย่ามาถามอะไรเลย ไม่พร้อมเล่า”“ขนาดนี้แล้วมึงก็พูดๆ มาเถอะ จะได้แยกย้ายกันไปเตรียมตัวกลับบ้าน อย่าลืมว่าพวกกูต้องต่อเครื่องไปลงที่ใต้อีกนะ”“กูไม่ได้อกหัก! หน้ากูเขายังไม่อยากจะมองเลย ที่เสียใจอยู่นี่ไม่ได้อกหัก กูน้อยใจที่เขาทิ้งกูไปอยู่!” เอกตะวันเงยหน้าขึ้นมาตะโกนบอกให้มันจบๆ ไป “ทีนี้อยากถามอะไรก็ถามมา จะกินข้าวแล้ว หิว!”“พี่ชายไปเจอพี่ปานได้ยังไงคะ เขาหายไปไหนตั้งหลายปี ทำไมเราตามหาไม่เจอเลย” น้องสาวถามด้วยแววตาตื่นเต้น“เจอโดยบังเอิญเมื่อหลายเดือนก่อ
“อ่า...หนูอุ่นว่าอะไรนะจ๊ะ!”“เร็วๆ ค่ะ” ฤทัยรักษ์ที่ทรมานกับจังหวะเนิบช้าผิดปกติของสามีปรือตาเว้าวอน “ช่วยขยับให้เร็วๆ ได้ไหมคะ หนูอุ่นง่วงนอนแล้ว”“แต่คืนนี้พี่อยากให้นุ่มนวล...”เมื่อเขายังรีรอ เธอเลยดึงร่างสูงลงมานอนแล้วปีนขึ้นไปนั่งคร่อมเอวสอบเอาไว้แทน“ไม่เอานุ่มนวล อยากเอาเร็วๆ เหมือนเดิม” กระซิบเสียงหวานแล้วก็แนบตัวลงไปจูบปิดปากเขาทั้งที่ยังนั่งคร่อมนั่นละ จะมานุ่มนวลอะไรเอาตอนนี้ ทุกคืนเห็นกระแทกเอาๆ ลีลานักก็อยู่ข้างล่างไป เธอจะอยู่ข้างบนเอง!แดนดินที่หวังดีไม่ได้ดีทำได้เพียงครางเสียงต่ำ เมื่อเมียแนบตัวลงมาจูบพร้อมๆ กับโนมเนื้อเบียดแผ่นอกกว้าง ไหนจะสะโพกอวบที่กำลังระรานแท่งเนื้อร้อนๆอ่า...เมียเขากะเล่นให้ตายคาอกจริงๆ หรือนี่! ในหัวคิดอย่างนั้น แต่มือกลับเลื่อนไปจับสะโพกอวบกดลงหาแท่งเนื้อที่ตื่นตัวเต็มที่ กดช้าๆ ผลุบๆ โผล่ๆ ไม่ยอมเข้าไปเติมเต็มสักทีฤทัยรักษ์ทนไม่ไหว ถอนจูบออกมาครางเสียงดังกับการกระทำที่แสนทรมานของสามี ภาพที่เธอแอ่นโค้งอยู่บนตัว เล่นเอาแดนดินแทบดิ้นพล่านแม่คุณเอ๊ย!นอนข้างล่างว่าน่าฟัดแล้ว อยู่ข้างบนน่าฟัดกว่าเป็นไหนๆ“หนูอุ่นอยากทำอะไรพี่ก็ทำเลยจ้ะ เอาเล
เสียงหวานครางในคอ เมื่อสามีบดจูบลงมาดื้อๆ แต่ก็ไม่ได้หลบเลี่ยง ยอมให้ริมฝีปากบางเฉียบนั่นบดเบียดกลีบปากอิ่มตามแต่ใจต้องการ เป็นนาทีกว่าเขาจะถอนปากออกไป ถึงตอนนี้เสื้อผ้าของเธอก็เหลือแค่ชิ้นเล็กๆ บนล่างแล้ว“คำถามต่อไปเลยจ้ะ”ฤทัยรักษ์ค้อนขวับใส่คนปากเจ่อไม่ต่างกัน แต่เสื้อผ้ายังอยู่ครบทั้งบนล่าง“เร็วจ้ะ พี่อยากจูบ เอ๊ย! อยากตอบแล้ว”“คนหื่น!” นิ้วเรียวสวยบีบจมูกโด่งของเขาอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะถามต่อ “แล้วทำไมพี่ปานถึงทิ้งพี่ชายไปคะ พี่ดินรู้ไหม”“รู้!” ตอบแค่นั้นแล้วขาก็โมเมก้มลงไปจูบเธอยื้อหน้าหนีทันควัน “ยังไม่ได้สิคะ ตอบสั้นแบบนี้ไม่นับ!”แดนดินทำปากยื่นเถียงแบบข้างๆ คูๆ “ก็หนูอุ่นถามว่ารู้ไหม พี่ก็ตอบว่ารู้ไง”“อย่ามาเฉไฉ”“โอเคๆ ก็เรื่องเข้าใจผิดนั่นแหละ แต่ลึกไปกว่านั้นเราไม่รู้ ปานไม่ยอมบอกอะไรให้ใครรู้เลย พี่จำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่ปานกลับไทยน่ะมีสภาพเหมือนนกปีกหักดีๆ นี่เอง เอาแต่ร้องไห้ทุกวันๆ จนพวกเราต้องหางานให้ทำ สุดท้ายก็มานั่งบริหารโรงแรมให้ย่านี่แหละ พี่ถึงได้บอกว่าเรื่องมันละเอียดอ่อน พวกเขาเลิกกันไม่ดีแบบนี้ ปานเองก็เจ็บไม่น้อยกว่าคุณชายหรอก” ขณะที่เขาเล่า มือก็ไม่ได้อย







