Masukด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงมือทำนาจริงๆ ฤทัยรักษ์ได้ออกไปปั่นจักรยานสำรวจทุ่งนา ทำความคุ้นเคยกับสถานที่จริงทุกวัน พอแสงแดดโรยรานั่นละ เธอถึงยอมกลับเรือนคำหอม
วันนี้ก็เหมือนทุกวัน
เมื่อถึงเวลาบ่ายแก่ๆ หน่อย หญิงสาวก็จับจักรยานออกไปปั่นเล่นชมทุ่ง แดดร่มลมตกจึงกลับมาที่เรือน มาถึงก็เห็นก้องหล้ากำลังก่อไฟในเตาถ่านตรงลานหญ้าหน้าเรือน ควันโขมงเต็มไปหมด บนแคร่ข้างๆ คือยายบัวคนสนิทของย่าคำหอมที่เธอเพิ่งได้เจอเมื่อเช้านี้กำลังหั่นอะไรสักอย่างขะมักเขม้น ถัดไปหน่อยเป็นสองคุณย่ากำลังยืนชื่นชมธงประดับสีสันสดใสที่ผูกระหว่างเสาเรือนกับต้นมะม่วงสองต้น
“คุณย่าจะจัดงานอะไรเหรอจ๊ะ”
ฤทัยรักษ์หันไปตอบเด็กๆ ที่เพิ่งรู้จักกันตอนปั่นจักรยานอ้อมกลับมาที่เรือนอย่างงุนงงเช่นกัน “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ” เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้ที่เรือนเขาจัดงานอะไรกัน
“พวกเราเข้าไปด้วยได้มั้ยจ๊ะ” เด็กหญิงถามด้วยสายตาอ้อนๆขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็พยักหน้าอ้อนตาม เมื่อกี้ระหว่างพวกตนกำลังขี่รถเล่นก็เจอพี่สาวคนสวยเข้า ท่าทางเหมือนจะหลงทางอยู่ พวกตนจึงเข้าไปถามไถ่และพามาส่งที่เรือนคำหอม พอเห็นว่าตอนนี้ที่เรือนกำลังจัดงานเลี้ยงอยู่ก็อยากเข้าไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็นตามประสา
“อืม...คงได้ละมั้งจ๊ะ” ฤทัยรักษ์ไม่มั่นใจ ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เจ้าของบ้านด้วย พลันมีเสียงแทรกขึ้นมาด้านหลัง
“กลับไปเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยมาใหม่นะ” แดนดินเดินเข้ามาบอกพลางยีผมเด็กพวกนั้นเหมือนมันเขี้ยว สายตาปราดมองหญิงสาวด้วยแววตาเหนือกว่า เด็กๆ ได้ยินเขาบอกแบบนั้นก็ดี้ด๊าเหมือนปลาได้น้ำ
“อ้ายดินน่าฮักที่สุดเลย เดี๋ยวสิฟ้าวไปฟ้าวมาเด้อ” (พี่ดินน่ารักที่สุดเลย เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับมานะจ๊ะ) เด็กหญิงที่ทำตัวเป็นไกด์น้อยพูดคุยภาษากลางกับฤทัยรักษ์มานานนมดีใจจะได้เข้างานเลี้ยงที่เรือนคำหอมจนหลุดภาษาบ้านเกิดออกมา พูดแล้วก็หันไปชวนเพื่อนที่เหลือปั่นจักรยานกลับบ้านทันที
แดนดินละสายตาจากพวกเด็กๆ มาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไปเจอกันที่ไหนล่ะ”
“เจออยู่ตรงนู้นค่ะ” ฤทัยรักษ์ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่เจอเด็กๆ แล้วเดินจูงจักรยานไปเก็บใต้ถุนเรือน หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น เธอก็บอกตัวเองแล้วว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ข้องเกี่ยวกับแดนดิน เลี่ยงได้ก็เลี่ยง
คนเพิ่งกลับมาจากไปตรวจรับปุ๋ยมูลไก่มองตามร่างเล็กที่เดินจากไปดื้อๆ ด้วยสายตาขุ่นมัว
หล่อนชี้ไม่ถึงวินาที ใครจะไปมองทัน!
ที่แท้วันนี้เรือนคำหอมก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกฤทัยรักษ์นั่นเอง
ก็ไม่มีเมนูอะไรมากมาย เป็นหมูกระทะที่ก้องหล้าบิดรถเครื่องไปซื้อวัตถุดิบมาทำเอง เตาไฟถูกก่อขึ้นสองเตาตั้งแต่หัวค่ำ หนึ่งเตาเป็นของครอบครัวเจ้าของบ้าน อีกเตาเป็นของก้องหล้ากับยายบัวและเด็กๆ วัยประถมหก เพื่อนใหม่ของฤทัยรักษ์อีกสามชีวิต
“คุณย่าทวดจ๋า คุณย่าทวดคนใหม่กับพี่สาวเป็นไผคะ” ใบข้าวผู้ช่างเจราจาถามขึ้นเมื่อกลืนหมูลงท้องไปได้หลายคำแล้ว
คำหอมหันไปตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ “เป็นญาติของย่าทวดจ้ะ”
“แล้วเป็นหยังพวกเพิ่นจั่งมาอยู่เฮือนทวด” มดแดงสาวน้อยผิวสีน้ำผึ้งถามขึ้นอีกคนด้วยความสงสัยว่าทำไมพวกฤทัยรักษ์ถึงมาอยู่ที่เรือนนี้
“มาหาย่าทวดกับอ้ายดินไง”
“แล้วจะอยู่นานมั้ยค้า” ไข่หวานที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนวางถ้วยเล็กในมือลงแล้วเขยิบเข้าไปถามผู้สูงวัย
“พอๆ เซาถามได้แล้ว สิฮู้ไปเฮ็ดหยัง เด็กน้อยพวกนี้” (พอๆ เลิกถามได้แล้ว จะรู้ไปทำไมเด็กน้อยพวกนี้) ก้องหล้ารีบเอ่ยขัด ด้วยได้รับการสะกิดจาก ‘ปลายเท้า’ เจ้านายหลายทีแล้ว
มดแดงน้อยทำปากยื่น “หนูกะถามไว้ ถ้าชาวบ้านถามจะได้บอกถูก”
“เซาๆ มาฟังอ้ายก้องฮ้องเพลงดีกว่า”
พอก้องหล้าบอกว่าจะร้องเพลงเท่านั้นแหละ เด็กๆ ทั้งสามพลันปิดหูวิ่งหนีกระจายกันไปคนละทาง โดยมีก้องหล้าแกล้งวิ่งไล่ ‘ชื่อเสีย’ เรื่องร้องเพลงของเขานั้นเลื่องลือแค่ไหน เด็กทั้งสามล้วนรู้ดีแก่ใจ
หน้าหล่อเสียงหลอนไงเล่า!
ย่าคำหอมมองภาพนั้นด้วยความสุขใจ ชีวิตก็เท่านี้ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ไม่ต้องมีอาหารเลิศหรู ไม่ต้องมีดนตรีเพราะๆ ก็สามารถมีความสุขได้ แต่จะให้ดีกว่านี้ถ้าหลานชายตัวดีกับหลานสาวคนใหม่จะไม่เอาแต่แย่งหมูกัน...
“นี่!”
“ชิ้นนี้ของฉันนะ!”
“ฉันจะกินชิ้นนี้”
“แต่ฉันเป็นคนย่างมัน”
“แล้วทำไม”
“คุณก็ไปกินชิ้นอื่นสิ นี่มันงานเลี้ยงต้อนรับฉันกับย่าแพงนะ”
“แต่ฉันเป็นเจ้าภาพ!”
พอแดนดินพูดจบก็ยัดหมูชิ้นนั้นเข้าปาก ส่วนฤทัยรักษ์ลืมตัวยื่นตะเกียบไปขวางจนเกือบจะจิ้มตาเขา ฝ่ายชายรีบเคี้ยวหมูกลืนลงคอพลางปัดตะเกียบฝ่ายหญิงออกจากใบหน้าพร้อมเอ่ยดุ
“เธอเกือบทำฉันตาบอดแล้วนะยัยตุ่นตัวเตี้ย!”
“คุณว่าใครเตี้ย!”
“เธอนั่นแหละเตี้ย!”
แล้วศึกตะเกียบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง...
คนแก่ถึงกับส่ายหน้ามองคนสองคนที่เปิดศึกใส่กันจนต้องเปลี่ยนตะเกียบทุกๆ สิบนาที
เมื่อเวลาเดินไปถึงสองทุ่มได้สักพัก สามแสบตัวน้อยก็พากันมองทางกลับบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่เริ่มสังเกตเห็น
“เจ้าก้อง ไปส่งน้องๆ กลับบ้านได้แล้วไป” ย่าคำหอมหันไปสั่งคนที่ยังนั่งคีบหมูขึ้นกระทะอยู่คนเดียวไม่อิ่มแปร้เหมือนคนอื่น
“อีกเดี๋ยวได้ไหมจ๊ะ”
“ไม่ต้องแต่เลย ลุกเดี๋ยวนี้!” ยายบัว ยายแท้ๆ ของก้องหล้าบอกปัดทันที ก้องหล้าเลยต้องลุกขึ้นอย่างจำใจ แต่เด็กหญิงไข่หวานที่เพิ่งรู้ว่าใครจะไปส่งยกมือโบกไหวๆ ก่อน
“บ่เอาเด้อ บ่ให้อ้ายก้องไปส่ง” (ไม่เอานะ ไม่ให้พี่ก้องไปส่ง)
เพื่อนทั้งสองก็ไม่น้อยหน้า ต่างส่งเสียงกันถ้วนหน้า
“เค้าก็บ่เอา บ่ให้อ้ายก้องไปส่งเด้อ”
“มดแดงก็เหมือนกัน”
“ทำไมล่ะจ๊ะ พี่ก้องไปส่งก็ดีแล้วนี่” ฤทัยรักษ์ถามอย่างแปลกใจ เด็กๆ พากันส่ายหน้ายิก แต่ไม่มีใครตอบเธอเลย
แดนดินที่มองอยู่สักพักก็ลุกขึ้นบอก "ไปๆ อ้ายไปส่งเอง”
“เย้”
คราวนี้เด็กๆ กลับดีใจจนพากันกระโดดตัวลอย ก้องหล้าผู้ได้รับความลำเอียงเห็นแล้วเบะปากบอก “ย่านอิหยังกัน อ้ายไปส่งยังได้ฟังเพลงนำเด้อ เสียงอ้ายดีขนาดนี้ มาๆ สิฮ้องให้ฟัง” (กลัวอะไรกัน พี่ไปส่งยังได้ฟังเพลงด้วยนะ เสียงพี่ดีขนาดนี้ มาๆ จะร้องให้ฟัง) ว่าแล้วก้องหล้าก็ใช้ตะเกียบแทนไมค์ ยกขึ้นมาจ่อปากแล้วเริ่มร้องเพลงลูกคอเทพของตน “สเตตัสของโคนถืกถิ่ม น้องอ่านแล้วยิ๊ม แต่อ้ายนั่งไห้ เจ็บแท้น้อ...หัวจาย”
“...” ทุกคนยิ้มแห้งกับเสียงหลงคีย์ของเขา
ฤทัยรักษ์ได้คำตอบนาทีนี่เอง ชัดเจนแล้วว่าทำไมเด็กน้อยถึงไม่อยากให้ก้องหล้าไปส่ง
“ถ้าอ้ายดินบ่ไป กะให้เอื้อยหนูอุ่นไปส่งพวกเฮาได้บ่” (ถ้าพี่ดินไม่ไป ก็ให้พี่หนูอุ่นไปส่งพวกเราได้ไหมจ๊ะ) มดแมงน้อยโอดขอ ทั้งยังเข้าไปกอดขาฤทัยรักษ์เอาไว้แน่น
“เอ่อ...” คนถูกขออ้ำอึ้ง เธอไม่รู้จักบ้านของเด็กๆ นะ
ก้องหล้าพลันบอก “บ่ต้องไปกวนเอื้อยเพิ่น อ้ายก้องสิพาไปส่งเอง” (ไม่ต้องไปกวนพี่สาว พี่ก้องจะพาไปส่งเอง)
“บ่เอา!” สามแสบส่งเสียงขึ้นมาพร้อมกัน
เธียรวิชญ์ไม่ได้มีสีหน้าดีขึ้นเลย เพราะกำลังนึกถึงพระจันทร์อีกดวงของเขา พอเห็นคนสนิททั้งสองมองมาเป็นเชิงถาม จึงอดปรึกษาไม่ได้ “กูต้องทำไงวะ จันทร์ถึงจะเข้าใจว่ากูรักเขามากแค่ไหน”“แล้วที่นายหัวทำอยู่ มันไม่ดีเหรอครับ” เป็นภัทรชนม์ที่ถามกลับเธียรวิชญ์ส่ายหน้า “ถ้าดี จันทร์จะมีเวลาไปหาคนอื่นเหรอ”“อ้อ คุณจันทร์ไปหาคนอื่นนี่เอง”“เออ ทำไมไม่เอะใจบ้าง ว่าทุกอย่างที่กูทำบนเกาะนี้ก็เพื่อใคร ชื่อเกาะ ชื่อรีสอร์ต มันบอกทุกอย่างแล้วนี่นา กูแค่อยากให้จันทร์อยู่ในที่ปลอดภัยสักระยะแค่นั้นเอง ทำไมต้องประชดด้วยการควงคนอื่นด้วย เจ็ดปีที่ผ่านมากูยังไม่เคยควงใครประชดเลยสักคน พวกมึงก็เห็นๆ อยู่”“อ่า...” สองหนุ่มครางแล้วหันมาสบตากันเงียบๆ ก่อนภัทรชมน์จะเอ่ยขึ้น“ถ้าแฟนผมควงคนอื่นประชด ผมจะไปยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ทำให้เธอรู้ว่าคนที่เธอจะควงได้ต้องเป็นผมคนเดียว”“แสนดีจริงๆ ถ้าเป็นผมนะ จะตามไปจับมาปล้ำ เอาให้จำจนขึ้นใจว่าอย่าไปยุ่งกับใครหน้าไหนอีก” ชาติชายบอกด้วยสีหน้าขึงขังจนน่าหมั่นไส้“กูก็คิดเหมือนพวกมึง อยากจะเล่นใหญ่ให้จันทร์ไม่มีวันลืม แต่คนที่จันทร์ควงประชดกูดันเป็นตุ๊ดนะคะ!” เธียรวิชญ์เอ่ยอย่างอัดอ
สะเทือนวงการไฮโซ ทายาทนักธุรกิจใหญ่ควงไฮโซสาวโปรไฟล์เลิศดินเนอร์หรูวงในบอกว่าทั้งคู่จะมีข่าวดีเร็วๆ นี้“ข่าวดีพ่องมึงสิ!” คนถูกเพื่อนที่กรุงเทพฯ กระหน่ำส่งข้อความหากลางดึกสบถออกมาหน้าตาบูดบึ้ง เมื่อเห็นภาพหนุ่มหล่อสาวสวยนั่งยิ้มหวานให้กันอยู่กลางร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน หอมจันทร์ของเขาไปนั่งทำอะไรอยู่ตรงนั้น!ไม่รอช้า เธียรวิชญ์รีบกดหาเบอร์หญิงสาวในมือถือทันที แต่แล้วก็ต้องสบถออกมาอีกครั้ง เมื่อเสียงเรียกเข้ามันดังออกมาจากลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงเขานี่เองลืมไปว่าเขายังไม่ได้คืนโทรศัพท์ให้เธอ...ตืดๆตอนนั้นเอง มือถือพลันสั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้าพอดี ชายหนุ่มรีบก้มดูและชื่อที่โชว์บนหน้าจอก็ทำให้เขายิ้มออกทันที เพราะนอกจากหอมจันทร์ก็คงจะมีแต่คนนี้ ที่จะอธิบายเรื่องข่าวนี้แก่เขาได้“มึงโทรมาพอดีเลยตะวัน มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ ทำไมมีข่าวจันทร์หลุดออกมา น้องสาวมึงกำลังจะมีข่าวดีกับไอ้ตุ๊ดหน้าอ่อนนั่นเรอะ!” เขาเปิดฉากตวาดถามเสียงเขียวแบบอารมณ์มาเต็ม แต่เอกตะวันกลับถามกลับมางงๆ(“ตุ๊ดไหนวะ”)เธียรวิชญ์ไม่สนใจจะอธิบาย บอกเสียงเย็นเยียบ “มึงไม่ต้องถาม ตอบมาก็พอ ข
นายหัวหนุ่มทำใจอยู่นานกว่าจะยอมกดรับสายคุณชายเอกตะวัน “มึงยังอยู่ดีใช่มั้ยตะวัน?”(“อ้อ ยังอยู่ดีค่ะ”)"อุ้ย!" เธียรวิชญ์สะดุ้งยกโทรศัพท์ออกห่าง “จันทร์เองเหรอคะ”(“คนใจร้าย”)สามคำสั้นๆ เท่านั้นที่เธอต่อว่าด้วยน้ำเสียงแง่งอน ทำเอาเธียรวิชญ์นึกว่าตัวเองหูฝาด เพราะแม่คุณของเขาไม่น่าจะมาโหมดนี้ “จันทร์...สบายดีนะคะ”(“อย่ามาทำเป็นถามหน่อยเลย ทำไมทำกับจันทร์แบบนี้คะ บอกกันดีๆ ก็ได้”)“บอกแล้วจันทร์ก็ดื้อไง”(“ไม่ได้ดื้อสักหน่อย!”)คนที่อยู่ปลายสายกรีดเสียงแหวกลับมาจนหูเขาแทบแตก“จ้ะๆ ไม่ดื้อก็ไม่ดื้อ”(“พี่เธียร...”)“หืม” เขาขานตอบเสียงเบาพลางเดินไปยืนมองวิวนอกหน้าต่างที่เป็นท้องทะเลกว้างใหญ่ ขวางกั้นเขากับเธอไว้นับพันกิโลเมตร(“ตอนนี้ไม่มีจันทร์ให้พะวงอยู่ข้างหลังแล้ว ก็ช่วยรักษาตัวเองให้ดีด้วยนะคะ”)เธียรวิชญ์อุ่นไปทั้งใจกับคำสั่งอันอ่อนหวานนี้ “จันทร์ไม่ต้องห่วง พี่สัญญาเลย...”หม่อมราชวงศ์เอกตะวันรับโทรศัพท์มือถือของตนคืนด้วยสีหน้าอึ้งๆ เพราะจากประสบการณ์แล้ว น้องสาวไม่น่ายอมให้อภัยง่ายๆ แบบนี้ เขาหรี่ตาถามทันที “ไหนบอกจะไม่ปล่อยให้ลอยนวลไง”“จันทร์ก็ไม่ได้ปล่อยไปสักหน่อย แต่จะให้ชำ
ชั่วโมงต่อมาหม่อมราชวงศ์หอมจันทร์ก็ฝ่าวิกฤตรถติดและเลขาหน้าห้องเข้ามายืนสง่าอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของหม่อมราชวงศ์เอกตะวันอย่างสวยงาม“อธิบายมาค่ะ” เสียงหวานบอกสั้นๆ ตอนนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของพี่ชายเจ้าของห้องในสูทสีเทาเข้มพยายามทำหน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วโยนเผือกร้อนไปให้เธียรวิชญ์รับจบ “สั้นๆ นะจ๊ะ ไอ้เธียรบอกให้พี่ทำ”“หึ! เขาบอก พี่ก็ทำตาม ไม่คิดจะห้ามกันเลยเหรอคะ”“พี่ห้ามมันได้ที่ไหนเล่า”ปังหอมจันทร์ตบโต๊ะเสียงดังอย่างโมโห “พี่ชายห้ามพี่เธียรไม่ได้หรืออยากให้จันทร์กลับมาอยู่แล้วกันแน่ จันทร์ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพี่ชายกับพี่เธียรคิดอะไรอยู่ นี่ไม่ใช่สมัยกุรงศรีอยุธยานะคะ ที่ผู้หญิงต้องหลบอยู่ในบ้านตอนผู้ชายออกไปสู้รบจบศึก นี่มันยุคโลกาพัฒนาไปหาดาวอังคารแล้วค่ะ ผู้หญิงสามารถทำอะไรได้ดีพอๆ กับผู้ชาย ยืนข้างเขาได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร จันทร์ไม่ได้คิดจะไปจับปืนผาหน้าไม้กับเขาหรอกนะ แค่อยากช่วยคิด ช่วยแก้ไข ช่วยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ พี่กับเขากลับให้จันทร์มาอยู่ห่างเป็นพันกิโลแบบนี้”คุณชายตะวันแทบเก็กหน้านิ่งไม่อยู่ มือที่เงื้อขึ้นตบโต๊ะเมื่อกี้ เขานึกว่ามันจะฟาดเข้
หอมจันทร์เห็นท่าทางเคร่งเครียดของหนุ่มๆ แล้วถอนใจเอ่ย “ก่อนจะกังวลเรื่องวันข้างหน้า ช่วยดูแลวันนี้ให้ดีก่อนเถอะค่ะ สภาพของทุกคนตอนนี้ บอกเลยว่าดีกว่าขอทานหน่อยเดียวเอง รีบๆ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วหญิงสาวยังส่ายหน้ากับสภาพมอมๆ ของพวกเธียรวิชญ์“นั่นสิครับ ผมไม่โอเคกับเขม่าควันดำๆ นี่เลย” ชาติชายพยักหน้าเออออ แต่ดันถูกครรชิตแฉต่อหน้า“เมื่อก่อนมึงแทบไม่อาบน้ำเลยนะชาติ”“ตอนนี้ก็ไม่ค่อยอาบนะ” สุเมธร่วมวงซ้ำเติมชาติชายอีกคน ทำเอาหนุ่มหน้าใสถลึงตาใส่เพื่อน แต่เถียงไม่ออกสักคำเธียรวิชญ์ส่ายหน้าให้ลูกน้อง ขณะกำลังจะบอกให้พวกเขาไปอาบน้ำนอนกันได้แล้วนั่นเอง มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นเตือนว่ามีสายเรียกเข้า เมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามาก็เผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวหอมจันทร์ที่อยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าเขาก็ถามเสียงเบา “ใครโทรมาเหรอคะ”“ผู้กองมานพ”ชื่อนี้ทำให้ทุกคนหันมองเธียรวิชญ์เป็นตาเดียว นายหัวหนุ่มจึงกดรับสายและเปิดลำโพงให้ได้ยินพร้อมกัน “ว่าไงครับผู้กอง”(“ข่าวร้ายครับนายหัว”)“งานไม่สำเร็จเหรอผู้กอง” เธียรวิชญ์หรี่ตาถามกลับไปเสียงเข้ม(“เราพลาดครับ เรือที่นายหัวยงยุทธขับหนีไปพร้
ปัง!ตอนนั้นเองที่พวกมันยิงเฉียดมาที่ต้นไม้ที่เขาใช้กำบังอยู่ ก่อนจะตะโกนบอกพรรคพวก“รีบฝ่าออกไปจากทีนี่ให้เร็วที่สุด!”จากนั้นพวกมันก็ระดมยิงเพื่อฝ่าออกไป มีการแบ่งคนส่วนหนึ่งยิงคุ้มกันให้พวกที่แบกลังไม้ลงเรือ น่าเสียดายที่ฝ่ายยิงคุ้มกันไม่แข็งแกร่งพอ ถูกแมทธิวกับสุเมธจัดการไปมากกว่าครึ่งในเวลาสั้นๆเธียรวิชญ์ที่จับตามองอยู่ในเงามืดเห็นแบบนั้นก็ไม่อยากเสียเวลาเอาล่อเอาเถิดกับพวกมันอีก ยกปืนในมือเล็งไปยังที่ตัวหัวหน้าของพวกมันปัง!กระสุนพุ่งเข้าเจาะบริเวณไหล่ซ้ายของหมอนั่นอย่างจัง แรงจนตัวมันสะบัดเซไปทางหนึ่ง หมวกแก๊ปยังหล่นหาย เผยให้เห็นใบหน้าคุ้นตาในแสงจันทร์สลัวเธียรวิชญ์แสยะยิ้มมองมือขวายงยุทธที่ยืนกุมไหล่อยู่หน้าหาด “นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็คนกันเองนี่หว่า แผลนั่นถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับที่มึงกล้าบุกมาถิ่นกูแล้วกันนะ""มึง!""ไม่โกรธสิ รีบไสหัวกลับไปหานายหัวของมึงเถอะ ฝากบอกมันด้วยว่ากูขอให้โชคดีนะ”ขณะที่คนสนิทของยงยุทธยังระวังตัว ไม่คิดว่าเธียรวิชญ์จะปล่อยพวกตนไปง่ายๆ อย่างนี้ ทางด้านเธียรวิชญ์ก็สั่งให้คนถอนกำลังถอยร่นกลับเข้ามาบนเกาะแล้วที่เขาปล่อยพวกมันไปง่ายๆ ก็เพราะที่นี
คืนนั้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอกันที่เรือนเล็กของแดนดินหลังจากผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ให้ศีลให้พรแล้วสิ้นแล้ว จึงปล่อยให้บ่าวสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง เดินแถวออกจากห้องไปพักผ่อนที่เรือนใหญ่กันหน้าชื่นตาบานแดนดินขยับประชิดเจ้าสาวบนเตียงทันที ยิ้มหวานถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหนื่อยมากหรือ
ความจริงจากปากของแดนดินทำเอาฤทัยรักษ์ไปต่อไม่ถูกเลยครูนิ่มที่เธอเข้าใจว่าเป็นแฟนใหม่เขานั้นมีสามีเป็นตัวเป็นตนแล้ว สามีของอีกฝ่ายคือเพื่อนของแดนดินเอง ช่วงหลายวันก่อนอีกฝ่ายไปทำงานต่างจังหวัด เลยให้แดนดินคอยรับ-ส่งภรรยาระหว่างมาสอนพิเศษเด็กๆ ที่เรือนคำหอม พอกลับจากต่างจังหวัดก็มารับมาส่งภรรยาเองเห
ฝ่ายคุณชายหนุ่มไม่ได้สบถออกมา เพียงกัดฟันกรอดๆ อย่างแค้นใจ เขามอบมิตรภาพให้ มันกลับตอบแทนเขาด้วยการทำมิดีมิร้ายน้องสาวเขา เดิมทีเขาก็ไม่ชอบหน้าคนขี้เบ่งอย่างดนัยภพ แต่จำใจคบไว้เพื่อใช้งานในบางครั้ง“พี่ขอโทษนะหนูอุ่น” เขาบอกอย่างเสียใจจริงๆ “ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นคนแบบนี้ไปได้”ฤทัยรักษ์รีบส่ายหน้าบ
“ฉันขอโทษ” ฤทัยรักษ์ก้มหน้าสะอื้นไห้อย่างสุดจะกลั้น“เฮ้อ ไม่ต้องร้องๆ มันผ่านไปแล้ว และฉันก็จัดการมันแทนเธอไปแล้วด้วย” คนทนเห็นน้ำตาเธอไม่ได้ ก้าวขึ้นไปนั่งบนเตียง โอบกอดร่างบางไว้ด้วยท่าทางปลอบประโลม“จัดการ?” เสียงแหบเครือถามออกมางงๆ “จัดการยังไงคะ”“ฉันเอามันเข้าคุกไปแล้ว”ฤทัยรักษ์ได้ยินแล้วเง




![เด็กเลี้ยงคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 2/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


