Masukให้ตายสิ เขารู้สึกตื่นเต้นร้อนผ่าวไปทั้งกายได้อย่างไรเพียงแค่มองเธอ ผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นใช่จะสวยน้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ได้ทำให้เขาใจเต้นแบบนี้ เบนจิมินคิดอย่างขุ่นเคืองตัวเองและพาลโทษหญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุเสียเลย...
“พี่พราวขา นี่ค่ะน้องแองจี้ตั้งใจวาดให้พี่พราวเลยนะคะ” เด็กหญิงวิ่งไปหาหญิงสาวแล้วยื่นภาพวาดให้พี่เลี้ยงสาวคนสวยด้วยความตื่นเต้น
“สวัสดีตอนเย็นจ้ะ น้องแองจี้ให้พี่แพร เอ้ยพี่พราวหรือคะ สวยมากเลยค่ะ เก่งที่สุดเลย” ชนกวนันท์เอ่ยชมจากใจจริงเมื่อมองภาพในมือ
“ขอบคุณค่ะ น้องแองจี้ดีใจที่พี่พราวชอบ”
“เอาเป็นว่าน้องแองจี้อยู่กับพี่พราวก่อนนะคะ คุณลุงเบนจะต้องไปดูคนงานที่ผาดาหวัน... ฝากด้วยนะคุณพราว ขอบคุณมากที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้” ชายหนุ่มกล่าว มองใบหน้าหวานละมุนในกรอบเรือนผมบ๊อบหน้าม้านิ่งจนหญิงสาวรู้สึกหวิวๆ ชอบกลในใจ
“เอ่อ ค่ะ คุณเบนจามินไม่ต้องห่วงนะคะ” ชนกวนันท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงใจ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ใจแกร่งกระด้างไหววูบโดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเดินตึงๆ จากไปเหมือนโกรธเธอ ซึ่งมันทำให้ชนกวนันท์ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“พี่พราวขา เรามาวาดรูปกันค่ะ พี่พราวชอบวาดรูปไหมคะ” เสียงเด็กหญิงทำให้หญิงสาวหันมามองแล้วยิ้มให้
“พี่พราวชอบรูปวาดค่ะ แต่พี่พราววาดไม่เป็นพี่พราวถนัดทำขนมมากกว่า” ชนกวนันท์ตอบความจริง สำหรับเธอนั้นถนัดการทำขนมหรืออาหารมากว่า หากแต่ศรัญภัทรานั้นเก่งเรื่องงานศิลปะนัก
“จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้พี่พราวทำขนมให้น้องแองจี้ทานนะคะ”
“จ้า ด้วยความยินดีค่ะ..”
“พี่หนูนาคะ ทำไมน้องพราวติดต่อแพรไม่ได้เลย นี่มันจะสองวันแล้วนะคะ เรารีบกลับกันดีกว่าไหมคะ น้องพราวไม่อยากอยู่ร่วมงานเลี้ยงเลย ห่วงแพรอย่างไรไม่รู้” ศรัญภัทราเทียวกดโทรศัพท์มือระวิงเมื่อไม่สามารถติดต่อพี่สาวฝาแฝดได้ พี่หนูนาผู้จัดการสาวมองใบหน้าสวยที่ฉายแววร้อนใจนั้นด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน ความรักความผูกพันที่มีต่อสองสาวฝาแฝดนี้มันมากมายนัก มากกว่าคำว่าผู้จัดการส่วนตัวของศรัญภัทราเสียอีก...
“ได้จ้ะ พี่หนูนาก็ห่วงน้องแพรเหมือนกัน รู้สึกใจหายๆ ไงไม่รู้”
“ค่ะ เราไปกันเลยนะคะ” ว่าแล้วสองสาวต่างก็พากันเก็บของใช้เล็กน้อยลงกระเป๋าแล้วไปลาเจ้าของโปรเจคซึ่งว่าจ้างให้ศรัญภัทรามาเป็นนางแบบให้ แล้วทั้งสองก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ ทันที
“รถก็อยู่ที่บ้านนี่คะ แล้วแพรไปไหน..” เมือมาถึงบ้านพักหลังน้อยย่านชานเมืองศรัญภัทราก็เข้าบ้านโดยใช้ประตูหลังบ้าน พร้อมด้วยพี่หนูนาก็เข้ามาช่วยเธอสำรวจรอบๆ บ้านอย่างร้อนใจ แต่เมื่อพากันตามหาชนกวนันท์ทั้งบ้านแล้วก็กลับไร้วี่แวว อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ของเธอก็ยังอยู่ครบไม่มีชิ้นไหนสูญหาย บ้านก็ดูสะอาดสะอ้านไม่มีฝุ่นเกาะเหมือนได้รับการดูแลทำความสะอาดทุกๆ วัน
“มันแปลกมากเลย บ้านเหมือนมีคนอยู่ แต่เรากลับไม่พบแพร... พี่หนูนาคะหรือว่าแพรจะ...”
“ไม่เอาน่าน้องพราว อย่าเพิ่งคิดไปในทางร้าย บางทีน้องแพรอาจจะกำลังซื้อของอยู่ก็ได้” พี่หนูนาปลอบพร้อมกับโอบกอดร่างบางไว้
“แต่น้องพราวรู้สึกได้ว่าแพรไม่ได้อยู่ที่นี่ น้องพราวรู้สึกว่าแพรก็คิดถึงพราว แต่น้องพราวไม่รู้ว่าแพรอยู่ที่ไหน” ศรัญภัทรากลั้นน้ำตาไม่อยู่จริงๆ เธอทั้งสองคนไม่เคยแยกจากกันไปไกล ตลอดเวลาสิบสองปีที่ผ่านมาพวกเธอทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดและมีกันและกันเสมอ
“เอาเป็นว่าน้องพราวทำใจให้สบายก่อน เดี๋ยวพี่หนูนาไปสอบถามบ้านข้างๆ ให้ น้องพราวพักก่อนเถอะ” กล่าวจบพี่หนูนาก็เดินเปิดประตูหน้าบ้านออกไปกดกริ่งบ้านข้างๆ เพราะพี่หนูนานั้นเคยพูดคุยกับบ้านข้างๆ นั้นเป็นประจำยามที่มาที่นี่
ศรัญภัทราเดินไปเข้าครัวเล็กๆ เพื่อหาน้ำดื่มอย่างว้าวุ่นใจ แล้วสายตาของเธอจะสะดุดกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ติดอยู่กับประตูตู้เย็น มือบางหยิบมาดูทันที
“วันที่ สิบสี่ เก้าโมงเช้าไปส่งขนมที่บ้านทวีวัฒน์ภิรมย์... ขนมปังกรอบสองร้อยกล่อง”เธออ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นด้วยหัวใจที่ลิงโลด ใช่แล้ววันนั้นที่เธอกับพี่สาวคุยกันชนกวนันท์บอกเธอว่าจะไปที่นั่น หลังจากที่พี่สาววางสายแล้วเธอโทร. กลับมาย้ำให้พี่สาวกลับบ้านเร็วๆ อย่ามัวโอ้เอ้ซึ่งมันเป็นเรื่องปรกติของพวกเธอที่จะโทรศัพท์ถามไถ่ห่วงใยกันเสมอ
“บ้านนั้นเขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันเพราะเพิ่งกลับจากเยี่ยมญาติที่ระยอง เฮ้อ ทำไงดีล่ะนี่” พี่หนูนาเดินบ่นเข้ามา
“พี่หนูนาคะ น้องพราวรู้แล้วว่าจะไปตามหรือถามหาแพรได้ที่ไหน ที่นี่ไงคะ”
“บ้านทวีวัฒน์ภิรมย์... น้องพราว นั่นมันไม่ใช่บ้านตาสีตาสานะคะ”
ให้ตายสิ เขารู้สึกตื่นเต้นร้อนผ่าวไปทั้งกายได้อย่างไรเพียงแค่มองเธอ ผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นใช่จะสวยน้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ได้ทำให้เขาใจเต้นแบบนี้ เบนจิมินคิดอย่างขุ่นเคืองตัวเองและพาลโทษหญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุเสียเลย...“พี่พราวขา นี่ค่ะน้องแองจี้ตั้งใจวาดให้พี่พราวเลยนะคะ” เด็กหญิงวิ่งไปหาหญิงสาวแล้วยื่นภาพวาดให้พี่เลี้ยงสาวคนสวยด้วยความตื่นเต้น “สวัสดีตอนเย็นจ้ะ น้องแองจี้ให้พี่แพร เอ้ยพี่พราวหรือคะ สวยมากเลยค่ะ เก่งที่สุดเลย” ชนกวนันท์เอ่ยชมจากใจจริงเมื่อมองภาพในมือ “ขอบคุณค่ะ น้องแองจี้ดีใจที่พี่พราวชอบ” “เอาเป็นว่าน้องแองจี้อยู่กับพี่พราวก่อนนะคะ คุณลุงเบนจะต้องไปดูคนงานที่ผาดาหวัน... ฝากด้วยนะคุณพราว ขอบคุณมากที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้” ชายหนุ่มกล่าว มองใบหน้าหวานละมุนในกรอบเรือนผมบ๊อบหน้าม้านิ่งจนหญิงสาวรู้สึกหวิวๆ ชอบกลในใจ “เอ่อ ค่ะ คุณเบนจามินไม่ต้องห่วงนะคะ” ชนกวนันท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงใจ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ใจแกร่งกระด้างไหววูบโดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเดินตึงๆ จากไปเหมือนโกรธเธอ ซึ่งมันทำให้ชนกวนันท์ขมวดคิ้วอย่
“แล้วใครที่สำคัญกับเธอมากจนต้องพยายามจะติดต่อเขา หรือว่าเธอคิดไม่ซื่อจะโทร. หาตำรวจ” เขาพาลหาเรื่องด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก“ฉันไม่มีแฟนค่ะ” เธอตอบเสียงหนักแน่น ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตไร้กรอบแว่นหนาวาววับ“นึกว่าดาราดังอย่างเธอจะมีแฟนเยอะ หรือเปลี่ยนบ่อยๆ จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นแฟนเสียอีก”“นั่นมันคนอื่นค่ะไม่ใช่ฉัน..” หญิงสาวพยายามปกป้องชื่อเสียงของน้องสาวเมื่อชายหนุ่มทำเสียงเหยียดหยัน“เอาเป็นว่าเธออยากติดต่อใครเรื่องอะไรก็บอกฉันเดี๋ยวฉันจัดการเอง เอาล่ะในเมื่อเธอตกลงจะอยู่ที่นี่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาน้องแองจี้ที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้คนพาไปส่วนของใช้ทุกอย่างของเธอฉันเตรียมไว้ให้แล้วแบบที่เธอใช้ประจำไม่ต้องห่วงว่าทำงานกับฉันแล้วจะซอมซ่อหรอก”เขาพูดเองเออเองเสร็จสรรพโดยที่ชนกวนันท์ไม่มีโอกาสแย้ง หรือถ้าแย้งเธอคิดว่ามันก็เหมือนพูดกับลม ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับเขาสิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาอะไรรับประทานดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะตอนนี้เธอหิวเหลือเกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้องชนกวนันท์คิดอย่างมีสติ...ชนกวนันท์เดินตามคนของเขาซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนผิวดำคล้ำเข้าม
“แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณไม่ให้คนลักพาตัวฉันมาแบบนี้แน่ เพราะอะไรการมาเป็นพี่เลี้ยงน้องแองจี้ถึงได้สำคัญมากจนต้องลักพาดาราดังมาเป็นพี่เลี้ยงหลานของคุณ หากคุณไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงฉันจะบอกน้องแองจี้ว่าคุณลักพาตัวฉันมาโดยที่ฉันไม่เต็มใจมา” มันเป็นคำพูดที่ยาวที่สุด เท่าที่ชนกวนันท์เคยพูดกับคนอื่นนอกจากน้องสาวฝาแฝด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเขาหันมามองเธอเขม็งและนึกแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดออกไปได้แบบนั้น“ถ้าเธอบอกน้องแองจี้แบบนั้น เธอตายแน่ศรัญภัทรา”“ถ้าฉันตาย หลานสาวคุณแย่แน่ ดูก็รู้ว่าเธอป่วย คุณให้คนลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่เจรจาดีๆ กับฉัน” ชนกวนันท์สวมรอยเป็นน้องสาวทันที ถึงเธอจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่ก็ไม่โง่จนมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น เธออยากรู้ว่าน้องแองจี้เป็นอะไรและเธอสามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเธอแล้วการได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นสิ่งที่เธอจะไม่ลังเลเลยหากทำได้“โอเค.. เธอฉลาดมากศรัญภัทรา แต่ถ้าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมคงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันให้คนไปเสนองานนี้ให้เธอด้วยค่าจ้างท
“ได้เลยค่ะ น้องแองจี้ยินดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวอย่างยินดีและชี้นิ้วมาที่ตัวพร้อมกับบอกพี่สาวคนสวยที่เธอใฝ่ฝันอยากพบอย่างน่ารักจนคนที่คิดหวาดหวั่นนั้นคลายความกลัวลงแล้วรับแก้วน้ำขึ้นดื่มคลายความกระหาย หญิงสาวหันมามองเด็กหญิงแองจี้อย่างพินิจพิจารณา แล้วเธอก็พบว่า หนูน้อยสวมหมวกไหมพรมสีสดใสและสวมเครื่องช่วยฟังแบบแขวนหลังหูขนาดเล็กบางแนบไปกับใบหูเล็กๆ นั้น(เครื่องช่วยฟัง คือ อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความผิดปรกติทางการได้ยินตั้งแต่หูตึงจนถึงหูหนวก เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น ประกอบด้วย ไมโครโฟนเป็นตัวรับเสียง ตัวขยายเสียงให้ดังขึ้นคือเอมปริไฟร์มีทั้งแบบแบบดิจิทอลล์ แบบอนาลอกซึ่งมีอยู่สามแบบคือ แบบกล่องแบบแขวนหลังหูแบบใส่ในช่องหู)ซึ่งมันบ่งบอกว่าเด็กหญิงมีความพกพร่องทางการได้ยิน ใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเด็กน้อยทำให้ชนกวนันท์มีความรู้สึกว่าน้องแองจี้ป่วยและอาจจะป่วยมากด้วย หญิงสาวยิ้มให้เด็กหญิงบางๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตรมากขึ้น“ทีนี้จะตอบพี่พราวได้รึยังคะ ว่าพี่พราวอยู่ที่ไหน” เธอตัดสินใจเป็นศรัญภัทราด้วยความรู้สึกสงสารน้องแองจี้อย่างบอกไม่ถูก“ที่นี่คือเกาะดาหวันค่ะพี่พราวขา
ชนกวนันท์ขับรถออกมาจากคฤหาสน์หลังงามก็แวะซื้อแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ที่เธอจะใช้ทำขนมเย็นนี้ด้วยความสุข เพราะตอนนี้เท่ากับว่าเธอมีออเดอร์ขนมเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องออกไปติดต่อร้านค้าเพื่อส่งขนมแล้ว แต่เธอไม่มีโอกาสรู้เลยว่าบัดนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำขนมที่เธอรักอีกแล้ว เพราะใครบางคนกำลังจะพาเธอไปยังที่ไกลแสนไกล และที่นั่นจะทำให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล...ร่างบางเดินถือข้าวของพะรุงพะรังมายังรถยนต์คันเล็กโดยไม่สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามเธอมาตั้งแต่เธอออกมาจากบ้านทวีวัฒน์ภิรมย์ด้วยความหมายมาด หญิงสาวถอนหายใจเมื่อข้าวของทุกอย่างไปนอนอยู่ในเบาหลังรถยนต์คันเล็ก แล้วทันใดนั้นเองก็มีรถยนต์คันหรูติดฟิล์มหนามาจอดเทียบข้างๆ รถของเธอและผู้ชายในชุดดำ สวมแว่นสีดำก็เข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเธอก็ได้กลิ่นฉุนๆ ของอะไรสักอย่างและความรู้สึกสุดท้ายของเธอก็คือ ความมืดมิด...แสงศรมองร่างบางของหญิงสาวที่ไม่ได้สติอยู่เบาะหลังอย่างโล่งใจที่การปฏิบัติการในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดีเพราะหญิงสาวมาทำธุระในห้างสรรพสินค้าของเจ้านายของเขาเองการลักพาตัวหญิงสาวจึงเป็นเรื่องง่าย กล้องวงจรปิดไม่ทำงานในขณะที
“อะไรกันทำไมต้องเสียงดังเหมือนตะคอกเลย แพรแค่จะไปส่งขนมนะ ไม่ได้ไปรบที่ชายแดนใต้ ตัวก็ทำเสียงดัง ไปได้ แพรตกใจนะ”“ก็จะไม่ให้เสียงดังได้ไง นั่นมันไม่ใช่ตลาดหรือร้านค้าที่ตัวเคยไปส่งขนมนะแพร นั่นมันคฤหาสน์เลยนะ บ้านคนดังระเบิดเลยนะ แล้วคนดังขนาดนั้นเขาจะมาสั่งขนมของตัวทำไม อีกอย่างเราก็ไม่ได้เปิดหน้าร้านเสียหรูหราชื่อเสียงก็ไม่มี”ศรัญภัทราโวยมาตามสายเมื่อเธอพักระหว่างถ่ายแบบ ซึ่งยกกองมาทำงานกันที่หัวหิน หญิงสาวในชุดไทยสมัยรัชการที่เจ็ดหน้ามุ่ย ในขณะที่คนกำลังจะไปส่งขนมยิ้มร่าเพราะคราวนี้เธอได้เงินเกือบๆ หลักหมื่นเลยทีเดียว“ไม่เอาแล้วคุยกับพราวแล้วปวดหัวเสียงแหลมๆ แบบนี้หากแฟนละครได้ยินคงคิดว่าเป็นเสียงนางร้ายไม่ใช่นางเอกแน่ๆ เลย แค่นี้นะถึงบ้านลูกค้าแล้ว” ชนกวนันท์วางสายจากน้องสาวเมื่อขับรถยนต์คันเล็กของศรัญภัทราซึ่งเอามาให้เธอไว้ใช้ระหว่างที่ตนเองไปถ่ายแบบที่หัวหินมาถึงหน้าคฤหาสน์ทวีวัฒน์ภิรมย์พอดีประตูอัลลอยด์ลวดลางดงามก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับมีคนมาโบกรถให้เธอเข้าไปจอดในโรงรถกว้างใหญ่ซึ่งมีรถหรูหลายสัญชาติจอดเรียงกันราวกับโชว์รูมรถหรูราคาแพง“เชิญด้านนี้เลยค่ะคุณแพร คุณท่านรออยู่” หญิ







