Masuk“แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณไม่ให้คนลักพาตัวฉันมาแบบนี้แน่ เพราะอะไรการมาเป็นพี่เลี้ยงน้องแองจี้ถึงได้สำคัญมากจนต้องลักพาดาราดังมาเป็นพี่เลี้ยงหลานของคุณ หากคุณไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงฉันจะบอกน้องแองจี้ว่าคุณลักพาตัวฉันมาโดยที่ฉันไม่เต็มใจมา” มันเป็นคำพูดที่ยาวที่สุด เท่าที่ชนกวนันท์เคยพูดกับคนอื่นนอกจากน้องสาวฝาแฝด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเขาหันมามองเธอเขม็งและนึกแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดออกไปได้แบบนั้น
“ถ้าเธอบอกน้องแองจี้แบบนั้น เธอตายแน่ศรัญภัทรา”
“ถ้าฉันตาย หลานสาวคุณแย่แน่ ดูก็รู้ว่าเธอป่วย คุณให้คนลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่เจรจาดีๆ กับฉัน” ชนกวนันท์สวมรอยเป็นน้องสาวทันที ถึงเธอจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่ก็ไม่โง่จนมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น เธออยากรู้ว่าน้องแองจี้เป็นอะไรและเธอสามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเธอแล้วการได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นสิ่งที่เธอจะไม่ลังเลเลยหากทำได้
“โอเค.. เธอฉลาดมากศรัญภัทรา แต่ถ้าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมคงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันให้คนไปเสนองานนี้ให้เธอด้วยค่าจ้างที่มากกว่าการถ่ายแบบวับๆ แวมๆ ของเธอแต่ละครั้งด้วยซ้ำ แต่เธอก็ปฏิเสธซ้ำยังโทรมาโวยวายต่อว่าฉัน คนที่เป็นเจ้าของบริษัทซึ่งจ้างเธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้ด้วย เธอเป็นคนลืมง่ายขนาดนั้นเลยหรือ”
“แต่คุณก็ไม่น่าจะทำแบบนี้... และฉันก็ไม่ได้ถ่ายแบบวับๆ แวมๆ อย่างที่คุณพูดเลยสักนิด และมันก็ไม่ได้โป๊เหมือนถ่ายนู้ดเสียหน่อย แต่เรื่องที่คุณลักพาตัวฉันมา และหากคุณให้เหตุผลที่แท้จริง คุณก็คงไม่ต้องเป็นผู้ร้ายลักพาตัวใคร..” แม้ชนกวนันท์จะกระจ่างในต้นเหตุที่เขาลักพาตัวเธอมาแต่การที่เขากล่าวหาน้องสาวของตนก็ยอมไม่ได้เช่นกัน
“เอาเป็นว่าฉันจะบอกเหตุผลที่แท้จริงกับเธอก็ได้ หากมันจะทำให้เธออยู่ที่นี่โดยไม่ทำให้หลานของฉันรู้สึกว่าแกเป็นคนป่วยใกล้ตาย” เบนจามินพูดน้ำเสียงเย็นซึ่งมันทำให้หญิงสาวหน้าซีดเผือดลงทันที
“น้องแองจี้ป่วยหนักหรือคะ”
“ใช่ น้องแองจี้ป่วยหนัก เธอเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตั้งแต่ได้ขวบกว่าๆ ซึ่งฉันมารู้ทีหลังเมื่อแม่ของแกทิ้งแกไปแล้วปล่อยให้น้องแองจี้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพังโดยไม่กลับมาเหลียวแล แต่โชคดีที่พี่เลี้ยงของน้องแองจี้ฉลาดและเป็นคนดี รู้ว่าน้องแองจี้เป็นใครจึงจะพามาส่งให้ฉันดูแล แต่โชคร้ายระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารที่นั่งมาเกิดชนกับรถกับรถสิบล้อ พี่เลี้ยงน้องแองจี้บาดเจ็บสาหัส ทั้งสองถูกนำส่งโรงพยาบาลโดยที่น้องแองจี้ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลยเพราะพี่เลี้ยงของเธอโอบกอดเอาร่างบังกระจกที่แตกกระจายไว้ไม่ให้โดนน้องแองจี้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่อึดมากเธอยื้อชีวิตของตนเองจนพบฉันและเห็นว่าฉันมารับน้องแองจี้แล้วเธอจึงได้สิ้นใจ... แต่หลังจากที่ฉันเลี้ยงดูน้องแองจี้ได้สักพักก็พบถึงความผิดปกติทางการได้ยินของน้องแองจี้ อีกสามปีต่อมาน้องแองจี้ก็ล้มป่วยและหมอก็วินิจฉัยว่าแองจี้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันในเด็กระยะสุดท้าย...” กล่าวจบเขาก็นิ่งเงียบมองออกไปนอกหน้าต่างในขณะที่ชนกวนันท์น้ำตาซึมเพราะความสงสารเด็กหญิงผู้อาภัพ
(โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) หมายถึงภาวะที่เม็ดเลือดขาว กลายเป็นมะเร็งมีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างมากเกินไปจนร่างกายของเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และมีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องเซลล์มะเร็งเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเซลล์ทั่วไป)
“โอ ไม่จริง ทำไม... น้องแองจี้ยังเด็กนัก”
“ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอมาสงสารหรือเห็นใจน้องแองจี้ หากเธอไม่อยากทำหน้าที่นี้ด้วยใจจริงฉันก็พร้อมจะส่งเธอกลับ เพราะไม่รู้ว่าจะรั้งเธอให้อยู่ทำไมหากเธอไม่เต็มใจ” เขาหันมามองเธอด้วยประกายตาว่างเปล่า ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉยราวรูปปั้น
“ฉันไม่ได้ไม่เต็มใจ เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร... ฉัน เอ่อ ฉันเต็มใจจะอยู่เป็นพี่เลี้ยงให้น้องแองจี้นะคะแต่ฉันขอติดต่อทางบ้านและจัดการธุระส่วนตัวก่อนได้ไหม”
“ไม่ได้ หากเธอจะอยู่ที่นี่เธอจะต้องไม่ติดต่อกับใคร ส่วนเรื่องที่บ้านเธอไม่ต้องห่วงฉันให้คนจัดการแล้วเรียบร้อย รถของเธอก็อยู่ที่บ้าน มีคนคอยเฝ้าระวังบ้านของเธอให้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ต้องกลัวว่าสมบัติของเธอจะหายหรอกศรัญภัทรา หากระหว่างอยู่ที่นี่แล้วของในบ้านเธอหายฉันพร้อมจะชดใช้ให้”
“เผด็จการที่สุด ฉันแค่อยากติดต่อคนที่บ้านเท่านั้น เช่น... เอ่อ” หญิงสาวนึกไม่ออกว่าจะหาวิธีติดต่อบอกกล่าวให้ศรัญภัทรารู้ว่าเธออยู่ที่ไหนน้องสาวจะได้ไม่เป็นห่วงและเธอไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอไม่ใช่ศรัญภัทราเพราะกลัววาเขาจะส่งเธอกลับแล้วพาตัวน้องสาวเธอมาแทน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคงไม่ดีแน่ เพราะน้องแองจี้อาจจะมีเวลาไม่มากขนาดนั้น...
“เธอมีใครที่ต้องห่วง แฟนเธอหรือ...”
“ปละ เปล่าไม่ใช่”
ให้ตายสิ เขารู้สึกตื่นเต้นร้อนผ่าวไปทั้งกายได้อย่างไรเพียงแค่มองเธอ ผู้หญิงมากมายผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นใช่จะสวยน้อยกว่าหญิงสาวตรงหน้าแต่ไม่ได้ทำให้เขาใจเต้นแบบนี้ เบนจิมินคิดอย่างขุ่นเคืองตัวเองและพาลโทษหญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุเสียเลย...“พี่พราวขา นี่ค่ะน้องแองจี้ตั้งใจวาดให้พี่พราวเลยนะคะ” เด็กหญิงวิ่งไปหาหญิงสาวแล้วยื่นภาพวาดให้พี่เลี้ยงสาวคนสวยด้วยความตื่นเต้น “สวัสดีตอนเย็นจ้ะ น้องแองจี้ให้พี่แพร เอ้ยพี่พราวหรือคะ สวยมากเลยค่ะ เก่งที่สุดเลย” ชนกวนันท์เอ่ยชมจากใจจริงเมื่อมองภาพในมือ “ขอบคุณค่ะ น้องแองจี้ดีใจที่พี่พราวชอบ” “เอาเป็นว่าน้องแองจี้อยู่กับพี่พราวก่อนนะคะ คุณลุงเบนจะต้องไปดูคนงานที่ผาดาหวัน... ฝากด้วยนะคุณพราว ขอบคุณมากที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้แองจี้” ชายหนุ่มกล่าว มองใบหน้าหวานละมุนในกรอบเรือนผมบ๊อบหน้าม้านิ่งจนหญิงสาวรู้สึกหวิวๆ ชอบกลในใจ “เอ่อ ค่ะ คุณเบนจามินไม่ต้องห่วงนะคะ” ชนกวนันท์ตอบรับด้วยรอยยิ้มจริงใจ ซึ่งรอยยิ้มของเธอทำให้ใจแกร่งกระด้างไหววูบโดยไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มเดินตึงๆ จากไปเหมือนโกรธเธอ ซึ่งมันทำให้ชนกวนันท์ขมวดคิ้วอย่
“แล้วใครที่สำคัญกับเธอมากจนต้องพยายามจะติดต่อเขา หรือว่าเธอคิดไม่ซื่อจะโทร. หาตำรวจ” เขาพาลหาเรื่องด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก“ฉันไม่มีแฟนค่ะ” เธอตอบเสียงหนักแน่น ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตไร้กรอบแว่นหนาวาววับ“นึกว่าดาราดังอย่างเธอจะมีแฟนเยอะ หรือเปลี่ยนบ่อยๆ จนจำไม่ได้ว่าใครเป็นแฟนเสียอีก”“นั่นมันคนอื่นค่ะไม่ใช่ฉัน..” หญิงสาวพยายามปกป้องชื่อเสียงของน้องสาวเมื่อชายหนุ่มทำเสียงเหยียดหยัน“เอาเป็นว่าเธออยากติดต่อใครเรื่องอะไรก็บอกฉันเดี๋ยวฉันจัดการเอง เอาล่ะในเมื่อเธอตกลงจะอยู่ที่นี่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาน้องแองจี้ที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้คนพาไปส่วนของใช้ทุกอย่างของเธอฉันเตรียมไว้ให้แล้วแบบที่เธอใช้ประจำไม่ต้องห่วงว่าทำงานกับฉันแล้วจะซอมซ่อหรอก”เขาพูดเองเออเองเสร็จสรรพโดยที่ชนกวนันท์ไม่มีโอกาสแย้ง หรือถ้าแย้งเธอคิดว่ามันก็เหมือนพูดกับลม ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดกับเขาสิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาอะไรรับประทานดีกว่าเป็นไหนๆ เพราะตอนนี้เธอหิวเหลือเกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้องชนกวนันท์คิดอย่างมีสติ...ชนกวนันท์เดินตามคนของเขาซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนผิวดำคล้ำเข้าม
“แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ไม่อย่างนั้นคุณไม่ให้คนลักพาตัวฉันมาแบบนี้แน่ เพราะอะไรการมาเป็นพี่เลี้ยงน้องแองจี้ถึงได้สำคัญมากจนต้องลักพาดาราดังมาเป็นพี่เลี้ยงหลานของคุณ หากคุณไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงฉันจะบอกน้องแองจี้ว่าคุณลักพาตัวฉันมาโดยที่ฉันไม่เต็มใจมา” มันเป็นคำพูดที่ยาวที่สุด เท่าที่ชนกวนันท์เคยพูดกับคนอื่นนอกจากน้องสาวฝาแฝด หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเมื่อเขาหันมามองเธอเขม็งและนึกแปลกใจตัวเองที่สามารถพูดออกไปได้แบบนั้น“ถ้าเธอบอกน้องแองจี้แบบนั้น เธอตายแน่ศรัญภัทรา”“ถ้าฉันตาย หลานสาวคุณแย่แน่ ดูก็รู้ว่าเธอป่วย คุณให้คนลักพาตัวฉันมาเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่เจรจาดีๆ กับฉัน” ชนกวนันท์สวมรอยเป็นน้องสาวทันที ถึงเธอจะเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง แต่ก็ไม่โง่จนมองสถานการณ์ตรงหน้าไม่ออก เพียงแต่อยากรู้ความจริงเท่านั้น เธออยากรู้ว่าน้องแองจี้เป็นอะไรและเธอสามารถช่วยได้มากน้อยแค่ไหนสำหรับเธอแล้วการได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นสิ่งที่เธอจะไม่ลังเลเลยหากทำได้“โอเค.. เธอฉลาดมากศรัญภัทรา แต่ถ้าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมคงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วันฉันให้คนไปเสนองานนี้ให้เธอด้วยค่าจ้างท
“ได้เลยค่ะ น้องแองจี้ยินดีค่ะ” เด็กหญิงกล่าวอย่างยินดีและชี้นิ้วมาที่ตัวพร้อมกับบอกพี่สาวคนสวยที่เธอใฝ่ฝันอยากพบอย่างน่ารักจนคนที่คิดหวาดหวั่นนั้นคลายความกลัวลงแล้วรับแก้วน้ำขึ้นดื่มคลายความกระหาย หญิงสาวหันมามองเด็กหญิงแองจี้อย่างพินิจพิจารณา แล้วเธอก็พบว่า หนูน้อยสวมหมวกไหมพรมสีสดใสและสวมเครื่องช่วยฟังแบบแขวนหลังหูขนาดเล็กบางแนบไปกับใบหูเล็กๆ นั้น(เครื่องช่วยฟัง คือ อุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความผิดปรกติทางการได้ยินตั้งแต่หูตึงจนถึงหูหนวก เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น ประกอบด้วย ไมโครโฟนเป็นตัวรับเสียง ตัวขยายเสียงให้ดังขึ้นคือเอมปริไฟร์มีทั้งแบบแบบดิจิทอลล์ แบบอนาลอกซึ่งมีอยู่สามแบบคือ แบบกล่องแบบแขวนหลังหูแบบใส่ในช่องหู)ซึ่งมันบ่งบอกว่าเด็กหญิงมีความพกพร่องทางการได้ยิน ใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเด็กน้อยทำให้ชนกวนันท์มีความรู้สึกว่าน้องแองจี้ป่วยและอาจจะป่วยมากด้วย หญิงสาวยิ้มให้เด็กหญิงบางๆ ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตรมากขึ้น“ทีนี้จะตอบพี่พราวได้รึยังคะ ว่าพี่พราวอยู่ที่ไหน” เธอตัดสินใจเป็นศรัญภัทราด้วยความรู้สึกสงสารน้องแองจี้อย่างบอกไม่ถูก“ที่นี่คือเกาะดาหวันค่ะพี่พราวขา
ชนกวนันท์ขับรถออกมาจากคฤหาสน์หลังงามก็แวะซื้อแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ที่เธอจะใช้ทำขนมเย็นนี้ด้วยความสุข เพราะตอนนี้เท่ากับว่าเธอมีออเดอร์ขนมเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องออกไปติดต่อร้านค้าเพื่อส่งขนมแล้ว แต่เธอไม่มีโอกาสรู้เลยว่าบัดนี้เธอจะไม่มีโอกาสได้ทำขนมที่เธอรักอีกแล้ว เพราะใครบางคนกำลังจะพาเธอไปยังที่ไกลแสนไกล และที่นั่นจะทำให้ชีวิตอันสงบสุขของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล...ร่างบางเดินถือข้าวของพะรุงพะรังมายังรถยนต์คันเล็กโดยไม่สังเกตว่ามีใครอีกคนเดินตามเธอมาตั้งแต่เธอออกมาจากบ้านทวีวัฒน์ภิรมย์ด้วยความหมายมาด หญิงสาวถอนหายใจเมื่อข้าวของทุกอย่างไปนอนอยู่ในเบาหลังรถยนต์คันเล็ก แล้วทันใดนั้นเองก็มีรถยนต์คันหรูติดฟิล์มหนามาจอดเทียบข้างๆ รถของเธอและผู้ชายในชุดดำ สวมแว่นสีดำก็เข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วหลังจากนั้นเธอก็ได้กลิ่นฉุนๆ ของอะไรสักอย่างและความรู้สึกสุดท้ายของเธอก็คือ ความมืดมิด...แสงศรมองร่างบางของหญิงสาวที่ไม่ได้สติอยู่เบาะหลังอย่างโล่งใจที่การปฏิบัติการในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดีเพราะหญิงสาวมาทำธุระในห้างสรรพสินค้าของเจ้านายของเขาเองการลักพาตัวหญิงสาวจึงเป็นเรื่องง่าย กล้องวงจรปิดไม่ทำงานในขณะที
“อะไรกันทำไมต้องเสียงดังเหมือนตะคอกเลย แพรแค่จะไปส่งขนมนะ ไม่ได้ไปรบที่ชายแดนใต้ ตัวก็ทำเสียงดัง ไปได้ แพรตกใจนะ”“ก็จะไม่ให้เสียงดังได้ไง นั่นมันไม่ใช่ตลาดหรือร้านค้าที่ตัวเคยไปส่งขนมนะแพร นั่นมันคฤหาสน์เลยนะ บ้านคนดังระเบิดเลยนะ แล้วคนดังขนาดนั้นเขาจะมาสั่งขนมของตัวทำไม อีกอย่างเราก็ไม่ได้เปิดหน้าร้านเสียหรูหราชื่อเสียงก็ไม่มี”ศรัญภัทราโวยมาตามสายเมื่อเธอพักระหว่างถ่ายแบบ ซึ่งยกกองมาทำงานกันที่หัวหิน หญิงสาวในชุดไทยสมัยรัชการที่เจ็ดหน้ามุ่ย ในขณะที่คนกำลังจะไปส่งขนมยิ้มร่าเพราะคราวนี้เธอได้เงินเกือบๆ หลักหมื่นเลยทีเดียว“ไม่เอาแล้วคุยกับพราวแล้วปวดหัวเสียงแหลมๆ แบบนี้หากแฟนละครได้ยินคงคิดว่าเป็นเสียงนางร้ายไม่ใช่นางเอกแน่ๆ เลย แค่นี้นะถึงบ้านลูกค้าแล้ว” ชนกวนันท์วางสายจากน้องสาวเมื่อขับรถยนต์คันเล็กของศรัญภัทราซึ่งเอามาให้เธอไว้ใช้ระหว่างที่ตนเองไปถ่ายแบบที่หัวหินมาถึงหน้าคฤหาสน์ทวีวัฒน์ภิรมย์พอดีประตูอัลลอยด์ลวดลางดงามก็เปิดออกช้าๆ พร้อมกับมีคนมาโบกรถให้เธอเข้าไปจอดในโรงรถกว้างใหญ่ซึ่งมีรถหรูหลายสัญชาติจอดเรียงกันราวกับโชว์รูมรถหรูราคาแพง“เชิญด้านนี้เลยค่ะคุณแพร คุณท่านรออยู่” หญิ







