LOGIN03:30 น.
เสียงนาฬิกาปลุกจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าดังขึ้นแหวกอากาศ แม้ไม่ดังมากนักหากก็เพียงพอให้เจ้าของเครื่องซึ่งตื่นง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รู้สึกตัวจากการหลับไหลได้ไม่ยาก
เปลือกตาสีอ่อนกระพริบขึ้นลงเพื่อปรับให้เข้ากับความมืดที่ยังคงรายล้อมรอบตัว เรียวแขนเสลายื่นออกไปคลำหาสวิตช์ไฟตรงหัวเตียงหมายจะเปิดให้แสงสว่าง
ทว่าสิ่งแรกที่เข้ามาในครรลองสายตากลับไม่ใช่ที่ว่างข้างกาย แต่เป็นใบหน้าของใครบางคนที่จะว่าไม่รู้จักก็ไม่ใช่คุ้นเคยก็ไม่เชิง
เสี้ยววินาทีต่อมาความตื่นตะหนกก็แล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ ส่งผลให้อัตราการเต้นของอวัยวะดังกล่าวถี่ขึ้นจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก ดวงตาเรียวรียิ่งเบิกกว้างเมื่อได้เห็นสภาพเจ้าของใบหน้าที่ว่า
โดยเฉพาะรอยสักที่พาดผ่านไปทั้งแผ่นอกด้านซ้ายจรดข้อมือข้างเดียวกัน ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขามีเพียงผ้าห่มยับย่นปิดคลุมไว้เพียงส่วนล่างตั้งแต่ใต้สะดือลงไป
หญิงสาวเก็บสายตากลับมาย้อนมองตัวเอง และพบว่าไม่มีสิ่งใดไว้ปิดบังร่างกายแม้แต่อย่างเดียว นอกจากเส้นผมดำยาวที่ทิ้งตัวลงคลอเคลียกับหน้าอกอย่างหมิ่นเหม่
เธอยกฝ่ามือขึ้นปิดกั้นเสียงสะอื้นที่ตีตื้นมาพร้อมกับหยาดน้ำปริ่มขอบตา กระพริบเพียงครั้งเดียวน้ำทุกหยดก็เหมือนจะไหลบ่าลงมาจนเปียกชุ่มไปทั้งใบหน้า
•
แสงจากหลอดไฟที่รบกวนโสตประสาทรวมทั้งแรงกระตุกจากอะไรบางอย่างตรงแผ่นหลัง ยังผลให้คนหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวเริ่มรู้สึกตัว
ฉับพลันนั้นหน่วยตาของคนเพิ่งตื่นกลับลืมขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสำนึกสุดท้ายก่อนผล็อยหลับไปด้วยความเพลียจัด คือเขาไม่ได้นอนอยู่ในห้องตามลำพัง แต่หมดแรงหลับไปพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ประกอบกิจกรรมทางเพศกับเขามาตลอดทั้งคืน
ร่างสูงเด้งตัวลุกจากที่นอนเหมือนติดสปริง ทำให้คนที่กำลังปล้ำดึงผ้าห่มออกจากใต้ตัวเขาเสียหลักหงายหลังลงไปกองอยู่ที่พื้นด้านล่าง
คนตกเตียงส่งเสียงร้องโอดโอยจากแรงกระแทก บวกกับอาการเจ็บร้าวก่อนหน้าจากการต้องรับศึกหนักบนเตียงนานนับชั่วโมง
รามินทร์รีบถลาตามเสียงนั้นไป ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงคือหญิงสาวคนเดียวกับที่เขากำลังนึกถึงนั่นเอง
เธออยู่ในสภาพนอนแผ่กับพื้นข้างเตียง และโผล่มาให้เห็นแค่ลูกตาเท่านั้น ส่วนที่เหลือซุกใต้ผ้าห่มผืนหนาที่เธอเพิ่งดึงออกไปจากใต้ตัวเขาเมื่อครู่
“เจ็บมากมั้ย พี่ขอโทษ” ชายหนุ่มทำท่าจะก้าวลงมาช่วยพยุงคนที่ต้องเจ็บตัวเพราะเขา ทว่าฝ่าเท้ายังไม่ทันแตะพื้น คนเจ็บกลับตะโกนสั่งห้ามเสียงดังลั่น
“อย่าเข้ามา!” คนอยากช่วยชะงักกึกและถอยตัวกลับไปนั่งแปะลงบนเตียงตามเดิม ไม่ใช่เพราะเธอสั่ง แต่เพราะความสั่นเครือในน้ำเสียงนั่นต่างหากที่หยุดเขา
สุดท้ายความเป็นห่วงที่มีมากกว่า ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจชะโงกตัวไปดูอาการของเธอแทน โดยไม่สนแล้วว่าอีกฝ่ายจะทัดทานอะไรอีก
“น้ำมนต์…” คิ้วของรามินทร์ขมวดกันยุ่งยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของหญิงสาวนามว่าน้ำมนต์ เธอดูตื่นตระหนกกว่าที่ควรจะเป็น ราวกับเรื่องเมื่อคืนคือความผิดพลาดมหันต์อย่างไรอย่างนั้น
ชายหนุ่มสอดส่ายสายตาไปรอบห้อง เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติ กระทั่งสะดุดเข้ากับคราบสีแดงเล็ก ๆ บนที่นอนสีขาวในสภาพหาความเรียบเหมือนก่อนเข้าพักแทบไม่เจอ
ทำเอาเจ้าตัวต้องลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนเขาเผลอรุนแรงใส่หรือหนักกว่านั้นคือเธอไม่เคย แต่ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับหญิงสาวทั้งนั้น
กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงบ้านของเพื่อนสนิทได้ก็ปาเข้าไปดึกดื่นค่อนคืน จนลูกชายคนกลางถึงขั้นต้องโทร. ตาม“(คุณแม่หนีเที่ยวเหรอครับ ป๋าฝากถาม)” รังรองระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อได้ยินสามีเอ็ดลูกชายดังเข้ามาในสายว่า ‘เอ้า ไอ้ลูกคนนี้นี่มาโยนให้ป๋าซะงั้น’“ขอบใจมากนะรอง รบกวนซะดึกเลย” ผานิตเอ่ยกับเพื่อนสนิทเบา ๆ“ไม่เป็นไร แค่นี้เอง” รังรองส่ายหน้าพร้อมกับหันไปรับไหว้หญิงสาวอีกคนที่นั่งรถกลับมาด้วยกัน“หายไว ๆ นะลูก” เพื่อนของผานิตอวยพร ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนป่วยเป็นอะไร หากรังรองก็ไม่คิดจะละลาบละล้วง แค่ทำหน้าที่ขับรถส่งเพื่อนให้ถึงจุดหมายเท่านั้น“ขอบคุณคุณรังรองมากนะคะ” สองมือของมนสิชายกมือพนมไหว้เจ้าของรถอีกเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ตั้งแต่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา“คุณเคินอะไรกัน เรียกป้าเหมือนที่เรียกป้าผาก็ได้” รังรองท้วงขึ้นอย่างไม่ถือตัว“ค่ะ” คนเด็กสุดในรถเอ่ย ก่อนขยับตัวลงจากรถไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังมีอาการเวียนศีรษะอยู่บ้าง“(คุณแม่คุยกับใครครับ)” ลูกชายคนกลางที่คาสายอยู่ ถามกับมารดาเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังแว่วเข้ามา“หลานป้าผาไงลูก จำป้าผาได้มั้ย” คนปลาย
“หนูคงแปลกใจใช่มั้ย” ผานิตขยับเข้าใกล้คนป่วยอีกนิด “…ที่เห็นป้า” ความกังวลพาดผ่านนัยน์ตาของคนที่ผ่านโลกมามากกว่าครึ่งร้อย หญิงสูงวัยทาบมือตนเองกับหลังมือของมนสิชา หวังส่งผ่านความห่วงใยไปถึงคนเด็กกว่า อย่างน้อยท่านก็มองหญิงสาวตรงหน้าไม่ต่างจากลูกหลานคนหนึ่ง“…” มนสิชาจนในคำพูด เท่าที่สมองเบลอ ๆ ของเธอยังพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ มันดูประจวบเหมาะเกินกว่าจะเป็นแค่ ‘ความบังเอิญ’ ที่ผานิตกับเลขาฯ และเพื่อนสนิทของท่านได้มาเจอกับเธอในสถานที่แห่งนี้“อันที่จริงป้ารู้อยู่แล้วว่าหนูจะกลับมา เฟิงเขาฝากฝังให้ป้าช่วยดูว่าหนูถึงเมืองไทยเรียบร้อยดีรึยัง” มนสิชาไม่นึกโกรธสักนิดที่ได้ยินเช่นนั้น มีแต่จะเต็มตื้นไปด้วยคำขอบคุณในความเอื้อเฟื้อที่หลี่เฟิงมีให้เธอเสมอ หากว่าเมื่อครู่เธอฟื้นขึ้นมาโดยไม่มีแม้แต่คนคุ้นเคยคงทุกข์ใจยิ่งกว่า“หนู…ขอบคุณนะคะ…” หญิงสาวกล่าวเสียงเครือได้ไม่กี่คำก็ต้องหยุดลง ด้วยปวดแปลบไปทั้งอกใจจนไม่อาจเปล่งวาจา เพียงความเมตตาที่อีกฝ่ายยื่นมือมาคว้าเธอไว้ ขณะกำลังจมดิ่งลงในช่วงเวลาแห่งความมืดมิด กลับมีค่ายิ่งกว่าข้าวของเงินทองอย่างเทียบกันไม่ติดมนสิชาถูกความเครียดขรึมก
ปาณชีวาผลักประตูเดินเข้ามาด้านในคลินิกด้วยท่วงท่าสงบ ทั้งที่ภายในสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ พื้นที่สีขาวสะอาดสะอ้าน ด้านหน้ามีพนักงานต้อนรับสองคนกำลังส่งยิ้มมาให้อย่างสุภาพ แต่แล้ว“คุณคะ! คุณ! ได้ยินฉั– ว้าย!!” เลขาฯ ของผานิตที่ล็อกเป้าหมายไว้กับคนเดินนำเข้ามาก่อนแล้ว รีบพุ่งตัวตามเสียงหวีดร้องนั้นไปอย่างรวดเร็วกระทั่งหน่วยตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ เมื่อภาพในกรอบสายตาเธอตอนนี้คือร่างของมนสิชาในสภาพอ่อนปวกเปียก กำลังฟุบลงกับบ่าของพนักงานคนหนึ่งที่สังเกตเห็นความผิดปกติของหล่อนเข้าพอดีพนักงานอีกคนรีบปรี่เข้ามากันคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องให้ออกห่างรวมทั้งปาณชีวาด้วย ทว่า“ฉันเป็นญาติกับเธอค่ะ” เลขาสาวแอบอ้างทั้งยังสำทับเพิ่มเติมความน่าเชื่อถือไปอีกว่า “ไม่รู้เพลียเพราะนั่งเครื่องนานไปรึเปล่า พอดีเธอเพิ่งบินกลับจากฮ่องกงน่ะค่ะ” เพียงเท่านั้นปาณชีวาก็สามารถเข้าถึงตัวคนที่เพิ่งเป็นลมได้ในฐานะ ‘ญาติ’ ของเจ้าตัว•ล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ มนสิชาที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็ตื่นขึ้นมาบนเตียงผู้ป่วยของทางคลินิก นอกจากพยาบาลที่แวะเข้ามาดูอาการเธอแล้ว ยังมีหญิงสาวอีกคนที่เธอไม่เคยเห
ถัดจากนั้นไม่กี่ช่วงถนนรถทั้งสองคันที่ขับตามกันมาก็จอดสนิทที่หน้าโรงแรมสามดาวแห่งหนึ่ง ปาณชีวาตัดสินใจว่าจะตามมนสิชาเข้าไปในโรงแรมแห่งนั้นด้วย โดยฝากให้ประดิษฐ์ช่วยดูลาดเลาแถว ๆ ด้านหน้าที่พักไว้อีกทางเผื่อมีเหตุให้คลาดกันเห็นหญิงสาวร่างเล็กคว้าเป้จากเบาะนั่งออกมาสะพายไว้บนบ่า ก่อนจะปิดประตูรถตามหลัง และหมุนเท้าตรงไปยังประตูทางเข้าของตึกสี่ชั้นตรงหน้า ปาณชีวาก็ไม่รั้งรอให้เสียเวลา อย่างน้อยไปให้ทันตอนอีกฝ่ายเช็กอินเผื่อจะได้รู้ว่าหล่อนพักชั้นไหนก็ยังดีเลขาฯ ของผานิตแฝงตัวเข้าไปในคราบผู้เข้าพักเช่นเดียวกับมนสิชาเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต เลยทำให้เธอสืบทราบได้ว่าอีกฝ่ายพักอยู่ห้องไหน จากนั้นเธอก็จงใจจองห้องพักบนชั้นเดียวกันปาณชีวาต่อสายหาเจ้านายอีกครั้ง ขณะหันไปปิดประตูห้องที่จองได้เมื่อครู่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของมนสิชาพอดิบพอดี หน่วยตาเรียวรีแนบกับช่องตาแมวหลังบานประตูเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรบดบังทัศนวิสัยตรงหน้า“(ได้เรื่องมั้ยปูเป้)” สัญญาณรอสายดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ผานิตก็ตอบรับทันควันราวกับรออยู่“ค่ะ คุณม่อนเข้าพักที่โรงแรมxxค่ะ เป้ตามเธอมา เราอยู่ห้องตรงข้ามกันนี่เ
ปาณชีวาแยกกับเจ้านายที่สนามบิน โดยผานิตให้เลขาฯ ส่วนตัวกับคนขับรถตามมนสิชาไป ส่วนตัวเองโทร. หาเพื่อนสนิทที่นัดทานมื้อเย็นด้วยกันให้ช่วยส่งคนมารับนางตอนนี้แทนบ่ายคล้อยรถของปาณชีวาก็มาหยุดตรงหน้าคลินิกเอกชนแห่งหนึ่ง เยื้องกันกับรถแท็กซี่คันที่มนสิชานั่งมาจากสนามบิน เลขาฯ สาวเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อขนาดใหญ่แล้วให้สังหรณ์ใจแปลก ๆก่อนจะย้ายสายตากลับมาที่คนในรถคันข้าง ๆ อีกครั้ง โชคดีที่กระจกรถคันดังกล่าวไม่ได้ติดฟิล์มทึบ จึงพอจะสอดส่องท่าทีของผู้หญิงคนนั้นได้ถนัด“คุณผาบอกว่าคุณม่อนท้องอยู่ใช่มั้ยคะ” ปาณชีวาตัดสินใจโทร. ถามเจ้านายอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เมื่อเธอเพิ่งขอให้คนของผานิตช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกแห่งนี้ให้ และพบว่าที่นี่เป็นคลินิกเวชกรรมวางแผนครอบครัว หากมนสิชาท้องอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่หล่อนจะแวะมาที่นี่เพื่อ ‘ฝากครรภ์’ หรืออะไรเทือกนั้นแต่หากหญิงสาวไม่ได้มาเพื่อการนั้นล่ะ เพราะคลินิกดังกล่าวได้เปิดเป็นสถานบริการยุติการตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายด้วยเช่นกัน ปาณชีวาที่พอจะรับรู้ปมปัญหาของฝ่ายนั้นมาบ้างแล้วจากผานิตจึงอดตงิดใจไม่ได้“(มีอะไรเหรอปูเป้)” แผนที่ตั้ง รวมทั้งรูปถ่ายหน้า
จากที่ตั้งใจแค่จะ ‘แวะ’ เข้ามาที่ร้านเพื่อดูความเรียบร้อยตามที่สั่งงานเอาไว้ในขณะที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ โดยคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานก็กลับออกไป ทว่าพอเจอแบบนี้เข้าไป หลี่เฟิงจึงตัดสินใจหมกตัวอยู่ที่นั่นต่อยาว ๆRrrrr Rrrrr“ว่าไงครับป้าโจว” หลี่เฟิงแปลกใจเล็กน้อยที่แม่บ้านโทรศัทท์หาเขาในเวลานี้“(คุณอ้อนกำลังจะออกไปรับคุณแม่ของเธอที่สนามบินค่ะ)” ชายหนุ่มเพิ่งรู้ในนาทีนั้นเองว่าแม่ยายของเขามาที่นี่ ทำไมอรนุชไม่เห็นบอกกล่าวอะไรเขาเลย“(…ดูเหมือนคุณอ้อนจะให้แม่เธอมาช่วยจัดการเรื่องคุณม่อนน่ะค่ะ)” โจวบังเอิญไปได้ยินเข้าพอดีตอนที่อรนุชโทร. หามารดา หากก็ไม่มั่นใจนักว่า ‘จัดการ’ ในความหมายของอรนุชนั้นแฝงความนัยอะไรไว้หรือไม่ แต่ดูจากความสัมพันธ์ของสองพี่น้องในเวลานี้ ทำให้โจวไม่อาจคิดไปในทางที่ดีได้เลย“ป้าโจวช่วยไปเป็นเพื่อนเมียผมทีได้มั้ยครับ” ไม่ใช่แค่แม่บ้านคนสนิทที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอึมครึมระหว่างอรนุชกับมนสิชา หลี่เฟิงเองก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างด้วยเช่นกันบางทีเขาก็อยากให้มันเป็นแค่การคิดมากไปเอง กระนั้นปากอิ่มกลับสั่งการกับพี่เลี้ยงไปแล้ว ว่าให้ช่วยจับตาดูความเคลื่อนไหวของ







