LOGINเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ
“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท
“สวัสดีครับ คุณนานะ”
เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก
“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”
เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า
“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”
สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันที
บีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!
“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”
“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่ใช่เหรอคะ”
“ใช่ครับ คือ...พอดีเจ้านายผมอยากได้งานเร็วกว่ากำหนดน่ะครับ เพราะว่า...เอ่อ...มีเหตุฉุกเฉินบางอย่าง จำเป็นต้องใช้เพลงด่วนจริง ๆ ครับ”
น้ำเสียงตะกุกตะกักของชายหนุ่มทำให้อกิณานึกสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องรอให้ถึงวันกำหนดส่ง
“ถ้าอย่างนั้น นานะขอเวลาสักหนึ่งชั่วโมงนะคะ จะตรวจทานงานให้เรียบร้อยอีกครั้งแล้วรีบส่งให้ รบกวนคุณนัทส่งที่อยู่อีเมลของคุณนัทมาให้นานะด้วยค่ะ”
“ได้เลยครับ ผมจะรีบส่งให้ทันทีที่วางสาย ขอบคุณคุณนานะมาก ๆ เลยนะครับ ไม่อย่างนั้นผมแย่แน่”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวนานะส่งให้ตามเวลาที่บอกนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณนัท”
ทันทีที่วางสาย อกิณาก็รีบลุกพรวดจากเตียง เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานแล้วเปิดโน้ตบุ๊กทิ้งไว้ให้เครื่องเริ่มทำงาน ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัวอย่างเร่งรีบ
ขณะเดียวกัน ณัฐพลที่เพิ่งวางสายจากอกิณาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เอนหลังพิงเก้าอี้ทำงานด้วยความรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในที่สุดก็มีนักแต่งเพลงสักคนที่สามารถส่งงานให้เขาได้ทันเวลา
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าเขาจะโทรติดต่อใคร ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่สามารถส่งเพลงให้ได้ทันที บางรายถึงกับยืนยันว่าส่งงานให้พี่บีไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะตามกำหนดเดิมยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายวัน ใครจะไปคิดว่าจู่ ๆ จะมีคำสั่งให้เร่งส่งงานขึ้นมาแบบนี้
เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญต้องรายงาน ณัฐพลก็รีบลุกจากเก้าอี้แล้วตรงไปหาผู้เป็นเจ้านายทันที
“คุณอชิระครับ!” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า
“มีนักแต่งเพลงอิสระคนหนึ่งรับปากว่าจะส่งเพลงให้ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ครับ”
“อืม ขอบคุณมากครับ” อชิระพยักหน้ารับ ก่อนสั่งงานต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าได้รับเนื้อเพลงแล้ว ส่งให้ทางห้องอัดลองให้มินต์ร้องดูนะครับ พออัดเสร็จก็ส่งมาให้ผมฟังด้วย”
“ได้ครับ” ณัฐพลรับคำ ก่อนรีบออกจากห้องไปประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อทันที
“คุณเกียรติชัยครับ เรื่องนี้เราพอจะดำเนินคดีอะไรได้บ้างไหมครับ”
“จากหลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้ คงยากครับที่จะเอาผิดค่ายเพลง H” เกียรติชัยตอบตามตรง “อีกอย่าง เพลงที่ถูกขโมยไปก็ปล่อยออกมาเรียบร้อยแล้ว เรายังไม่มีหลักฐานที่จะสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนคุณบีที่ชิงลาออกไปก่อนก็ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ”
อชิระนิ่งไป สีหน้าครุ่นคิด
“ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ผมคงต้องพักไว้ก่อน ช่วงนี้คงต้องลงมาดูแลงานด้วยตัวเองให้มากขึ้น ทางค่าย H เล่นไม่ซื่อกับเราหลายเรื่องแล้ว ครั้งนี้ผมพลาดเองที่ไม่ทันระวัง”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีสัญญาศิลปินใหม่ที่ต้องรีบตรวจดู”
“ครับ ขอบคุณมากครับ”
เกียรติชัยค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนเดินออกจากห้องไป
เมื่อประตูปิดลง อชิระก็หันกลับมามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าอีกครั้ง
บนจอกำลังเล่นมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ของประกายดาว นักร้องสาวดาวรุ่งจากค่าย H ขณะที่ข้าง ๆ กันมีไฟล์โน้ตเพลงที่บริษัทของเขาเตรียมไว้สำหรับศิลปินในสังกัดเปิดค้างอยู่
ชายหนุ่มกวาดตามองตัวโน้ต ก่อนหันกลับไปฟังเพลงในวิดีโออีกครั้ง
ทั้งทำนองและเนื้อร้องตรงกันทุกอย่าง ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่ท่อนเดียว
เพลงที่ควรจะเป็นผลงานของค่ายเขา กลับถูกนำไปเผยแพร่ในนามศิลปินของค่ายคู่แข่งเสียแล้ว
ครั้งนี้เขาประมาทเกินไปจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าพนักงานที่ทำงานกับบริษัทมานานจะถูกซื้อตัว และนำผลงานที่ยังไม่เผยแพร่ออกไปให้คู่แข่งได้ถึงขนาดนี้
>>>>>>>>>>
เวลาเที่ยงวัน แสงแดดแผดจ้าจนแทบแผดเผาทุกสิ่งที่อยู่กลางแจ้ง ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ หญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อแขนยาว สวมหมวก แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัย กำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าตึกสูงแห่งหนึ่งย่านอโศก
อกิณามาถึงที่นี่ได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถพาตัวเองเดินผ่านประตูเข้าไปได้เสียที
หลายครั้งที่เธอรวบรวมความกล้าเดินตรงไปยังทางเข้า ทว่าพอใกล้จะก้าวผ่านประตู ความลังเลก็เข้าครอบงำจนต้องชะงักเท้า ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกมาทุกครั้ง
เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองเธอด้วยความสงสัย บางคนถึงกับเหลียวกลับมามองซ้ำ ก็อากาศร้อนเสียขนาดนี้ แต่หญิงสาวกลับสวมเสื้อแขนยาว แถมยังมีทั้งหมวก แว่นกันแดด และหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าเสียมิดชิด
ไม่แปลกเลยที่ใครต่อใครจะมองเธอราวกับเป็นตัวประหลาด
“ขอโทษนะครับ คุณผู้หญิงมาติดต่อใครที่ตึกนี้หรือเปล่าครับ” สมศักดิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอาคาร เดินเข้ามาสอบถามอกิณาด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ยังคงความสุภาพตามหน้าที่
“อ๊ะ!” อกิณาสะดุ้งเล็กน้อย เธอกำลังมัวแต่ลังเลว่าจะเดินเข้าไปดีหรือไม่ จึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนเข้ามาใกล้
“เอ่อ...คือว่าดิฉันมีนัดกับคุณณัฐพลที่ตึกนี้ค่ะ” หญิงสาวตอบพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย พยายามหลบสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“คุณณัฐพลอยู่แผนกไหนครับ” สมศักดิ์ถามต่อเพื่อให้แน่ใจว่าเธอมีนัดกับพนักงานในอาคารจริง ๆ
“น่าจะเป็นแผนกวางแผนมั้งคะ ปกติดิฉันติดต่อเรื่องงานกับคุณบีค่ะ แต่เห็นว่าเธอลาออกไปแล้ว คุณนัทก็เลยติดต่อมาเมื่อวาน บอกว่าอยากให้ดิฉันเข้ามาพบเพื่อคุยรายละเอียดงานเพิ่มเติมน่ะค่ะ”
พอได้ยินชื่อบี สมศักดิ์ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อวานนี้เขาเพิ่งได้รับคำสั่งจากทางอาคารว่า หากพบพนักงานชื่อบีพยายามกลับเข้ามา ให้ระงับการเข้าอาคารไว้ก่อน
“ถ้าอย่างนั้น เชิญติดต่อที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ได้เลยครับ แลกบัตรก่อนแล้วถึงจะขึ้นไปที่สำนักงานได้ครับ”
สมศักดิ์พูดพร้อมผายมือไปทางประตูอาคารอย่างสุภาพ แต่สำหรับอกิณาแล้ว ท่าทางนั้นแทบไม่ต่างจากการบอกกลาย ๆ ว่าเธอควรเข้าไปข้างในได้แล้ว
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนผ่อนออกมายาว ๆ แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในอาคารด้วยขาที่ยังสั่นเล็กน้อย
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนั้นไม่อาจขับไล่ความหม่นเศร้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องได้ โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงแสนเศร้ายังคงคลอเบา ๆ อยู่ในความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงฉันเคยคิดว่าความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเช่นนี้คงเป็นเพียงเพราะค่ำคืนที่ล่วงเลยจนดึกดื่นแต่คำโกหกหนึ่งคำ กลับนำไปสู่อีกคำโกหกไม่รู้จบคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเช่นเธอ...ฉันไม่อาจให้อภัยได้อา...เธอเลือนหายไปราวกับสายหมอกจากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยให้ฉันได้รู้ว่าเธออยู่แห่งหนใดฉันไม่อยากให้เธอมองว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้เมื่อหัวใจต้องเจ็บช้ำเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนฉันคงต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกครั้งความรักช่างเหมือนฝันร้าย...ที่ฉันอยากลืมเลือน...อกิณาหลับตาลง ปล่อยให้ท่วงทำนองและเนื้อร้องของเพลง คนโกหก ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้เพียงได้ยินอชิระเอ่ยชื่อเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ก็ราวกับมีใครนำมีดมากรีดลงบนบาดแผลเก่าที่เธอพยายามรักษามานานหลายปีความเจ็บปวดที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้
อกิณาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสบตากับอชิระที่เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ความคิดที่ล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันในทันที“ทางบริษัทต้องการเสนอสัญญาจ้างงานประจำให้คุณนานะครับ”เกียรติชัยซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของอชิระเอ่ยขึ้น พร้อมเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าหญิงสาว“ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญารักษาความลับที่ทางบริษัทเพิ่งปรับปรุงเนื้อหาใหม่ครับ ตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างและผู้รับจ้างอิสระ จะต้องลงนามในสัญญาฉบับใหม่ทั้งหมด”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คุณนานะค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจก่อนได้เลยนะครับ ผมติดกระดาษโน้ตไว้ตรงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะได้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น”เกียรติชัยส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตามแบบฉบับทนายความมากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คู่เจรจารู้สึกผ่อนคลาย แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาจะเป็นการโน้มน้าวให้หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาก็ตามอกิณาเปิดเอกสารตรงหน้าอ่านด้วยความมึนงง สมองของเธอยังไม่อาจประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เดิมทีเธอคิดว่าการมาบริษัทในวันนี้
ภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งเธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อนไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วยอกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพอกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารหญิงสาวหันไปทา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท“สวัสดีครับ คุณนานะ”เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันทีบีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่
“คุณอชิระครับ” เกียรติชัย ทนายความประจำตัวของอชิระ เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนคุณเกียรติชัยดึก ๆ แบบนี้” อชิระเอ่ยอย่างเกรงใจ“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เกียรติชัยตอบ ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ตอนนี้คู่กรณีอยู่ที่ไหนแล้วครับ”“ทางโน้นครับ”อชิระพยักพเยิดไปยังอีกมุมหนึ่งของโรงพัก ซึ่งมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ท่าทางยังมีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่บ้าง ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นทนายความของฝ่ายนั้นเกียรติชัยได้รับทราบเรื่องราวคร่าว ๆ จากอชิระมาก่อนแล้ว เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ได้รับรายงาน เขาเห็นว่าฝ่ายอกิณามีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย หากมีหลักฐานยืนยันว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายก่อเหตุจริง อีกฝ่ายก็อาจต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายด้วยซ้ำ“สวัสดีครับพี่!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ก่อเหตุรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนยกมือไหว้เกียรติชัยอย่างนอบน้อมเกียรติชัยยกมือรับไหว้“ผมชัยวัฒน์ครับ เป็นทนายความของคุณสุรศักดิ์ คู่กรณีในเรื่องนี้”ชัยวัฒน์แนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ เขารู้จักชื่
อกิณาเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปสองเก้าอี้ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับมานับตั้งแต่วินาทีที่อชิระหันมาสบตาเธอ หลังได้ยินเสียงเรียกชื่อที่หลุดออกจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว“ไทม์...”เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับเธออีกเลยตอนนั้นอชิระเพียงหันไปบอกอุ้ยว่าจะตามมาที่โรงพักด้วย พร้อมแจ้งว่าเขาโทรเรียกทนายความส่วนตัวให้มาช่วยดูเรื่องนี้แล้ว เผื่อจะมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้จากนั้นจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายเธอสักคำ“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไทม์สบายดีใช่ไหม”อชิระหันมามองหญิงสาวเต็มตา แววตาของเขามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนยากจะอ่านออก แต่สิ่งหนึ่งที่อกิณาสัมผัสได้ชัดเจนคือความขุ่นเคืองที่ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา“สิบปี หกเดือน สิบห้าวัน” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนพูดต่อ“นั่นคือเวลาทั้งหมดที่เราไม่ได้เจอกัน”อกิณาชะงักไปทันที เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องเขาจำได้แม่นยำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...ความคิดของเธอย้อนกลับไปยังวันสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันวันนั้นเธอกับอชิระมีงานออกรายการเพลงด้วยกัน หลังจบรายการ ชายหนุ่มขอคุยกับเธอตามลำพังในห้อง







