로그인อกิณาเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปสองเก้าอี้ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับมา
นับตั้งแต่วินาทีที่อชิระหันมาสบตาเธอ หลังได้ยินเสียงเรียกชื่อที่หลุดออกจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไทม์...”
เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับเธออีกเลย
ตอนนั้นอชิระเพียงหันไปบอกอุ้ยว่าจะตามมาที่โรงพักด้วย พร้อมแจ้งว่าเขาโทรเรียกทนายความส่วนตัวให้มาช่วยดูเรื่องนี้แล้ว เผื่อจะมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้
จากนั้นจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายเธอสักคำ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไทม์สบายดีใช่ไหม”
อชิระหันมามองหญิงสาวเต็มตา แววตาของเขามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนยากจะอ่านออก แต่สิ่งหนึ่งที่อกิณาสัมผัสได้ชัดเจนคือความขุ่นเคืองที่ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา
“สิบปี หกเดือน สิบห้าวัน” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนพูดต่อ
“นั่นคือเวลาทั้งหมดที่เราไม่ได้เจอกัน”
อกิณาชะงักไปทันที เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาจำได้แม่นยำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...
ความคิดของเธอย้อนกลับไปยังวันสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกัน
วันนั้นเธอกับอชิระมีงานออกรายการเพลงด้วยกัน หลังจบรายการ ชายหนุ่มขอคุยกับเธอตามลำพังในห้องแต่งตัว
“เราได้ข่าวว่านานะกำลังคบกับก้องเดชอยู่”
อชิระเปิดประเด็นถึงนักร้องหนุ่มจากค่าย H ที่เพิ่งร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง รักเธอสุดหล้า กับอกิณาในบทพระเอกนางเอก หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มีข่าวลือว่ากำลังสานสัมพันธ์กันนอกจอ
“อือ พวกเราคบกันอยู่” อกิณายอมรับตามตรงโดยไม่คิดปิดบัง เพราะเธอเห็นอชิระเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง จึงไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
“เขาไม่ใช่คนดีอย่างที่นานะคิดหรอกนะ คิดให้ดี ๆ”
“พี่เชนเป็นคนดีนะไทม์ นายต่างหากที่อคติกับเขามากเกินไป”
อกิณาแย้งทันที เธอเรียกก้องเดชด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนม ชายหนุ่มอายุมากกว่าเธอสองปี และตลอดเวลาที่ได้รู้จักกัน เขาก็ดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีนิสัยขี้เล่น ชอบพูดจาหยอกล้อจนทำให้เธอหัวเราะได้อยู่เสมอ
สำหรับอกิณาในเวลานั้น ก้องเดชจึงเป็นผู้ชายที่น่ารักและอยู่ด้วยแล้วมีความสุข เธอไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดอชิระถึงมองเขาในแง่ร้ายนัก
“คนดีอะไรกัน! เขาคบผู้หญิงตั้งหลายคน นานะคิดว่าจะตามทันเกมผู้ชายเจ้าชู้แบบนั้นได้ยังไง”
“พี่เชนบอกนานะแล้วว่าพวกนักข่าวเอาไปเขียนกันเอง เขายังโสด ไม่ได้คบกับใครทั้งนั้น”
“แล้วเธอก็เชื่อเขาเนี่ยนะ ทำไมถึงซื่อบื้อแบบนี้!”
“เอ๊ะ ไทม์! นี่นายจะมากไปแล้วนะ” อกิณาเริ่มไม่พอใจ “ที่พูดมาทั้งหมดนี่เพราะอยากกันท่าพี่เชนใช่ไหม เพราะนานะไม่ยอมรับรักนายใช่หรือเปล่า”
“มันคนละเรื่องกันเลยนะนานะ!” อชิระเถียงกลับทันควัน “ถ้าเขาเป็นคนดีจริง เราก็ยินดีด้วยที่นานะจะคบกับเขา แต่นี่เขาไม่ใช่คนดี ผู้ชายด้วยกันดูออก!”
“เลิกพูดเถอะ ยังไงนานะก็ตกลงคบกับพี่เชนไปแล้ว” เธอหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อราวกับต้องการให้อชิระเลิกคัดค้านเสียที
“อีกอย่าง นานะก็ช่วยออกเงินซื้อคอนโดให้พี่เชนแล้วด้วย เราสองคนวางแผนจะแต่งงานกัน”
“อะไรนะ!” อชิระมองหญิงสาวอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“นานะ! ทำไมเธอถึงโง่อย่างนี้!”
“ไทม์!”
“ผู้ชายคนนี้หลอกเอาเงินผู้หญิงมาหลายคนแล้ว เธอให้เงินเขาไปเท่าไหร่”
“ก็...ไม่ได้มากมายอะไร” อกิณาตอบอย่างอึกอัก “ยังไงพอแต่งงานกัน คอนโดนั้นก็จะเป็นบ้านของนานะกับพี่เชนอยู่ดี”
เธอเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้น
“ไทม์เลิกยุ่งเรื่องส่วนตัวของเราเถอะ”
“ยัยโง่เอ๊ย! นี่เธอไม่ฟังอะไรเลยใช่ไหม ก็บอกแล้วไงว่าเขาหลอกผู้หญิง คบซ้อนตั้งหลายคน!”
“พอได้แล้ว ไทม์!”
อกิณาขึ้นเสียงอย่างเหลืออด ความไม่พอใจที่สะสมมาตลอดการสนทนาปะทุขึ้นในที่สุด
“เราจะพูดกับนายเป็นครั้งสุดท้าย เราไม่ได้รักนาย ไม่เคยรัก และไม่มีวันรัก ไม่ว่านายจะตามตื้อเราอีกนานแค่ไหนก็ตาม!”
อชิระนิ่งงันไปชั่วขณะ
“เรารักพี่เชน” เธอย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เขาเป็นผู้ชายคนเดียวที่อยู่ในหัวใจเรา นายเข้าใจไหม!”
“นานะ! เธอนี่มัน...”
อชิระตะโกนเรียกชื่อหญิงสาวอย่างหัวเสีย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เธอก็ชิงตัดบทเสียก่อน
“ต่อไปนายไม่ต้องมาเจอเราอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ต่างคนต่างอยู่!”
พูดจบ อกิณาก็สะบัดหน้าเดินออกจากห้องแต่งตัวไปโดยไม่หันกลับมามอง
และอีกหกเดือนต่อมา เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลก็เกิดขึ้น
อกิณาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนดึงตัวเองออกจากความทรงจำ เธอไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวันนั้นอีก เพราะรู้ดีว่ามันมีแต่จะทำให้ความเศร้าหวนกลับมา
“แล้วตอนนี้นายแต่งงานหรือยัง มีลูกหรือยัง”
เธอเปลี่ยนเรื่องถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หวังเพียงจะทำให้บรรยากาศระหว่างกันผ่อนคลายลงบ้าง
“ถามทำไม เสียดายหรือไง”
อชิระหันมาสบตาเธอตรง ๆ แววตาคมยังคงจับจ้องใบหน้าหญิงสาวอย่างไม่ยอมหลบ
“ก็...แค่ถามเฉย ๆ” อกิณาตอบเสียงอ่อย ก่อนหลุบตาลงอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
มินตรา หรือมินต์ เปิดประตูห้องทำงานของอชิระเข้ามาหลังจากได้รับอนุญาตจากเลขานุการหน้าห้องเรียบร้อยแล้ว“สวัสดีค่ะ คุณไทม์”หญิงสาวยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม ผู้บริหารหนุ่มตรงหน้าคือคนสำคัญที่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตบนเส้นทางสายบันเทิงของเธอ“อืม...นั่งก่อนสิ”อชิระเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนพยักพเยิดไปทางชุดโซฟารับแขกกลางห้อง ซึ่งณัฐพลนั่งรออยู่ก่อนแล้วมินตราเดินไปนั่งตามคำเชิญ ขณะที่อชิระลุกจากโต๊ะทำงานแล้วเดินมานั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเธอณัฐพลยื่นเอกสารชุดหนึ่งให้มินตรา ก่อนเริ่มอธิบายรายละเอียด“ในนี้เป็นรายชื่อรายการเพลงทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ รวมถึงช่องทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ที่เราจะเริ่มประชาสัมพันธ์กันตั้งแต่สัปดาห์หน้าครับ”
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนั้นไม่อาจขับไล่ความหม่นเศร้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องได้ โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงแสนเศร้ายังคงคลอเบา ๆ อยู่ในความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงฉันเคยคิดว่าความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเช่นนี้คงเป็นเพียงเพราะค่ำคืนที่ล่วงเลยจนดึกดื่นแต่คำโกหกหนึ่งคำ กลับนำไปสู่อีกคำโกหกไม่รู้จบคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเช่นเธอ...ฉันไม่อาจให้อภัยได้อา...เธอเลือนหายไปราวกับสายหมอกจากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยให้ฉันได้รู้ว่าเธออยู่แห่งหนใดฉันไม่อยากให้เธอมองว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้เมื่อหัวใจต้องเจ็บช้ำเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนฉันคงต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกครั้งความรักช่างเหมือนฝันร้าย...ที่ฉันอยากลืมเลือน...อกิณาหลับตาลง ปล่อยให้ท่วงทำนองและเนื้อร้องของเพลง คนโกหก ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้เพียงได้ยินอชิระเอ่ยชื่อเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ก็ราวกับมีใครนำมีดมากรีดลงบนบาดแผลเก่าที่เธอพยายามรักษามานานหลายปีความเจ็บปวดที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้
อกิณาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสบตากับอชิระที่เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ความคิดที่ล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันในทันที“ทางบริษัทต้องการเสนอสัญญาจ้างงานประจำให้คุณนานะครับ”เกียรติชัยซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของอชิระเอ่ยขึ้น พร้อมเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าหญิงสาว“ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญารักษาความลับที่ทางบริษัทเพิ่งปรับปรุงเนื้อหาใหม่ครับ ตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างและผู้รับจ้างอิสระ จะต้องลงนามในสัญญาฉบับใหม่ทั้งหมด”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คุณนานะค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจก่อนได้เลยนะครับ ผมติดกระดาษโน้ตไว้ตรงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะได้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น”เกียรติชัยส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตามแบบฉบับทนายความมากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คู่เจรจารู้สึกผ่อนคลาย แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาจะเป็นการโน้มน้าวให้หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาก็ตามอกิณาเปิดเอกสารตรงหน้าอ่านด้วยความมึนงง สมองของเธอยังไม่อาจประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เดิมทีเธอคิดว่าการมาบริษัทในวันนี้
ภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งเธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อนไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วยอกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพอกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารหญิงสาวหันไปทา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท“สวัสดีครับ คุณนานะ”เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันทีบีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่
“คุณอชิระครับ” เกียรติชัย ทนายความประจำตัวของอชิระ เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนคุณเกียรติชัยดึก ๆ แบบนี้” อชิระเอ่ยอย่างเกรงใจ“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เกียรติชัยตอบ ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ตอนนี้คู่กรณีอยู่ที่ไหนแล้วครับ”“ทางโน้นครับ”อชิระพยักพเยิดไปยังอีกมุมหนึ่งของโรงพัก ซึ่งมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ท่าทางยังมีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่บ้าง ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นทนายความของฝ่ายนั้นเกียรติชัยได้รับทราบเรื่องราวคร่าว ๆ จากอชิระมาก่อนแล้ว เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ได้รับรายงาน เขาเห็นว่าฝ่ายอกิณามีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย หากมีหลักฐานยืนยันว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายก่อเหตุจริง อีกฝ่ายก็อาจต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายด้วยซ้ำ“สวัสดีครับพี่!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ก่อเหตุรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนยกมือไหว้เกียรติชัยอย่างนอบน้อมเกียรติชัยยกมือรับไหว้“ผมชัยวัฒน์ครับ เป็นทนายความของคุณสุรศักดิ์ คู่กรณีในเรื่องนี้”ชัยวัฒน์แนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ เขารู้จักชื่







