Masukภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง
เธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้
แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อน
ไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วย
อกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน
“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ
“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพ
อกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคาร
หญิงสาวหันไปทางกล้องตัวเล็กที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์ แล้วยิ้มให้เล็กน้อยขณะเจ้าหน้าที่บันทึกภาพ
เมื่อขั้นตอนลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย ธนัญญาก็ส่งบัตรผู้มาติดต่อพร้อมสายคล้องคอให้เธอ
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ใช้บัตรนี้แตะผ่านประตูเข้าไปยังโถงลิฟต์ได้เลยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ” อกิณารับบัตรมาคล้องคอ ก่อนเตรียมเดินไปยังทางเข้าลิฟต์สำนักงาน
“คุณณัฐพลอยู่ชั้นยี่สิบห้าค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ” อกิณากล่าวขอบคุณ ก่อนเดินไปตามทางที่ธนัญญาแนะนำ ระหว่างนั้นเธอเดินผ่านสมศักดิ์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ แต่หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีของเขา
“พี่ญา ผู้หญิงคนเมื่อกี้สวยจังเลยค่ะ ขนาดไม่แต่งหน้านะ ผิวนี่ใสเป็นแก้วเป็นแสงเลย” ปานแก้วกระซิบกับธนัญญา พลางมองตามอกิณาที่เดินห่างออกไป
“สวยกว่าสมัยก่อนอีกนะ” เสียงของทิพย์สุดาดังแทรกขึ้นมา ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล หันมามองลูกน้องทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
“เอ๊ะ! พี่ทิพย์รู้จักผู้หญิงคนนั้นด้วยเหรอคะ” ปานแก้วถามอย่างประหลาดใจ
“อืม” ทิพย์สุดาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันกลับไปมองทางที่อกิณาเพิ่งเดินผ่าน รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า
“คุณนานะ...ดีใจด้วยนะคะที่ได้เห็นคุณกลับมาสดใสอีกครั้ง” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“พี่ทิพย์ เล่าให้หนูฟังหน่อยสิคะว่าเธอเป็นใคร” ปานแก้วขยับเข้ามาเกาะแขนผู้เป็นหัวหน้าอย่างออดอ้อน
“โน่น ไปถามพี่สมศักดิ์เองสิ ยืนตาโตอ้าปากค้างอยู่ตั้งนานแล้วนั่นน่ะ”
ทิพย์สุดาพยักพเยิดไปทางสมศักดิ์ ทำเอาปานแก้วรีบหันไปมองทันที
“พี่สมศักดิ์ก็รู้จักเธอด้วยเหรอคะ” หญิงสาวหันไปถามผู้จัดการแผนกรักษาความปลอดภัยด้วยความอยากรู้
สมศักดิ์หันมายิ้มให้ ก่อนตอบสั้น ๆ “ครับ” พูดจบ เขาก็เดินจากไปพร้อมฮัมเพลงเบา ๆ ทิ้งให้ปานแก้วยืนมองตามอย่างงุนงง
“อ้าว ไม่ตอบซะงั้น เดินหนีไปเลย พี่ทิพย์เล่าให้เป้ยฟังหน่อยซิ” ปานแก้วยังคงอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ สาวสวยขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่าเป็นดารานี่ก็คงมีคนคิดว่าใช่แน่นอน
“ไม่คุยแล้ว พี่มีงานต้องขึ้นไปข้างบนต่อ ถ้ามีเรื่องด่วนอะไรก็โทรตามนะ” ทิพย์สุดาพูดพลางเตรียมเดินออกไป แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมากำชับลูกน้องทั้งสองอีกครั้ง
“แล้วก็อย่าลืมเรื่องกฎระเบียบใหม่นะ ผู้มาติดต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนคุ้นเคยหรือคนที่เพิ่งมาครั้งแรก ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนให้ครบ ห้ามยกเว้นให้ใครเด็ดขาด เข้าใจไหม”
เธอมองหน้าธนัญญากับปานแก้วสลับกัน ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรื่องนี้ห้ามพลาดนะ ไม่อย่างนั้นอาจถูกลงโทษทางวินัย ดีไม่ดีถึงขั้นถูกไล่ออกเลยก็ได้”
“ได้ค่ะพี่” พนักงานประชาสัมพันธ์ทั้งสองพยักหน้ารับพร้อมกัน ต่างรู้ดีว่ากฎระเบียบใหม่มีความสำคัญเพียงใด โดยเฉพาะหลังจากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับบริษัทเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อเห็นว่าลูกน้องเข้าใจตรงกันแล้ว ทิพย์สุดาก็หมุนตัวเดินไปทางโถงลิฟต์ด้วยรอยยิ้ม ระหว่างทางเธอฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี บังเอิญเป็นเพลงเดียวกับที่สมศักดิ์เพิ่งฮัมขณะเดินจากไปก่อนหน้านี้
ปานแก้วมองตามอย่างสงสัย ก่อนหันมาถามธนัญญา
“พี่ญา ทำไมเพลงที่พี่ทิพย์กับพี่สมศักดิ์ฮัมถึงฟังคุ้น ๆ จังเลยคะ แต่เป้ยนึกไม่ออกว่าเพลงอะไร”
“เธออาจจะไม่รู้จักหรอก หรือไม่ก็เคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง เพลงนี้ออกมานานแล้วนะ นานจนพี่เองก็เกือบลืมไปเหมือนกัน” ธนัญญาตอบยิ้ม ๆ ก่อนพูดต่อ “สงสัยต้องกลับไปค้นมาฟังอีกสักรอบแล้วล่ะ”
“วันนี้พวกพี่แปลก ๆ กันนะคะ เป้ยไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
ปานแก้วบ่นอย่างงุนงง มองหน้าธนัญญาราวกับหวังว่าจะได้รับคำอธิบาย แต่กลับได้เพียงรอยยิ้มตอบมาเท่านั้น
<<<<<<<<<<
อกิณานั่งมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าจะได้พบเขาอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งเจอกันเมื่อสองวันก่อน
ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้นย้อนกลับมาในความทรงจำ
หลังจากอชิระขับรถมาส่งเธอถึงหน้าบ้าน เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอ อกิณาทำได้เพียงกล่าวขอบคุณ ก่อนเปิดประตูลงจากรถ
ตลอดทางจากโรงพักจนถึงบ้าน ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ
ความจริงเธออยากขอเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อเขาเอาไว้บ้าง ไหน ๆ ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน แต่พอเห็นท่าทีเย็นชาของอชิระ เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
ดูเหมือนว่าเขาจะยังโกรธเธออยู่ไม่น้อย แม้เรื่องราวระหว่างทั้งคู่จะผ่านมานานกว่าสิบปีแล้วก็ตาม
อกิณาก้าวลงจากรถด้วยท่าทางหงอยเหงา ก่อนหันกลับไปมองอชิระอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าเขายังคงนั่งนิ่ง ไม่คิดจะหันมามองเธอ หญิงสาวจึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไป
เมื่อวานนี้ เวลาประมาณหนึ่งทุ่ม อกิณาได้รับโทรศัพท์จากณัฐพล หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะเธอเพิ่งส่งงานที่ได้รับมอบหมายให้เขาไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า หรือว่าเพลงที่ส่งไปจะมีปัญหาอะไร?
“คุณนานะครับ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่โทรมารบกวนตอนค่ำ ไม่ทราบว่าตอนนี้สะดวกคุยไหมครับ”
“สะดวกค่ะ ว่าแต่งานที่นานะส่งให้เมื่อเช้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่! งานออกมาดีมากเลยครับ ขอบคุณคุณนานะมากจริง ๆ ช่วยให้ผมรอดตายไปได้เลย”
น้ำเสียงโล่งอกของณัฐพลทำให้หญิงสาวคลายความกังวลลงได้บ้าง
“เอ่อ...คือว่า...พรุ่งนี้ช่วงบ่าย คุณนานะสะดวกเข้ามาประชุมที่บริษัทไหมครับ พอดีทางเรามีงานเพิ่มเติมที่อยากคุยรายละเอียดกันต่อหน้า ถ้าจะให้ส่งข้อมูลทางอีเมลอย่างเดียว เกรงว่าจะไม่สะดวกน่ะครับ”
“เอ่อ...”
คราวนี้เป็นฝ่ายอกิณาที่อึกอักขึ้นมาบ้าง เธอยังไม่พร้อมจะกลับไปเผชิญหน้ากับสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต โดยเฉพาะอาคารแห่งนั้นที่เธอเคยเดินออกมาเมื่อเกือบสิบปีก่อน
“คืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่คุณนานะรับงานกับบริษัทมา ส่วนใหญ่พี่บีจะนัดคุยงานข้างนอก แล้วก็รับส่งงานกันทางอีเมลใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ”
“แต่ตอนนี้บริษัทมีนโยบายใหม่ครับ นักแต่งเพลงทุกคนต้องเข้ามาพูดคุยรายละเอียดงานที่บริษัทโดยตรง แม้จะเป็นนักแต่งเพลงอิสระก็ตาม ผมหวังว่าคุณนานะจะสะดวกนะครับ เพราะถ้าไม่เข้ามา ผมเกรงว่าต่อไปอาจจะส่งงานให้คุณนานะไม่ได้อีก”
น้ำเสียงของณัฐพลฟังดูกังวลจนอกิณารู้สึกได้
เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจก็นึกถึงรายได้ที่อาจต้องสูญเสียไปหากไม่ยอมทำตามเงื่อนไขของบริษัท
“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ นานะจะเข้าไปพบที่บริษัทตอนบ่ายโมงนะคะ” หญิงสาวตอบรับเสียงอ่อย ทั้งที่ยังไม่อยากกลับไปเหยียบสถานที่แห่งนั้นเลยสักนิด
เอาวะ สู้เพื่อเงิน! ไม่งั้นอดตายกันพอดี ไปก็ไปวะ!
“จริงนะครับ! ขอบคุณมากครับคุณนานะ แล้วพบกันพรุ่งนี้ครับ!”
พูดจบ ณัฐพลก็รีบวางสายทันที ราวกับกลัวว่าหากปล่อยให้เธอคิดนานกว่านี้ หญิงสาวอาจเปลี่ยนใจปฏิเสธเอาได้
“ค่ะ...อ้าว!” อกิณายังไม่ทันกล่าวลา เสียงตัดสายก็ดังขึ้นเสียก่อน
“อะไรกัน วางสายไปเฉยเลย”
เธอมองหน้าจอโทรศัพท์อย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมณัฐพลถึงได้รีบร้อนขนาดนั้น
[บทที่ 4 ปะทะกันแล้วค่ะ ตามอ่านได้เลยค่ะ]
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนั้นไม่อาจขับไล่ความหม่นเศร้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องได้ โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงแสนเศร้ายังคงคลอเบา ๆ อยู่ในความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงฉันเคยคิดว่าความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเช่นนี้คงเป็นเพียงเพราะค่ำคืนที่ล่วงเลยจนดึกดื่นแต่คำโกหกหนึ่งคำ กลับนำไปสู่อีกคำโกหกไม่รู้จบคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเช่นเธอ...ฉันไม่อาจให้อภัยได้อา...เธอเลือนหายไปราวกับสายหมอกจากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยให้ฉันได้รู้ว่าเธออยู่แห่งหนใดฉันไม่อยากให้เธอมองว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้เมื่อหัวใจต้องเจ็บช้ำเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนฉันคงต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกครั้งความรักช่างเหมือนฝันร้าย...ที่ฉันอยากลืมเลือน...อกิณาหลับตาลง ปล่อยให้ท่วงทำนองและเนื้อร้องของเพลง คนโกหก ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้เพียงได้ยินอชิระเอ่ยชื่อเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ก็ราวกับมีใครนำมีดมากรีดลงบนบาดแผลเก่าที่เธอพยายามรักษามานานหลายปีความเจ็บปวดที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้
อกิณาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสบตากับอชิระที่เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ความคิดที่ล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันในทันที“ทางบริษัทต้องการเสนอสัญญาจ้างงานประจำให้คุณนานะครับ”เกียรติชัยซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของอชิระเอ่ยขึ้น พร้อมเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าหญิงสาว“ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญารักษาความลับที่ทางบริษัทเพิ่งปรับปรุงเนื้อหาใหม่ครับ ตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างและผู้รับจ้างอิสระ จะต้องลงนามในสัญญาฉบับใหม่ทั้งหมด”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คุณนานะค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจก่อนได้เลยนะครับ ผมติดกระดาษโน้ตไว้ตรงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะได้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น”เกียรติชัยส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตามแบบฉบับทนายความมากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คู่เจรจารู้สึกผ่อนคลาย แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาจะเป็นการโน้มน้าวให้หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาก็ตามอกิณาเปิดเอกสารตรงหน้าอ่านด้วยความมึนงง สมองของเธอยังไม่อาจประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เดิมทีเธอคิดว่าการมาบริษัทในวันนี้
ภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งเธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อนไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วยอกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพอกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารหญิงสาวหันไปทา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท“สวัสดีครับ คุณนานะ”เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันทีบีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่
“คุณอชิระครับ” เกียรติชัย ทนายความประจำตัวของอชิระ เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนคุณเกียรติชัยดึก ๆ แบบนี้” อชิระเอ่ยอย่างเกรงใจ“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เกียรติชัยตอบ ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ตอนนี้คู่กรณีอยู่ที่ไหนแล้วครับ”“ทางโน้นครับ”อชิระพยักพเยิดไปยังอีกมุมหนึ่งของโรงพัก ซึ่งมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ท่าทางยังมีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่บ้าง ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นทนายความของฝ่ายนั้นเกียรติชัยได้รับทราบเรื่องราวคร่าว ๆ จากอชิระมาก่อนแล้ว เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ได้รับรายงาน เขาเห็นว่าฝ่ายอกิณามีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย หากมีหลักฐานยืนยันว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายก่อเหตุจริง อีกฝ่ายก็อาจต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายด้วยซ้ำ“สวัสดีครับพี่!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ก่อเหตุรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนยกมือไหว้เกียรติชัยอย่างนอบน้อมเกียรติชัยยกมือรับไหว้“ผมชัยวัฒน์ครับ เป็นทนายความของคุณสุรศักดิ์ คู่กรณีในเรื่องนี้”ชัยวัฒน์แนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ เขารู้จักชื่
อกิณาเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปสองเก้าอี้ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับมานับตั้งแต่วินาทีที่อชิระหันมาสบตาเธอ หลังได้ยินเสียงเรียกชื่อที่หลุดออกจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว“ไทม์...”เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับเธออีกเลยตอนนั้นอชิระเพียงหันไปบอกอุ้ยว่าจะตามมาที่โรงพักด้วย พร้อมแจ้งว่าเขาโทรเรียกทนายความส่วนตัวให้มาช่วยดูเรื่องนี้แล้ว เผื่อจะมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้จากนั้นจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายเธอสักคำ“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไทม์สบายดีใช่ไหม”อชิระหันมามองหญิงสาวเต็มตา แววตาของเขามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนยากจะอ่านออก แต่สิ่งหนึ่งที่อกิณาสัมผัสได้ชัดเจนคือความขุ่นเคืองที่ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา“สิบปี หกเดือน สิบห้าวัน” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนพูดต่อ“นั่นคือเวลาทั้งหมดที่เราไม่ได้เจอกัน”อกิณาชะงักไปทันที เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องเขาจำได้แม่นยำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...ความคิดของเธอย้อนกลับไปยังวันสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันวันนั้นเธอกับอชิระมีงานออกรายการเพลงด้วยกัน หลังจบรายการ ชายหนุ่มขอคุยกับเธอตามลำพังในห้อง







