LOGINและในเวลากว่าสองเดือนที่เธอเทียวเข้าออกบริษัทของไตรฉัตร หลังจากโครงการเริ่มก่อสร้าง จนคุ้นเคยกับน้องๆ ที่บริษัทเขาไปโดยปริยาย วันนี้เธอมาประชุมช่วงบ่าย และทุกครั้งเธอก็จะไม่เคยลืมหิ้วขนมอร่อยๆ มาฝากน้องๆ ด้วย
"ไม่เห็นมีของเราเลย" "ฉันก็เห็นเลขานายจัดมาเสิร์ฟให้ทุกที" คนถามหาขนมทำจมูกยู่ใส่เธอ เอนตัวพิงโซฟาในห้องทำงานพลางแหงนหน้าขึ้นคงจะเพราะเมื่อยคอ เพราะกว่าจะประชุมเสร็จก็เกือบสองทุ่ม "คุณแตง บอกพวกน้องๆ เดี๋ยวผมพาไปเลี้ยงข้าวนะ" เขาโทรศัพท์บอกเลขา แล้วก็หันมาทางเธอ "เดี๋ยวไปกับเราดีกว่าได้ไม่ต้องขับรถ" "ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปเองสะดวกกว่า" "กฎของที่นี่ ปาร์ตี้ห้ามเมาแล้วขับ" "ฉันไม่ใช่พนักงานนายนะ" "ตอนนี้เธอทำงานให้บริษัทฉันอยู่" เหมือนแพรได้แต่กลอกตารับสภาพ ร้านอาหารกึ่งผับอยู่ถัดจากอาคารสำนักงานมาเพียงไม่กี่ซอย เลขาสาวจัดแจงจองโต๊ะวีไอพีชั้นสอง เพราะรู้ว่าเจ้านายไม่ชอบคนพลุกพล่านเบียดเสียดเต้นแร้งเต้นกาข้างๆ เพราะยังเป็นช่วงเวลาหัวค่ำ คนจึงยังไม่ค่อยมี พวกน้องๆ เลยจัดการเติมพลังกันก่อนเพราะแต่ละคนดูท่าจะหิวเพราะเลยเวลาอาหารเย็นมาพอสมควร เหมือนแพรถูกจัดแจงให้นั่งอยู่ที่โซฟาตัวเดียวกับบอส คนตัวโตมีน้ำใจคอยตักอาหารใส่จานให้ จนเธอต้องหันไปบอกให้เขาหยุดตักเพราะเห็นจะกินไม่ทันแล้ว หลังจากเคลียร์อาหารจนเสร็จ เซตต่อไปจึงเป็นเพียงกับแกล้มเบาๆ พร้อมจิบไวน์ฟังเพลงบรรเลงเบาๆ แต่บางคนก็ขอเบียร์ เพราะเห็นจะไม่ถูกคอ พอเริ่มดึกผู้คนก็เริ่มทยอยเข้ามาในร้านจนเกือบเต็ม มีเพียงโต๊ะที่ถูกจองไว้ข้างๆ ที่ยังไม่มีใครมา เสียงเพลงจากฟังสบายก็เริ่มที่จะเสียงดังและจังหวะหนักขึ้นเรื่อยๆ เหมือนแพรขยับตัวยุกยิก ก่อนจะหันไปกระซิบบอกไตรฉัตรว่าจะไปห้องน้ำ "อะไรนะ" เขาก้มหน้าลงมาใกล้ๆ เธอเพราะไม่ได้ยินที่เธอพูด "จะไปห้องน้ำ" "เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน" เขาไม่ได้รอให้เธออนุญาต เมื่อเหมือนแพรลุกขึ้นเขาก็ลุกตามเดินไปพร้อมเธอ ในจังหวะที่ต้องสวนทางกับพนักงานที่ยกเหล้าถาดใหญ่มา เขาก็รั้งเอวเธอให้หลบไปอีกด้าน ยามที่สวนกับผู้คนตรงบันได มือใหญ่ก็ยังประคองเอวเธอไว้หลวมๆ จนเดินมาถึงทางแยกที่จะไปห้องน้ำ "อ้าวบี๋ มาเที่ยวหรือ" เหมือนแพรหันไปตามเสียงเรียก เมื่อรู้ว่าเป็นใครเธอก็ยิ้มให้ แล้วทำตาโตใส่ "อ้าวมอส มาทานข้าวกับน้องๆ บริษัทไตรน่ะ พอดีวันนี้มีประชุม" เหมือนแพรพูดเสียงดังกว่าปกติ พอให้มอสได้ยิน จึงทำให้คนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง แขนยังประคองเอวเธอไว้ได้ยินไปด้วย และสายตาของมอสก็มองเห็นมันเช่นกัน "ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ" เหมือนแพรรีบขอตัวออกมาก่อนเพราะเริ่มจะทนไม่ไหว เหมือนแพรเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว ไตรฉัตรยืนรอเธอตรงทางแยกเข้าห้องน้ำ เขายืนพิงผนังในท่าสบายๆ แต่เมื่อเห็นไอ้มอสเดินมาทางนี้เขาก็เอนตัวกลับมายืนขึ้นเต็มความสูง "สบายดีไหม" มอสไม่ได้ตรงไปที่ห้องน้ำ แต่เลี้ยวมาทางเขาที่ยืนรอเธออยู่ "อืม สบายดี" "ทำงานกับบี๋โอเคไหม กูไม่รู้ว่าเป็นบริษัทมึง ไม่งั้นไม่แนะนำให้บี๋รับงานหรอก กลัวมึงลำบากใจ" "ก็ไม่นี่ ยายนั่นก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น" "เห็นมึงกลับมาคุยกันได้ กูก็สบายใจหน่อย" "ต้องขอบคุณมึงเลยนะเนี่ย ที่ทำให้กูกับบี๋กลับมาคุยกันได้" เสียงทุ้มต่ำของไตรฉัตรเหมือนไม่ได้ขอบคุณอย่างที่พูดสักเท่าไหร่ "กลับมาคราวนี้ กูคิดว่าจะสานสัมพันธ์กับบี๋ใหม่" "พยายามเข้า..ไอ้เพื่อนรัก" ไตรฉัตรตบบ่ามอสเบาๆ สองสามครั้ง แล้วก็เดินชนไหล่ไอ้มอสออกมา เพราะเหมือนแพรเดินกลับออกมาพอดี "มอสนี่" เหมือนแพรถามไตรฉัตรที่เดินแยกออกมาหาเธอ "มันจะเข้าห้องน้ำน่ะ" เขาตอบเสร็จแล้วก็คว้าเอวเธอให้เดินกลับไปทางเก่า "ไม่มีคนแล้ว ไม่ต้องกอดก็ได้" เธอบ่นให้เขาเบาๆ พลางกระทุ้งข้อศอกใส่แขน "ใครเขาเรียกกอด อุตส่าห์ช่วยประคองไม่ให้ล้ม ไม่ให้ชนคนอื่น ยังจะมาว่า" พูดจบเขาก็ต้องรั้งให้เอวบางเข้ามาแนบชิดอีกครั้ง เพราะคนตัวเล็กมัวแต่หันหน้ามาพูดกับเขาจนเกือบจะชนพนักงานที่ยกกับข้าวมาเต็มถาด "เห็นไหมล่ะ" การกระทำของคนทั้งคู่ยังอยู่ในสายตาของคนที่เดินไปห้องน้ำแต่ไม่ได้คิดที่จะเข้า"เออ ไอ้ลูกคนนี้ของคุณไตรภพมันร้ายแฮะ" เสียงคุณสาโรจน์เอ่ยกับภรรยาตอนที่คุณสุพินวางสายจากลูกสาวไปแล้ว และได้รับรู้เรื่องราวที่ลูกสาวคนสวยโทรมารายงาน พร้อมทั้งอวดแหวนเพชรเม็ดใหญ่ให้ป๊ากับแม่ดู "อะไรกัน ยายลิน จะแต่งงานแต่งการไม่มาบอกป๊าก่อนเลยหรือไง" ในคราแรกผู้เป็นพ่อโวยวายเสียงเข้มดุลูกสาวไปทางโทรศัพท์ที่คุณสุพินเปิดวิดีโอคอล "ก็ไม่ใช่ป๊าหรือคะ ที่บอกที่อยู่ให้พี่พัฒน์น่ะ ไม่รู้แหละ ลินรับปากพี่พัฒน์ไปแล้ว" เมื่อโดนลูกสาวสวนกลับมา คุณสุพินได้แต่ยิ้มเยาะผู้เป็นสามี เพราะเกิดจะหวงลูกสาวขึ้นมาตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว แต่ท้ายที่สุดท่านก็ออกจะภูมิใจความใจเด็ด ใจนักเลง ของลูกชายคุณไตรภพคนนี้อยู่ไม่น้อย ข่าวการแต่งงานของไตรพัฒน์ที่บ้านบริรักษ์ไพศาล ถูกกระจายข่าวจากพี่ชายฝาแฝด คุณประไพรได้แต่ยกมือขึ้นทาบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ เพราะความระแคะระคายเรื่องหนูมิลินกับเจ้าพัฒน์ ทำให้ท่านแอบถามไตรคุณแม้จะไม่ได้รู้เรื่องตื้นลึกหนาบาง แต่ก็พอได้กลิ่นตุๆ อยู่บ้าง ตั้งแต่ครั้งที่ไตรคุณขอร้องให้โทรถามเรื่องหนูมิลินจากคุณสุพิน พอรู้เรื่องวันนี้คุณนายของบ้านออกจะโล่งอกไม่น้อย เพราะออกจะเกรงใ
แหวนเพชรเม็ดใหญ่ที่อยู่ก้นถ้วยรวมกับลูกเต๋าอีกสามลูก ดึงดูดสายตาเธอจนเธอแทบไม่รู้ว่าไอ้ลูกเต๋าพวกนั้นมันมีกี่จุดกันแน่ แถมอีกลูกมันยังเอียงเพราะทับวงแหวนสีเงินนั่นไว้ "ว้าวว" เสียงร้องของเจสซี่ กับเสียงของใครอีกหลายคนเริ่มฮือฮา ทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ เห็นเขาเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ที่สูงแค่เอว หยิบแหวนเพชรเม็ดใหญ่นั่นออกจากถ้วย เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าเธอ เขาก็คุกเข่าลงในท่าที่ไม่ว่าใครมองมาก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังคุกเข่าขอผู้หญิงตรงหน้าแต่งงาน "พี่พัฒน์" เสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบที่เอ่ยเรียก จนเธอไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินเสียงเบาหวิวของเธอไหม "พี่พัฒน์ ทำอะไรคะ ลุกขึ้นเถอะค่ะ" มธุรินเริ่มได้สติ หันซ้ายหันขวาเมื่อเริ่มเห็นมีคนสนใจหันมามองทางนี้เธอก็รีบบอกให้เขาลุกขึ้น ใบหน้าหวานแดงเถือกกว่าครั้งไหนๆ "Marry me please" น้ำเสียงอ่อนโยนของผู้ชายที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ในท่าที่เขาชูแหวนเพชรขึ้นมาอีกมือก็แบมือไว้รอรับฝ่ามือเล็กข้างซ้ายของเธอ "Say yes" เสียงเชียร์จากเจสซี่ดังขึ้น คนอื่นๆ ที่หันมายืนมองก็พร้อมใจกันส่งเสียเชียร์ จนมธุรินแทบจะทำตัวไม่ถูก เกือบอึดใจกว่าที่เธอจะตอ
ไตรพัฒน์หัวเราะเบาๆ ตอนที่คนตัวเล็กเสียงแหวขึ้นมา เขาจึงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด จับศีรษะเธอให้ซบที่อกเขาเอาไว้ เขารับรู้เสียงหัวใจของเธอที่เต้นรัว มันคงไม่ต่างอะไรจากเขา "พี่หยอกเล่น ไม่ทำอะไรจริงๆ ถึงจะอยากมากก็เถอะ" พอเขาเอ่ยบอกเธอจึงได้เงยหน้ามอง ดูว่าใบหน้าหล่อนั้นเชื่อได้อีกหรือเปล่า "แต่ขอนอนกอดไว้ได้ไหม" เสียงแผ่วเบาที่เอ่ยบอก ราวกับอ้อนวอนทำเธอใจอ่อน เธอจึงพยักหน้าตอบอยู่ที่อก "พี่คิดว่าจะไม่มีวันได้กอดลินอีกแล้ว" อยู่ๆ เธอก็น้ำตาไหลขึ้นมาเสียดื้อๆ และเขาคงจะรู้จากเสียงสูดน้ำมูกแม้เธอจะแอบทำเบาๆ แล้วก็ตาม เขาจับคางเธอเงยหน้าขึ้น เกลี่ยน้ำตาที่ข้างแก้มให้อย่างอ่อนโยน "ร้องไห้ทำไมคะ" ไร้คำตอบ มีเพียงอ้อมกอดจากเรียวแขนเล็กที่โอบกอดคนตัวใหญ่เอาไว้ แล้วเขาคงจะรับรู้ได้ "ต่อไปนี้น้ำตาของลิน จะไม่ใช่เพราะความเสียใจอีก พี่สัญญา" น้ำตาอีกหยดยังไหลออกมาเขาก็เช็ดออกให้อีกครั้ง "ยกโทษให้พี่ได้หรือยังคะ" "ค่ะ" เธอพยักหน้าให้เขาทั้งน้ำตา "เฮ่อ ปกติซีนแบบนี้พี่ต้องจูบนะ แต่ถ้าจูบตรงนี้มันไม่จบแค่จูบแน่" เสียงเขาถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างพยายามตัดใจ มธุรินเอ
มธุรินไม่ตอบ ได้แต่เงยหน้ามองเขาแล้วก็ออกแรงผลักอกแกร่งนั้นอีกที ผลก็ยังเหมือนเดิมเขาไม่ขยับไปทางไหน "หิมะก็ตกหนักแล้วด้วย พี่ขับรถกลับอันตรายนะ" เธอหันสายตาไปทางหน้าต่างบานเล็กเห็นหิมะโปรยปรายอย่างเขาว่า สีหน้าลังเลเล็กน้อย "พี่ขอนอนที่นี่เฉยๆ" เขาละคำว่า 'นอนด้วยกัน' ไว้ เพราะรู้ว่าเธอยังกลัว "สาบาน สัญญา อย่างลูกผู้ชายว่าวันนี้พี่จะไม่ทำอะไรลิน" พร้อมกับทำท่ายกมือขึ้นราวกับกำลังสาบานอย่างนั้นแหละ เธอมองหน้าเขาจ้องไปที่ดวงตาคมอย่างชั่งใจ กลัวอุบัติเหตุอย่างเขาว่าก็กลัว แต่เธอก็ยังกลัวเขาด้วย ที่สำคัญเธอกลัวใจตัวเองด้วยเช่นกัน เวลาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา กับแรงกายที่เธอสูญเสียไปมันไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด ยิ่งเขากลับมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เธอเช่นนี้ หัวใจที่เคยคิดว่าแห้งแล้งตายด้านไปแล้ว มันกลับยิ่งเต้นแรงกว่าเก่า มือที่ยกขึ้นทำท่าสัญญาสาบานเอาลงแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบของบางอย่างขึ้นมา เขายอมปล่อยเอวบางที่รั้งมาแนบชิดให้เป็นอิสระ จับมือเธอขึ้นมาแล้วก็ปลดนาฬิกาที่เธอใส่ออก สวมอีกเรือนเข้าไปแทน อีกเรือนที่เขาหยิบมาจากโต๊ะข้างเตียงนอนของเธอ เพราะตอนที่ถูกผลักเข้าห้องนอนอย
เป็นเช้าอีกวันที่อากาศยังเหน็บหนาวหิมะโปรยปรายแม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เย็นยะเยือกได้เช่นกัน รถสีดำคันหรูยังมาจอดรอเธอที่เดิมเหมือนเมื่อวาน จะแตกต่างก็วันนี้เขาลงมายืนรอนอกรถ เดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวนั้น เธอไม่ได้แปลกใจที่เห็นเขา แต่แปลกใจที่วันนี้หน้าตาเขาดูแปลกไป ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาคมคายกลับมาเกลี้ยงเกลาอีกครั้ง หนวดเคราเขียวครึ้มถูกโกนออกจนดูเขาเด็กลงกว่าเดิมเล็กน้อย ตอนที่เขาหันหน้ามารอยยิ้มมุมปากที่เธอเคยเห็นอยู่บ่อยๆ จนคุ้นตา เผยให้เห็นชัดเจนอีกครั้งตอนที่ริมฝีปากได้รูปไร้หนวดเคราบดบัง "มาอีกทำไมคะ" รอยยิ้มเมื่อครู่จางหายไปทันทีเมื่อเธอเอ่ยทักทายไม่เข้าหู "จะมาทุกวันนั่นแหละ" "ก็นั่นแหละค่ะ จะมาทำไม" "มาจีบสาวแถวนี้" ใบหน้าเรียบเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเปิดประตูรถให้เธอก็ยอมขึ้นไปนั่งแต่โดยดี เขามาจีบสาวแถวนี้อยู่เกือบสามสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่วันที่เจอกัน ในทุกวันก็จะมารับเธอไปส่งมหาวิทยาลัย พอเรียนเสร็จก็มารอรับไปส่งที่ร้านอาหารไทย พอตกดึกก็รอรับกลับบ้าน เป็นแบบนี้ทุกวัน บางวันเขาก็เข้าไปนั่งสั่งอาหารรอในร้าน บางวันก็นั่งรออยู่ในรถ ยังไม่เคยทิ้งเธอไ
"เลิกทำงานพาร์ตไทม์ได้ไหม" ไตรพัฒน์เอ่ยถามตอนที่เธอนั่งอยู่ในรถเขาอีกครั้ง ระหว่างทางกลับอะพาร์ตเมนต์ เขารอเธอจนถึงเวลาเลิกงาน "ไม่ได้หรอกค่ะ" "ทำไม เงินไม่พอใช้หรือ พี่ให้ลินได้" รอยยิ้มหยันเกิดขึ้นบนใบหน้าหวาน เขาเอี้ยวหน้ามามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันไปที่ถนน ไม่แน่ใจเขาจะทันเห็นสีหน้าแววตาของเธอในตอนนั้นไหม "ลินไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการเวลา" คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย ในตอนที่เธอเอี้ยวหน้าไปมองเขา "หมายความว่ายังไง" "คุณคงไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ" "ก็บอกพี่มาสิ" "ของแบบนี้มันบอกกันไม่ได้หรอก ต้องเจอกับตัวเองถึงจะรู้" เขาถอนหายใจใส่เธอ เธอก็เลยยิ้มเย็นให้เขาอีกที "พี่รู้ว่าลินโกรธพี่ แล้วพี่ก็รู้ว่าพี่ทำไม่ดีกับลินเอาไว้ เรียกว่าเหี้ยก็ได้เอ้า" "แล้วไงคะ" "ลินให้อภัยพี่ได้ไหม" "เห็นลินง่ายตลอดเลยนะคะ" น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของเธอ ทำเขาใจไม่ดี เธอคงโกรธเขาจนไม่อยากมองหน้ากันอีกเลย "พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น" "ขอบคุณนะคะที่มาส่ง" เธอเอ่ยขอบคุณเขาแล้วก็รีบลงจากรถ เขายังไม่ออกรถ เปิดกระจกรับไอหนาวจากหิมะที่เริ่มโปรยปรายอีกครั้ง นิ้วมือเรียวจึงจับที่ข







