เข้าสู่ระบบสัปดาห์ต่อมามัทรีเริ่มมาเก็บรายละเอียดการทำงานของโรงพยาบาลโชติภิวรรธตามที่ตกลงไว้กับราม หญิงสาววางแผนประเมินเวลาว่าการมาเก็บข้อมูลที่หน้างานจริงแค่หนึ่งถึงสองวันเธอก็น่าจะได้ข้อมูลเพียงพอ
มัทรีรู้มาว่าวันนี้รามมีเวรต้องลงตรวจที่แผนกออโธปิดิกส์ในโรงพยาบาลที่เขาทำงานประจำอยู่ หญิงสาวจึงค่อนข้างสบายใจที่จะไม่ต้องเจอหน้าชายหนุ่ม
และในขณะที่เธอบันทึกข้อมูลในไอแพด ลิลลี่แมวสีขาวตัวใหญ่ที่เธอเห็นวันก่อนในห้องประชุมเดินมาหาเธอ
'เมี๊ยว...'
มันไม่ได้เพียงร้องทักทายอย่างเดียว เจ้าก้อนสีขาวขนฟูยังใช้ลำตัวอวบอ้วนของมันถูไถไปมากับน่องของเธอด้วย มัทรีละสายตาจากหน้าจอในมือก้มลงดูเจ้าแมวเหมียวที่อยู่ใต้โต๊ะลูบหัวมันเบาๆ สัมผัสขนที่นุ่มนั้นอย่างพอใจ
“ชื่ออะไรน่ะเรา หิวเหรอ”
'เมี๊ยว' มันร้องตอบทำให้เธอยิ้มอย่างเอ็นดู
หญิงสาวอุ้มมันขึ้นมาวางบนตัก เจ้าแมวอ้วนใช้ลำตัวถูไถกับตัวเธอพร้อมกับร้องไปด้วย
“ลิลลี่อย่ากวนพี่เขาสิคะ พี่เขามาทำงาน” เสียงพนักงานในโรงพยาบาลแว่วมา มัทรีเงยหน้ายิ้มให้เธอ
“ชื่อลิลลี่เหรอคะ แมวของโรงพยาบาลรึเปล่ามาครั้งก่อนก็เจอ”
“ลิลลี่เป็นแมวคุณหมอต้นค่ะพี่มาศ คุณหมอรักมากเลย”
มัทรีได้ยินชื่อรามแล้วแทบอยากจะจับเจ้าก้อนสีขาวลงจากตัก แต่ก็ใจอ่อนตรงที่มันน่ารักมาก หญิงสาวลูบคางมันเบาๆ เจ้าลิลลี่เองก็ยื่นคอให้ปรนนิบัติราวกับรู้จักกันมานาน
“แล้วนี่เขาหิวรึเปล่าคะ” มัทรี่ถามต่อ
“ไม่หรอกค่ะ ลิลลี่มีของกินตลอดเวลา คุณหมอต้นเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา โน่นห้องอาหารค่ะมีคนให้ตลอด”
พนักงานชี้ไปทางห้องเตรียมอาหารว่างของเจ้านาย และในฐานะลูกสาวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล ลิลลี่ย่อมได้อภิสิทธิ์ใช้ห้องนั้นด้วยเช่นเดียวกับพ่อของนาง
“ปกติมันหยิ่งมากเลยนะคะคุณลิลลี่เนี่ย” พนักงานคนเดิมบอกพลางมองเจ้าแมวเปอร์เซียสีขาวที่ปกติไม่เข้าหาใครอย่างแปลกใจ เพราะมีแต่รามที่เคยอุ้มมันได้คนเดียว แม้แต่แม่บ้านที่คอยเทอาหารและน้ำให้เจ้าลิลลี่ยังไม่ให้อุ้ม
“จริงเหรอคะ เห็นมาหานึกว่าเฟรนลี่เสียอีก” มัทรีประหลาดใจตายังมองแมวตัวใหญ่บนตักอย่างไม่อยากเชื่อ
“จริงค่ะพี่ ปกติคุณลิลลี่เธอหยิ่งมากถ้าไม่ใช่หมอต้นก็ไม่ให้ใครอุ้มเลยค่ะ แล้วพูดจากับเขาถ้าเรียกไม่เพราะ ไม่คะขาก็ไม่หันด้วย” พนักงานสาวยืนยันทำให้มัทรีมองแมวบนตักอย่างเอ็นดูมากขึ้น ไม่รู้ว่าตอนนี้อิริยาบถของตนอยู่ในสายตาใครบางคนที่ยืนมองที่กรอบประตูห้อง
“ได้อะไรไปถึงไหนแล้ว” เสียงห้าวแทรกมาทำให้สองสาวและหนึ่งแมววงแตก
มัทรีมองรามแล้วงงว่าเขามาได้อย่างไร ไหนเขามีตรวจอีกที่ไม่ใช่หรือ เธอมองเจ้าแมวขาวที่กระโดดลงตักอย่างเร็วแล้วเดินนวยนาดไปหาพ่อของมันแบบน่าหมั่นไส้สุดแสน แหม... พอพ่อมาก็ไปทันทีไม่หันมามองใครเลยนะหล่อน
รามก้มตัวลงอุ้มลิลลี่ไว้แล้วเดินมาหาเธอ
“ผมเอาตัวเองมาให้คุณศึกษาดูงาน เมื่อเช้ามีลงตรวจโทษทีที่ไม่ได้อยู่รอต้อนรับ”
มัทรีฟังคำพูดของเขาแล้วรู้สึกว่ารามอาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษา เขาพูดอะไรให้ดูผิดเพี้ยนไปหมดดีที่พนักงานไม่อยู่ฟัง หญิงสาวปัดขนแมวที่ติดตามเสื้อออกเม้มปากไปด้วยพลางทักทายเขาตามมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณหมอรามเอาไว้ดิฉันขอมาเก็บข้อมูลต่อพรุ่งนี้ได้ไหมคะ วันนี้พอดีดิฉันมีธุระจะต้องกลับแล้ว” เธอยกข้อมือดูนาฬิกา ตอนนี้บ่ายสามเธอทำงานและเล่นกับแมวเพลินจนลืมเวลาว่าได้เวลาไปทำธุระ
“จะรีบกลับไปไหนยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลย ผมมีเรื่องอยากทำความเข้าใจด้วยเกี่ยวกับงานของคุณ เชิญคุณเข้าไปคุยกันในห้องก่อนดีกว่า”
เขาพูดแล้วเดินนำหน้าไปไม่รอให้เธอตอบรับหรือปฏิเสธ มัทรีจำต้องรีบเดินตามไปเพราะไม่รู้จะบ่นกับใครได้อีก
เธอเดินตามเขาเข้าไปในห้องที่มีป้ายติดที่ประตูว่า 'ผู้อำนวยการ' หญิงสาวก้าวเข้าไปผ่านประตูที่ถูกเปิดค้างไว้พลันต้องสะดุ้ง เมื่อประตูถูกปิดไม่เบามือพร้อมกับร่างสูงที่ก้าวเข้าประชิดถึงตัวแบบไม่ให้เวลาตั้งตัว
เธอจองตั๋วเครื่องบินทันทีจากนั้นบอกให้น้องสาวเตรียมตัวเก็บของเพราะว่าพรุ่งนี้จะออกจากบ้านแต่เช้ามืด มัทรีตัดสินใจเรียกแอพพลิเคชั่นรถรับส่งมารับไปสนามบินแทนการจอดรถยนต์ส่วนตัวไว้ที่นั่นหลายวัน ค่ำวันนั้นภายในบ้านหลังย่อมมีเสียงหัวเราะกันดังออกมาแว่วๆ ให้คนที่อยู่ด้านนอกได้ยิน'ทำไมมีเด็ก แล้วเด็กคนนั้นลูกใคร' รามนิ่วหน้า เขาขับรถมามองบ้านเธออยู่ราวครึ่งชั่วโมง ทันเห็นเด็กชายอายุราวๆ หกถึงเจ็ดขวบ ผิวขาวรูปร่างจ้ำม้ำเดินออกจากบ้านมารับมัทรีที่รถ เขาเห็นเธอก้มลงหอมแก้มเด็กคนนั้นฟอดใหญ่ก่อนจะส่งถุงขนมให้ถือส่วนตัวเธอขนของอื่นๆ เข้าบ้านชายหนุ่มคิดไปถึงความสัมพันธ์คืนเดียวเมื่อเจ็ดปีก่อน หรือว่ามัทรีท้องจากเรื่องในคืนนั้น หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมเธอไม่บอกเขาและเด็กคนนั้นน่าจะเป็นลูกเขาแน่ๆ รามไม่รู้ว่าทำไมตนเองจึงมั่นใจแต่เขาเชื่อแบบนั้นจริงๆเขาจอดรถมองอยู่นานจนถึงเวลาค่อนดึกจึงถอยรถออกห่างจากบริเวณนั้นเพื่อกลับที่พัก พลางคิดในใจว่าเขาจะทำอย่างไรที่จะทำให้มัทรียอมให้เขาทำความรู้จักกับ 'ลูกชาย' เช้าวันต่อมารามมาจอดรถซุ่มดูอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นมัทรีและหญิ
มัทรีนิ่งอึ้งเมื่อรามพูดถึงเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อน ภาพในอดีตวนเข้ามาเป็นฉากๆ เธอเคยเป็นคนไข้ของเขาในตอนนั้น หญิงสาวเข้าพักรักษาตัวโดยมีรามเป็นหมอเจ้าของไข้ เธอนอนพักที่โรงพยาบาลประมาณหนึ่งสัปดาห์ เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วคุณหมอหนุ่มยังแวะเวียนมาเยี่ยม เขาแสดงท่าทีเปิดเผยชัดเจนว่าสนใจเธอเกินกว่าความเป็นคนไข้และหมอ ตัวเธอเองในตอนนั้นไม่ได้รังเกียจเขาจึงตอบรับไมตรีด้วยดี แต่ในวันสุดท้ายที่พบกันมันเป็นคืนที่เขาพาไปฉลองวันเกิด ในคืนนั้นเธอเมาจนเผลอตัวมีความสัมพันธ์เกินเลย หากแต่ในตอนเช้าเธอได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ขณะนั้นรามได้รับโทรศัพท์ตามตัวจากโรงพยาบาล เขาปล่อยให้หญิงสาวนอนต่อและโน้ตไว้ว่ามีงานด่วน มัทรีจึงต้องรีบกลับโดยที่ไม่ได้คุยกับรามก่อน และตั้งแต่วันนั้นเกิดเรื่องยุ่งๆ มากมายในครอบครัวทำให้เธอเลือกที่จะแก้ปัญหาของที่บ้านและพักเรื่องส่วนตัวไว้ รามในอดีตเขาไม่ได้ยื้อเธอในตอนที่เธอส่งข้อความไปบอกขอยุติเรื่องส่วนตัวของเขาและเธอไว้เพียงเท่านั้น เขาตอบกลับมาเพียงแค่ว่าเขาจะเคารพการตัดสินใจหากเธอคิดดีแล้ว มัทรีอ่านข้อความตอบกลับด้วย
“ผมรอมาหลายวันแล้วว่าเมื่อไหร่มาศจะนึกออกสักทีว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน” รามต้อนจนเธอถอยไปชิดกำแพง ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงกับผนังข้างตัวเธอจนมัทรีหนีไปไหนไม่ได้หญิงสาวปากคอสั่น เขาพูดบ้าอะไร“คุณพูดอะไรของคุณ” ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาจนชิดใบหน้าเธอ“เจ็ดปีก่อน วันสุดท้ายที่เราเจอกันคุณอย่าบอกว่าลืมว่าระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น” เด็กชายอวัชอายุหกขวบเศษถามบุษบาในระหว่างทานอาหารว่างหลังกลับจากโรงเรียน“แม่มาศไปไหนครับน้าบุษ” “แม่มาศไปทำงานครับ ไปทำงานจะได้มีเงินมาให้น้องวัชกินขนมไง” บุษบาตอบหญิงสาววัยยี่สิบสองเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีได้ไม่นานและกำลังหางานทำจึงมีเวลาดูแลหลานชาย“ครับวัชอยู่กับน้าบุษก็ได้” เด็กชายทานขนมต่อแต่มีเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าบ้าน เสียงนั้นทำให้เด็กชายผุดลุกขึ้นทันที“น้าบุษ ก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ มา วัชอยากกินมาก...” เด็กชายเน้นเสียงลากยาวให้รู้ถึงระดับของความอยากกินที่ว่า ดวงตาเป็นประกายพลางวิ่งออกไปหน้าบ้าน “น้าบุษเร็วๆ เดี๋ยวไม่ทัน” เด็กชายเร่งน้าสาวที่หยิบกระเป๋าเงินเดินตามออกมาอย่างใจเย็น“ไม่ต้องกลัวหรอกวัช อาแปะแกไม่ได้ขี่รถเร็ว” บุษบาหัวเราะเอ็น
สัปดาห์ต่อมามัทรีเริ่มมาเก็บรายละเอียดการทำงานของโรงพยาบาลโชติภิวรรธตามที่ตกลงไว้กับราม หญิงสาววางแผนประเมินเวลาว่าการมาเก็บข้อมูลที่หน้างานจริงแค่หนึ่งถึงสองวันเธอก็น่าจะได้ข้อมูลเพียงพอมัทรีรู้มาว่าวันนี้รามมีเวรต้องลงตรวจที่แผนกออโธปิดิกส์ในโรงพยาบาลที่เขาทำงานประจำอยู่ หญิงสาวจึงค่อนข้างสบายใจที่จะไม่ต้องเจอหน้าชายหนุ่มและในขณะที่เธอบันทึกข้อมูลในไอแพด ลิลลี่แมวสีขาวตัวใหญ่ที่เธอเห็นวันก่อนในห้องประชุมเดินมาหาเธอ 'เมี๊ยว...' มันไม่ได้เพียงร้องทักทายอย่างเดียว เจ้าก้อนสีขาวขนฟูยังใช้ลำตัวอวบอ้วนของมันถูไถไปมากับน่องของเธอด้วย มัทรีละสายตาจากหน้าจอในมือก้มลงดูเจ้าแมวเหมียวที่อยู่ใต้โต๊ะลูบหัวมันเบาๆ สัมผัสขนที่นุ่มนั้นอย่างพอใจ“ชื่ออะไรน่ะเรา หิวเหรอ” 'เมี๊ยว' มันร้องตอบทำให้เธอยิ้มอย่างเอ็นดูหญิงสาวอุ้มมันขึ้นมาวางบนตัก เจ้าแมวอ้วนใช้ลำตัวถูไถกับตัวเธอพร้อมกับร้องไปด้วย“ลิลลี่อย่ากวนพี่เขาสิคะ พี่เขามาทำงาน” เสียงพนักงานในโรงพยาบาลแว่วมา มัทรีเงยหน้ายิ้มให้เธอ“ชื่อลิลลี่เหรอคะ แมวของโรงพยาบาลรึเปล่ามาครั้งก่อนก็เจอ”“ลิลลี่เป็นแมวคุณหมอต้นค่ะพี่มาศ คุณหมอรักม
รามมาถึงโรงพยาบาลสัตว์โชติภิวรรธก่อนเวลานัดกับทีมบริษัทโฆษณาพอสมควร ชายหนุ่มหยิบรายละเอียดของทีมงานโฆษณาขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะยกยิ้มที่ริมฝีปากเมื่อเห็นชื่อของผู้ที่จะมาคุยในวันนี้มัทรี หรือชื่อเรียกสั้นๆ ของเธอว่า “มาศ” เธอคือหนึ่งในทีมงานของบริษัทโฆษณา หญิงสาวเป็นนักเขียนบทโฆษณาหรือ Copy Writer ประจำบริษัทดังกล่าว และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เขาเลือกทีมนี้มาร่วมงานกัน หญิงสาวเป็นอดีตคนไข้ของเขาตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นหมอออโธฯ ปีแรกๆ และอาจจะเป็นคนที่เขาฝังใจเป็นพิเศษเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาจีบและมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง รวมถึงเป็นครั้งแรกที่คนอย่างรามถูกปฏิเสธไม่ไปด้วยกันต่อ ดังนั้นเมื่อพระพรหมเหวี่ยงเขาและเธอมาเจอกันอีกครั้ง ชายหนุ่มสัญญากับตนเองได้ทันทีว่า เขาจะต้องทำให้มัทรีหลงรักเขาหัวปักหัวปำให้ได้ จากนั้นเขาจะทำให้เธอผิดหวังบ้างกับการที่ไม่ถูกรักตอบ"คุณหมอต้นคะ ทีมโฆษณามาแล้วค่ะตอนนี้รออยู่ที่ห้องประชุม" ผู้ช่วยของเขาเข้ามาแจ้งว่าคณะคนที่รอมาแล้ว รามจึงลุกขึ้นทันที"ขอบคุณ ผมกำลังไป" ชายหนุ่มหันไปเรียกแมวสีขาวล้วนขนฟูทั้งตัวที่กำลังนอนชมนกชมไม้ด้วยท่าทีสบาย
“ต้นวันนี้ลูกจะเข้าไปที่โชติใช่ไหม” วิชุตาสตรีวัยหกสิบผ่านพ้นวัยกลางคนมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอถาม นายแพทย์ราม ลูกชายคนโตในตอนที่ทานอาหารเช้าร่วมกัน นางกำลังพูดถึงโรงพยาบาลสัตว์โชติภิวรรธอันเป็นกิจการในครอบครัว โดยใช้ชื่อสั้นๆ ออกเสียงว่า โช-ติ เป็นอันที่รู้กันของสมาชิก“ครับแม่ วันนี้ผมมีนัดกับทีมทำโฆษณา” “วันนี้วันเสาร์ตอนค่ำลูกจะกลับมากินข้าวไหม แม่จะได้เข้าครัว” “กลับครับแม่ เดี๋ยวผมจะโทรไปจัดการนายเล็กด้วยที่เมื่อคืนไม่มา” รามบ่นถึงน้องชายขณะที่เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทานอาหารไปหอมแก้มมารดาก่อนไปทำงาน“อย่าไปว่าน้องนะลูก น้องคงยุ่งอยู่” นางวิชุตารีบปรามลูกชายคนโต รามมักจะจริงจังกับทุกเรื่องเสมอ ผิดกับเจ้าลูกชายคนเล็กที่เวลาอยู่ในบ้านก็ทำเหมือนเป็นเด็กอยู่ร่ำไป“ครับ” รามรับคำก่อนจะเดินออกจากบ้าน เขารู้ว่าควรจะบอกอะไรมารดาแค่ไหน และอะไรที่ไม่ควรบอกโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับน้องชายทั้งสองคนชายหนุ่มเป็นแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกหรือแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) หมอกระดูกและข้อคือหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษากระดูก ข้อ ต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อและเส้น







