LOGIN“ดีมาก” เขายื่นสมุดโน้ตคืนให้ฉัน “ทีหลังถ้ามีอะไรเรียนไม่เข้าใจ ก็เดินมาถามเฮียได้ แต่อาจจะต้องมีค่าจ้างนิดหน่อยนะ”
“ค่าจ้างอะไรคะ” ฉันเอียงคอถามอย่างระแวดระวัง
“ก็กาแฟเย็นๆ สักแก้วไง” เขายิ้มกว้าง รอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นมาในพริบตา “ไปชงมาได้แล้ว เร็วเข้า เฮียจะรีบกลับไปช่วยไอ้พายุต่อแล้ว”
แม้ปากเขาจะบ่นว่าแกล้งทำท่าทางดุดันไปบ้าง แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิดกับการได้ยื่นมือเข้ามาช่วยฉัน ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแสดงออกมาในวันนั้น มันเหมือนหยาดน้ำทิพย์ที่ชโลมลงบนหัวใจอันแห้งแล้งของฉัน ทำให้ฉันยิ่งรู้สึกประทับใจในตัวผู้ชายคนนี้มากขึ้นไปอีก แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเขามีชื่อเสียงเรียงนามเรื่องความเจ้าชู้มากเพียงใด แต่ด้านที่เขาจงใจแสดงให้ฉันเห็น มันคือความฉลาดเฉลียว ไหวพริบ และความอบอุ่นที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าวเหล่านั้น
ความใกล้ชิดที่เพิ่มพูนขึ้นในทุกวันเริ่มทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจฉันพังทลายลงทีละน้อย ฉันเริ่มคุ้นชินกับการมีเขาเดินวนเวียนอยู่ในบ้าน คุ้นชินกับเสียงทุ้มต่ำที่คอยเอ่ยปากหยอกล้อฉัน คุ้นชินกับสายตาคมกริบที่มักจะลอบมองมาเวลาที่ฉันเผลอตัว
จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่กลุ่มเมฆสีเทาเข้มตั้งเค้าทะมึนอยู่เต็มท้องฟ้า อากาศที่อัดแน่นไปด้วยความชื้นแฉะก่อนพายุฝนจะมาเยือน ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดและหดหู่ใจมากกว่าปกติ
ฉันเพิ่งได้รับกระดาษผลสอบย่อยวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นวิชาที่ฉันเคยมั่นใจว่าตัวเองทำได้ดีมาตลอด แต่ตัวเลขคะแนนสีแดงเถือกที่ปรากฏหราอยู่บนมุมกระดาษกลับตอกย้ำความล้มเหลวที่ฉันไม่คาดคิด มันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ฉันประเมินไว้มาก ต่ำจนน่าใจหายและทำให้โลกทั้งใบคล้ายจะพังทลายลงมา
ความเครียดที่สะสมหมักหมมมาหลายสัปดาห์ ทั้งเรื่องการปรับตัวในรั้วมหาวิทยาลัย เรื่องการเรียนที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ และที่หนักหนาที่สุดคือเรื่องความรู้สึกสับสนว้าวุ่นในใจที่มีต่อผู้ชายที่ชื่อไต้ฝุ่น ทุกอย่างมันถาโถมเข้าใส่ตัวฉันพร้อมกันในคราวเดียวราวกับคลื่นสึนามิ
ฉันเดินลากเท้ากลับมาถึงบ้านในสภาพที่จิตใจย่ำแย่ถึงขีดสุด พี่พายุและพี่ไต้ฝุ่นยังคงนั่งหมกมุ่นอยู่กับกองโปรเจกต์ของพวกเขาในห้องนั่งเล่นตามปกติ ฉันพยายามก้มหน้าเดินผ่านพวกเขาไปให้เงียบเชียบที่สุด หวังเพียงว่าจะได้หลบเข้าไปเลียแผลใจในห้องนอนของตัวเองโดยไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้โชคชะตาจะไม่ยอมเข้าข้างฉันเลยสักนิด
“เป็นอะไรยัยน้อง ทำหน้าเหมือนหมาป่วย” เสียงห้าวจัดของพี่พายุร้องทักรั้งแผ่นหลังของฉันเอาไว้
ฉันชะงักฝ่าเท้า ฝืนปั้นรอยยิ้มจางๆ แล้วหันกลับไปมองเขา “เปล่าค่ะเฮีย พายแค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“เหนื่อยก็รีบขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนไป อย่ามาเดินทำหน้าอมทุกข์เกะกะสายตาแถวนี้” พี่พายุพูดปัดมือไล่ตามประสาคนปากร้าย ซึ่งฉันรู้ดีว่าภายใต้คำพูดห้วนกระด้างนั้นมันคือการแสดงความห่วงใยในแบบฉบับของเขา
ฉันพยักหน้ารับคำ กำลังจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดต่อ แต่สายตาของฉันก็ดันไปประสานเข้ากับนัยน์ตาเรียวคมของพี่ไต้ฝุ่นที่กำลังจ้องมองฉันอยู่พอดิบพอดี เขามองฉันนิ่งงัน แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และประกายขี้เล่นในวันวาน บัดนี้กลับดูลึกซึ้งและอ่านยากจนฉันรู้สึกหวั่นไหวในช่องท้อง
ฉันรีบหลบสายตาคุกคามของเขา ก้าวเท้าฉับๆ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ทันทีที่ผลักบานประตูและล็อกกลอนสนิท หยาดน้ำตาที่ฉันพยายามอดกลั้นเอาไว้ตลอดทางก็พังทลายไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่ม ซุกใบหน้าลงกับหมอนใบโต ปล่อยให้ความอัดอั้นและความรู้สึกพ่ายแพ้ทั้งหมดไหลรินออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นให้กับคะแนนสอบที่แสนย่ำแย่ ร้องไห้ให้กับความกดดันมหาศาลที่แบกรับเอาไว้บนบ่าเล็กๆ และลึกๆ แล้วฉันอาจจะกำลังร้องไห้ให้กับความรู้สึกรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ความรู้สึกที่ฉันเผลอใจไปให้ผู้ชายที่เป็นได้แค่เพื่อนสนิทของพี่ชาย
ฉันไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไหร่ จนกระทั่งเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้ง ทำให้ร่างของฉันสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ
ฉันรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างลวกๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับระดับเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ใครคะ”
“เฮียเอง”
เสียงทุ้มต่ำที่ลอยทะลุบานประตูเข้ามาไม่ใช่เสียงห้วนจัดของพี่พายุ แต่มันคือเสียงของพี่ไต้ฝุ่น
หัวใจของฉันกระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เฮียฝุ่นมีอะไรหรือเปล่าคะ แล้วเฮียพายุไปไหน”
“ไอ้พายุมันขี่รถออกไปซื้อของกินที่ปากซอย” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เปิดประตูให้เฮียหน่อยสิ เฮียมีเรื่องจะคุยด้วย”
ฉันยืนกัดริมฝีปากตัวเองด้วยความลังเลใจอย่างหนัก ไม่รู้ว่าควรจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร สภาพของฉันในตอนนี้ดูไม่ได้เลยสักนิด ดวงตาคงบวมช้ำและแดงก่ำจนน่าเกลียด ฉันไม่พร้อมที่จะให้ใครหน้าไหนมาเห็นความอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้ชายคนนี้ แต่การเอ่ยปากไล่เขาก็ดูจะเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากเย็นเหลือเกิน
สุดท้ายฉันก็พ่ายแพ้ต่อความต้องการลึกๆ ของตัวเอง ฉันเดินไปปลดล็อกแล้วแง้มบานประตูออกช้าๆ เปิดกว้างเพียงพอให้สบตากับคนตัวโตที่ยืนอยู่ด้านนอกเท่านั้น
พี่ไต้ฝุ่นยืนพิงกรอบประตูด้วยท่วงท่าสบายๆ ในมือแกร่งของเขาถือแก้วน้ำเย็นจัดที่มีหยดน้ำเกาะพราวอยู่ เขาทอดสายตามองฉันนิ่งงัน นัยน์ตาสีนิลกวาดมองสำรวจใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาและดวงตาที่บวมช้ำของฉันอย่างพินิจพิเคราะห์
“ร้องไห้ทำไม” เขาเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา เป็นน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินจากปากผู้ชายคนนี้
คำถามสั้นๆ ที่แสนธรรมดาของเขา กลับกลายเป็นชนวนชั้นดีที่ทำให้น้ำตาที่ฉันเพิ่งกลั้นเอาไว้พังทลายลงมาอีกระลอก ฉันส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอจนไม่สามารถเปล่งคำพูดใดๆ ออกมาได้
“พาย...” น้ำเสียงของเขากดต่ำลง คล้ายคนกำลังพยายามใจเย็น “เฮียถามว่าร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรเรา หรือไอ้พายุมันดุอะไรมาอีก”
ฉันยังคงเอาแต่ส่ายหน้า น้ำตาเม็ดโตหยดแหมะลงบนหลังมือตัวเอง
“ถ้าไม่ตอบ เฮียจะโทรไปถามไอ้พายุเดี๋ยวนี้เลยนะ ว่ามันทำอะไรพายถึงได้มาร้องไห้จนตัวสั่นอยู่หน้าห้องแบบนี้”
“มะ...ไม่มีใครทำค่ะ” ฉันเค้นเสียงตอบผ่านก้อนสะอื้นอย่างยากลำบาก รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ “พี่พายุไม่ได้ทำ เฮียฝุ่น...ฮึก...อย่าไปถามพี่พายุนะ”
ภูริภัทรถอนหายใจยาวเหยียด เขาถือวิสาสะดันบานประตูให้เปิดกว้างขึ้นอีกนิด ก่อนจะยื่นแก้วน้ำเย็นในมือส่งมาตรงหน้าน้องสาวเพื่อน “รับไป ดื่มน้ำซะก่อนจะได้ใจเย็นลง ร้องจนตาบวมไปหมดแล้วเนี่ย”
ฉันยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับแก้วน้ำมาประคองไว้ ความเย็นเฉียบจากผิวแก้วช่วยเรียกสติสัมปชัญญะของฉันให้กลับคืนมาได้บ้างเล็กน้อย
“ค่อยๆ จิบ ระวังสำลัก” เขาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นฉันกระดกน้ำรวดเดียวไปครึ่งแก้ว “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ”
เขาไม่ได้ถามด้วยความสงสัย แต่น้ำเสียงของเขามันเหมือนประโยคบอกเล่าที่บ่งบอกว่าเขารู้สาเหตุของน้ำตาฉันอยู่แล้ว
ฉันก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา “พายแค่เครียดเรื่องเรียนนิดหน่อยค่ะ”
“เรื่องเรียน หรือเรื่องคะแนนสอบในกระดาษแผ่นนั้น”
ความปรารถนาที่จะขยายครอบครัวของเราให้ใหญ่ขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่บทสนทนาบนเตียงนอนในคืนนั้น หลังจากที่ฉันและพี่ไต้ฝุ่นเปิดอกคุยกันอย่างจริงจังถึงเรื่องการมีลูกคนที่สอง เราก็พบว่าทั้งคู่ต่างมีความฝันตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือเราอยากได้ลูกแฝดเพศชายมาเป็นเพื่อนเล่นและคอยปกป้องพี่สาวอย่างน้องแพนเค้กการวางแผนครอบครัวอย่างรอบคอบจึงเริ่มต้นขึ้น เราตัดสินใจเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลเดิม เพื่อรับคำปรึกษาและวางแผนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อคัดกรองโครโมโซมที่สมบูรณ์ที่สุด ทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความราบรื่นและเต็มไปด้วยความหวัง ฉันต้องผ่านการฉีดยากระตุ้นไข่และการดูแลร่างกายอย่างเข้มงวด โดยมีพี่ไต้ฝุ่นคอยทำหน้าที่เป็นพยาบาลส่วนตัวที่ไม่เคยห่างกาย เขาคอยเตรียมอาหารบำรุงทุกมื้อ ฉีดยาให้ตรงเวลา และคอยบีบนวดปลอบประโลมทุกครั้งที่ฉันรู้สึกอึดอัดแน่นท้องจนกระทั่งวันที่ผลตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ออกมา คุณหมอยิ้มกว้างพร้อมกับแจ้งข่าวดีว่า ตัวอ่อนทั้งสองตัวฝังตัวได้อย่างสมบ
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่เฮียพายุยอมกลับบ้านไปพร้อมกับคำสัญญาว่าจะพาหลานสาวไปเที่ยวสวนสนุกในวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านของเราก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งพี่ไต้ฝุ่นกำลังนั่งอ่านหนังสือนิทานเรื่องโปรดให้น้องแพนเค้กฟังอยู่บนเตียงนอนนุ่ม เสียงทุ้มต่ำและจังหวะการเล่าเรื่องที่น่าติดตามของเขาทำให้ลูกสาวตัวน้อยค่อยๆ หลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เขาวางหนังสือลงอย่างแผ่วเบา ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมถึงหน้าอกลูกสาว โน้มใบหน้าลงไปจุมพิตที่หน้าผากเล็กๆ นั้นด้วยความรักที่เปี่ยมล้นฉันยืนพิงกรอบประตูห้องนอนลูก มองดูภาพความอ่อนโยนของผู้ชายที่ฉันรักที่สุดในโลก ความสุขที่เอ่อล้นอยู่ในใจทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองคือผู้หญิงที่โชคดีที่สุดพี่ไต้ฝุ่นหันมาเห็นฉันยืนยิ้มอยู่ เขาลุกขึ้นจากเตียงและเดินย่องเข้ามาหา สอดแขนโอบกอดเอวฉันไว้หลวมๆ แล้วพาเดินกลับไปยังห้องนอนใหญ่ของเรา“ลูกหลับแล้วเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามเสียงเบาเมื่อเราเดินเข
“คุณลุงขา น้องแพนอยากได้อันนี้ค่า”เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสามขวบดังเจื้อยแจ้ว พลางใช้นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่หน้าจอแท็บเล็ตซึ่งกำลังเล่นโฆษณาบ้านตุ๊กตาหลังใหญ่ยักษ์ที่มีสไลเดอร์และสระว่ายน้ำจำลองในตัว“จัดไปครับเจ้าหญิงของลุง เดี๋ยวลุงสั่งให้เดี๋ยวนี้เลย เอาแบบที่หลังใหญ่กว่าในโฆษณานี้อีกดีไหมคะ”เฮียพายุที่กำลังนั่งบนพื้นพรมให้หลานสาวตัวน้อยขี่คอ รีบพยักหน้ารับคำอย่างเอาอกเอาใจ นิ้วหนากดยืนยันการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันบนมือถืออย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองราคา“ไอ้พายุ มึงจะเปย์ลูกกูเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ บ้านกูจะไม่มีที่เดินอยู่แล้วเพราะของเล่นที่มึงประเคนซื้อมาให้เนี่ย”พี่ไต้ฝุ่นที่เพิ่งเดินถือจานแอปเปิลปลอกเปลือกออกมาจากครัวบ่นอุบอิบ เขาวางจานลงบนโต๊ะกระจกแล้วเท้าเอวมองหน้าเพื่อนรักที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นทาสหลานแบบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็
ฉันก้มลงมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่กำลังหลับตาปี๋และร้องไห้เสียงดัง ผิวของลูกเป็นสีชมพูระเรื่อ เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยชื้นเหงื่อ นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา คือพยานรักที่เติบโตมาจากความผูกพันและการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดฉันหันไปมองหน้าพี่ไต้ฝุ่น เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ซบใบหน้าลงกับท่อนแขนของฉัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครอีกต่อไป น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้มขณะที่เขายื่นมือที่สั่นเทามาลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด“ลูกสาวของเราพาย ลูกสาวของเราเกิดแล้ว” เขาร้องไห้ไปยิ้มไป โน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่หน้าผากของฉันอย่างลึกซึ้ง “ขอบคุณนะพาย ขอบคุณที่เข้มแข็งเพื่อครอบครัวของเรา ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้พี่”ฉันยิ้มรับทั้งน้ำตา มองภาพครอบครัวของเราที่สมบูรณ์แบบในที่สุดเราตั้งชื่อเล่นให้ลูกสาวตัวน้อยว่า น้องแพนเค้ก ชื่อนี้ได้มาจากช่วงไตรมาสสุดท้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อายุครรภ์ของฉันก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ยี่สิบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้ทราบเพศของลูกน้อยในครรภ์ อาการแพ้ท้องของพี่ไต้ฝุ่นเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น แต่ความขี้เห่อและความคลั่งรักของเขากลับเพิ่มทวีคูณเป็นเท่าตัวเราสองคนนั่งจับมือกันแน่นอยู่ในห้องตรวจของโรงพยาบาล ฉันนอนอยู่บนเตียงโดยมีเจลเย็นๆ ชโลมอยู่บนหน้าท้องที่เริ่มนูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด คุณหมอสูตินรีแพทย์สาวคนเดิมกำลังใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์วนไปมาบนหน้าท้องของฉันหน้าจอแสดงภาพโครงสร้างของทารกตัวน้อยที่กำลังดิ้นไปมา เสียงหัวใจเต้นตึกตักดังฟังชัดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พี่ไต้ฝุ่นจ้องมองหน้าจอไม่กะพริบตา มือหนาบีบมือฉันแน่นจนชื้นเหงื่อ“แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยนะคะคุณแม่ ขนาดตัวและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป๊ะเลยค่ะ” คุณหมอเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม“แล้วเพศล่ะครับหมอ ลูกผมเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ” พี่ไต้ฝุ่นรีบถามด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อยคุณหมอขยับหัวตรวจไปมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะชี้ให้ดูที่หน้าจอ “เห็นตรงนี้ไหมคะคุณพ่อ ไม่มีอะไรยื่นออกมาเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกสาว
เสียงกดชักโครกดังขึ้นจากห้องน้ำเป็นรอบที่สามของเช้าวันนี้ ฉันวางทัพพีคนข้าวต้มหมูสับในหม้อลงบนจานรอง เดินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำที่เปิดประตูทิ้งไว้ ร่างสูงใหญ่ของสามีตัวโตกำลังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นกระเบื้อง แผ่นหลังกว้างพิงกำแพงอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูดุดันและมีเสน่ห์บัดนี้ซีดเซียวจนแทบไม่เหลือสีเลือด“พี่ไต้ฝุ่น ไหวไหมคะ” ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้คนป่วยแพ้ท้องแทนภรรยาอย่างเบามือ“พี่หมดแรงแล้วพาย” เขากระซิบเสียงแผ่ว ทิ้งศีรษะซบลงบนลาดไหล่ของฉัน “ลูกเราพ่นพิษใส่พี่หนักมากเลย ตอนนี้แค่ได้กลิ่นยาสีฟันพี่ยังอยากจะอ้วกเลย”ฉันหัวเราะเบาๆ ลูบผมสีดำสนิทของเขาด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่วันที่รู้ว่าฉันตั้งครรภ์ อาการคูเวดซินโดรมหรือแพ้ท้องแทนภรรยาของพี่ไต้ฝุ่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นตามอายุครรภ์ของฉันที่ก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่ ในขณะที่ฉันกินอิ่มนอนหลับ น้ำหนักขึ้นมาหลายกิโลกรัม ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล คนที่ต้องรับเคราะห์กรรมแทนกลับเป็นคุณพ่อป้ายแดงที่น้ำหนักลดลงไปเกือบสามกิโลกรัมเพราะกินอะไรไม่ค่อยลงนอ







