LOGINพระสุรเสียงเรียบนิ่งติดจะรำคาญตรัสอย่างเฉียบขาด ทำเอาหลี่กงกงต้องรีบกราบทูลเป็นพัลวัน
“พูดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมพูดแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อเช้าหลังจากเสียนเฟยกลับจากตำหนักฮองเฮา เห็นนางกำนัลน้อยบอกว่าทรงประชวรพระวาโย ฝ่าบาทจะเสด็จไปทอดพระเนตรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
คราวนี้มือหนาวางพู่กันลงบนแท่นวางเสียงดังปึก! ตวัดสายพระเนตรมองขันทีข้างกาย จากนั้นก็ถอนหายใจยืดยาวออกมาอย่างเอือมระอา
“เจ้าก็เห็นเราเป็นหมอหลวงเช่นกันหรือหลี่กงกง”
ลูกไม้ของสตรีในวังหลังเขาเห็นจนชินตา ป่วยแล้วไม่ยอมรักษาตัวให้ดี กลับให้ข้ารับใช้วิ่งวุ่นมารายงานตน ก็แค่แผนเรียกร้องความสนใจไม่ใช่หรืออย่างไร
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาเถอะ ๆ เห็นแก่หน้าราชครูเสิ่นเราจะไปเยี่ยมนางสักครั้งก็แล้วกัน”
“กระหม่อมจะให้คนไปแจ้งตำหนัก...”
หลี่กงกงยังพูดไม่ทันจบ โอรสสวรรค์พลันยกพระหัตถ์ห้ามเอาไว้ กายหนาหยัดขึ้นยืนตรงหลังโต๊ะทรงงานก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำออกไปแม้ในใจจะเบื่อหน่ายเพียงใดก็ตาม
ตำหนักหรงหวา
สตรีร่างเพรียวบางในอาภรณ์ชาววังสีม่วงอ่อน กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งตัวยาว ให้นางกำนัลข้างกายบีบนวดไปพลางขยับมือจิบน้ำชาไปพลาง ทว่าใบหน้ากลับดูขาวซีดอย่างเห็นได้ชัด
“เสียนเฟยเพคะ นี่ก็เลยยามอู่มาแล้วตำหนักหย่งซินยังไม่มีความเคลื่อนไหว หรือว่าฝ่าบาท...”
นางกำนัลน้อยข้างกายเว้นคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เพราะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เหล่าสนมล้มป่วย นอกจากตำหนักไทเฮาแล้วฝ่าบาทก็แทบไม่เคยเสด็จไปเยี่ยมเยียนตำแหน่งใด
“ข้าชินเสียแล้ว ครั้งนี้ก็แค่ลองดูเท่านั้น ถ้าพระองค์เสด็จมาเจ้าคิดว่าใครกันเล่าจะเสียหน้า”
“แน่นอนว่าต้องเป็นคนผู้นั้น แต่ถ้าฝ่าบาททรงเสด็จมา แล้วเห็นพระองค์นอนจิบชาอย่างสบายใจเช่นนี้ จะไม่เป็นการดีนะเพคะ”
เสียนเฟยตระกูลเสิ่นปรายหางตามองข้ารับใช้ก่อนจะหัวเราะออกมา ส่ายใบหน้าไม่เอ่ยสิ่งใด นางเพียงยกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ต่อไป...
ฝ่ายหน้าตำหนักหรงหวา ตอนนี้หลี่กงกงกำลังยืนอ้าปากพะงาบ ๆ สีหน้ากระอักกระอ่วน หลังได้ฟังคำพูดของนายบ่าวที่ลอยออกมาจากด้านใน ลอบมองนายเหนือหัวของตนที่หน้าดำคล้ำเป็นก้นหม้อก็ยิ่งประหวั่นพรั่นพรึง
“เห็นหรือไม่ นางป่วยเสียที่ใดกัน”
“เอ่อ ใช่แล้ว ฝ่าบาททรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นเสด็จกลับตำหนักหย่งซินหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ไปตำหนักโซ่คัง เราไม่เจอเสด็จแม่หลายวันแล้ว”
หลี่กงกงตอบรับยกแซ่ปัดในมือโบกเป็นสัญญาณให้ขบวนเสด็จถอยห่างจากตำหนักหรงหวา มุ่งหน้าไปยังตำหนักโซ่คังที่ประทับของไทเฮาทันที
จ้าวหลงเหว่ย ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่มีพระชนมายุสิบเจ็ดพรรษานับจากวันนั้นก็ผ่านมาสิบปีแล้ว บ้านเมืองภายใต้การปกครองของพระองค์สงบสุขร่มเย็น พืชพันธุ์ธัญญาหารพร้อมมูล ท้องพระคลังอัดแน่นด้วยทรัพย์สิน เหล่าสตรีในวังหลังของพระองค์ก็มีมากจนใช้ไม่หวาดไม่ไหว...
ทว่าสิ่งที่ทำให้ไทเฮาและเหล่าขุนนางเป็นกังวลก็คือ แม้สตรีในวังหลังเยอะราวกับขนวัว ฮ่องเต้หว่านเชื้อพันธุ์มังกรทุกย่อมหญ้า แต่ไม่มีสนมนางใดให้กำเนิดทายาทเลยสักคน!
“หึ ๆ แค่นี้ก็หอบแล้วหรือ”มู่ตานฮวายกมือฟาดไหล่หนาไปเต็มแรง เขายังมีหน้ามาเย้าแหย่นางอีก!ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันจะอ้าปากด่าก็ต้องตาเบิกโพลงเพราะมือหนาขยับไวถลกชายชุดวิวาห์ของนางขึ้นมากองอยู่เหนือสะโพกเสียก่อน“อ๊ะ..อาเจา...”“อืม กลิ่นกายท่านช่างหอมเสียจริง”เขากล่าวกระซิบชิดเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นล้นทะลักเอี๊ยมตัวบางออกมามากกว่าครึ่ง ก่อนจะเคล้นคลึงบีบขยำความนุ่มนิ่มราวกับนวลแป้ง ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนมู่ตานฮวาครางหวิว แอ่นปทุมถันคู่งามป้อนถึงปากของเขาอย่างเคยชิน“อ๊ะ...อะ อาเจา”“อืม อวบอิ่มนุ่มนิ่มเหลือเกิน”เว่ยเจาหลุนเอ่ยชมไปพลางก็ลากปลายลิ้นไปจนถึงแผ่นท้องแบนราบ เมื่อเห็นว่านางตัวเกร็งเพราะความหวามไหว เขาก็ยิ่งนำริมฝีปากเลื่อนลงไปคลุกเคล้าเย้าหยอกบุปผางามกลางกายนางหนักหน่วงแนบแน่น ดูดกลืนเกสรเต่งตูมเข้าปากกรีดเคล้นเอาน้ำหวานจนหญิงสาวดิ้นพล่านหวีดร้องเสียงใส“อ๊า!! อะ ไม่ อื้อ”“อืม...อามู่ คืนนี้โบตั๋นเช่นท่านจะถูกภมรเช่นข้าเชยชมจนกลีบช้ำแน่นอน”“อื้อ คน...อา ลามก อ๊า!”ร่างเล็กดิ้นเร่าบิดสะโพกโยกรับลิ้นร้อนที่สอดลึกเข้ามาภายใน ราวกับเชื้อไฟผ่าวร้อนที่แผดเผาลามเลียไปทั่วสรรพางค์
ทางฝั่งมู่ไทเฮาที่หนีออกจากวังมาได้ก็รู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย ทว่าส่วนลึกในจิตใจยังอดจะรู้สึกวูบโหวงมิได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทิวาราตรีในที่สุดมู่ตานฮวาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง“ชุนเถา เหตุใดเรายังไม่ออกจากเมืองหลวงอีก”“ทูลไทเฮา ผู้คนในเมืองค่อนข้างพลุกพล่านทำให้การเดินทางล่าช้าเพคะ”“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ…”ชุนเถาพยักหน้ารับประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ในเวลาเดียวกันนั้นเองรถม้าที่นางโดยสารมาพลันชะงักกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่มู่ตานฮวาจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฏสู่สายตาเสียก่อน“อาเจา! เหตุใดจึงเป็นเจ้า”“ข้ามาได้อย่างไรนะหรือ สตรีสกุลมู่ ไม่สิ สตรีสกุลหรงรับราชโองการ...”มู่ตานฮวายังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกก็ต้องเบิกดวงตากว้างเมื่อเขาเอ่ยสกุลมารดาของนาง ครั้นสติกลับคืนมาชุนเถาก็ดึงนางลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าเว่ยเจาหลุนเสียแล้ว“อะแฮ่ม! เวินกงกง เจ้ารีบถ่ายทอดราชโองการของเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขันทีข้างพระวรกายเจาหลุนฮ่องเต้เดินขึ้นหน้ามาสองก้าว ก่อนจะเปิดม้วนผ้าแพรสีทองอร่ามออกอ่าน“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา มู่ไทเฮาทรงละอายพระทัยที่ไม่สามารถดูแลวังหลังไม่อยู่ใน
เรื่องราวเร่าร้อนริมหน้าต่างในตำหนักโซ่คัง ไม่มีใครได้ล่วงรู้นอกจากหญิงสาวที่นอนหมดเรี่ยวแรงสลบไสลกับชายหนุ่มที่ใช้ท่อนแขนของตนเองต่างหมอนให้คนงามใช้หนุนเว่ยเจาหลุนกวาดสายตาพินิจดวงหน้างามปานล่มเมืองด้วยแววตาอ่อนหวาน รักใคร่นางจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกตนเองได้ มีเพียงการกระทำตลอดสิบปีมานี้ที่เขาคิดว่าได้บอกหญิงสาวไปจดหมดสิ้นแล้วทว่านี่ก็ยังไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดที่จะจากเขาไป หากถามว่าเว่ยเจาหลุนรู้ได้อย่างไรเช่นนั้นหรือ…เขาบอกแล้วว่าหลงรักนางมาตั้งแต่เยาว์วัย การกระทำและความคิดของนางมีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ ทั้งชุนเถานางกำนัลคนสนิทของนางก็แอบมาบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้อีก“อามู่ ท่านคิดจะหันหลังให้ข้า ก็ต้องดูก่อนว่าข้ายินยอมหรือไม่”ร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมาร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา“เอาเถอะ ท่านอยากจะหนีก็หนีต่อไป แต่หากข้าตาม
“อื้อ...”“อืม...”เว่ยเจาหลุนคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ยามนางตอบสนองกลับมาอย่างเร่าร้อนกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเรียวลิ้นของเขาเข้าไปพัวพันพลิกพลิ้วดุจเถาวัลย์ในพงไพรเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้น มือไม้เคลื่อนไหวพัลวันดึงทึ้งอาภรณ์กันและกันจนกระจัดกระจายเต็มพื้น“อ๊ะ...จะทำตรงนี้หรือ”“ท่านไม่อยากชมจันทร์หรือ หึ ๆ อ่า...อามู่”นางถูกเขาหยอกล้อจนหน้าแดงจึงเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการคว้าจับส่วนแข็งขืนเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะรูดรั้งรัวเร็วไม่ปล่อยให้เขาตั้งตัวชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่อง สูดดมดูดดึงความหอมหวานจากเนื้อนวลอย่างหื่นกระหาย กลางกายปวดหนึบจวนเจียนจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ“อ่า อามู่...อืม”“อาเจา เจ้า...อ๊ะ”หญิงสาวผวากายส่งเสียงครางรับยามเขาครอบปากงับยอดถันสีหวานดูดกลืนเก็บกินความเต่งตึงของนางจนเสียวซ่านสั่นสะท้านไปถึงกลางกายจนต้องขยับขาบดเบียดเสียดสีกันไปมา“อามู่...หวาน อืม...”“อ๊ะ พะ พอแล้ว”หญิงสาวแอ่นอกอวบเข้าหาริมฝีปากร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเห็นนางตัวอ่อนระทวยหวิดจะตกขอบหน้าต่างจึงรั้งเอวบางเข้ามา จงใจถูไถความใหญ่โตร้อนผ่าวของตนเข้าหาบุปผางามที่กำลังเปียกชื
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าพบในวันนี้ก็เพื่อจะหารือเรื่องนี้อยู่พอดี ยามนี้ฝ่าบาทยังต้องพักผ่อนพระวรกายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญไป ทำให้จิตใจของพระองค์ไม่สู้ดีนัก”เหล่าขุนนางที่ได้ฟังต่างลอบสูดหายใจเย็นเยียบเข้าลึก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดโต จากคำพูดของไทยเฮาไม่ใช่ว่าฝ่าบาทสติวิปลาสไปแล้วหรือ…“ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องใด วันนี้นอกจากเรื่องของเว่ยคุนแล้ว ข้ายังนำราชโองการของไท่ซ่างหวงมาประกาศด้วย เชิญคนเข้ามา”สิ้นคำพูดของหญิงสาวก็มีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมม้วนผ้าสีทองในมือ ขุนนางบางคนเริ่มรู้สึกได้ว่าท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี[1] แล้วจึงรีบคุกเข่าลงไป รอฟังพระราชโองการแต่โดยดี มีคนที่หนึ่งเริ่มแล้วเสียงคุกเข่าก็ดังตามกันมาอีกติด ๆ กัน“ขุนนางทุกท่าน ข้าคือเวินกงกงบุตรบุญธรรมของขันทีข้างพระวรกายของไท่ซ่างหวง ได้รับมอบหมายให้มาถ่ายทอดราชโองการ…”เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด กว่าขุนนางในราชสำนักจะเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ย่อมต้องเป็นผู้รู้สถานการณ์ อีกทั้งฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็เหลวไหลไร้ความสามารถ จะสู้รัชทายาทที่ถูกเก็บตัวตนมานา
เรื่องที่ตระกูลหลิวลอบปลงพระชนม์เว่ยคุนฮ่องเต้แพร่สะพัดออกไปในหมู่ราษฎรราวกับไฟลามทุ่ง อีกทั้งการเคลื่อนไหวอึกระทึกครึกโครมขององครักษ์รักษาพระองค์และทหารรักษาเมือง ก็ทำเอาผู้พบเห็นประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย พึงต้องทราบก่อนว่าตั้งแต่เว่ยคุนฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องใช้ทหารมากมายเข้าควบคุมถึงเพียงนี้มาก่อน หนำซ้ำบุตรสาวบ้านตระกูลหลิวยังเป็นถึงฮองเฮา เห็นทีว่าครานี้ตระกูลหลิวคงต้องจบสิ้นแล้วจริง ๆ“ปล่อยข้า! ข้าไม่ได้เป็นคนสั่งให้เดรัจฉานพวกนั้นลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท!”“เจ้าไม่ได้สั่ง แต่คนของเจ้ากลับลงมือ เช่นนี้เจ้าที่เป็นนายต้องร่วมรับผิดชอบก็ถูกแล้วมิใช่หรือ”ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเยาะหยัน ตระกูลหลิววางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ช่างเถอะ แต่นี่ถึงขั้นคิดการกบฏหมายทะยานขึ้นสู่ฟ้า สมควรจะมีจุดจบเช่นนี้แล้ว!“ปล่อยข้านะ! บุตรสาวข้าเป็นถึงฮองเฮา หากพวกเจ้าไม่อยากศีรษะหลุดจากบ่า ก็หัดหูตากว้างไกลเสียบ้าง”“ฮ่า ๆ ฮูหยินท่านนี้…ท่านคงยังไม่ทราบกระมัง ฮองเฮาที่ท่านพูดถึงยามนี้ถูกสั่งกักบริเวณในตำหนักเย็น ท่านยังคิดว่าตนเองเหลือทางรอดอยู่อีกหร







