LOGIN“คืนนี้เจ้าต้องเลือกป้าย ฝ่าบาทจะทรงงานอย่างเดียวมิได้ แม่แก่แล้วอยากอุ้มหลานเต็มทน เหตุใดฝ่าบาทไม่สงสารแม่บ้าง”
“ลูกไม่ได้เยี่ยมเยียนวังหลังเพียงหนึ่งเดือน พวกนางก็มาทูลฟ้องต่อหน้าเสด็จแม่แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ให้พวกนางร้อนใจสิถึงจะแปลก บอกแม่มาเหตุใดเจ้าจึงมอบยาห้ามครรภ์ให้แก่พวกนาง แม้แต่ฮองเฮาเจ้าก็ไม่ละเว้น”
จ้าวหลงเหว่ยหันขวับมองขันทีข้างกาย เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเขากับหมอหลวง ต้องเป็นหลี่กงกงแน่ที่แพร่งพราย ปากไม่มีหูรูด!
“แม่เรียกหมอประจำตัวเจ้ามาถามเอง ตอนแรกคิดไปว่าร่างกายเจ้ามีปัญหา ที่ไหนได้...” ไทเฮายกนิ้วสั่น ๆ ชี้ใบหน้าบุตรชาย นึกโมโหขึ้นมาแล้วจริง ๆ
“เสด็จแม่โปรดระงับโทสะ ลูกเห็นว่าตนเองยังหนุ่มแน่น อีกทั้งสตรีเหล่านั้นก็มิมีผู้ใดเหมาะสมจะเป็นมารดาทายาทมังกรสักคน”
“เจ้า! หากไม่มีบุตรกับพวกนางแล้วเจ้าจะมีบุตรกับผู้ใด”
จ้าวหลงเหว่ยนิ่งงันไร้วาจาจะเอ่ย เพราะตนเองก็หาคำตอบมาให้มารดาไม่ได้เช่นกัน แต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้เขาเบื่อหน่ายสตรีในวังหลังยิ่งนัก
“ลูกยังให้คำตอบเสด็จแม่ไม่ได้แต่หากว่าได้ออกจากวังสักครา ลูกอาจจะหาสตรีที่ถูกใจมาให้เสด็จแม่ก็เป็นได้”
ไทเฮาฟังจบเนตรหงส์พลันทอประกายประหลาด ที่แท้บุตรของนางก็เบื่อเล่ห์เหลี่ยมสตรีในวังหลังนี่เอง เมื่อรู้ถึงสาเหตุที่ชายหนุ่มไม่เลือกป้ายตำหนักใดก็ให้คลายใจไปหลายส่วน นึกว่าบุตรชายจะเป็นพวก บุรุษตัดแขนเสื้อ[1] เสียอีก
“เช่นนี้ดียิ่ง ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ฝ่าบาทก็ไม่เคยว่างเว้นราชกิจ คราวนี้ก็ถือโอกาสไปพักผ่อนสักครา ถือว่าได้เยี่ยมเยือนราษฎรไปในคราวเดียว”
“เสด็จแม่จะไปกับลูกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“แม่จะเฝ้าวังให้เจ้าเอง หากแม่ตามเจ้าไปด้วย มีหวังสตรีพวกนั้นได้หาข้ออ้างตามไปกวนใจเจ้าเป็นแน่”
จ้าวหลงเหว่ยใคร่ครวญดูก็เห็นจะจริงตามคำกล่าวของมารดาจึงไม่คิดรบเร้าอีก
ชายหนุ่มคิดเร็วทำเร็ว วันต่อมากว่าเหล่าขุนนางและสนมวังหลังจะได้รับแจ้งข่าวฮ่องเต้ออกเยี่ยมเยียนราษฎร เจ้าของวังหลวงก็เดินทางออกจากเมืองหลวงไปไกลเสียแล้ว
“ตั้งแต่เราขึ้นครองราชย์เมืองเฟิงฟู่ไม่เคยขาดส่งภาษีสักปี เจ้าเมืองไป๋ทำงานได้ดีจริง ๆ”
“เป็นเพราะบารมีของฝ่าบาท ทำให้เมืองเฟิงฟู่รอดพ้นทุกวิกฤตไปได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ตบก้นม้า[2] ให้มันน้อย ๆ หน่อย หากเป็นเพราะบารมีของโอรสสวรรค์ ทั่วทั้งใต้หล้าคงสงบสุขไปตั้งนานแล้ว”
จ้าวหลงเหว่ยกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ มืออีกข้างสะบัดผ้าม่านข้างรถขึ้นมองทิวทัศน์ข้างทางอย่างผ่อนคลาย
“แปลกยิ่งนัก นี่ยังไม่ถึงเมืองเฟิงฟู่อากาศก็เปลี่ยนเป็นเย็นสบายได้ถึงเพียงนี้”
“กระหม่อมนึกว่าตัวเองรู้สึกไปเองผู้เดียวเสียอีกพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหลงเหว่ยยกยิ้มพึงใจ ยังไม่ทันเข้าเมืองก็ทำให้เขาผ่อนคลายได้ถึงเพียงนี้ เห็นทีการพักผ่อนครานี้คงสะสางฎีกาน่าปวดหัวได้อีกเป็นกอง
“ฝ่าบาท กำลังจะเข้าประตูเมืองแล้ว กระหม่อมส่งคนไปรายงานให้เจ้าเมืองทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“นำขบวนเข้าไป บอกองครักษ์ที่เหลือแยกย้าย เข้าแถวผ่านประตูให้ดีอย่าได้เอิกเกริก” ก่อนหน้านี้เขาได้ส่งคนมากำชับเจ้าเมืองไป๋ไว้แล้วว่าตนมาในฐานะขุนนางตรวจการเท่านั้น หาได้มาในฐานะฮ่องเต้ไม่
ครั้นรถม้าผ่านเข้าประตูเมืองไป เห็นคนนับสิบยืนอยู่ไม่ไกลคาดว่าคงจะเป็นเจ้าเมืองไป๋และผู้ติดตาม ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอให้หลี่กงกงมาประคอง ขายาวก้าวลงจากรถม้าในทันที ปล่อยขันทีร่างท้วมไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี ไม่วายได้ยินเสียงร้อนใจดังมา
“ฝ่าบาท...เอ่อ ไต้เท้า ระวังขอรับ”
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
เจ้าเมืองไป๋ไม่ได้คุกเข่าลงไป เพราะถูกกำชับไว้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงขุนนางตรวจการ จึงใช้เพียงวาจาและท่วงท่าคำนับที่ดูจะทางการเป็นพิเศษ
“ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องมากพิธีต่อจากนี้ให้ทุกท่านเรียกเราว่าใต้เท้าจ้าว”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ไต้เท้าจ้าวเดินทางมาคงเหนื่อยแย่แล้ว ผู้น้อยจะนำทางไปยังจวนนะขอรับ”
ไป๋จงซาน รีบค้อมกายนำทางไปยังจวนเจ้าเมืองของตน ครั้นจ้าวหลงเหว่ยมาถึงก็ให้ถูกใจนัก จวนหลังไม่เล็กไม่ใหญ่รายล้อมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เบื้องหลังยังมีป่าไผ่และศาลาริมน้ำ นึกเสียดายที่นำฎีกาติดกายมาน้อยเกินไป
“พ่อบ้านหลี่ตกรางวัล”
“ขอรับ”
หลี่กงกงรีบยื่นกล่องไม้หนานมู่ที่ด้านในบรรจุทองคำเรียงรายจนตาพร่าส่งให้เจ้าเมืองไป๋ ฝ่ายคนได้รับรางวัลก็รีบก้มหน้าขอบคุณเป็นพัลวัน ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยบางอย่างราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้
“เอ่อ...หากไต้เท้ายังไม่เหนื่อยล้าเกินไป ผู้น้อยมีที่ที่หนึ่งที่อยากแนะนำขอรับ”
“หืม...ยังมีที่ที่งดงามกว่านี้อีกหรือ”
คิ้วหนาเลิกขึ้นอย่างสนใจ การเดินทางจากเมืองหลวงถึงเมืองเฟิงฟู่ใช้เวลาเพียงสามวัน ตลอดทางมานี้เขาแวะพักเป็นระยะ ร่างกายจึงไม่เหนื่อยล้าแม้แต่น้อย
“ใช่ขอรับ ทิวทัศน์ที่นั่นเรียกได้ว่างดงามอย่างแท้จริง”
“ท่านกล่าวมาเช่นนี้ เราก็ชักอยากจะรู้แล้วว่าเป็นที่ใดกัน”
“ห่างจากที่นี่ไปเพียงแปดลี้[3] เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ชานเมืองฝั่งตะวันออก นามว่า เหลียนฮวา พ่ะย่ะค่ะ”
[1] บุรุษตัดแขนเสื้อ หมายถึง กลุ่มชายรักชาย
[2] ตบก้นม้า หมายถึง ประจบสอพลอ
[3] แปดลี้ เท่ากับ สี่กิโลเมตร
“หึ ๆ แค่นี้ก็หอบแล้วหรือ”มู่ตานฮวายกมือฟาดไหล่หนาไปเต็มแรง เขายังมีหน้ามาเย้าแหย่นางอีก!ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันจะอ้าปากด่าก็ต้องตาเบิกโพลงเพราะมือหนาขยับไวถลกชายชุดวิวาห์ของนางขึ้นมากองอยู่เหนือสะโพกเสียก่อน“อ๊ะ..อาเจา...”“อืม กลิ่นกายท่านช่างหอมเสียจริง”เขากล่าวกระซิบชิดเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นล้นทะลักเอี๊ยมตัวบางออกมามากกว่าครึ่ง ก่อนจะเคล้นคลึงบีบขยำความนุ่มนิ่มราวกับนวลแป้ง ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนมู่ตานฮวาครางหวิว แอ่นปทุมถันคู่งามป้อนถึงปากของเขาอย่างเคยชิน“อ๊ะ...อะ อาเจา”“อืม อวบอิ่มนุ่มนิ่มเหลือเกิน”เว่ยเจาหลุนเอ่ยชมไปพลางก็ลากปลายลิ้นไปจนถึงแผ่นท้องแบนราบ เมื่อเห็นว่านางตัวเกร็งเพราะความหวามไหว เขาก็ยิ่งนำริมฝีปากเลื่อนลงไปคลุกเคล้าเย้าหยอกบุปผางามกลางกายนางหนักหน่วงแนบแน่น ดูดกลืนเกสรเต่งตูมเข้าปากกรีดเคล้นเอาน้ำหวานจนหญิงสาวดิ้นพล่านหวีดร้องเสียงใส“อ๊า!! อะ ไม่ อื้อ”“อืม...อามู่ คืนนี้โบตั๋นเช่นท่านจะถูกภมรเช่นข้าเชยชมจนกลีบช้ำแน่นอน”“อื้อ คน...อา ลามก อ๊า!”ร่างเล็กดิ้นเร่าบิดสะโพกโยกรับลิ้นร้อนที่สอดลึกเข้ามาภายใน ราวกับเชื้อไฟผ่าวร้อนที่แผดเผาลามเลียไปทั่วสรรพางค์
ทางฝั่งมู่ไทเฮาที่หนีออกจากวังมาได้ก็รู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย ทว่าส่วนลึกในจิตใจยังอดจะรู้สึกวูบโหวงมิได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทิวาราตรีในที่สุดมู่ตานฮวาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง“ชุนเถา เหตุใดเรายังไม่ออกจากเมืองหลวงอีก”“ทูลไทเฮา ผู้คนในเมืองค่อนข้างพลุกพล่านทำให้การเดินทางล่าช้าเพคะ”“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ…”ชุนเถาพยักหน้ารับประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ในเวลาเดียวกันนั้นเองรถม้าที่นางโดยสารมาพลันชะงักกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่มู่ตานฮวาจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฏสู่สายตาเสียก่อน“อาเจา! เหตุใดจึงเป็นเจ้า”“ข้ามาได้อย่างไรนะหรือ สตรีสกุลมู่ ไม่สิ สตรีสกุลหรงรับราชโองการ...”มู่ตานฮวายังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกก็ต้องเบิกดวงตากว้างเมื่อเขาเอ่ยสกุลมารดาของนาง ครั้นสติกลับคืนมาชุนเถาก็ดึงนางลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าเว่ยเจาหลุนเสียแล้ว“อะแฮ่ม! เวินกงกง เจ้ารีบถ่ายทอดราชโองการของเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขันทีข้างพระวรกายเจาหลุนฮ่องเต้เดินขึ้นหน้ามาสองก้าว ก่อนจะเปิดม้วนผ้าแพรสีทองอร่ามออกอ่าน“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา มู่ไทเฮาทรงละอายพระทัยที่ไม่สามารถดูแลวังหลังไม่อยู่ใน
เรื่องราวเร่าร้อนริมหน้าต่างในตำหนักโซ่คัง ไม่มีใครได้ล่วงรู้นอกจากหญิงสาวที่นอนหมดเรี่ยวแรงสลบไสลกับชายหนุ่มที่ใช้ท่อนแขนของตนเองต่างหมอนให้คนงามใช้หนุนเว่ยเจาหลุนกวาดสายตาพินิจดวงหน้างามปานล่มเมืองด้วยแววตาอ่อนหวาน รักใคร่นางจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกตนเองได้ มีเพียงการกระทำตลอดสิบปีมานี้ที่เขาคิดว่าได้บอกหญิงสาวไปจดหมดสิ้นแล้วทว่านี่ก็ยังไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดที่จะจากเขาไป หากถามว่าเว่ยเจาหลุนรู้ได้อย่างไรเช่นนั้นหรือ…เขาบอกแล้วว่าหลงรักนางมาตั้งแต่เยาว์วัย การกระทำและความคิดของนางมีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ ทั้งชุนเถานางกำนัลคนสนิทของนางก็แอบมาบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้อีก“อามู่ ท่านคิดจะหันหลังให้ข้า ก็ต้องดูก่อนว่าข้ายินยอมหรือไม่”ร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมาร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา“เอาเถอะ ท่านอยากจะหนีก็หนีต่อไป แต่หากข้าตาม
“อื้อ...”“อืม...”เว่ยเจาหลุนคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ยามนางตอบสนองกลับมาอย่างเร่าร้อนกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเรียวลิ้นของเขาเข้าไปพัวพันพลิกพลิ้วดุจเถาวัลย์ในพงไพรเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้น มือไม้เคลื่อนไหวพัลวันดึงทึ้งอาภรณ์กันและกันจนกระจัดกระจายเต็มพื้น“อ๊ะ...จะทำตรงนี้หรือ”“ท่านไม่อยากชมจันทร์หรือ หึ ๆ อ่า...อามู่”นางถูกเขาหยอกล้อจนหน้าแดงจึงเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการคว้าจับส่วนแข็งขืนเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะรูดรั้งรัวเร็วไม่ปล่อยให้เขาตั้งตัวชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่อง สูดดมดูดดึงความหอมหวานจากเนื้อนวลอย่างหื่นกระหาย กลางกายปวดหนึบจวนเจียนจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ“อ่า อามู่...อืม”“อาเจา เจ้า...อ๊ะ”หญิงสาวผวากายส่งเสียงครางรับยามเขาครอบปากงับยอดถันสีหวานดูดกลืนเก็บกินความเต่งตึงของนางจนเสียวซ่านสั่นสะท้านไปถึงกลางกายจนต้องขยับขาบดเบียดเสียดสีกันไปมา“อามู่...หวาน อืม...”“อ๊ะ พะ พอแล้ว”หญิงสาวแอ่นอกอวบเข้าหาริมฝีปากร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเห็นนางตัวอ่อนระทวยหวิดจะตกขอบหน้าต่างจึงรั้งเอวบางเข้ามา จงใจถูไถความใหญ่โตร้อนผ่าวของตนเข้าหาบุปผางามที่กำลังเปียกชื
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าพบในวันนี้ก็เพื่อจะหารือเรื่องนี้อยู่พอดี ยามนี้ฝ่าบาทยังต้องพักผ่อนพระวรกายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญไป ทำให้จิตใจของพระองค์ไม่สู้ดีนัก”เหล่าขุนนางที่ได้ฟังต่างลอบสูดหายใจเย็นเยียบเข้าลึก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดโต จากคำพูดของไทยเฮาไม่ใช่ว่าฝ่าบาทสติวิปลาสไปแล้วหรือ…“ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องใด วันนี้นอกจากเรื่องของเว่ยคุนแล้ว ข้ายังนำราชโองการของไท่ซ่างหวงมาประกาศด้วย เชิญคนเข้ามา”สิ้นคำพูดของหญิงสาวก็มีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมม้วนผ้าสีทองในมือ ขุนนางบางคนเริ่มรู้สึกได้ว่าท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี[1] แล้วจึงรีบคุกเข่าลงไป รอฟังพระราชโองการแต่โดยดี มีคนที่หนึ่งเริ่มแล้วเสียงคุกเข่าก็ดังตามกันมาอีกติด ๆ กัน“ขุนนางทุกท่าน ข้าคือเวินกงกงบุตรบุญธรรมของขันทีข้างพระวรกายของไท่ซ่างหวง ได้รับมอบหมายให้มาถ่ายทอดราชโองการ…”เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด กว่าขุนนางในราชสำนักจะเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ย่อมต้องเป็นผู้รู้สถานการณ์ อีกทั้งฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็เหลวไหลไร้ความสามารถ จะสู้รัชทายาทที่ถูกเก็บตัวตนมานา
เรื่องที่ตระกูลหลิวลอบปลงพระชนม์เว่ยคุนฮ่องเต้แพร่สะพัดออกไปในหมู่ราษฎรราวกับไฟลามทุ่ง อีกทั้งการเคลื่อนไหวอึกระทึกครึกโครมขององครักษ์รักษาพระองค์และทหารรักษาเมือง ก็ทำเอาผู้พบเห็นประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย พึงต้องทราบก่อนว่าตั้งแต่เว่ยคุนฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องใช้ทหารมากมายเข้าควบคุมถึงเพียงนี้มาก่อน หนำซ้ำบุตรสาวบ้านตระกูลหลิวยังเป็นถึงฮองเฮา เห็นทีว่าครานี้ตระกูลหลิวคงต้องจบสิ้นแล้วจริง ๆ“ปล่อยข้า! ข้าไม่ได้เป็นคนสั่งให้เดรัจฉานพวกนั้นลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท!”“เจ้าไม่ได้สั่ง แต่คนของเจ้ากลับลงมือ เช่นนี้เจ้าที่เป็นนายต้องร่วมรับผิดชอบก็ถูกแล้วมิใช่หรือ”ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเยาะหยัน ตระกูลหลิววางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ช่างเถอะ แต่นี่ถึงขั้นคิดการกบฏหมายทะยานขึ้นสู่ฟ้า สมควรจะมีจุดจบเช่นนี้แล้ว!“ปล่อยข้านะ! บุตรสาวข้าเป็นถึงฮองเฮา หากพวกเจ้าไม่อยากศีรษะหลุดจากบ่า ก็หัดหูตากว้างไกลเสียบ้าง”“ฮ่า ๆ ฮูหยินท่านนี้…ท่านคงยังไม่ทราบกระมัง ฮองเฮาที่ท่านพูดถึงยามนี้ถูกสั่งกักบริเวณในตำหนักเย็น ท่านยังคิดว่าตนเองเหลือทางรอดอยู่อีกหร







