Se connecterหญิงสาวดูท่าว่าจะอารมณ์ดีนัก ใบหน้างามจึงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสุขใจตลอดเวลา กระทั่งความผิดปกติบนฝั่งก็ลืมสังเกตไปจนสิ้น กระทั่ง....
“เหลียนเอ๋อร์! เจ้ากำลังทำอันใด เข้าฝั่งมาประเดี๋ยวนี้เห็นหรือไม่ว่าตนเสียมารยาทอยู่”
เสียงตะโกนด้วยแรงโทสะของเจ้าเมืองไป๋ ส่งผลให้ทุกคนที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์สะดุ้งเฮือก ไม่เว้นแม้แต่โอรสสวรรค์
ฝ่ายหญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาไม่สนสิ่งใดก็ตกใจไม่ต่างกัน ไป๋เหลียนฮวาพลันตระหนกเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับผู้คนนับสิบชีวิตที่จ้องมองมายังตน
มือเล็กรีบยกขึ้นปิดบังทรวงอกขาวสร่างเป็นพัลวัน รีบก้มหน้าก้มตาจัดท่าทางให้สำรวม พลางเอ่ยกับไป๋จงซานไปด้วย
“ขออภัยเจ้าค่ะ ท่านละ...ว้าย!”
นางยังกล่าวไม่ทันจบ ด้วยความรีบร้อนลุกขึ้นยืนจึงทำให้เรือลำน้อยโคลงเคลง ร่างเล็กเองก็เสียสมดุลโงนเงนไปมาในที่สุดก็ตกลงไปในน้ำจนได้
“คุณหนู!!!”
“เหลียนเอ๋อร์”
ตู้ม!!
และไม่มีใครคาดคิดเสียงน้ำแตกกระจายก็ดังติดกันถึงสองครั้ง เสียงแรกมาจากหญิงสาวกลางสระ ส่วนเสียงที่สองนั้น...
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท องครักษ์รีบลงไปช่วยฝ่าบาท”
เหล่าองครักษ์หน้าถอดสีโดยพลัน เสียงของหลี่กงกงเรียกสติพวกเขาให้ฟื้นคืน แต่ร่างสูงค่าของโอรสสวรรค์ก็ว่ายไปไกลจากขอบสระเสียแล้ว
เสียงน้ำแตกกระจายยังดังติดต่อกันอีกหลายครั้ง หากแต่ร่างสูงใหญ่ของจ้าวหลงเหว่ยหาได้ใส่ใจ เขาตรงไปหาร่างเล็กที่กำลังจมลงไปใต้ผืนน้ำอย่างรวดเร็ว
“แม่นาง! มานี่!”
มือใหญ่คว้าจับเข้าที่เอวบางนุ่มนิ่ม ดึงรั้งนางเข้าหาตัวแนบสนิทไร้ช่องว่าง สัมผัสที่ได้รับทำเอาหัวใจแกร่งกระตุกไปหลายอึดใจ เผลอลูบไล้ไปตามเอวคอดกิ่วอย่างลืมตัว
“แม่นาง อย่าเพิ่งหลับ...”
เขากล่าวกระซิบชิดใบหูเล็กที่ยามนี้ดูจะขาวซีดกว่าปกติ พยายามไม่สนใจสัมผัสนุ่มนิ่มในฝ่ามือ ลากนางเข้าหาฝั่งอย่างสุดกำลัง
กลิ่นกายหอมเจือจางลอยวนเข้าโสตประสาท ส่งผลให้จังหวะหัวใจของชายหนุ่มเต้นไม่เป็นส่ำ ร่างเล็กในอ้อมอกช่างบอบบางน่าทะนุถนอมยิ่ง
“เจ้าอย่าหลับ มีสติหน่อย”
“ฝ่าบาท ส่งนางมาให้กระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์นายหนึ่งที่เพิ่งจะว่ายมาถึงตัวจ้าวหลงเหว่ยพยายามเข้ามาช่วยนายเหนือหัว ทว่าดวงตาคมกล้ากลับฉายประกายเยือกเย็น ยังผลให้อีกฝ่ายต้องกลืนคำพูดลงคอไป
“ไม่ต้องห่วงเรา กลับขึ้นฝั่งไปเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์หนุ่มมองร่างสาวงามในอ้อมกอดโอรสสวรรค์ครู่หนึ่ง เห็นว่าใบหน้ามากกว่าครึ่งจมหายไปในอกแกร่งของผู้เป็นนาย มาดว่าเอวคอดกิ่วภายใต้ผืนน้ำก็คงจะถูกลำแขนแกร่งโอบรวบเอวไว้เช่นเดียวกัน
“เจ้ามองอันใด รีบไปสิ”
“พ่ะย่ะค่ะ ๆ”
จ้าวหลงเหว่ยมองไล่หลังองครักษ์ของตัวเองไป ก่อนจะถอนสายตากลับมาสนใจร่างนุ่มนิ่มเปียกโชกของคนตัวเล็กอีกครั้ง พยายามดึงรั้งนางเข้ามาชิดแนบสนิทยิ่งขึ้นราวกับต้องการสัมผัสทุกสัดส่วนบนร่างกายนางกระนั้น
“ไต้เท้าส่งตัวเหลียนเอ๋อร์มาเถอะขอรับ ผู้น้อยจัดการเองจะดีกว่า”
จ้าวหลงเหว่ยไม่ตอบคำหนำซ้ำยังโอบกอดร่างเล็กขึ้นจากน้ำด้วยตนเอง เมื่อพินิจดูดี ๆ จะพบว่ามือหนาไม่ละไปจากเอวคอดแม้แต่น้อย
ฝ่ายไป๋เหลียนฮวาที่รับรู้ทุกการกระทำของชายหนุ่มก็ให้รู้สึกยินดี นางพยายามลืมตาขึ้นหมายจะมองหน้าคนที่ช่วยชีวิตนางให้ชัด ๆ ทว่ายากเหลือเกิน ทำได้เพียงกระซิบเสียงแผ่วกับแผ่นอกของเขา
“ข้า...เสียมารยาทแล้ว”
“แม่นาง แม่นาง! เรียกหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!”
ฮ่องเต้หนุ่มตะโกนแทบจะเป็นตะคอกสั่งให้หลี่กงกงไปนำตัวหมอหลวงมาให้เร็วที่สุด ขณะที่สายตาและร่างกายก็ไม่ผละไปจากร่างบอบบางของหญิงงามในอ้อมกอด
ยิ่งเปียกน้ำเช่นนี้ อาภรณ์ที่นางสวมใสยิ่งแนบสนิทไปกับร่างของนาง สัดส่วนใดที่ควรปกปิดกลับเปิดเผยแก่สายตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทรวงอกขาวอวบน่าสัมผัสล่อตาล่อใจบุรุษวัยกำดัดอย่างเขาจนเผลอกลืนน้ำลายคล้ายลำคอจะแห้งผาก
“มองอันใด หันไปให้หมด ส่งเสื้อคลุมเรามา”
หลี่กงกงที่กลับจากตามหมอหลวงกระวีกระวาดส่งเสื้อคลุมให้ผู้เป็นนาย จ้าวหลงเหว่ยรับมาก็นำมาคลุมบนเรือนร่างเย้ายวนทันที
“แล้วไหนเล่าหมอหลวง”
“มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านหมอเดินทางด้วยรถม้าเพิ่งจะมาถึงเมื่อครู่นี้เองพ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงรายงาน กลัวโทสะโอรสสวรรค์จะพุ่งสูงไปมากกว่านี้ เขาดันตัวหมอหลวงชราขึ้นหน้าไปทันที
ไป๋เหลียนฮวาหมดสติไปแล้ว จ้าวหลงเหว่ยเห็นก็อดจะร้อนใจมิได้ หมอชรารีบเข้าไปตรวจชีพจรแน่ใจแล้วว่าสตรีนางนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็ลอบปาดเหงื่อตนเองอยู่ภายในใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฝ่าบาท แม่นางผู้นี้ปลอดภัยดี เพียงแต่ตกใจมากเกินไป คาดว่าอีกสักสามชั่วยามก็จะคืนสติแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวหลงเหว่ยมองไปทางร่างเล็กภายใต้เสื้อคลุมของเขา ใบหน้างามขาวซีดจนน่ากลัว แค่คิดว่าหากนางเป็นอันใดไปในอกก็รู้สึกวูบไหวอย่างประหลาดแล้ว
“เจ้า สาวใช้ของนางใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มหันไปก็พบเข้ากับหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนตัวสั่นน้ำตาอาบใบหน้าอยู่ หลิงเอ๋อร์ที่เพิ่งดึงสติกลับคืนมาได้แล้วก็รีบพยักหน้าระรัว
“ผู้น้อย หลิงเอ๋อร์ เป็นสาวใช้ของคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ดี นำทางข้าไปบ้านนาง เราจะพานางไปส่งบ้านเอง”
เขากล่าวจบก็ผลักหมอชราออกไป ก่อนจะช้อนอุ้มร่างนุ่มนิ่มขึ้นแนบอก ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของข้ารับใช้ที่ติดตามมาจากวังหลวง
เห็นทีแม่นางผู้นี้คงพ้นเคราะห์ประสบวาสนาเสียแล้ว
เห็นได้ว่าเถียนเถาฮวาก็ตระหนักถึงเหตุผลนี้เช่นกัน นางพลันกระแอมกระไอเล็กน้อย รีบเปลี่ยนคำพูดทันที“ข้าไม่เคยรักษาบุรุษที่มีอาการเช่นนี้มาก่อน...แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางไปเสียทีเดียว”“จริงหรือ! ข้ารับรองว่าหากเจ้ารักษาจนฝ่าบาทมีทายาทในเร็ววัน ฝ่าบาทและพี่ชายผู้นี้จะต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม” จางจื่อรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี แม้จะยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างไรเขาก็มีความหวังมิใช่หรือ “ได้รางวัลหรือไม่ข้าล้วนไม่ใส่ใจ ขอเพียงช่วยท่านให้หลุดพ้นจากคำครหาได้ เพียงเท่านี้ข้าก็ยินดีแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้างดงามอ่อนหวานประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้ร่างสูงรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ คล้ายหัวใจจะเต้นผิดจังหวะอีกด้วย“ขอบใจเจ้ามากเถาเถา” “ระหว่างเราไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำนี้เจ้าค่ะ ข้าขอเวลาศึกษาตัวยาปรุงกำยานสักระยะ อ้อ อีกอย่างข้ามีเรื่องสำคัญต้องรบกวนท่านให้ช่วยจัดการสักหน่อย” “มีสิ่งใดอย่าได้เกรงใจ เจ้ากล่าวมาได้เลย” “ท่านมีตำแหน่งสูงถึงเพียงนี้ คงจะหาบุรษหล่อเหลาไว้ใจได้สักผู้หนึ่งให้ข้าได้กระมัง”สิ้นคำของหญิงสาว จางจื่อรุ่ยพลันมุมปากกระตุก นี่นางอยา
จางจื่อรุ่ยมองตามคนตัวเล็กที่เดินนำเข้าไปด้านใน ก่อนจะหันกลับไปสั่งควาคนขับรถม้าและคนสนิทอีกหลายประโยค จึงหมุนกายสาวเท้าตามหญิงสาวเข้าไป เรือนหลังนี้มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่หากมองจากภายนอกล้วนไม่มีสิ่งใดสะดุดตา แต่เมื่อได้เหยียบย่างเข้ามายังเรือนด้านใน ชายหนุ่มก็ต้องตกใจกับภาพทิวทัศน์เบื้องหน้า ต้นท้อที่เรียงรายสองฝั่งริมทางเดินผลิดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุน ยามลมราตรีพัดมาแผ่วเบาก็พาเอากลีบดอกสีชมพูอ่อนปลิดปลิวร่วงหล่น กอปรกับร่างอรชรของหญิงงามที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ยิ่งมองหัวใจของชายหนุ่มยิ่งสั่นไหว… “เชิญนั่งก่อนเจ้าค่ะ เรือนของข้าอาจจะคับแคบไปเสียหน่อย โปรดอย่าได้ถือสา นี่น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “ขอบใจมาก ทุกอย่างล้วนดียิ่ง” ดวงตาคมกวาดไปรอบกายอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงกล่าวธุระของตนทันที “ไม่ขอปิดบังเจ้าก็แล้วกัน ที่เข้ามาวันนี้เป็นเพราะสืบทราบมาว่าเครื่องหอมร้านเจ้าสามารถทำให้สตรีตั้งครรภ์ได้ หลายวันมานี้คิดว่าเจ้าคงได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับข้าไม่มากก็น้อยกระมัง” ชายหนุ่มเอ่ยพร้มมกับจ้องมองใบหน้างดงามของอดีตน้องสาวข้างบ้านไปพลาง เถียนเถาฮวาเห็นเขา
สิ้นคำเรียกขานที่ดูจะสนิทสนมของเถียนเถาฮวา จางจื่อรุ่ยที่คิดจะกล่าวคำทักทายเป็นอันต้องหยุดชะงักคำพูดติดอยู่ในลำคอ เขาพินิจหญิงงามเบื้องหน้าด้วยแววตาไม่เข้าใจ หากจำไม่ผิดตนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับสตรีนอกเรือนมาก่อน การที่นางรู้จักชื่อของเขานั้นมิผิด แต่ทว่าการเรียกขานพี่ชายเช่นนี้ก็ดูจะสนิทสนมเกินไปหรือไม่… ราชครูหนุ่มตั้งใจจ้องมองนางอีกครั้ง ดวงหน้างดงามสะคราญโฉมเช่นนี้ หากได้ยลเพียงหนึ่งคราย่อมมิอาจลืมเลือน ดวงตากลมโตฉายประกายยินดีนั่นก็คล้ายจะคุ้นเคยขึ้นมาบ้างแล้ว ฉับพลันนั้นในสมองพลันมีภาพเด็กสาวผู้หนึ่งวาบผ่าน ดวงตาคมเหลือบมองป้ายชื่อร้านเหนือบานประตูในที่สุดก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ใคร่จะมั่นใจนัก “เจ้า…เถาเถาหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าเอง หลายปีมานี้ท่านสบายดีหรือไม่เจ้าคะ” จางจื่อรุ่ยไม่อยากจะเชื่อสายตา เด็กสาวในวันวานยามนี้กลายเป็นโฉมสะคราญไปเสียแล้ว เถียนเถาฮวาในความทรงจำของเขานั้นผอมแห้ง สูงยังไม่ถึงเอวเขา ตามติดแจราวกับหางน้อย ๆ จางจื่อรุ่ยยังจำได้ดียามที่เขาเดินทางเข้าเมืองหลวง สาวน้อยผมแกละผู้นั้นยังร้องห่มร้องไห้จะตามมาให้ได้อยู่เลย “พี่ชายสบายดี ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้า
“คุณหนู แต่นั่นคือราชครูจางนะเจ้าคะ เราทำเช่นนี้จะดีแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ลี่ชุนที่เห็นผู้เป็นนายยังคงนิ่งเฉยก็ร้อนใจแทนหญิงสาวอดจะกล่าวเตือนขึ้นมาไม่ได้ เถียนเถาฮวาเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มปลอบโยนส่งไปให้“วางใจเถอะ หากเขาอยากพบข้าจริง ๆ ย่อมต้องมีวิธีการ ไปเรียกลูกค้าคนต่อไปเข้ามาได้แล้ว” ภายนอกเถียนเถาฮวาทำเป็นไม่สนใจได้ ใครเลยจะรู้ว่ายามนี้ในใจของนางลิงโลดเพียงใด ในที่สุดเขาก็มาเสียที ทว่าหากนางให้เขาพบง่ายดายเช่นนั้น สิ่งที่ทำมาตั้งแต่ต้นก็สูญเปล่าน่ะสิ…เวลาผ่านไปราวสามชั่วยาม ร่างบางในอาภรณ์สีชมพูดอกท้อจึงหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยอาการเมื่อยล้า นางทอดสายตามองออกไปด้านนอกก็เห็นว่าผืนนภาถูกอาบย้อมไปด้วยสีหมึกเสียแล้ว“คุณหนู ให้ลงกลอนห้องปรุงกำยานเลยหรือไม่เจ้าคะ” “เอานี่ไปเก็บให้ข้าด้วยก็แล้วกัน ถ้าเสร็จแล้วเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ” เถียนเถาฮวายื่นกล่องไม้น่านมู่ที่ด้านในเต็มไปด้วยกำยานหลากหลายตำรับไปให้ลี่ชุน เด็กสาวรับไปถือไว้อย่างเคยชินก่อนจะกล่าวคุกับณหนูของตนอีกว่า“บ่าวไปดูบัญชีรายชื่อของวันนี้แล้ว ไม่มีคนของจวนราชครูลงชื่อจองไว้เจ้าค่ะ” “เช่นนั้นหรือ…” เถียนถานฮวาชะงัก
“มีข่าวอันใด เจ้าพูดมาให้กระจ่าง” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมลงถนัดตาเมื่อเห็นคนข้างกายเสียกิริยา ทว่าตงจื้อกลับไม่รอช้ารีบกล่าวออกมาในคราวเดียว “คนเฝ้าประตูจวนสืบข่าวจากชาวบ้านระแวกนี้ได้ความมาว่า ที่ตรอกซานฮวามีร้านเครื่องหอมมาเปิดใหม่ แต่เครื่องหอมภายในร้าน หาใช่เครื่องหอมธรรมดาขอรับ” “มิใช่เครื่องหอมธรรมดา เจ้าหมายถึง…เครื่องหอมนั้นทำให้คนมีบุตรหรือ!” ดวงตาคมดุจเหยี่ยวมีประกายความหวังพาดผ่านก่อนจะเลือนหายไปในเวลาต่อมา ขนาดหมอหลวงยังไม่สามารถรักษาอาการประหลาดของฮ่องเต้ได้ เขาอย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูงจะดีกว่า “เป็นเครื่องหอมที่ทำให้มีบุตรจริง ๆ ขอรับ แต่เป็นกำยานสำหรับสตรี บ่าวไม่แน่ใจว่าจะมีกำยานรักษาโรคของบุรุษหรือไม่” “สืบมาแน่ชัดแล้วใช่หรือไม่ มิใช่พวกนักต้มตุ๋นกระมัง” จางจื่อรุ่ยถามเพื่อความมั่นใจหากแต่ร่างกายไวกว่าความคิด เขาพูดพลางเดินนำคนข้างกายไปทางรถม้าหน้าประตูจวนทันที ใช่นักต้มตุ๋นหรือไม่ไปเยือนสักครั้งก็กระจ่างแล้วไม่ใช่หรือ “ไปตรอกซานฮวา” “ขอรับนายท่าน” สารถีขับรถม้าควบทะยานไปทางที่ผู้เป็นนายบอกอย่างรวดรเร็ว ยิ่งใกล้ถึงตรอกซานฮวามากเท่าใด การสัญจรก็ยิ
ตลอดการประชุมเช้าในราชสำนัก เจ้าของตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ ไม่เอ่ยวาจาใดแม้เพียงครึ่งคำ ใบหน้าหล่อเหลาฉายประกายเย็นชา ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายไม่น่าเข้าใกล้ แม้ขุนนางที่เคยมีไมตรีต่อกันยังไม่กล้ากล่าวทักทายภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ ครั้นการประชุมเช้าจบลงชายหนุ่มก็ออกจากพระราชวังตรงกลับจวนของตนเองทันที“นายท่าน น้ำชากับของว่างเจ้าค่ะ” “อืม” เสียงทุ้มขานรับคำ ทว่าสายตาไม่ได้ละไปจากหนังสือราชการเบื้องหน้า มือหนาพลิกหน้ากระดาษไปสองสามที หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อรับรู้ได้ว่าในห้องตำราของตนยังมีคนอยู่“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก” “บ่าวเห็นว่านายท่านขยับไหล่อยู่หลายครา ให้บ่าวนวดให้ดีหรือไม่เจ้าคะ” ร่างอวบอัดตอบด้วยน้ำเสียงหยดย้อยพลางขยับกายบิดสะโพกเข้ามาใกล้เสียจนได้กลิ่นเครื่องหอมฉุนจมูก จางจื่อรุ่ยสำรวจการแต่งกายของสาวใช้ผู้นี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้านางจัดว่างามอยู่หลายส่วน แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะเป็นก้อนเนื้ออวบอิ่มที่ถูกสายรัดอกขับเน้นให้นูนเด่น ชายหนุ่มใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านี่คือสาวใช้อุ่นเตียงที่ไต้เท้าผู้หนึ่งมอบให้ เขาเคยใช้งานไปเพียงคร







