LOGIN“เหลียนฮวาที่แปลว่าดอกบัวน่ะหรือ” น้ำเสียงทุ้มแฝงความแปลกใจเอ่ยถามไป๋จงซาน เจ้าเมืองไป๋รีบพยักหน้าพลางกล่าวเสริม
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ภายในหมู่บ้านจะมีสระดอกบัวออกดอกตลอดทั้งปี เปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล ยามนี้ล่วงเข้าวสันตฤดู ดอกบัวขาวกำลังเบ่งบานเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านกล่าวมาถึงขนาดนี้ เราไม่ไปคงจะผิดต่อน้ำใจท่านแล้ว”
“หามิได้ ๆ ใต้เท้ากล่าวหนักไปแล้ว ผู้น้อยเพียงอยากแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับไต้เท้าก็เท่านั้น” ไป๋จงซานเผยยิ้มเกรงอกเกรงใจเป็นการใหญ่
จ้าวหลงเหว่ยได้ฟังคำบรรยายของเจ้าเมืองไป๋ก็นึกไปถึงเหล่าดอกบัวหลากสีสัน แข่งกันเบ่งบานในแต่ละฤดู แม้ดอกบัวขาวจะเรียบง่ายแต่หากกล่าวกันถึงที่สุดแล้วเขาก็ยังชื่นชอบมันมากกว่าดอกบัวสีอื่นอยู่ดี บางทีความเรียบง่ายก็มาพร้อมความบริสุทธิ์สูงส่ง...
“เช่นนั้นท่านก็นำทางเถอะ เราจะไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง พ่อบ้านหลี่ไปเอาม้ามา”
สิ้นคำสั่งของนายเหนือหัว ทุกคนก็รีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน หลี่กงกงเลือกม้าจากบรรดาองครักษ์ส่วนพระองค์มาให้ผู้เป็นนาย และอีกตัวหนึ่งสำหรับตัวเอง
เจ้าเมืองไป๋ควบม้านำขบวนอยู่ด้านหน้า ระหว่างทางเจอกับกลุ่มชาวบ้านเป็นระยะ ทุกคนเห็นว่าเป็นเจ้าเมืองไป๋ก็น้อมทักทายและหลีกทางให้ นั่นพิสูจน์แล้วว่าเจ้าเมืองผู้นี้ได้ใจประชาชนเพียงใด
“ถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้วขอรับ”
“บรรยากาศดีอย่างที่ท่านเจ้าเมืองว่าจริง ๆ”
ดวงตาคมกวาดมองไปทั่วบริเวณ ครั้นเห็นป้ายหมู่บ้านที่ทำจากหินสลักก็เอ่ยชมอีกคำรบ หากจะให้เดาผู้ที่สลักป้ายคงจะเป็นบัณฑิตคงแก่เรียนสักคนกระมัง
“สระบัวที่ผู้น้อยกล่าวอยู่ท้ายหมู่บ้าน ที่นั่นเหมาะแก่การพักผ่อนชมทิวทัศน์แป็นอย่างยิ่ง ผู้น้อยจะนำทางไปเองขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน หญิงสาวร่างบอบบางผู้หนึ่งกำลังวาดพายพาเรือลำน้อยให้ลอยอยู่กลางสระบัว ดวงหน้าเล็กเผยยิ้มสดใสไร้เดียงสาท่ามกลางไอหมอกบางเบาและแสงแดดอ่อนจาง สายลมพัดผะแผ่วผ่านอาภรณ์สีเขียวหยกดุจหญิงงามในภาพวาด
หากแต่เสียงร้องโหวกเหวกโวยวายของสาวใช้น้อย กลับทำเอาอารมณ์สุนทรีย์ของนางสะดุดกึก
“คุณหนู! อย่าพายออกไปไกลนักสิเจ้าคะ ระวังเจ้าค่ะ เรือมันโคลงเคลง!”
“รู้แล้ว ๆ หลิงเอ๋อร์เจ้าอย่ารบกวนสมาธิข้าสิ”
เสียงหวานตอบกลับกลั้วหัวเราะ ขณะที่นัยน์ตากลมใสไม่ละไปจากดอกบัวที่กำลังโผล่พ้นน้ำ มือเรียวขาวนวลแทบจะเป็นสีเดียวกับปทุมงามเคลื่อนไหวฉับไวนัก รู้ตัวอีกทีบัวดอกน้อยก็ถูกนางเด็ดขึ้นมากว่าสิบดอก
“ว้าย! คุณหนู อย่าก้มลงไปเช่นนั้น”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เจ้าจะหยุดร้องโวยวายได้หรือยัง”
ไป๋เหลียนฮวา ตอบกลับสาวใช้คนสนิท ใช่แล้ว ชื่อของนางแปลว่าดอกบัวขาว สีผิวและลักษณะนิสัยล้วนไม่ต่างจากชื่อเจ้าของ ยิ่งมองยิ่งสะอาดบริสุทธิ์ไร้มลทิน หลิงเอ๋อร์กลัวเหลือเกินว่าหากนางละสายตา นายสาวผู้นี้จะแปดเปื้อนเอาได้
“กลับเข้ามาเถอะเจ้าค่ะ ให้บ่าวพายให้ดีกว่า”
“แค่พายเรือเก็บดอกบัว หาใช่เรื่องยากเย็น ข้าทำเองได้”
ไป๋เหลียนฮวาคว้าจับก้านบัวสีเขียวสดหักมันออกอย่างชำนาญดอกแล้วดอกเล่า จนไม่ทันได้สังเกตว่าเสียงของสาวใช้ตนเองหายไปตั้งแต่เมื่อใด ต่างจากใครอีกคนที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ ซึ่งบัดนี้นิ่งงันเป็นไก่ไม้ไปเสียแล้ว
จ้าวหลงเหว่ยทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยหัวใจสั่นระรัว หญิงงามกลางสระบัวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนขับเน้นให้ผิวขาวของนางกระจ่างสว่างไสว ใบหน้างดงามหวานล้ำปานล่มเมือง ดวงตากลมใสเปล่งประกายดุจธารดารา รับกับจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากสีระเรื่อที่กำลังแย้มยิ้มไร้เดียงสา
ร่างบอบบางนอนคว่ำหน้าไปกับพื้นเรือ คว้าจับดอกบัวกลางสระอย่างขะมักเขม้นเป็นระยะ ลืมระวังแม้กระทั่งกิริยา ด้วยอาภรณ์ของนางเป็นเสื้อแบบเปิดอก ยามที่หญิงสาวก้มตัวลงไป ก้อนเนื้อขาวอวบก็โผล่ออกมาให้เห็นอยู่รำไร พาให้เลือดในกายฮ่องเต้หนุ่มเดือดพล่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“หึ ๆ แค่นี้ก็หอบแล้วหรือ”มู่ตานฮวายกมือฟาดไหล่หนาไปเต็มแรง เขายังมีหน้ามาเย้าแหย่นางอีก!ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันจะอ้าปากด่าก็ต้องตาเบิกโพลงเพราะมือหนาขยับไวถลกชายชุดวิวาห์ของนางขึ้นมากองอยู่เหนือสะโพกเสียก่อน“อ๊ะ..อาเจา...”“อืม กลิ่นกายท่านช่างหอมเสียจริง”เขากล่าวกระซิบชิดเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นล้นทะลักเอี๊ยมตัวบางออกมามากกว่าครึ่ง ก่อนจะเคล้นคลึงบีบขยำความนุ่มนิ่มราวกับนวลแป้ง ปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาจนมู่ตานฮวาครางหวิว แอ่นปทุมถันคู่งามป้อนถึงปากของเขาอย่างเคยชิน“อ๊ะ...อะ อาเจา”“อืม อวบอิ่มนุ่มนิ่มเหลือเกิน”เว่ยเจาหลุนเอ่ยชมไปพลางก็ลากปลายลิ้นไปจนถึงแผ่นท้องแบนราบ เมื่อเห็นว่านางตัวเกร็งเพราะความหวามไหว เขาก็ยิ่งนำริมฝีปากเลื่อนลงไปคลุกเคล้าเย้าหยอกบุปผางามกลางกายนางหนักหน่วงแนบแน่น ดูดกลืนเกสรเต่งตูมเข้าปากกรีดเคล้นเอาน้ำหวานจนหญิงสาวดิ้นพล่านหวีดร้องเสียงใส“อ๊า!! อะ ไม่ อื้อ”“อืม...อามู่ คืนนี้โบตั๋นเช่นท่านจะถูกภมรเช่นข้าเชยชมจนกลีบช้ำแน่นอน”“อื้อ คน...อา ลามก อ๊า!”ร่างเล็กดิ้นเร่าบิดสะโพกโยกรับลิ้นร้อนที่สอดลึกเข้ามาภายใน ราวกับเชื้อไฟผ่าวร้อนที่แผดเผาลามเลียไปทั่วสรรพางค์
ทางฝั่งมู่ไทเฮาที่หนีออกจากวังมาได้ก็รู้สึกปลอดโปร่งไม่น้อย ทว่าส่วนลึกในจิตใจยังอดจะรู้สึกวูบโหวงมิได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทิวาราตรีในที่สุดมู่ตานฮวาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง“ชุนเถา เหตุใดเรายังไม่ออกจากเมืองหลวงอีก”“ทูลไทเฮา ผู้คนในเมืองค่อนข้างพลุกพล่านทำให้การเดินทางล่าช้าเพคะ”“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ…”ชุนเถาพยักหน้ารับประหนึ่งไก่จิกข้าวสาร ในเวลาเดียวกันนั้นเองรถม้าที่นางโดยสารมาพลันชะงักกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่มู่ตานฮวาจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างสูงของใครบางคนก็ปรากฏสู่สายตาเสียก่อน“อาเจา! เหตุใดจึงเป็นเจ้า”“ข้ามาได้อย่างไรนะหรือ สตรีสกุลมู่ ไม่สิ สตรีสกุลหรงรับราชโองการ...”มู่ตานฮวายังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกก็ต้องเบิกดวงตากว้างเมื่อเขาเอ่ยสกุลมารดาของนาง ครั้นสติกลับคืนมาชุนเถาก็ดึงนางลงไปคุกเข่าเบื้องหน้าเว่ยเจาหลุนเสียแล้ว“อะแฮ่ม! เวินกงกง เจ้ารีบถ่ายทอดราชโองการของเรา”“พ่ะย่ะค่ะ”ขันทีข้างพระวรกายเจาหลุนฮ่องเต้เดินขึ้นหน้ามาสองก้าว ก่อนจะเปิดม้วนผ้าแพรสีทองอร่ามออกอ่าน“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้มีบัญชา มู่ไทเฮาทรงละอายพระทัยที่ไม่สามารถดูแลวังหลังไม่อยู่ใน
เรื่องราวเร่าร้อนริมหน้าต่างในตำหนักโซ่คัง ไม่มีใครได้ล่วงรู้นอกจากหญิงสาวที่นอนหมดเรี่ยวแรงสลบไสลกับชายหนุ่มที่ใช้ท่อนแขนของตนเองต่างหมอนให้คนงามใช้หนุนเว่ยเจาหลุนกวาดสายตาพินิจดวงหน้างามปานล่มเมืองด้วยแววตาอ่อนหวาน รักใคร่นางจนไม่สามารถหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกตนเองได้ มีเพียงการกระทำตลอดสิบปีมานี้ที่เขาคิดว่าได้บอกหญิงสาวไปจดหมดสิ้นแล้วทว่านี่ก็ยังไม่สามารถทำให้นางล้มเลิกความคิดที่จะจากเขาไป หากถามว่าเว่ยเจาหลุนรู้ได้อย่างไรเช่นนั้นหรือ…เขาบอกแล้วว่าหลงรักนางมาตั้งแต่เยาว์วัย การกระทำและความคิดของนางมีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ ทั้งชุนเถานางกำนัลคนสนิทของนางก็แอบมาบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้อีก“อามู่ ท่านคิดจะหันหลังให้ข้า ก็ต้องดูก่อนว่าข้ายินยอมหรือไม่”ร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมาร่างสูงกล่าวกระซิบเสียงพร่าขณะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจุมพิตเปลือกตาสีนวลแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ เกรงว่าหากทำรุนแรงกว่านี้นางอันเป็นที่รักจะตื่นขึ้นมา“เอาเถอะ ท่านอยากจะหนีก็หนีต่อไป แต่หากข้าตาม
“อื้อ...”“อืม...”เว่ยเจาหลุนคำรามต่ำในลำคอด้วยความพึงพอใจ ยามนางตอบสนองกลับมาอย่างเร่าร้อนกอดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งเรียวลิ้นของเขาเข้าไปพัวพันพลิกพลิ้วดุจเถาวัลย์ในพงไพรเสียงหอบหายใจของคนทั้งคู่เริ่มถี่กระชั้น มือไม้เคลื่อนไหวพัลวันดึงทึ้งอาภรณ์กันและกันจนกระจัดกระจายเต็มพื้น“อ๊ะ...จะทำตรงนี้หรือ”“ท่านไม่อยากชมจันทร์หรือ หึ ๆ อ่า...อามู่”นางถูกเขาหยอกล้อจนหน้าแดงจึงเอาคืนอีกฝ่ายด้วยการคว้าจับส่วนแข็งขืนเอาไว้เต็มมือ ก่อนจะรูดรั้งรัวเร็วไม่ปล่อยให้เขาตั้งตัวชายหนุ่มกัดฟันกรอดก้มหน้าเข้าหาซอกคอขาวผ่อง สูดดมดูดดึงความหอมหวานจากเนื้อนวลอย่างหื่นกระหาย กลางกายปวดหนึบจวนเจียนจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ“อ่า อามู่...อืม”“อาเจา เจ้า...อ๊ะ”หญิงสาวผวากายส่งเสียงครางรับยามเขาครอบปากงับยอดถันสีหวานดูดกลืนเก็บกินความเต่งตึงของนางจนเสียวซ่านสั่นสะท้านไปถึงกลางกายจนต้องขยับขาบดเบียดเสียดสีกันไปมา“อามู่...หวาน อืม...”“อ๊ะ พะ พอแล้ว”หญิงสาวแอ่นอกอวบเข้าหาริมฝีปากร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างสูงเห็นนางตัวอ่อนระทวยหวิดจะตกขอบหน้าต่างจึงรั้งเอวบางเข้ามา จงใจถูไถความใหญ่โตร้อนผ่าวของตนเข้าหาบุปผางามที่กำลังเปียกชื
“ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าพบในวันนี้ก็เพื่อจะหารือเรื่องนี้อยู่พอดี ยามนี้ฝ่าบาทยังต้องพักผ่อนพระวรกายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากสูญเสียแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญไป ทำให้จิตใจของพระองค์ไม่สู้ดีนัก”เหล่าขุนนางที่ได้ฟังต่างลอบสูดหายใจเย็นเยียบเข้าลึก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อเม็ดโต จากคำพูดของไทยเฮาไม่ใช่ว่าฝ่าบาทสติวิปลาสไปแล้วหรือ…“ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องใด วันนี้นอกจากเรื่องของเว่ยคุนแล้ว ข้ายังนำราชโองการของไท่ซ่างหวงมาประกาศด้วย เชิญคนเข้ามา”สิ้นคำพูดของหญิงสาวก็มีขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมม้วนผ้าสีทองในมือ ขุนนางบางคนเริ่มรู้สึกได้ว่าท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี[1] แล้วจึงรีบคุกเข่าลงไป รอฟังพระราชโองการแต่โดยดี มีคนที่หนึ่งเริ่มแล้วเสียงคุกเข่าก็ดังตามกันมาอีกติด ๆ กัน“ขุนนางทุกท่าน ข้าคือเวินกงกงบุตรบุญธรรมของขันทีข้างพระวรกายของไท่ซ่างหวง ได้รับมอบหมายให้มาถ่ายทอดราชโองการ…”เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามคาด กว่าขุนนางในราชสำนักจะเดินมาถึงวันนี้ได้ก็ย่อมต้องเป็นผู้รู้สถานการณ์ อีกทั้งฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็เหลวไหลไร้ความสามารถ จะสู้รัชทายาทที่ถูกเก็บตัวตนมานา
เรื่องที่ตระกูลหลิวลอบปลงพระชนม์เว่ยคุนฮ่องเต้แพร่สะพัดออกไปในหมู่ราษฎรราวกับไฟลามทุ่ง อีกทั้งการเคลื่อนไหวอึกระทึกครึกโครมขององครักษ์รักษาพระองค์และทหารรักษาเมือง ก็ทำเอาผู้พบเห็นประหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย พึงต้องทราบก่อนว่าตั้งแต่เว่ยคุนฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ก็ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องใช้ทหารมากมายเข้าควบคุมถึงเพียงนี้มาก่อน หนำซ้ำบุตรสาวบ้านตระกูลหลิวยังเป็นถึงฮองเฮา เห็นทีว่าครานี้ตระกูลหลิวคงต้องจบสิ้นแล้วจริง ๆ“ปล่อยข้า! ข้าไม่ได้เป็นคนสั่งให้เดรัจฉานพวกนั้นลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท!”“เจ้าไม่ได้สั่ง แต่คนของเจ้ากลับลงมือ เช่นนี้เจ้าที่เป็นนายต้องร่วมรับผิดชอบก็ถูกแล้วมิใช่หรือ”ทหารนายหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเยาะหยัน ตระกูลหลิววางอำนาจบาตรใหญ่ราวกับตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์ก็ช่างเถอะ แต่นี่ถึงขั้นคิดการกบฏหมายทะยานขึ้นสู่ฟ้า สมควรจะมีจุดจบเช่นนี้แล้ว!“ปล่อยข้านะ! บุตรสาวข้าเป็นถึงฮองเฮา หากพวกเจ้าไม่อยากศีรษะหลุดจากบ่า ก็หัดหูตากว้างไกลเสียบ้าง”“ฮ่า ๆ ฮูหยินท่านนี้…ท่านคงยังไม่ทราบกระมัง ฮองเฮาที่ท่านพูดถึงยามนี้ถูกสั่งกักบริเวณในตำหนักเย็น ท่านยังคิดว่าตนเองเหลือทางรอดอยู่อีกหร







