Masukเพล้ง! เขาทุบแก้วเหล้าในมือดังลั่นเศษแก้วกระจายเกลื่อนพรม เสียงตวาดดังก้องสะท้อนจนร่างเล็กสะดุ้งเฮือก
“งั้นก็ออกไป!” รินญาชะงักดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เธอยืนนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนคำพูดที่เจ็บยิ่งกว่ามีดก็พุ่งเข้ามา
“จะไปตายที่ไหนก็ไป! ก็แค่ผู้หญิงเอาตัวเข้าแลกเงิน มันต่างจากขายตัวตรงไหนวะ!”
ถ้อยคำนั้นฟาดใส่หน้าเธอเต็มแรงรินญายืนนิ่งเหมือนถูกตบจนหูอื้อ ใบหน้าเธอซีดเผือดน้ำตารื้นขึ้นมาทันทีแม้พยายามกลั้นไว้แต่ไม่อาจห้ามได้ ริมฝีปากสั่นไหวเหมือนอยากเถียง
อยากบอกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น…แต่สุดท้ายเธอก็พูดไม่ออก
ภายในอกเหมือนถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออกร่างเล็กสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินไปทางประตู เธอไม่แม้แต่จะมองเขาอีก
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นพรมอย่างช้า ๆ ก้าวแล้วก้าวเล่า ร่างของรินญาถูกไล่ไปด้วยคำเหยียดหยามที่ยังดังก้องอยู่ในหัว พอประตูห้องถูกผลักออก น้ำตาที่พยายามกลั้นก็พรั่งพรูราวกับเขื่อนแตก
เธอวิ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาตามบันไดหนีไฟไม่สนใจใครทั้งนั้น ใบหน้าสวยเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา แก้มแดงก่ำจากการสะอื้นร่างทั้งร่างสั่นระริกเหมือนเด็กที่หลงทางในโลกกว้าง
จนกระทั่งเท้ามาหยุดที่ล็อบบีของโรงแรมใหญ่ โคมไฟคริสตัลด้านบนส่องแสงระยิบระยับ แต่สำหรับเธอกลับมืดมนเกินกว่าจะมองเห็นความสวยงามนั้นได้
รินก้าวชะงักสายตามองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอยผู้คนยังเดินสวนไปมา บางคู่หัวเราะบางกลุ่มกำลังยกโทรศัพท์ถ่ายภาพ แต่ไม่มีใครมองเห็นความทุกข์ที่กัดกินเธออยู่เลย
ขาเรียวค่อย ๆ ทรุดลงเธอนั่งลงกับพื้นเย็นตรงหน้าโรงแรม เสื้อผ้าราคาแพงที่เพิ่งสวมในงานแต่งไม่ได้ช่วยให้เธอมีศักดิ์ศรีอะไรอีกแล้ว น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงอาบแก้มจนชุ่มทั้งใบหน้า
“ฮึก…” เสียงสะอื้นหลุดออกมาเธอยกมือขึ้นปาดแต่น้ำตาก็ยังคงไหลไม่หยุด ร่างบางกอดเข่าตัวเองแน่นราวกับอยากปกป้องหัวใจที่กำลังแตกสลาย
เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำผ่านประตูแก้วใหญ่ด้านหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าไม่รู้จะไปที่ไหนต่อ
“ไม่อยากอยู่อีกแล้ว…” เธอพึมพำเสียงแผ่วก้มหน้าลงซบเข่าตัวเองอีกครั้งสะอื้นไห้อย่างสิ้นหวัง
นี่คือคืนแรกในฐานะเจ้าสาวแต่กลับกลายเป็นคืนที่เธอถูกทิ้งให้นั่งร้องไห้อยู่หน้าโรงแรม…อย่างไร้ค่าและไร้ที่พึ่งพิงที่สุดในชีวิต
โถงล็อบบีที่เคยคึกคักเงียบสงัดลงในยามเช้าแสงแดดลอดผ่านกระจกบานใหญ่สาดลงบนโซฟายาว ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวที่ยับยู่ยี่นอนขดตัวเหมือนเด็กไร้ที่พึ่งพิงอยู่ตรงนั้น เสียงลากผ้าถูพื้นของแม่บ้านดังอยู่ไม่ไกลเป็นเสียงแรกที่ปลุกให้รินญาค่อย ๆ ขยับตัวตื่นขึ้นมา
เปลือกตาที่บวมช้ำหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยก้อนหิน รินญายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองเบา ๆ น้ำตาที่แห้งติดแก้มยังทิ้งรอยคราบไว้ให้เห็นชัด เธอหันซ้ายหันขวาไม่มีแขก ไม่มีเพื่อนไม่มีใครเลยนอกจากแม่บ้านที่เหลือบตามามองแล้วก็ก้มหน้าทำงานต่อ
หัวใจบีบรัดแน่นความอับอายแล่นเข้ามาอีกระลอก เธอลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้ากระโปรงเจ้าสาวยาวลากพื้นตามแรงก้าวเดิน กลายเป็นภาพตลกร้ายในสายตาคนอื่นแต่สำหรับเธอมันคือโซ่ตรวนที่ถ่วงไว้ไม่ให้หายใจ
รินกลับขึ้นไปที่ห้องหออย่างหวังเล็ก ๆ ว่าอาจจะได้เจอใครสักคน แต่เมื่อประตูเปิดออก ห้องนั้นว่างเปล่ามีเพียงกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดจาง ๆ กับแม่บ้านที่กำลังเช็ดโต๊ะ แม่บ้านเงยหน้าขึ้นสบตาเธอแค่ครู่ก่อนจะก้มหน้ากลับไปทำงานโดยไม่ทัก ไม่ถาม เหมือนเธอเป็นแค่เงาผ่านทาง
ความว่างเปล่าทำให้เธอยิ่งรู้สึกไร้ค่ารินญาหันหลังกลับออกมาจากโรงแรม ไม่มีเงินติดตัว ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีอะไรเลยนอกจากชุดเจ้าสาวที่เปื้อนฝุ่นและน้ำตา
รองเท้าส้นสูงกดลงกับพื้นถนนแต่ละก้าวเหมือนถูกลงโทษ ทุกครั้งที่ก้าวไปเหมือนมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงเท้า เลือดซึมออกมาเปื้อนรองเท้าสีขาวทีละน้อยแต่เธอก็ยังคงก้มหน้าเดินต่อไป
น้ำตาไหลไม่หยุดแม้จะพยายามเช็ดราวกับหัวใจแตกสลายไม่อาจเยียวยา ผู้คนที่เดินผ่านหันมามองด้วยความสงสัยบางคนหัวเราะคิกคักบางคนส่ายหัวเอือมระอาแต่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย
หลายกิโลเมตรที่เดินมาถึงในที่สุดรินญาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านหลังคุ้นตา บ้านที่เธอเติบโตมาแต่ประตูรั้วกลับเหมือนกำแพงสูงที่ปิดกั้นเธอออกไป
“นี่แกยังมีหน้ากลับมาอีกเหรอ!” เสียงแหลมสูงของน้าดาวดังขึ้นทันทีที่เห็นเธอ ร่างใหญ่ก้าวฉับออกมาจากในบ้านแววตาเต็มไปด้วยความเดือดดาลดุดันเหมือนจะกลืนกินเธอทั้งเป็น
รินญายืนนิ่งดวงตาที่แดงก่ำหลุบต่ำน้ำตาร่วงอาบแก้มอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามจะเอ่ยขอโทษแต่ริมฝีปากกลับสั่นจนเปล่งเสียงไม่ออก
“กลับมาทำไม” วิทยาเดินตามออกมาสีหน้าเคร่งขรึมแววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ เขาเอ่ยเสียงเย็นน้ำเสียงที่ไม่แม้แต่จะเหลือเศษเสี้ยวของความเป็นพ่อ
“พ่อคะ…ริน” เสียงสั่นเครือของเธอถูกตัดด้วยท่าทีหันหน้าหนีของเขาอย่างไม่ไยดี
“อย่าเข้ามาในบ้านอีก ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ก็ไม่ต้องกลับ มา!” คำสั่งนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงตรงหน้า ร่างเล็กสั่นเทิ้มก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นตรงหน้ารั้วบ้าน ความสิ้นหวังโถมเข้ามาในอกจนแทบหายใจไม่ออก
เธอค่อย ๆ ขดตัวกอดเข่าซบหน้าลงกับแขนน้ำตาไหลไม่หยุดมันไหลรินลงบนพื้นดินแห้งแข็ง เธอนอนขดอยู่อย่างนั้นตรงรั้วบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิง แต่วันนี้กลับกลายเป็นเพียงที่ซุกหัวนอนของคนไร้ค่าในสายตาครอบครัวตัวเอง
แสงแดดบ่ายสาดลงมาร้อนจนผิวแสบราวกับจะย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าตอนนี้…ไม่มีที่ไหนบนโลกนี้ที่ต้อนรับเธออีกแล้ว
รินตื่นขึ้นมาด้วยความปวดเมื่อยตัวเล็กน้อยหลังจากนอนขดตัวหน้ารั้วบ้านตลอดคืน แสงแดดส่องลงมาตรงใบหน้าเธอจนต้องหลับตาพอคลายมือจากการกอดเข่า
เธอก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมากำมือแน่นบนท้องที่เริ่มร้องคร่ำครวญอยู่ในใจว่า…
“พ่ออยู่ไหนคะ…ทำไมแม่บ้านก็ไม่มีใครสนใจฉันเลย”
เธอนั่งนิ่งอยู่หน้าบ้านก้มหน้ากุมท้องท่ามกลางความเงียบที่กดดัน มันเหมือนโลกทั้งโลกลืมเธอไปแล้ว รินมองไป
รอบ ๆ บ้านด้วยสายตาเศร้าสร้อย น้ำตาคลอเบ้าแต่เธอไม่อยากร้องไห้อีกเพราะหมดแรงแล้วไม่นานเสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยดังขึ้นรถคันหรูค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดตรงหน้า รินญายกหัวขึ้นมองนิ่ง ๆ ทั้งโกรธ ทั้งไม่อยากยุ่งด้วยแต่สายตาของชายที่ลงจากรถตรงหน้าทำให้เธอไม่สามารถละสายตาได้
ภพก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเรียบเฉยดวงตาคมจ้องมองรินญาเหมือนอ่านใจได้ทุกอย่าง มือหนายื่นออกมาและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ
“ขึ้นรถมา…สภาพเจ้าสาวของฉันดูไม่ได้เลย” รินมองมือที่ยื่นมาอยู่ครู่หนึ่ง ความหิวและความเหนื่อยทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธได้ เธอลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าและก้าวเข้ารถไปโดยไม่พูดอะไร
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านโปร่งของห้องพักพิเศษภายในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ห้องกว้างขวางและสะอาดสะอ้านจนแทบไม่เหมือนห้องพักคนไข้เลยด้วยซ้ำ กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกไม้สดที่ป้ามะลิจัดใส่แจกันไว้มุมโต๊ะทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น แต่สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดแล้ว… ความผ่อนคลายนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความประหม่าอย่างปิดไม่มิด “ห้องนี้แพงมากไหมคะ” เสียงของรินญาดังขึ้นเบา ๆ เธอเดินโยกตัวช้า ๆ มือหนึ่งประคองท้องโตไว้ อีกมือแตะพนักเก้าอี้ที่อยู่ใกล้เหมือนจะหาที่พยุง ภพที่กำลังจัดของออกจากกระเป๋าเดินทางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่แพงหรอก เธอสบายใจก็พอ” เขาตอบเรียบ ๆ แล้วกลับไปจัดของต่ออย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของใช้ส่วนตัวและของเด็กอ่อนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า รินญานั่งลงบนโซฟาแขกสูดหายใจลึกเหมือนพยายามข่มความกลัวในใจที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ มือบางลูบท้องเบา ๆ เหมือนพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ “อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้เจอกันแล้วนะลูก…” ภพวางกล่องของใช้ในตู้เสร็จก็เดินมาหาเปิดขวดนมบำรุงแล้วยื่นให้
สามเดือนต่อมาเป็นช่วงเวลาที่รินญาไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้อีกครั้งโดยเฉพาะในฐานะ “ผู้หญิงของภพ” ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยหนีจากเขามาด้วยหัวใจที่แหลกละเอียด แต่เวลาผ่านไปกลับทำให้ทุกอย่างดูช้าลงและอบอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงนกร้องเบา ๆ คลอไปกับสายลมยามสาย รินญานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงสวนหลังบ้านที่มีแสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมา เธอสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนปลายผมที่รวบไว้หลวม ๆ สะท้อนแสงแดดนวลขณะมือหนึ่งลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กในท้องกำลังขยับเบา ๆ ราวกับตอบรับความสุขในใจของแม่ รินญาหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ “อยู่ดี ๆ แม่ก็ยิ้มคนเดียวอีกแล้ว” เธอพูดกับลูกในท้อง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฉันซื้อขนมปังร้านที่เธอชอบ กับน้ำหวานที่สั่งไว้ หิวก็ไปกินนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังจนรินญาสะดุ้งน้อย ๆ เธอหันกลับไปมอง ภพยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นถึงศอก ใบหน้านิ่งขรึมอย่างที่เคยเป็น ดวงตาคมทอดมองมาโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่ในมือกลับถือถุงขนมปังและแก้วน้ำหวา
ภายในอกของเขามีเพียงความเงียบที่ดังก้อง... ความเงียบที่กำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็ไม่กล้ายอมรับ ความรู้สึกที่อาจจะเรียกได้ว่า “คิดถึง” กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มลอยคลุ้งในอากาศ รินญานั่งอยู่บนเตียงมือเรียวเล็กค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นตักข้าวต้มทีละคำ เธอนั่งทานเงียบ ๆ เสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวที่ดังในห้อง เธอไม่ได้รู้เลยว่านอกประตูมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเข้ามาเงียบ ๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้เจ้าตัวก็ไม่กล้าเรียกชื่อมัน ภพยืนพิงกรอบประตูไว้มือทั้งสองกอดอกแน่น เขาไม่เข้าไปขัด ไม่พูด ไม่ทำอะไร นอกจากมองผู้หญิงคนนั้นที่เคยนั่งมุมเดียวกันนี้แต่ต่างเวลาออกไป ใบหน้าเรียวซีดที่ค่อย ๆ ดูดีขึ้นเมื่อได้กินอะไรบ้างทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ในขณะที่รินญาเงยหน้ามองไปรอบห้องสายตาเธอหยุดที่ผ้าม่านสีขาวและกรอบรูปบนหัวเตียงที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ความทรงจำมากมายไหลกลับเข้ามาในหัวอย่างช้า ๆ เสียงตะคอก เสียงเธอร้องไห้ในคืนนั้น ภาพของภพที่เดินออกจากห้องโดยไม่หันมามอง... “เขาจะเปลี่ยนไปได้จร
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบางสีขาวเข้ามาในห้องนอนกว้างกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่เธอคุ้นเคยลอยปะปนอยู่ในอากาศ รินญาค่อย ๆ ขยับเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตกะพริบสองสามครั้งเพื่อปรับให้ชินกับแสงก่อนจะเห็นเพดานสีขาวสะอาดและลวดลายโคมไฟที่เธอจำได้แม่นยำ... หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่มันไม่ใช่ห้องเช่าของเธอแน่ ๆ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลิลลี่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง และผ้าปูเตียงผืนนี้...ทุกอย่างมันคุ้นเกินไป คุ้นจนใจสั่น “ที่นี่... ห้องของภพเหรอ” เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากบาง รินญาพยายามยันกายขึ้นช้า ๆ แต่พอขยับตัวเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนจากอีกฟากของเตียงก็ทำให้เธอชะงัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นร่างสูงในชุดนอนสีเทาอ่อนนอนอยู่ข้าง ๆ คนที่เธอพยายามหนีมาเป็นเดือน …ภพ หัวใจรินญาเต้นถี่เหมือนจะหลุดออกจากอกเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะค่อย ๆ ถอยตัวออกจากเขาอย่างระมัดระวัง ทว่าข้อมือบางกลับสั่นเล็กน้อย ความกลัว ความสับสน และความทรงจำเก่าถาโถมเข้ามาในหัว “ทำไม...ฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เธอพึมพำเบา ๆ ก
“โธ่เอ๊ย อิหนูนี่กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ ยังออกมาเดินตากแดดอีก เดี๋ยวก็เป็นลมสิลูกเอ๊ย! ประโยคของยายคนนั้นทำให้ภพนิ่งค้างทันที ดวงตาคมเบิกกว้าง สายตาเขาก้มลงมองหน้าท้องของรินญาที่นูนขึ้นเล็กน้อย มันไม่มากนักแต่ชัดเจนพอให้คนสังเกตได้ “รินญา...เธอ...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลงราวกับหายใจไม่ออก รินญามองเขาด้วยแววตาอ่อนล้าเหมือนหมดแรงที่จะตอบ เธอยกมือขึ้นจับแขนของเขาไว้แผ่วเบา แล้วทุกอย่างก็มืดลงใน ทันทีร่างของเธออ่อนแรงจนหมดสติในอ้อมแขนของเขา “รินญา!” ภพเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ มือใหญ่ประคองร่างของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง เขาอุ้มเธอขึ้นเต็มอ้อมแขน ก่อนจะรีบก้าวกลับไปยังรถ ยายเจ้าของร้านขายของชำที่เห็นภาพนั้นก็รีบเดินตามมาพร้อมตะโกนถามเสียงดัง “เฮ้ย! จะพาอิหนูไปไหนน่ะหนุ่ม!” ภพหยุดชั่วขณะเขาหันกลับมามองหญิงชรา สีหน้าของเขานิ่งเรียบแต่ดวงตากลับมีประกายบางอย่างที่ต่างจากเดิมไม่ใช่ความเย็นชา หากแต่เป็นความจริงจังและหวงแหนอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน “ผมเป็นผัวเธอคร
ลมยามบ่ายพัดใบไม้ไหวเบา ๆ ในสวนหน้าคฤหาสน์ของวิทยา เสียงสะอื้นที่แผ่วเบาแต่ไม่เคยเงียบลงดังอยู่ในบ้านหลังนั้นมาเกือบสัปดาห์ ดาวยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมใบหน้าซีดเผือดจากการร้องไห้และไม่ได้นอน ดวงตาบวมแดงจนแทบลืมไม่ขึ้นมือบางกำผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนน้ำตาแน่นราวกับมันคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเธอไว้ได้ในตอนนี้ แต่ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์หลายคันดังขึ้นจากหน้าบ้าน เสียงเบรกกระชั้นและเสียงประตูรถเปิดปิดแทบจะพร้อมกัน ทำให้ดาวที่กำลังนั่งนิ่งถึงกับสะดุ้งหัวใจเต้นแรงมือสั่นเทาอย่างมีความหวัง “หวาน! หวานกลับมาแล้วใช่ไหมลูก!” ดาวตะโกนออกมาพร้อมรีบพรวดลุกจากโซฟา เดินเร็ว ๆ จนแทบจะวิ่งออกไปทางประตูหน้าคฤหาสน์ เธอเปิดประตูออกอย่างแรงร่างกายสั่นเทาเพราะความหวังที่กำลังพุ่งขึ้นเต็มอก แต่ทันทีที่สายตาเห็นชายร่างสูงในสูทดำสนิทก้าวลงจากรถหรู ร่างนั้นไม่ใช่สมุทรและยิ่งไม่ใช่ลูกสาวของเธอ ดาวถึงกับชะงัก ดวงตากะพริบถี่ ๆ เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น “คุณภพ...” เสียงเรียกของเธอสั่นเครือก่อนจะเปลี่ยน เป็นเสียงร้องไห้ที่แตกพร่าเมื่อวิ่งเข้าไปคว้าแข
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์เงากระจกในห้องพักเจ้าสาวสะท้อนร่างของหญิงสาวในชุดแต่งงานสีขาวสะอาดตา เครื่องประดับประณีตถูกประดับบนเรือนผม แต่ใบหน้าของเธอกลับไร้รอยยิ้มมีเพียงความว่างเปล่าและเศร้าหมองในแววตา “หึ...คงเนื้อสั่นหมดแล้วสิ” เสียงเย้ยหยันของน้าดาวดังขึ้นทันทีที่ประตูถูกเปิดออก
“ตกลงจะใช้หนี้ฉันได้หรือยัง” ทันทีที่เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทุกสายตาในห้องต่างหันขวับไปยังร่างสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศที่เคยโกลาหลเมื่อครู่กลับกลายเป็นเงียบสงัดจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็แทบจะดังเกินไป “คะ…คุณภพ” น้าดาวกับพ่อของรินหน้าถอดสีร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกต
เสียงทะเลาะที่ดังลั่นจากชั้นล่างของบ้านทำให้รินญา ลูกสาวคนโตที่กำลังจะก้าวลงบันไดถึงกับหยุดชะงัก เท้าชะงักค้างอยู่ตรงขั้นที่สาม ร่างกายแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงเอาไว้หัวใจสั่นระรัวไม่กล้าเดินต่อไป “แม่! จะบ้าหรือเปล่า หวานมีแฟนแล้วนะไม่อยากแต่งหรอกกับคนแบบนั้น!” เสียงตะโกนของ
สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ กลับมาพบกันในครั้งนี้กับผลงานเรื่อง “รินญาไร้รัก” โดยนามปากกา “เธียรนรา” เรื่องนี้ถือเป็นแนวที่ท้าทายมากสำหรับไรต์เหมือนกันค่ะ เป็นแนวพระเอกธงดำ ไม่รู้จะชั่วถูกใจทุกท่านไหม แต่หวังว่าจะได้สาปพระเอกไม่มากก็น้อย แต่ช่วยอ่อนโยนกับนางเอกของไรต์หน่อยนะคะ แม้ว่าช







