Masukเช้าวันใหม่ที่แสงแดดยามสายส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องกว้าง รินพลิกกายอย่างเชื่องช้าแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เธอได้หลับเต็มตาโดยไม่ต้องขดตัวอยู่หน้าบ้านเย็น ๆ เหมือนเมื่อคืนก่อน
ร่างเล็กขยับตัวนั่งพิงหัวเตียงพลันสายตาก็เหลือบไปยังฝั่งอีกด้านของเตียงที่ว่างเปล่า ไม่มีวี่แววเจ้าของร่างสูงที่ควรจะอยู่ตรงนั้นใจเธอกระตุกเบา ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเปิดประตูห้องน้ำ
ภพก้าวออกมาในชุดสูทสีเข้มเนี้ยบไร้ที่ติผมที่ถูกเซตเรียบเป๊ะเข้ากับใบหน้าคมคาย แววตาเย็นเฉียบกวาดมองร่างบางบนเตียงอย่างไม่สบอารมณ์
“นอนกินบ้านกินเมือง บ้านเธอสอนมาแบบนี้เหรอ” น้ำเสียงต่ำทุ้มกดดันออกมาเต็มไปด้วยการตำหนิ
รินชะงักหัวใจหล่นวูบสายตาพร่าไหวเพราะความรู้สึกอับอาย เธอเม้มริมฝีปากแน่นก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“ขอโทษค่ะ…” เสียงนั้นแทบไม่ดังไปกว่าลมหายใจแต่ภพก็ไม่ได้สนใจมากนัก เขาหยิบกระเป๋าเอกสารขึ้นและเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอึดอัดที่กดทับหัวใจของหญิงสาว
รินสูดหายใจเข้าลึกเธอบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นแม้ร่างกายยังรู้สึกเหนื่อยล้า มือเรียวสั่นเล็กน้อยขณะรวบผมแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำชำระร่างกาย
ไม่นานนักเธอจึงก้าวลงมาด้านล่างในชุดเรียบร้อย กลิ่นหอมของกาแฟลอยมาเตะจมูก ก่อนที่ดวงตาจะพบกับร่างสูงสง่าของภพนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักทรงหรูในห้องรับประทานอาหาร
“ทำอะไรเป็นบ้าง…หัดทำซะ”
“ที่นี่ไม่ใช่ที่ให้ผู้หญิงอย่างเธอมานั่งเสวยสุข” ภพพูดขึ้นโดยไม่หันมามองด้วยซ้ำ แววตาของเขาจับจ้องวิวสวนเขียวด้านนอก มือหนายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น
คำพูดนั้นทำเอาร่างบางสะดุ้งน้อย ๆ หัวใจร่วงวูบอีกครั้ง รินก้มหน้าลงโดยอัตโนมัติ ขาเรียวพาตัวเองก้าวเข้าไปในครัวเพื่อหางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำ มือเธอแตะจับโน่นนี่ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน
ไม่นานนักแม่บ้านสูงวัยก็ยกถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ ภพเพียงเหลือบตามองแล้วพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“นั่งสิ” รินค่อย ๆ นั่งลงตรงข้ามเขามือสั่นเล็กน้อยขณะหยิบช้อนขึ้นมา กำลังจะตักอาหารเข้าปากเสียงเข้มก็เอื้อนเอ่ยขึ้นอีก
“วันนี้ทำความสะอาดบ้านให้หมดทุกซอกทุกมุม…ให้คุ้มกับเงินที่ฉันจ่ายเพื่อพาเธอเข้ามาอยู่ที่นี่” มือเล็กหยุดค้างกลางอากาศ ช้อนที่เต็มไปด้วยข้าวสั่นไหวจนแทบหกรินญาหลุบตา
ลงต่ำ ริมฝีปากสั่นระริกก่อนจะตอบเสียงแผ่วเบา“ค่ะ…”
แววตาเศร้าไหววูบแต่เธอก็กล้ำกลืนมันลงไปมือที่กำช้อนยังคงสั่นไม่หยุด ทว่าก็ยังตักอาหารเข้าปากโดยไม่พูดอะไรต่อ สายตาของภพจับจ้องเธอเพียงชั่วครู่ก่อนจะหันกลับไปมองสวนข้างนอกราวกับหญิงสาวตรงหน้าไม่สำคัญพอจะเสียเวลาใส่ใจ
แดดยามบ่ายคล้อยสาดเข้ามาภายในคฤหาสน์หรูรินในชุดเดิมที่ยืมมาจากตู้เสื้อผ้าของป้านาแม่บ้าน กำลังยกถังน้ำขึ้นอย่างทุลักทุเลเหงื่อไหลอาบแก้มเนียนจนเส้นผมเปียกแนบหน้า เธอปาดเหงื่ออย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็ไม่หยุดมือที่กำลังขัดพื้นอย่างแรง
“คุณรินคะ…ป้าเองก็พอช่วยได้นะคะ บ้านหลังนี้มันใหญ่เกินกว่าคนเดียวจะทำไหว” ป้านาพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้สีหน้าของหญิงวัยกลางคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรค่ะป้านา” รินญาหอบหายใจแรงแต่ยังฝืนยิ้มบาง
“คุณภพ… เอ่อ คุณภพสั่งไว้ให้ฉันทำเองถ้าป้าช่วยฉันกลัวเขาจะไม่พอใจ” แม่บ้านถอนหายใจหนักหน่วงส่ายหน้าเล็กน้อย
“แต่คุณผู้ชายก็ไม่เคยทำอะไรเองหรอกค่ะจะไปลงโทษคุณรินทำไม”
“ป้าดูแล้ว…คุณรินยังไม่หายเหนื่อยเลย” รินหยุดมือแค่ครู่แล้วส่ายหน้าเบา ๆ แววตาแข็งขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ค่ะป้า…ฉันอยากทำเองอย่างน้อยก็อยากให้เขาเห็นว่าฉันไม่ได้อยู่เฉย ๆ” ป้านาเม้มปากแน่นก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“งั้นเช็ดเหงื่อหน่อยเถอะค่ะ…เห็นแล้วป้าสงสาร” รินยกมือรับมา ยิ้มเศร้า ๆ
“ขอบคุณค่ะ…แต่ป้ากลับไปพักเถอะฉันจัดการไหวจริง ๆ” แม่บ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“งั้นถ้ามีอะไรไม่ไหวจริง ๆ เรียกป้านะคะ”
“ค่ะ” รินตอบสั้น ๆ แล้วก้มหน้าลงขัดพื้นต่อมือเรียวสั่นเล็กน้อยเพราะแรงที่ใช้มากเกินไปแต่เธอกัดฟันไม่ยอมปล่อยมือ
เวลาล่วงไปหลายชั่วโมงเสียงกวาดถูและเสียงหอบหายใจของหญิงสาวยังดังสะท้อนก้องอยู่ในคฤหาสน์ เธอทำจนกระทั่งแผ่นหลังเปียกชุ่มและแขนขาอ่อนแรง
กระทั่งเสียงรถหรูแล่นเข้ามาในลานกว้างรินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยหัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว ภพเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมสายตาเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันจากงาน เขามองร่างบางเพียงแวบเดียวก่อนจะก้าวผ่านไปโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ
รินก้มหน้าลงอีกครั้งหัวใจเธอห่อเหี่ยวแววตาไหววูบเหมือนคนที่ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรต่อไป
ตกค่ำ…ร่างสูงกลับเข้าห้องนอนเงียบ ๆ เขาปลดเนกไทออกอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วล้มตัวลงบนเตียงโดยไม่หันมามอง รินที่นอนอยู่ก่อนแล้วพยายามขยับตัวเล็กน้อย ริมฝีปากขยับคล้ายจะเอ่ยอะไร
แต่สุดท้ายกลับเม้มแน่นปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงในห้อง ภพนอนนิ่งอยู่นานก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นท่ามกลางความมืด
“ฉันเกลียดครอบครัวเธอ”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่หล่นลงกลางอกรินญาเบิกตากว้างทันที หัวใจเต้นโครมครามความงุนงงถาโถมจนเธอไม่รู้จะตอบยังไง มือเล็กที่กุมผ้าห่มสั่นระริกเธอเลือกที่จะพลิกตัวหันหลังให้เขา แอบกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา
ในความมืดนั้นภพเองก็จ้องแผ่นหลังเล็กอยู่นานแต่ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ความตึงเครียดค้างคาอยู่อย่างนั้นราวกับกำแพงที่ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือไปพังทลาย
เวลาก่อนหน้า…
แดดยามสายส่องลอดกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องทำงานของบริษัท ภพในชุดสูทเรียบกริบกำลังเซ็นเอกสารด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เลขาฯ จะเปิดเข้ามา
“คุณวิทยามาขอพบค่ะ” คิ้วเข้มขมวดมุ่นทันทีแววตาเย็นเฉียบตวัดขึ้นมอง
“บอกแล้วใช่ไหมว่า…ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญไม่ต้องให้เข้ามา” เลขาฯ ก้มหน้ากลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“คุณวิทยาบอกว่า…เป็นเรื่องเงินด่วนค่ะ” เพียงได้ยินคำนั้น ภพก็หัวเราะในลำคอ เสียงต่ำ ๆ ปนเย้ยหยันเขาพยักหน้าอนุญาตให้เข้ามา ไม่นานนักวิทยาในชุดเชิ้ตที่ยังพับแขนลวก ๆ ก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางเสแสร้งทำเป็นสนิทสนม
“คุณภพ…เอ่อ ลูกเขย” เสียงนั้นพยายามอ่อนลงแต่สายตากลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ช่วงนี้การเงินติดขัดหน่อยครับเห็นว่าคุณภพพอมี…ช่วยพ่อตาแบบผมสักหน่อยสิครับ” ภพเอนหลังพิงเก้าอี้แววตาคมกริบจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ
“ยังไม่ถึงเดือนดีก็มาเรียกเงินอีกแล้วเหรอครับ…คุณวิทยา” คำเรียกที่กดเสียงต่ำเจือความประชดทำเอาหน้าวิทยาแข็งค้างไปชั่วครู่แต่ก็ยังฝืนยิ้มแห้ง
“ก็ผมต้องทำเหนื่อยแทนรินนั่นแหละ ไหน ๆ รินก็แต่งมาแล้วเธอก็ควรดูแลครอบครัวเราด้วย” ภพหัวเราะหยันออกมาเสียงดังขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมวาววับ
“อยากให้ดูแลหรือจริง ๆ แค่หวังจะสูบเลือดสูบเนื้อจากฉันกันแน่” คำพูดเชือดเฉือนเหมือนมีดบางเฉียบกรีดใจ วิทยาหน้าถอดสีทันทีเส้นเลือดตรงขมับปูดขึ้นแต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งตรง ๆ
“ฉันบอกไว้ตรงนี้นะ” ภพโน้มตัวมาข้างหน้ สีหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ที่ฉันแต่งงานกับรินเพราะครอบครัวคุณเป็นหนี้ไม่ใช่หรือไง”
“ไม่ใช่เพื่อเป็นตู้เอทีเอ็มให้ครอบครัวเห็นแก่เงินมาเดินขอเงิน…เหมือนขอทาน” ใบหน้าของวิทยาแดงก่ำด้วยความอับอาย พยายามกลืนคำพูดที่ขมปร่าในคอก่อนจะยกยิ้มฝืด ๆ แล้วรีบหันหลังออกไปทันที
ประตูปิดลงความเงียบเข้ามาปกคลุมภพถอนหายใจแรง ดวงตาคมยังคงกรุ่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเกลียดชังที่มีต่อความเห็นแก่เงินของครอบครัวนั้นยิ่งพาลทำให้เขาหันไปเกลียดรินญาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ยามค่ำภพยังคงสีหน้ามืดมนไม่เอ่ยอะไรกับใครทั้งสิ้น เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองผู้หญิงในชุดเรียบง่ายที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ปลายโต๊ะอาหาร เพียงแค่ปัดมือให้แม่บ้านยกสำรับขึ้นไปไว้ที่ห้องทำงานแทน
“เอาไปให้ที่ห้อง…อย่าให้ใครมากวนฉัน” เสียงแข็งของเขาเรียกให้ป้านารีบก้มหัวรับคำ
ในห้องทำงานที่เงียบสนิทภพนั่งลงตรงโต๊ะไม้สักเขากินอาหารไปพลางพลิกแฟ้มงานไปด้วย ทว่ารสชาติอาหารกลับขมเฝื่อนในปาก ไม่ใช่เพราะรสมือแม่บ้านแต่เพราะความรำคาญที่ทับถมอยู่เต็มหัวใจ
“แต่งงานกับครอบครัวหน้าเงิน…น่ารังเกียจสิ้นดี” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านโปร่งของห้องพักพิเศษภายในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ห้องกว้างขวางและสะอาดสะอ้านจนแทบไม่เหมือนห้องพักคนไข้เลยด้วยซ้ำ กลิ่นอ่อน ๆ ของดอกไม้สดที่ป้ามะลิจัดใส่แจกันไว้มุมโต๊ะทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น แต่สำหรับหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดแล้ว… ความผ่อนคลายนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความประหม่าอย่างปิดไม่มิด “ห้องนี้แพงมากไหมคะ” เสียงของรินญาดังขึ้นเบา ๆ เธอเดินโยกตัวช้า ๆ มือหนึ่งประคองท้องโตไว้ อีกมือแตะพนักเก้าอี้ที่อยู่ใกล้เหมือนจะหาที่พยุง ภพที่กำลังจัดของออกจากกระเป๋าเดินทางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่แพงหรอก เธอสบายใจก็พอ” เขาตอบเรียบ ๆ แล้วกลับไปจัดของต่ออย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของใช้ส่วนตัวและของเด็กอ่อนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า รินญานั่งลงบนโซฟาแขกสูดหายใจลึกเหมือนพยายามข่มความกลัวในใจที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาเรื่อย ๆ มือบางลูบท้องเบา ๆ เหมือนพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยในครรภ์ “อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้เจอกันแล้วนะลูก…” ภพวางกล่องของใช้ในตู้เสร็จก็เดินมาหาเปิดขวดนมบำรุงแล้วยื่นให้
สามเดือนต่อมาเป็นช่วงเวลาที่รินญาไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้อีกครั้งโดยเฉพาะในฐานะ “ผู้หญิงของภพ” ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยหนีจากเขามาด้วยหัวใจที่แหลกละเอียด แต่เวลาผ่านไปกลับทำให้ทุกอย่างดูช้าลงและอบอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงนกร้องเบา ๆ คลอไปกับสายลมยามสาย รินญานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงสวนหลังบ้านที่มีแสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมา เธอสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนปลายผมที่รวบไว้หลวม ๆ สะท้อนแสงแดดนวลขณะมือหนึ่งลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นช้า ๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กในท้องกำลังขยับเบา ๆ ราวกับตอบรับความสุขในใจของแม่ รินญาหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ “อยู่ดี ๆ แม่ก็ยิ้มคนเดียวอีกแล้ว” เธอพูดกับลูกในท้อง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฉันซื้อขนมปังร้านที่เธอชอบ กับน้ำหวานที่สั่งไว้ หิวก็ไปกินนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังจนรินญาสะดุ้งน้อย ๆ เธอหันกลับไปมอง ภพยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นถึงศอก ใบหน้านิ่งขรึมอย่างที่เคยเป็น ดวงตาคมทอดมองมาโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แต่ในมือกลับถือถุงขนมปังและแก้วน้ำหวา
ภายในอกของเขามีเพียงความเงียบที่ดังก้อง... ความเงียบที่กำลังค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็ไม่กล้ายอมรับ ความรู้สึกที่อาจจะเรียกได้ว่า “คิดถึง” กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มลอยคลุ้งในอากาศ รินญานั่งอยู่บนเตียงมือเรียวเล็กค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นตักข้าวต้มทีละคำ เธอนั่งทานเงียบ ๆ เสียงช้อนกระทบถ้วยเบา ๆ เป็นจังหวะเดียวที่ดังในห้อง เธอไม่ได้รู้เลยว่านอกประตูมีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองเข้ามาเงียบ ๆ สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้เจ้าตัวก็ไม่กล้าเรียกชื่อมัน ภพยืนพิงกรอบประตูไว้มือทั้งสองกอดอกแน่น เขาไม่เข้าไปขัด ไม่พูด ไม่ทำอะไร นอกจากมองผู้หญิงคนนั้นที่เคยนั่งมุมเดียวกันนี้แต่ต่างเวลาออกไป ใบหน้าเรียวซีดที่ค่อย ๆ ดูดีขึ้นเมื่อได้กินอะไรบ้างทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ในขณะที่รินญาเงยหน้ามองไปรอบห้องสายตาเธอหยุดที่ผ้าม่านสีขาวและกรอบรูปบนหัวเตียงที่ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ความทรงจำมากมายไหลกลับเข้ามาในหัวอย่างช้า ๆ เสียงตะคอก เสียงเธอร้องไห้ในคืนนั้น ภาพของภพที่เดินออกจากห้องโดยไม่หันมามอง... “เขาจะเปลี่ยนไปได้จร
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบางสีขาวเข้ามาในห้องนอนกว้างกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่เธอคุ้นเคยลอยปะปนอยู่ในอากาศ รินญาค่อย ๆ ขยับเปลือกตาเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตกะพริบสองสามครั้งเพื่อปรับให้ชินกับแสงก่อนจะเห็นเพดานสีขาวสะอาดและลวดลายโคมไฟที่เธอจำได้แม่นยำ... หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่มันไม่ใช่ห้องเช่าของเธอแน่ ๆ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลิลลี่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง และผ้าปูเตียงผืนนี้...ทุกอย่างมันคุ้นเกินไป คุ้นจนใจสั่น “ที่นี่... ห้องของภพเหรอ” เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากบาง รินญาพยายามยันกายขึ้นช้า ๆ แต่พอขยับตัวเท่านั้น แรงสั่นสะเทือนจากอีกฟากของเตียงก็ทำให้เธอชะงัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นร่างสูงในชุดนอนสีเทาอ่อนนอนอยู่ข้าง ๆ คนที่เธอพยายามหนีมาเป็นเดือน …ภพ หัวใจรินญาเต้นถี่เหมือนจะหลุดออกจากอกเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะค่อย ๆ ถอยตัวออกจากเขาอย่างระมัดระวัง ทว่าข้อมือบางกลับสั่นเล็กน้อย ความกลัว ความสับสน และความทรงจำเก่าถาโถมเข้ามาในหัว “ทำไม...ฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เธอพึมพำเบา ๆ ก
“โธ่เอ๊ย อิหนูนี่กำลังท้องกำลังไส้อยู่แท้ ๆ ยังออกมาเดินตากแดดอีก เดี๋ยวก็เป็นลมสิลูกเอ๊ย! ประโยคของยายคนนั้นทำให้ภพนิ่งค้างทันที ดวงตาคมเบิกกว้าง สายตาเขาก้มลงมองหน้าท้องของรินญาที่นูนขึ้นเล็กน้อย มันไม่มากนักแต่ชัดเจนพอให้คนสังเกตได้ “รินญา...เธอ...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลงราวกับหายใจไม่ออก รินญามองเขาด้วยแววตาอ่อนล้าเหมือนหมดแรงที่จะตอบ เธอยกมือขึ้นจับแขนของเขาไว้แผ่วเบา แล้วทุกอย่างก็มืดลงใน ทันทีร่างของเธออ่อนแรงจนหมดสติในอ้อมแขนของเขา “รินญา!” ภพเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ มือใหญ่ประคองร่างของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปอีกครั้ง เขาอุ้มเธอขึ้นเต็มอ้อมแขน ก่อนจะรีบก้าวกลับไปยังรถ ยายเจ้าของร้านขายของชำที่เห็นภาพนั้นก็รีบเดินตามมาพร้อมตะโกนถามเสียงดัง “เฮ้ย! จะพาอิหนูไปไหนน่ะหนุ่ม!” ภพหยุดชั่วขณะเขาหันกลับมามองหญิงชรา สีหน้าของเขานิ่งเรียบแต่ดวงตากลับมีประกายบางอย่างที่ต่างจากเดิมไม่ใช่ความเย็นชา หากแต่เป็นความจริงจังและหวงแหนอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน “ผมเป็นผัวเธอคร
ลมยามบ่ายพัดใบไม้ไหวเบา ๆ ในสวนหน้าคฤหาสน์ของวิทยา เสียงสะอื้นที่แผ่วเบาแต่ไม่เคยเงียบลงดังอยู่ในบ้านหลังนั้นมาเกือบสัปดาห์ ดาวยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมใบหน้าซีดเผือดจากการร้องไห้และไม่ได้นอน ดวงตาบวมแดงจนแทบลืมไม่ขึ้นมือบางกำผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนน้ำตาแน่นราวกับมันคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเธอไว้ได้ในตอนนี้ แต่ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์หลายคันดังขึ้นจากหน้าบ้าน เสียงเบรกกระชั้นและเสียงประตูรถเปิดปิดแทบจะพร้อมกัน ทำให้ดาวที่กำลังนั่งนิ่งถึงกับสะดุ้งหัวใจเต้นแรงมือสั่นเทาอย่างมีความหวัง “หวาน! หวานกลับมาแล้วใช่ไหมลูก!” ดาวตะโกนออกมาพร้อมรีบพรวดลุกจากโซฟา เดินเร็ว ๆ จนแทบจะวิ่งออกไปทางประตูหน้าคฤหาสน์ เธอเปิดประตูออกอย่างแรงร่างกายสั่นเทาเพราะความหวังที่กำลังพุ่งขึ้นเต็มอก แต่ทันทีที่สายตาเห็นชายร่างสูงในสูทดำสนิทก้าวลงจากรถหรู ร่างนั้นไม่ใช่สมุทรและยิ่งไม่ใช่ลูกสาวของเธอ ดาวถึงกับชะงัก ดวงตากะพริบถี่ ๆ เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น “คุณภพ...” เสียงเรียกของเธอสั่นเครือก่อนจะเปลี่ยน เป็นเสียงร้องไห้ที่แตกพร่าเมื่อวิ่งเข้าไปคว้าแข
ไม่นานรินญาก็เช็ดมือจากผ้ากันเปื้อนแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเดินไปยังหลังบ้านด้วยความหนักอึ้งในใจ ดวงตาของเธอจ้องไปที่สวนหลังบ้านซึ่งเต็มไปด้วยหญ้ารกและต้นไม้ที่ไม่ได้รับการดูแลมานาน สีเขียวเข้มของหญ้าแผ่ไปทั่วสนามกว้างทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย “นี่ฉันต้องทำทั้งหมดนี่เหรอ…” รินญาพูดพ
ตกดึก…เขาเดินกลับเข้าห้องนอนร่างสูงถอดสูทออกลวก ๆ แล้วล้มตัวนอนลง ดวงตาคมเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นอนนิ่ง ๆ ราวกับไม่กล้าหายใจแรง ริมฝีปากเรียวของเธอเม้มแน่นเหมือนเด็กที่ไม่รู้วิธีปกป้องตัวเอง เขาเอียงหน้าหันไปอีกทางปล่อยให้ความรำคาญกัดกินใจ แล้วหลับตาลงท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดที่ค้างค
ระหว่างทางภพไม่ได้เอ่ยชวนคุยหรือถามไถ่เพียงแต่พูดแทรกเป็นระยะด้วยน้ำเสียงเหยียด ๆ “ใส่ชุดนี้เดินไปมายังไงก็เหมือน…ยังไงก็เหมือนผู้หญิงขายตัวอยู่ดี” รินกัดฟันแน่นไม่เถียงไม่โต้กลับเพราะตอนนี้เขาคือที่พึ่งสุดท้ายที่เธอมีแล้วจะเถียงไปก็เท่ากับจะไม่มีใครช่วย เหลือเธออีก เม
เพล้ง! เขาทุบแก้วเหล้าในมือดังลั่นเศษแก้วกระจายเกลื่อนพรม เสียงตวาดดังก้องสะท้อนจนร่างเล็กสะดุ้งเฮือก “งั้นก็ออกไป!” รินญาชะงักดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เธอยืนนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนคำพูดที่เจ็บยิ่งกว่ามีดก็พุ่งเข้ามา “จะไปตายที่ไหนก็ไป! ก็แค่ผู้หญิงเอาตัวเ