เข้าสู่ระบบบทที่ 7 พิณหนึ่งบทกับผ้าไหมหนึ่งผืน
ฝนซึ่งตกติดต่อกันหลายวันหยุดลงในที่สุด ท้องฟ้าเหนือนครหลวงใสกระจ่างดุจล้างด้วยน้ำค้าง กลิ่นดอกบัวจากทะเลสาบตะวันออกลอยมากับสายลมอ่อน ขุนนางน้อยใหญ่จึงพร้อมใจกันออกจากจวนไปร่วมงานอายุครบเจ็ดสิบปีของหลัวเหล่าฟูเหริน
จวนสกุลหลัวประดับโคมแดงตั้งแต่ประตูใหญ่ถึงสวนหลังเรือน แขกสตรีนั่งชมการแสดงอยู่ในศาลาริมน้ำ ส่วนบุรุษแยกไปดื่มสุราที่เรือนหน้า เสียงหัวเราะและคำอวยพรดังไม่ขาดสาย
เยี่ยอวี๋หนิงเป็นจุดสนใจตั้งแต่ก้าวลงจากรถ
ข่าวรถม้าหลุดบังเหียนแพร่ไปทั่วนครหลวง ทุกคนจึงเข้ามาถามไถ่อาการนาง บ้างกล่าวว่าดาวมงคลย่อมมีฟ้าคุ้มครอง บ้างชมว่านางผ่านเคราะห์ใหญ่แล้วยังอ่อนโยน ไม่เคยกล่าวโทษพี่สาวแม้แต่คำเดียว
ส่วนชิงหรานเดินตามหลังมารดา ไม่มีผู้ใดถามถึงแขนขวาซึ่งยังยกได้ไม่ถนัด
"นั่นหรือคุณหนูใหญ่สกุลเยี่ย" คุณหนูตระกูลหนึ่งกระซิบเบา ๆ หลังพัด "ได้ยินว่านางตัดสายบังเหียนรถน้องสาวแล้วแสร้งช่วยไว้"
"จิตใจน่ากลัวยิ่งนัก"
"เบาเสียงหน่อย นางมองมาแล้ว"
ชิงหรานปรายตาผ่านคนกลุ่มนั้น เพียงแวบเดียวก็ทำให้พวกนางหลุบหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ภาพเช่นนี้กลับยิ่งตอกย้ำว่านางร้ายกาจสมคำลือในสายตาคนที่ไม่เคยรู้ความจริง
ฟางซื่อถอนหายใจ "วันนี้เป็นงานมงคล เจ้าระวังกิริยา อย่าทำให้สกุลเยี่ยขายหน้าอีก"
"หากท่านแม่กลัวขายหน้า เหตุใดยังพาข้ามา"
"หลัวเหล่าฟูเหรินเชิญบุตรสาวทั้งสอง ข้าจะให้คนนอกกล่าวว่าพวกเรากักขังเจ้าได้อย่างไร"
ชิงหรานยกมุมปาก นางเข้าใจแล้วว่ามารดาพามาด้วยเพื่อรักษาชื่อเสียง ไม่ใช่เพราะเห็นว่านางเป็นสมาชิกครอบครัว
ช่วงบ่าย หลัวฮูหยินจัดให้บรรดาคุณหนูแสดงความสามารถ อวี๋หนิงถูกเชิญขึ้นบรรเลงพิณเป็นคนแรก นางนั่งอยู่หน้าฉากผ้าไหมสีขาว นิ้วเรียวเคลื่อนผ่านสายพิณ เสียงใสกังวานไหลรินดั่งสายน้ำในหุบเขา
เพลงยังไม่ทันจบ สายพิณเส้นหนึ่งพลันขาด
ผู้คนส่งเสียงตกใจ ทว่าอวี๋หนิงเพียงชะงักไปชั่วอึดใจ แล้วบรรเลงต่อด้วยหกสายที่เหลือ ท่วงทำนองเปลี่ยนจากอ่อนหวานเป็นเด็ดเดี่ยว เมื่อเสียงสุดท้ายจบลง เสียงปรบมือก็ดังก้องศาลา
"สมกับเป็นดาวนำโชคจริง ๆ" หลัวเหล่าฟูเหรินชม "แม้เกิดเหตุไม่คาดคิดก็ยังแก้ไขได้งดงาม"
อวี๋หนิงค้อมกาย "เหล่าฟูเหรินชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงไม่อยากทำให้งานของท่านเสียบรรยากาศ"
คำตอบนอบน้อมยิ่งเรียกความเอ็นดู
ครั้นถึงคราวชิงหราน นางไม่ได้ขึ้นเวที หากให้บ่าวยกฉากปักผ้าไหมซึ่งเตรียมมาเป็นของขวัญออกมา นางใช้เวลาครึ่งปีปักภาพหงส์ขาวเหนือป่าสน เส้นไหมสีเงินบนปีกหงส์จะเปลี่ยนประกายตามแสง นับเป็นฝีมือที่แม้ช่างหลวงยังทำได้ยาก
ทว่าเมื่อผ้าคลุมถูกเปิดออก กลางผืนกลับมีรอยหมึกดำขนาดใหญ่
หมึกไหลจากท้องฟ้าลงบนปีกหงส์ ทำลายภาพทั้งผืนจนไม่เหลือเค้าเดิม แขกในศาลาพากันเงียบงัน ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังจากมุมหนึ่ง
ฟางซื่อหน้าเปลี่ยนสี "นี่มันสิ่งใดกัน"
เหลียนจือรีบตรวจหีบ "ตอนออกจากจวนยังไม่มีรอยเจ้าค่ะ บ่าวปิดผนึกด้วยตนเอง"
คุณหนูหลัวหมิงจู๋ซึ่งไม่ชอบชิงหรานอยู่เดิมใช้พัดปิดปาก "หรือคุณหนูใหญ่เห็นน้องสาวบรรเลงพิณได้รับคำชม จึงอารมณ์เสียจนทำของขวัญตนเองพัง"
ผู้คนบางส่วนหัวเราะตาม
อวี๋หนิงรีบลุกขึ้น "พี่หญิงไม่ใช่คนเช่นนั้นเจ้าค่ะ หมึกคงหกโดยบังเอิญ"
"คุณหนูรองยังช่วยแก้ตัวให้อีก ช่างมีน้ำใจเหลือเกิน" หลัวหมิงจู๋กล่าว "หากเป็นข้า มีพี่สาวริษยาจนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงไม่อาจอ่อนโยนได้ถึงครึ่งของเจ้า"
อวี๋หนิงหลุบตา แสร้งไม่รู้จะตอบเช่นไร
ชิงหรานมองรอยหมึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามเจ้าภาพ "ขอยืมด้ายดำกับด้ายทองได้หรือไม่เจ้าคะ"
หลัวฮูหยินพยักหน้าอย่างงุนงง บ่าวจึงรีบนำกล่องด้ายมาให้
ชิงหรานนั่งลงหน้าโครงปัก แขนขวายังเจ็บจากเหตุรถม้า นางจึงใช้มือซ้ายจับเข็มอย่างมั่นคง แม้เคลื่อนไหวไม่คล่อง ทว่าทุกฝีเข็มกลับแม่นยำราวถูกฝึกมานับสิบปี
นางไม่ได้พยายามปิดรอยหมึก
กลับใช้มันเป็นเมฆพายุ
เส้นด้ายดำลากผ่านปีกหงส์กลายเป็นสายฝน ส่วนด้ายทองถูกปักเป็นแสงแรกซึ่งฉีกผ่านเมฆ หงส์ขาวที่เดิมบินอย่างสงบจึงกลายเป็นหงส์ซึ่งฝ่าพายุขึ้นสู่ฟ้า
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ชิงหรานก็วางเข็ม
ศาลาทั้งหลังเงียบสนิท
หลัวเหล่าฟูเหรินลุกขึ้นมองใกล้ ๆ ก่อนพยักหน้าหลายครั้ง "เดิมภาพหงส์ขาวนับว่างามแล้ว ทว่าเมื่อมีเมฆดำกลับมีชีวิตยิ่งกว่าเก่า ของขวัญชิ้นนี้ ข้าชอบมาก"
ชิงหรานค้อมกาย "ขอให้เหล่าฟูเหรินผ่านลมฝนทุกคราและพบแสงสว่างเสมอเจ้าค่ะ"
คำอวยพรพอดีกับภาพ ผู้คนจึงเริ่มเอ่ยชม หลัวหมิงจู๋กลับไม่ยอมแพ้
"ฝีมือดีแล้วอย่างไร นิสัยคนไม่อาจแก้ด้วยเข็มไม่กี่เล่ม"
ชิงหรานหันไปหา "คุณหนูหลัวกล่าวถูกต้อง นิสัยคนแก้ยาก โดยเฉพาะนิสัยหัวเราะเยาะเมื่อเห็นผู้อื่นประสบเคราะห์ หากปักปากไว้ได้สักสองฝี บางทีอาจช่วยได้"
เสียงกลั้นหัวเราะดังรอบศาลา หลัวหมิงจู๋หน้าแดงก่ำ "เจ้า!"
"หมิงจู๋" หลัวฮูหยินรีบปราม "วันนี้เป็นวันมงคลของย่าเจ้า อย่าเสียมารยาท"
คนที่เริ่มกล่าวร้ายคือหลัวหมิงจู๋ ทว่าหลังงานเลิก ข่าวซึ่งแพร่ออกไปกลับกลายเป็นคุณหนูใหญ่สกุลเยี่ยใช้คำพูดร้ายกาจทำให้เจ้าภาพขายหน้า
ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงรอยหมึกบนผ้า
ไม่มีผู้ใดถามว่าหีบซึ่งปิดผนึกถูกเปิดตอนไหน
มีเพียงหลัวเหล่าฟูเหรินที่ให้บ่าวนำผ้าปักไปแขวนไว้ตรงผนังด้านหน้า ทั้งยังมอบกำไลหยกแก่ชิงหรานเป็นของตอบแทน เมื่อคนรอบข้างกล่าวว่าของขวัญสูงค่าเกินไป หญิงชรากลับตอบว่า คนซึ่งเปลี่ยนรอยด่างให้กลายเป็นภาพงามคู่ควรกับสิ่งนี้ ทำให้ชิงหรานได้รับสายตาชื่นชมจากผู้คนอยู่ชั่วครู่
ระหว่างเดินกลับไปขึ้นรถ ชิงหรานพบหยดหมึกดำบนชายแขนเสื้อของปี้เถา นางคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ทันที
"หมึกมาจากที่ใด"
ปี้เถาตกใจ ก่อนตอบตะกุกตะกัก "บ่าวช่วยคุณหนูรองเตรียมแท่นฝนหมึกก่อนบรรเลงพิณ คงเปื้อนตอนนั้นเจ้าค่ะ"
"พิณต้องใช้หมึกด้วยหรือ"
อวี๋หนิงเดินย้อนกลับมา "ข้าเขียนชื่อบทเพลงก่อนขึ้นเวที ปี้เถาช่วยฝนหมึกให้ พี่หญิงสงสัยสิ่งใดหรือเจ้าคะ"
คำอธิบายพร้อมสรรพ ชิงหรานจึงปล่อยมือ
"ไม่มีสิ่งใด เพียงถามดู"
ใต้ต้นสนอีกฟากของทางเดิน บุรุษในอาภรณ์สีดำยืนสนทนากับคุณชายสกุลหลัว เขามีรูปร่างสูงสง่าดุจขุนเขา คิ้วคม ดวงตาลุ่มลึกดั่งสระน้ำยามค่ำที่ไร้ก้นบึ้ง แม้ไม่ได้แสดงสีหน้า อำนาจเย็นเยียบก็ทำให้บ่าวซึ่งเดินผ่านพากันก้มศีรษะโดยไม่ต้องสั่ง
"นั่นคือเยี่ยชิงหรานหรือ" เขาถาม
คุณชายหลัวพยักหน้า "ใช่ พี่สาวใจร้ายของดาวนำโชค ผู้คนลือว่านางริษยาน้องจนเสียสติ"
บุรุษผู้นั้นมองแผ่นหลังสีเขียวซึ่งเดินห่างออกไป เขาเห็นตั้งแต่ชิงหรานใช้มือซ้ายปักผ้า เห็นนางไม่แก้ตัวเรื่องหมึกแม้รู้ว่าใครน่าสงสัย และเห็นด้วยว่ายามนางมองปี้เถา สาวใช้ผู้นั้นกลัวจนปลายนิ้วสั่น
"ข่าวลือหรือ" เขาเอ่ยเรียบ ๆ "ฟังไว้ได้ ทว่าอย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด"
คุณชายหลัวหัวเราะ "มู่เฉิงเยียนผู้ไม่สนใจเรื่องสตรี กลับออกหน้าพูดแทนนางหรือ"
"ข้าเพียงไม่ชอบตัดสินคนจากปากผู้อื่น"
เขากล่าวจบก็เหลือบมองผ้าปักในมือบ่าวอีกครา หงส์ขาวกลางเมฆดำไม่ได้ดูอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันคล้ายกำลังรอเพียงสายลมส่งปีกให้พ้นพายุ
มู่เฉิงเยียนละสายตาแล้วเดินจากไปอย่างสงบ โดยไม่รู้ว่าหญิงผู้ถูกกล่าวถึงกำลังจะถูกส่งมาเกี่ยวพันกับชีวิตเขาในไม่ช้า
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม
ตอนพิเศษ 1 เรือนหอที่แท้จริงปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด ค่ำคืนหลังวันที่หนังสือหย่าถูกฉีกเป็นเสี่ยง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือจวนจิ้งอันโหว แสงนวลส่องผ่านกิ่งไห่ถังซึ่งเพิ่งผลิดอก กลิ่นหอมอ่อนลอยปนกับไอฝนที่เพิ่งหยุดตก เรือนหานอวี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังแผ่วเบาลงเพื่อไม่รบกวนค่ำคืนนี้ชิงหรานเดินกลับจากห้องน้ำอุ่นแล้วชะงักอยู่หน้าประตูห้องนอนภายในเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ผ้าม่านสีแดงเข้มถูกแขวนใหม่ทับผ้าม่านสีเรียบซึ่งใช้มาตลอดปี เทียนมังกรหงส์คู่หนึ่งจุดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปลวไฟทอแสงกระทบดอกไม้สดซึ่งจัดวางเต็มห้อง ผ้าคลุมเตียงปักลายดอกไห่ถังคู่ เข้าชุดกับลวดลายซึ่งนางเคยปักเองในงานสกุลหลัวเมื่อหลายปีก่อนบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีสุรามงคลสองถ้วยวางเรียงคู่"เหลียนจือ" ชิงหรานเรียกด้วยเสียงเบาสาวใช้โผล่หน้ามาจากมุมห้อง ยิ้มจนตาหยี "คุณหนู ชอบหรือไม่เจ้าคะ""นี่...""วันแต่งจริงของท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยสักอย่าง" เหลียนจือกล่าว น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ "ตอนนั้นบ่าวได้แต่มองอยู่ข้างนอกโดยทำอะไรไม่ได้ เวลานี้ท่านแต่งงานด้วยหัวใจตนเองแล้ว บ่าวจึงคิดว่าอย่า
บทที่ 50 แสงที่ไม่ต้องยืมจากผู้ใดปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบสอง แสงอรุณทอดเหนือกำแพงนครหลวงสีทองอ่อน สายหมอกบนคลองตะวันออกค่อย ๆ จาง เรือสินค้าล่องผ่านเงาสะพานท่ามกลางเสียงระฆัง ดอกไห่ถังบานเต็มสองฝั่งถนน กลีบสีชมพูปลิวตามลมเข้าสู่ลานร้านผ้าชิงหรานซึ่งเปิดประตูกว้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีนับจากนางวางกี่หลังแรกในคลังร้างป้ายไม้หน้าประตูได้รับการขัดใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำตามคำแนะนำของพ่อค้า ชิงหรานยังคงเก็บเนื้อไม้สีเข้มกับอักษรสีครามไว้ดังเดิม ใต้ป้ายมีหญิงหลายคนยืนรับค่าแรงประจำเดือน เฉียวซื่ออ่านรายชื่อทีละคนด้วยตนเอง ลายมือไม่งามนักแต่ชัดเจนร้านผ้าขยายจากกี่สิบสองหลังเป็นสามสิบหลัง คนงานกว่าหกสิบคน บางคนพักในเรือนหลัง บางคนรับงานกลับไปทำที่บ้าน สตรีซึ่งเคยลงชื่อไม่ได้ เวลานี้ตรวจจำนวนไหมและคำนวณค่าแรงเอง บุตรสาวคนโตของเฉียวซื่อเรียนอักษรจนช่วยคัดรายการสินค้า ส่วนบุตรสาวคนเล็กกำลังฝึกวาดลายดอกไม้ชิงหรานเดินตรวจผ้าซึ่งจะส่งไปเมืองเหอจง ผืนหนึ่งมีด้ายหลวมตรงชาย นางไม่ได้ตำหนิทันที เพียงเรียกคนปักมาดูว่าหากปล่อยไว้ เมื่อซักสามครั้งรอยจะกว







