تسجيل الدخول“ฉันก็ไม่แน่ใจ ฉันเห็นพี่อชิถือกระเป๋าให้ด้วย”
“ก็พี่อชิเขาเป็นสุภาพบุรุษ” อลิสากล่าวแก้ ทั้งที่ในใจเริ่มสงสัยว่าอชิรวิชญ์พาสาวที่ไหนไปภูเก็ตด้วย
“น่าจะไม่มีอะไรอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันไม่กวนล่ะ เธอสนุกต่อเถอะ”
“อืม...” อลิสานิ่งเงียบไปแม้ปลายสายจะวางไปแล้ว
“เป็นอะไรที่รัก” นิโคลัสหนุ่มเมืองผู้ดีที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนของอลิสา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีเพียงมนัสวีเท่านั้นที่รู้
“คุณกลับไปเถอะนิค” อารมณ์วาบหวามของอลิสาหายไปตั้งแต่เรื่องอชิรวิชญ์เข้ามากวนใจ แต่อีกฝ่ายกลับเข้ามาโลมเล้าจนอลิสาครวญครางเสียงออกมายามถูกปลุกเร้าอารมณ์ ก่อนจะเตลิดลืมเรื่องของว่าที่คู่หมั้นไปชั่วขณะ เพราะมีสิ่งเร้าใจอยู่เบื้องหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิโคลัสเกิดขึ้นเมื่องานวันเกิดปีที่แล้ว จากเด็กสาวเรียบร้อยในอดีตกลับกลายเป็นสาวร้อนรักยามอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่นอน
ภูเก็ต
เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน อชิรวิชญ์สั่งให้คนขับรถพาหญิงสาวไปยังบ้านพักตากอากาศ ส่วนเขาได้แยกตัวไปที่โครงการก่อสร้างที่เกิดปัญหา
“นายน้อยล่ะตาบุญ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถามสามี
“นายน้อยแวะไปดูงานก่อน เดี๋ยวคงตามมา” นายบุญหันมาบอกกับภรรยา
“กลัวอาหารจะเย็นเสียก่อนสิ...อุ๊ยตาย ป้าก็มัวแต่บ่น คุณคงเป็นเลขาฯ นายน้อย”
“ใช่ค่ะดาเป็นเลขาฯ ของคุณอชิ” ปุณณดาพยักหน้ารับคำ และเลือกที่จะไม่แนะนำตัวในฐานะน้องสาวคนใหม่ของอชิรวิชญ์ เพราะหากผู้อาวุโสตรงหน้าทราบว่าเธอเป็นใคร อาจจะไม่ได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มแบบนี้
“งั้นเชิญเข้าบ้านก่อนนะคะ จะกินข้าวหรือจะอาบน้ำก่อนดีคะ”
“กินก่อนดีกว่าค่ะ ดาเริ่มหิวแล้ว” หญิงสาวทำท่าทางประกอบจนนวลจันทร์อดที่จะเอ็นดูไม่ได้ ก่อนจัดการเมนูอาหารที่เจ้านายหนุ่มโทรศัพท์มาสั่งก่อนเดินทางมาที่นี่
“คงพอกินได้นะคะ ก็...” นวลจันทร์กล่าวไม่ทันจบประโยค ปุณณดาก็เอ่ยขึ้นแทรกเมื่อเห็นเมนูโปรดของตนเรียงราย
“ได้สิคะ เมนูโปรดของดาทั้งนั้น”
“เอ่อ...งั้นกินเยอะๆ นะคะ” นวลจันทร์เริ่มรู้สึกแปลกใจในตัวนายของตน เหมือนสั่งให้ทำอาหารเพื่อเอาใจหญิงสาวตรงหน้าเสียมากกว่า
“ค่ะ แล้วกับข้าวของคุณอชิล่ะคะ” หญิงสาวอดห่วงไม่ได้ เพราะชายหนุ่มก็ยังไม่ได้กินอะไรมาเหมือนกัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ป้าแบ่งไว้ให้แล้ว คุณดารีบกินเถอะค่ะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นไปจะไม่อร่อย”
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับคำก่อนจะลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าอยู่เงียบๆ จนกระทั่งอิ่ม จึงลุกขึ้นเพื่อเก็บจานไปล้างในห้องครัว
“นั่นคุณดาจะทำอะไรคะ”
“ดาจะล้างจานค่ะ”
“ส่งจานมาค่ะ เดี๋ยวป้าจัดการเอง” นวลจันทร์รีบเข้ามารับจานในมือหญิงสาวไปที่อ่างล้างจาน
“งานแค่นี้ดาทำได้”
“แต่คุณดาเป็นแขกนะคะ ถ้านายน้อยรู้ ป้าคงโดนดุ”
“เขาไม่ดุหรอกค่ะ”
“ไม่ดื้อสิคะ คุณดาเดินทางมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนดีกว่าค่ะ” นางกล่าวตัดบทพร้อมดันร่างหญิงสาวออกไปจากห้องครัว แล้วนำไปยังห้องพักรับรองที่เจ้านายหนุ่มได้สั่งจัดเตรียมไว้ให้ “ห้องน่ารักจังค่ะ”
“เคยเป็นห้องนอนของนายน้อยตอนเด็กๆ ค่ะ ป้าว่ามันเล็กไปหน่อย ถ้าคุณดาอยากเปลี่ยนห้องก็ได้นะคะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ดานอนได้” เธอไม่ใช่คนเรื่องมาก
“งั้นป้าไม่รบกวนแล้วนะคะ”
“ขอบคุณนะคะป้า...”
“เรียกป้านวลก็ได้ค่ะ และไม่ต้องขอบคุณเพราะเป็นหน้าที่ของป้าอยู่แล้ว” นวลจันทร์เอ่ยเท่านั้นก็เดินออกจากห้องพัก ปล่อยให้หญิงสาวเดินสำรวจไปทั่วห้อง ซึ่งมีรูปสมัยยังเยาว์วัยของเจ้าของห้องตั้งอยู่บนตู้โชว์
“นี่คงเป็นรูปคุณอลิสาสินะ” ปุณณดาคาดเดา เพราะคงไม่มีใครที่อชิรวิชญ์จะสนิทสนมได้เท่าอลิสาอีกแล้ว ไหนจะรูปครอบครัวที่ถ่ายร่วมกันอีก ก่อนจะสลัดความสนใจหันมาจัดเสื้อผ้าเข้าตู้แล้วเข้าไปอาบน้ำแต่งตัว
จากนั้นก็เดินลงมารออชิรวิชญ์ที่ด้านล่าง แต่ชายหนุ่มไม่มีวี่แววจะกลับมา จนล่วงเลยเวลาเกือบสี่ทุ่ม หญิงสาวเริ่มชักเป็นห่วง จึงโทรศัพท์ไปหาแต่ปลายกลับไม่ยอมรับสาย
“ไม่ต้องห่วงนายน้อยหรอกค่ะ”
“แต่มันดึกแล้วนะคะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างกังวล พลางส่ายตามองออกไปด้านนอก
“นายน้อยก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ งานคงยังไม่เสร็จจริงๆ ป้าว่าคุณดาขึ้นไปนอนเถอะค่ะ”
“แต่ว่า...” ปุณณดาพูดไม่ทันจบ ก็ถูกแม่บ้านดันร่างให้ขึ้นไปยังชั้นสอง ทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำได้เพียงขึ้นมารออชิรวิชญ์ที่ห้องนอน แต่รอแล้วรอเล่าชายหนุ่มก็ยังไม่กลับมาจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว มาสะดุ้งตื่นอีกทีตอนเจ็ดโมงเช้า หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวลงมาชั้นล่าง
“คุณดาตื่นแล้วหรือคะ จะรับกาแฟหรือข้าวต้มก่อนดีคะ”
“ข้าวต้มก็ได้ค่ะ ว่าแต่คุณอชิยังไม่ลงมาหรือคะ”
“นายน้อยออกไปแล้วค่ะ”
“ฮะ...ออกไปแล้วหรือคะ” หญิงสาวถามกลับเสียงหลง
“ใช่ค่ะ ตั้งแต่เช้ามืด ป้ายังไม่ทันได้ออกไปตลาดด้วยซ้ำ”
“ทำไมเขาไม่ปลุกดา” หญิงสาวพึมพำเบาๆ
“นายน้อยคงเห็นว่ายังเช้าอยู่ เลยไม่ได้ปลุกคุณดา” นวลจันทร์แก้ต่างให้เจ้านายหนุ่ม ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้บอกอะไร “เดี๋ยวสายๆ คงกลับมากินข้าวเองค่ะ”
“ค่ะ” ปุณณดาขานรับสั้นๆ และหวังว่าจะเป็นแบบนั้นตามที่แม่บ้านบอก จนแล้วจนเล่าอชิรวิชญ์ก็ไม่กลับมา เธอโทรศัพท์ไปหา เขากลับไม่ยอมรับสาย เป็นเช่นนี้มาสองวัน ซึ่งไม่เข้าใจเขาจะพาเธอมาทำอะไร
คืนนี้ปุณณดาตัดสินใจลงมานั่งรอพบอชิรวิชญ์ที่ห้องรับแขก คิดว่าอย่างไรก็ต้องได้คุยกับชายหนุ่มให้รู้เรื่อง ในระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือข้างกายก็ดังขึ้น หญิงสาวจึงหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์มารดา ก่อนจำใจกดรับสาย “มีอะไรคะแม่”
“ดูทำเสียงเข้า หรือแม่โทร.มาขัดจังหวะหรือไง” หทัยทิพย์ถามอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ได้ขัดจังหวะอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ ดาแทบไม่ได้เจอหน้าคุณอชิด้วยซ้ำ” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามารดาหมายถึงอะไร
“วีก็โทร.ไม่ค่อยติดค่ะ คงติดเพื่อนใหม่” มนัสวีพูดเป็นนัยๆ “เพื่อนใหม่ ใครหรือครับ”“อีกหน่อยลิสาคงพามาให้รู้จักเองค่ะ”“มีปัญหากันหรือครับ” อชิรวิชญ์คิดว่ามนัสวีคงแอบน้อยใจอลิสาที่มีเพื่อนใหม่แทนตน ตามประสาคนเคยสนิทกัน“วีชินแล้วค่ะ มาดื่มกันดีกว่า”“ครับ” เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ โดยไม่มีโอกาสเห็นแววตาที่พึงพอใจของมนัสวีที่แอบมองมา“พี่อชิจะกลับกรุงเทพฯ วันไหนคะ”“อืม...พรุ่งนี้พี่ว่าจะกลับแล้ว”“น่าเสียดายจัง” มนัสวีเอ่ยเสียงแผ่ว แต่เชื่อว่าค่ำนี้ผ่านไป เธอต้องรั้งเขาอยู่ด้วยทั้งอาทิตย์แน่ จนเขาปฏิเสธไม่ได้เชียว“พี่มีงานที่กรุงเทพฯ ต้องรีบกลับไปเคลียร์ ไว้มีโอกาสพี่จะพาไปเลี้ยงข้าว”“จริงๆ นะคะ ห้ามผิดสัญญา”“ครับ นี่จะสี่ทุ่มแล้วพี่คงต้องขอตัวกลับก่อน” เขาเอ่ยพร้อมมองหาปุณณดา ไม่รู้คุยโทรศัพท์วางแผนจับเขากับมารดาเสร็จหรือยัง“จะกลับแล้วหรือคะ” มนั
ตลอดทั้งวันปุณณดาได้เรียนรู้งานจากอชิรวิชญ์ไม่น้อย และที่ได้รู้อีกอย่างชายหนุ่มจริงจังกับงานมากแต่ก็เป็นที่รักของลูกน้องด้วยเช่นกัน“พอไหวไหม”“คะ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเชิงถาม เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของชายหนุ่มจนไม่ทันฟัง“ฉันถามว่าเธอพอจะทำไหวไหม”“ไหวสิคะ ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่พร้อมลุยงานได้ทุกอย่าง”จากประสบการณ์หลังสูญเสียบิดาไป ทำให้เธอต้องทำงานพาร์ตไทม์เพื่อส่งตนเองเรียนจนจบ สำหรับเงินประกันที่บิดาทำทิ้งไว้ มารดาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด เธอแทบไม่มีสิทธิ์เข้าไปแตะต้องอชิรวิชญ์กลับนิ่งอึ้งไป มองหญิงสาวด้วยสายตาพิจารณาใหม่อีกครั้ง พร้อมครุ่นคิดถึงเรื่องที่เธอคุยกับมารดาเรื่องที่จะจับเขาแต่งงาน จนเขาสับสนไปหมด อันไหนเรื่องจริง อันไหนอุปโลกน์ขึ้นมากันแน่ ตลอดหนึ่งสัปดาห์เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์ของมารดาทีไร ปุณณดาก็ต้องสะดุ้งตกใจเสียทุกครั้ง ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เธอเดินทางมาเปิดตัวโครงก
“ไม่ได้เจอหมายความว่ายังไง ก็แกไปทำงานกับเขา และไหนจะอยู่บ้านพักตากอากาศด้วยกันอีก”“ก็ใช่ แต่ดาไม่ได้ออกไปทำงานด้วย”“ทำไมล่ะ แกเป็นเลขาฯ ก็ควรตามไปสิ”“ดาตื่นมาเขาก็ออกไปแล้ว ไม่รู้จะให้ดาตามมาทำไม”“จะทำอะไรก็รีบๆ ล่ะ” ปลายสายเริ่มกังวลกลัวแผนจะไม่สำเร็จ“ทำไมล่ะคะ หรือเจ้าหนี้มาทวงเงินแล้ว”“เปล่าหรอก แม่ได้ข่าวว่าอลิสากำลังจะเดินทางกลับมาเร็วๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่าวันไหน”“แม่...ดาอยากคุยกับคุณธวัชชัย ขอเบอร์โทรศัพท์ให้ดาหน่อยได้ไหม”“แกจะไปคุยอะไรกับเขา”“ก็คุยเรื่องขอผ่อนผันหนี้สินของพ่อไงคะ”“เขาไม่มีทางยอมแน่ แม่เคยลองคุยแล้ว” หทัยทิพย์พยายามหว่านล้อมบุตรสาว ขืนให้เบอร์โทรศัพท์ของเสี่ยธวัชชัยไปมีหวังความแตก “ถ้าแกโทรศัพท์ไปคุย เขาคงพูดโน้มน้าวให้แกยอมแต่งงานกับลูกชายเขา”“ดาแค่จะโทรศัพท์ไปขอผ่อนผันหนี้เท่านั้น เขาคงไม่บีบให้ดาแต่งงานกับลูกเขาหรอก”
“ฉันก็ไม่แน่ใจ ฉันเห็นพี่อชิถือกระเป๋าให้ด้วย”“ก็พี่อชิเขาเป็นสุภาพบุรุษ” อลิสากล่าวแก้ ทั้งที่ในใจเริ่มสงสัยว่าอชิรวิชญ์พาสาวที่ไหนไปภูเก็ตด้วย“น่าจะไม่มีอะไรอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันไม่กวนล่ะ เธอสนุกต่อเถอะ”“อืม...” อลิสานิ่งเงียบไปแม้ปลายสายจะวางไปแล้ว“เป็นอะไรที่รัก” นิโคลัสหนุ่มเมืองผู้ดีที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนของอลิสา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีเพียงมนัสวีเท่านั้นที่รู้“คุณกลับไปเถอะนิค” อารมณ์วาบหวามของอลิสาหายไปตั้งแต่เรื่องอชิรวิชญ์เข้ามากวนใจ แต่อีกฝ่ายกลับเข้ามาโลมเล้าจนอลิสาครวญครางเสียงออกมายามถูกปลุกเร้าอารมณ์ ก่อนจะเตลิดลืมเรื่องของว่าที่คู่หมั้นไปชั่วขณะ เพราะมีสิ่งเร้าใจอยู่เบื้องหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิโคลัสเกิดขึ้นเมื่องานวันเกิดปีที่แล้ว จากเด็กสาวเรียบร้อยในอดีตกลับกลายเป็นสาวร้อนรักยามอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่นอนภูเก็ต&nbs
“ใช่ค่ะ จอดสิคะ” เมื่อเห็นจวนเจียนจะถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมจอด แถมยังแล่นผ่านไป “นี่คุณ...”“จะจอดให้เสียเวลาทำไม ยังไงก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว และถ้าพ่อรู้ ฉันคงถูกเล่นงานแย่” นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะนับแต่เกิดเรื่องมารดา เขาก็ไม่เคยฟังคำพูดของบิดาอีกเลย“ฉันไม่บอก คุณไม่บอกก็จบ”“พ่อฉันหูตาเป็นสับปะรด” เขาหันมาบอกพร้อมเร่งเครื่องห่างไปทุกที จนปุณณดาไม่กล้าเรียกร้องให้เขาจอดเพราะเธอทำให้เขาเสียเวลามามากพอแล้ว“เอ๊ะ...” เมื่อเริ่มไม่คุ้นเส้นทาง “นี่ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”“ก็ใช่”“แล้วเราจะไปไหนกันคะ”“ฉันต้องแวะเข้าไปดูโครงการที่ปทุมสักหน่อย และต่อไปเธอต้องตามฉันไปตรวจงานทุกครั้ง”“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ถ้าเป็นเรื่องงานเธอสู้ไม่ถอย“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง” เขาปรายสายตามองหญิงสาวอย่างครุ่นคิดก่อนจะเงียบเสียงไป ตลอดเส้นทางจนถึงไซต์งาน แต่อชิรวิชญ์กลับไม่พูดอะไร นอกจากเข้าไปคุยงานกับวิศวกรและหัวหน้าคุมงาน ซึ่งปุณณดาทำตัวไม่ถูกว่าควรอยู่จุดไหน กระทั่งวิศวกรหนุ่มยื่นหมวกนิรภัยส่งมาให้ด้วยความหวังดี“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้กับชายหนุ่มที่มีไมตรีมอบให้ ก่อนจะ
“ฉันไม่หิวค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว”“เอาจานมาแบ่ง”“ฉันบอกว่าฉันไม่หิวค่ะ” หญิงสาวเน้นย้ำเสียงหนัก“อย่าให้ต้องบังคับ”“ปกติฉันไม่กินมื้อเย็นค่ะ”“ถึงว่าสิผอมจนจะปลิวลมอยู่แล้ว ต่อไปเธอต้องกินมื้อเย็นเข้าใจไหม” เขาเอ่ยแกมออกคำสั่ง“แม่ฉันยังไม่เคยว่าอะไรเลย” มารดาแทบไม่สนใจถามด้วยซ้ำว่าเธอทำอะไร กินข้าวหรือยัง ตั้งแต่เสียบิดาไป มื้อเย็นก็ไม่มีความหมายสำหรับเธออีกเลย เกือบปีแล้วมั้งตั้งแต่บิดาเสียไป เธอก็ไม่เคยแตะข้าวมื้อเย็นอีกเลย“อย่าดื้อปุณณดา”“ฉันไม่...” เธอพูดไม่ทันจบ อชิรวิชญ์ก็ลุกเดินไปหยิบจานกับช้อนขึ้นมาพร้อมแบ่งข้าวในจานให้กับหญิงสาว“นั่งลงแล้วกินข้าวซะ”“ก็ฉันบอกว่าไม่หิวนี่คะ”“หรือว่าให้ฉันป้อน” เพียงเท่านั้นแหละหญิงสาวต้องยอมจำนนทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามกับชายหนุ่มทันทีปุณณดาไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมเขาต้องมาเซ้าซี้ให้เธอกินด้วย ปกติเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ“มองอะไร” เสียงขรึมดังขึ้นแทรกในความคิด“เปล่าค่ะไม่มีอะไร”“เปล่าก็รีบกิน จะได้ขึ้นไปนอนไปพักผ่อน”“ค่ะ” หญิงสาวพึมพำเบาๆ ก่อนจะตักอาหารเข้าปากกินเงียบๆ แต่เพียงไม่กี่คำก็รวบช้อน“กินอย่างกับแมวดม”“







