تسجيل الدخول“ใช่ค่ะ จอดสิคะ” เมื่อเห็นจวนเจียนจะถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมจอด แถมยังแล่นผ่านไป “นี่คุณ...”
“จะจอดให้เสียเวลาทำไม ยังไงก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว และถ้าพ่อรู้ ฉันคงถูกเล่นงานแย่” นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะนับแต่เกิดเรื่องมารดา เขาก็ไม่เคยฟังคำพูดของบิดาอีกเลย
“ฉันไม่บอก คุณไม่บอกก็จบ”
“พ่อฉันหูตาเป็นสับปะรด” เขาหันมาบอกพร้อมเร่งเครื่องห่างไปทุกที จนปุณณดาไม่กล้าเรียกร้องให้เขาจอดเพราะเธอทำให้เขาเสียเวลามามากพอแล้ว
“เอ๊ะ...” เมื่อเริ่มไม่คุ้นเส้นทาง “นี่ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”
“ก็ใช่”
“แล้วเราจะไปไหนกันคะ”
“ฉันต้องแวะเข้าไปดูโครงการที่ปทุมสักหน่อย และต่อไปเธอต้องตามฉันไปตรวจงานทุกครั้ง”
“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ถ้าเป็นเรื่องงานเธอสู้ไม่ถอย
“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง” เขาปรายสายตามองหญิงสาวอย่างครุ่นคิดก่อนจะเงียบเสียงไป ตลอดเส้นทางจนถึงไซต์งาน แต่อชิรวิชญ์กลับไม่พูดอะไร นอกจากเข้าไปคุยงานกับวิศวกรและหัวหน้าคุมงาน ซึ่งปุณณดาทำตัวไม่ถูกว่าควรอยู่จุดไหน กระทั่งวิศวกรหนุ่มยื่นหมวกนิรภัยส่งมาให้ด้วยความหวังดี
“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้กับชายหนุ่มที่มีไมตรีมอบให้ ก่อนจะนำมาสวมใส่
“ผมชื่อการันต์นะครับ เพิ่งจะมาดูแลงานที่นี่ แทนรุ่นพี่” วิศวกรหนุ่มรีบกล่าวแนะนำตัวคนที่ตนสนใจตั้งแต่แรกพบ
ขณะอชิรวิชญ์ชะงัก เมื่อไม่เห็นปุณณดาตามขึ้นมา จึงย้อนกลับไปดู พร้อมแววตาดุดันคล้ายกำลังไม่พอใจอะไรสักอย่าง
“เวลาฉันเป็นเงินเป็นทอง ไม่ใช่จะมาเดินเล่น” คำพูดของเจ้านายหนุ่มทำเอาปุณณดาและวิศวกรหนุ่มต่างพากันสะดุ้งตกใจ
“ขอโทษครับ” การันต์รีบกล่าวคำขอโทษ
“ไม่ได้หมายถึงคุณ ผมหมายถึงเลขาฯ ของผม รีบตามขึ้นมาสิปุณณดา” เขากล่าวเร่งเร้า
“ค่ะ” หญิงสาวรีบสาวเท้าตามขึ้นไป แต่เขากลับไม่ให้เธอทำอะไรเลยนอกจากเดินตาม ขณะอชิรวิชญ์เอาแต่คุยงานกับวิศวกรและหัวหน้าคนงานเท่านั้น แต่แล้วจู่ๆ เขาหันกลับมาบอกให้เธอลงไปรอในรถ เธอได้แต่งุนงงแต่ก็ยอมกลับไปนั่งในรถตามคำสั่งแต่โดยดี
ปุณณดานั่งรออยู่ในรถได้ไม่ถึงยี่สิบนาที อชิรวิชญ์ก็เดินตามมาที่รถด้วยใบหน้าดูเคร่งเครียด จนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะถามในฐานะเลขาฯ
“งานมีปัญหาหรือคะ”
“อืม...แต่ไม่ใช่ที่นี่”
“แล้วที่ไหนคะ”
“ภูเก็ต เราต้องเดินทางไปดูงานกันวันนี้”
“เรา...?” หญิงสาวชี้เข้าหาตัวเอง
“ก็ใช่น่ะสิ เธอเป็นเลขาฯ ของฉัน ก็ต้องเดินทางไปด้วย เธอมีอะไรต้องเรียนรู้จากฉันอีกเยอะ” เขาพูดแฝงความนัย “ไปเถอะ เราจะต้องไปให้ทันไฟลท์บินช่วงสิบเอ็ดโมงครึ่ง”
“แล้วเราจะกลับไปเก็บเสื้อผ้ากันทันหรือคะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันให้เด็กที่บ้านเก็บให้แล้ว เดี๋ยวนายชิดคงจะเอาไปส่งที่สนามบิน” เขาบอกเท่านั้นก็สตาร์ตรถออกจากโครงการ เพื่อมุ่งหน้าไปยังสนามบิน
“ลุงชิด ไปส่งแม่ฉันไม่ใช่เหรอคะ”
“เธอคิดว่าแม่เธอจะใช้นายชิดไปทำธุระจริงเหรอ” เขากระตุกยิ้ม
“เอ่อ...” ปุณณดาถึงกับไปไม่ถูก เพราะรู้เต็มอกว่าเป็นแผนการของมารดา
“ก็แค่แผนตื้นๆ” เขาพูดเท่านั้นก็เงียบเสียงไป จนกระทั่งถึงสนามบิน
“เดี๋ยวเธอไปจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินแล้วกัน ฉันจะรอรับกระเป๋าจากนายชิดจะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวขานรับคำ แล้วรีบเดินเข้าไปในตัวอาคารของสนามบินเพื่อจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เรียบร้อย จากนั้นก็นั่งรอชายหนุ่มบริเวณที่นั่งพักสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งไม่นานอชิรวิชญ์ก็ตามเข้ามา
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ” เธอยื่นตั๋วเครื่องบินไปให้
“เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง งั้นเราขึ้นไปรอด้านในกันเถอะ” เขาเอ่ยพร้อมถือกระเป๋าเดินทางนำหญิงสาวออกไป ปุณณดาจึงรีบลุกตามไป ขณะเสียงตะโกนเรียกชายหนุ่มดังจากเบื้องหลัง
“พี่อชิจริงๆ ด้วย” สาวสวยโผเข้ามาจับมือชายหนุ่มด้วยความดีใจ
“อ้าววีกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” อชิรวิชญ์กล่าวทักทายมนัสวีอย่างแปลกใจ
“ได้สักอาทิตย์แล้วค่ะ แล้วพี่อชิจะไปไหนคะเนี่ย” มนัสวีเอ่ยถามพลางมองสาวสวยข้างกายชายหนุ่มด้วยคำถาม
“พี่จะไปดูงานที่ภูเก็ตหน่อยน่ะ เอาไว้ค่อยคุยกันนะวี” อชิรวิชญ์กล่าวตัดบทแล้วหันไปพยักหน้าให้ปุณณดาที่ยืนอยู่ข้างกาย มนัสวีจึงไม่มีโอกาสไถ่ถามอะไรอีกเลย พร้อมกับความสงสัยว่าหญิงสาวที่ติดตามอชิรวิชญ์เป็นใคร
“โทร.หายายลิสาดีกว่า ดูซิว่ายายนั่นจะทำหน้ายังไงเวลาพี่อชิของมันควงสาวอื่นไปภูเก็ต”
มนัสวีเป็นเพื่อนของอลิสามาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ทั้งคู่พยายามชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด แต่ก็ยังคบหากันมาถึงปัจจุบัน และยังไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศด้วยกันอีกด้วย
“โทร.มาทำไมยายวี” ปลายเสียงดูหงุดหงิดปนหอบ
“โทร.มาขัดจังหวะหรือไงจ๊ะ” มนัสวีกล่าวอย่างรู้เท่าทัน
“ไม่ต้องพูดมาก มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”
“ถ้าเธอฟัง อาจจะหมดอารมณ์ไปเลยก็ได้” งานยั่วอารมณ์คน มนัสวีถนัดนัก ที่สำคัญเธอพร้อมที่จะสร้างความร้าวฉานให้ทั้งคู่อยู่แล้ว เพราะเธอเองก็ตกหลุมรักอชิรวิชญ์มานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้
“มีอะไร”
“วันนี้ฉันเจอพี่อชิที่สนามบินด้วย”
“ก็ไม่แปลกนี่” เป็นปกติที่ชายหนุ่มจะต้องเดินทางไปดูงาน
“ไม่แปลก ถ้าพี่อชิไม่พาผู้หญิงไปที่ภูเก็ตด้วย ทั้งสาวและสวยมาก” มนัสวีเติมเชื้อไฟหวังให้อลิสาอยู่ไม่ติด
“อาจจะเป็นเลขาฯ พี่อชิก็ได้” อลิสาพึมพำก่อนผลักร่างลุกในสภาพเปล่าเปลือย ขณะหนุ่มคู่ใจงุนงงกับท่าทางเปลี่ยนไปของสาวคนสนิท
“ไง ถึงกับพูดไม่ออกเลยใช่ไหม นี่ไม่ใช่เวลาที่เรามาคุยกันเรื่องนี้” เขาพูดจบก็ก้มลงบดขยี้เรียวปากบางอย่างหนักหน่วงเร่าร้อนอีกครั้ง ขณะปุณณดาพยายามดิ้นรนผลักไส เธอไม่ได้ต้องการแบบนั้น เพียงแต่เออออกับมารดาไปเท่านั้น“ฮื้อ...ปล่อย”“อย่าดิ้น” เขากัดฟันสั่งเสียงเครียด“ปล่อยฉัน”“เธอต้องการฉัน และฉันก็ต้องการที่จะปลดปล่อย” ใช่ร่างกายเขาจวนเจียนจะระเบิดออกมาแล้ว ยิ่งได้กลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นของปุณณดา ก็ยิ่งทำให้เขาควบคุมร่างกายเอาไว้ไม่อยู่“คุณเกลียดฉัน คุณทำกับฉันแบบนี้ทำไม” เขาเกลียดเธอกับแม่มาก ก็ไม่ควรมายุ่ง เพราะหากเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับเธอ พ่อเขาคงต้องบีบบังคับให้รับผิดชอบแน่“ฉันไม่อยากแตะต้องตัวเธอนักหรอก” ชายหนุ่มเค้นคำพูดออกมา แต่ใบหน้าคมกลับซุกไซ้ที่ซอกคอขาว คำพูดและการกระทำช่างสวนทางกันสิ้นเชิง “ก็ปล่อยสิ”“ฉันปล่อยเธอไม่ได้ งั้นฉันอา
“วีก็โทร.ไม่ค่อยติดค่ะ คงติดเพื่อนใหม่” มนัสวีพูดเป็นนัยๆ “เพื่อนใหม่ ใครหรือครับ”“อีกหน่อยลิสาคงพามาให้รู้จักเองค่ะ”“มีปัญหากันหรือครับ” อชิรวิชญ์คิดว่ามนัสวีคงแอบน้อยใจอลิสาที่มีเพื่อนใหม่แทนตน ตามประสาคนเคยสนิทกัน“วีชินแล้วค่ะ มาดื่มกันดีกว่า”“ครับ” เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ โดยไม่มีโอกาสเห็นแววตาที่พึงพอใจของมนัสวีที่แอบมองมา“พี่อชิจะกลับกรุงเทพฯ วันไหนคะ”“อืม...พรุ่งนี้พี่ว่าจะกลับแล้ว”“น่าเสียดายจัง” มนัสวีเอ่ยเสียงแผ่ว แต่เชื่อว่าค่ำนี้ผ่านไป เธอต้องรั้งเขาอยู่ด้วยทั้งอาทิตย์แน่ จนเขาปฏิเสธไม่ได้เชียว“พี่มีงานที่กรุงเทพฯ ต้องรีบกลับไปเคลียร์ ไว้มีโอกาสพี่จะพาไปเลี้ยงข้าว”“จริงๆ นะคะ ห้ามผิดสัญญา”“ครับ นี่จะสี่ทุ่มแล้วพี่คงต้องขอตัวกลับก่อน” เขาเอ่ยพร้อมมองหาปุณณดา ไม่รู้คุยโทรศัพท์วางแผนจับเขากับมารดาเสร็จหรือยัง“จะกลับแล้วหรือคะ” มนั
ตลอดทั้งวันปุณณดาได้เรียนรู้งานจากอชิรวิชญ์ไม่น้อย และที่ได้รู้อีกอย่างชายหนุ่มจริงจังกับงานมากแต่ก็เป็นที่รักของลูกน้องด้วยเช่นกัน“พอไหวไหม”“คะ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเชิงถาม เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของชายหนุ่มจนไม่ทันฟัง“ฉันถามว่าเธอพอจะทำไหวไหม”“ไหวสิคะ ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่พร้อมลุยงานได้ทุกอย่าง”จากประสบการณ์หลังสูญเสียบิดาไป ทำให้เธอต้องทำงานพาร์ตไทม์เพื่อส่งตนเองเรียนจนจบ สำหรับเงินประกันที่บิดาทำทิ้งไว้ มารดาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด เธอแทบไม่มีสิทธิ์เข้าไปแตะต้องอชิรวิชญ์กลับนิ่งอึ้งไป มองหญิงสาวด้วยสายตาพิจารณาใหม่อีกครั้ง พร้อมครุ่นคิดถึงเรื่องที่เธอคุยกับมารดาเรื่องที่จะจับเขาแต่งงาน จนเขาสับสนไปหมด อันไหนเรื่องจริง อันไหนอุปโลกน์ขึ้นมากันแน่ ตลอดหนึ่งสัปดาห์เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์ของมารดาทีไร ปุณณดาก็ต้องสะดุ้งตกใจเสียทุกครั้ง ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เธอเดินทางมาเปิดตัวโครงก
“ไม่ได้เจอหมายความว่ายังไง ก็แกไปทำงานกับเขา และไหนจะอยู่บ้านพักตากอากาศด้วยกันอีก”“ก็ใช่ แต่ดาไม่ได้ออกไปทำงานด้วย”“ทำไมล่ะ แกเป็นเลขาฯ ก็ควรตามไปสิ”“ดาตื่นมาเขาก็ออกไปแล้ว ไม่รู้จะให้ดาตามมาทำไม”“จะทำอะไรก็รีบๆ ล่ะ” ปลายสายเริ่มกังวลกลัวแผนจะไม่สำเร็จ“ทำไมล่ะคะ หรือเจ้าหนี้มาทวงเงินแล้ว”“เปล่าหรอก แม่ได้ข่าวว่าอลิสากำลังจะเดินทางกลับมาเร็วๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่าวันไหน”“แม่...ดาอยากคุยกับคุณธวัชชัย ขอเบอร์โทรศัพท์ให้ดาหน่อยได้ไหม”“แกจะไปคุยอะไรกับเขา”“ก็คุยเรื่องขอผ่อนผันหนี้สินของพ่อไงคะ”“เขาไม่มีทางยอมแน่ แม่เคยลองคุยแล้ว” หทัยทิพย์พยายามหว่านล้อมบุตรสาว ขืนให้เบอร์โทรศัพท์ของเสี่ยธวัชชัยไปมีหวังความแตก “ถ้าแกโทรศัพท์ไปคุย เขาคงพูดโน้มน้าวให้แกยอมแต่งงานกับลูกชายเขา”“ดาแค่จะโทรศัพท์ไปขอผ่อนผันหนี้เท่านั้น เขาคงไม่บีบให้ดาแต่งงานกับลูกเขาหรอก”
“ฉันก็ไม่แน่ใจ ฉันเห็นพี่อชิถือกระเป๋าให้ด้วย”“ก็พี่อชิเขาเป็นสุภาพบุรุษ” อลิสากล่าวแก้ ทั้งที่ในใจเริ่มสงสัยว่าอชิรวิชญ์พาสาวที่ไหนไปภูเก็ตด้วย“น่าจะไม่มีอะไรอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันไม่กวนล่ะ เธอสนุกต่อเถอะ”“อืม...” อลิสานิ่งเงียบไปแม้ปลายสายจะวางไปแล้ว“เป็นอะไรที่รัก” นิโคลัสหนุ่มเมืองผู้ดีที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนของอลิสา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีเพียงมนัสวีเท่านั้นที่รู้“คุณกลับไปเถอะนิค” อารมณ์วาบหวามของอลิสาหายไปตั้งแต่เรื่องอชิรวิชญ์เข้ามากวนใจ แต่อีกฝ่ายกลับเข้ามาโลมเล้าจนอลิสาครวญครางเสียงออกมายามถูกปลุกเร้าอารมณ์ ก่อนจะเตลิดลืมเรื่องของว่าที่คู่หมั้นไปชั่วขณะ เพราะมีสิ่งเร้าใจอยู่เบื้องหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิโคลัสเกิดขึ้นเมื่องานวันเกิดปีที่แล้ว จากเด็กสาวเรียบร้อยในอดีตกลับกลายเป็นสาวร้อนรักยามอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่นอนภูเก็ต&nbs
“ใช่ค่ะ จอดสิคะ” เมื่อเห็นจวนเจียนจะถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมจอด แถมยังแล่นผ่านไป “นี่คุณ...”“จะจอดให้เสียเวลาทำไม ยังไงก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว และถ้าพ่อรู้ ฉันคงถูกเล่นงานแย่” นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะนับแต่เกิดเรื่องมารดา เขาก็ไม่เคยฟังคำพูดของบิดาอีกเลย“ฉันไม่บอก คุณไม่บอกก็จบ”“พ่อฉันหูตาเป็นสับปะรด” เขาหันมาบอกพร้อมเร่งเครื่องห่างไปทุกที จนปุณณดาไม่กล้าเรียกร้องให้เขาจอดเพราะเธอทำให้เขาเสียเวลามามากพอแล้ว“เอ๊ะ...” เมื่อเริ่มไม่คุ้นเส้นทาง “นี่ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”“ก็ใช่”“แล้วเราจะไปไหนกันคะ”“ฉันต้องแวะเข้าไปดูโครงการที่ปทุมสักหน่อย และต่อไปเธอต้องตามฉันไปตรวจงานทุกครั้ง”“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ถ้าเป็นเรื่องงานเธอสู้ไม่ถอย“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง” เขาปรายสายตามองหญิงสาวอย่างครุ่นคิดก่อนจะเงียบเสียงไป ตลอดเส้นทางจนถึงไซต์งาน แต่อชิรวิชญ์กลับไม่พูดอะไร นอกจากเข้าไปคุยงานกับวิศวกรและหัวหน้าคุมงาน ซึ่งปุณณดาทำตัวไม่ถูกว่าควรอยู่จุดไหน กระทั่งวิศวกรหนุ่มยื่นหมวกนิรภัยส่งมาให้ด้วยความหวังดี“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้กับชายหนุ่มที่มีไมตรีมอบให้ ก่อนจะ







