ANMELDEN“หากฉันตายไป หนี้สินจะหมดหรือเปล่า คุณจะทำอะไรแม่ฉันอีกไหม” ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอถามคำนี้ออกมา “นี่เธอ” อชิรวิชญ์ก็เหมือนช็อกกับคำพูดของหญิงสาวไปชั่วขณะ “พูดบ้าอะไรของเธอ” เขากระชากแขนหญิงสาวขึ้นมา “ฉันถามว่าถ้าฉันตายไป ทุกอย่างจะจบไหม หนี้สินทุกอย่างจะหายไปหรือเปล่า คุณจะทำอะไรแม่ฉันไหม” “ไม่ ฉันไม่ปล่อยให้แม่เธอมีความสุข” เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะหยุดความคิดที่สิ้นคิดของปุณณดาได้ “ทำไมคุณถึงใจจืดใจดำแบบนี้ แม้แต่ความตายก็แลกไม่ได้เหรอ” หญิงสาวถามด้วยแววตาที่เจ็บปวด
Mehr anzeigenงานแต่งงานของดนุพลนักธุรกิจใหญ่วัยห้าสิบเก้าปี ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางเสียงหัวเราะแห่งความสุขของคู่บ่าวสาว แต่กลับบาดลึกเข้าไปในหัวใจของคนที่เป็นลูกอย่างอชิรวิชญ์เป็นอย่างมาก จะไม่ให้เขาเจ็บปวดใจได้อย่างไร ก็ในเมื่อหทัยทิพย์คือผู้หญิงลับๆ ของบิดาตนมานาน ตั้งแต่มารดายังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นต้นเหตุทำให้มารดาเขาต้องตรอมใจตายอีกด้วย
ดนุพลตัดสินใจแต่งงานกับหทัยทิพย์อดีตคนรักหลังสูญเสียภรรยาไปเพียงไม่กี่เดือน โดยไม่คิดที่จะฟังเสียงคัดค้านของใครแม้แต่บุตรชายเพียงคนเดียวของเขาก็ตาม ต้องการเพียงทำตามคำเรียกร้องของหัวใจเท่านั้น
“อชิ แกทำหน้าให้มันดีๆ หน่อย”
“จะให้ผมยืนยิ้มหน้าชื่นตาบาน รับผู้หญิงคนนี้มาแทนแม่หรือครับ ไม่มีทาง!” อชิรวิชญ์ส่งสายตาเกรี้ยวกราดไปยังแม่เลี้ยง และเผื่อแผ่ไปถึงบุตรสาวของนางด้วย
“ตาอชิ” ดนุพลกดเสียงต่ำ เพราะไม่ต้องการให้ใครมาได้ยิน ในข้อโต้แย้งระหว่างตนกับบุตรชาย
“เชิญตามสบายครับ พ่อจะไปขึ้นสวรรค์หรือลงนรกที่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวกับผม” อชิรวิชญ์เดินฝ่าผู้คนไปยังด้านหลังงานเลี้ยงด้วยความคับแค้นใจ เพราะไม่สามารถทำให้งานแต่งงานในครั้งนี้ล่มลงได้
“ไอ้อชิ!”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณพล ทิพย์เสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณกับคุณอชิต้องบาดหมางกัน”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ผมต่างหากที่เลี้ยงลูกตามใจจนเกินไป”
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ...ยายดาตามไปดูแลพี่เขาหน่อยสิ” หทัยทิพย์หันไปบอกบุตรสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากที่นางยืน
“เอ่อ...ดา”
“ไปสิยายดา”
“แต่เดี๋ยวจะถึงเวลาส่งตัวเข้าหอแล้วนะคะ ดาต้องช่วยดูแลแขก” ปุณณดาพยายามหาข้ออ้าง ยอมรับว่าไม่กล้าพอที่จะอยู่ใกล้อชิรวิชญ์เพียงลำพัง เพราะรู้ฤทธิ์เดชของอีกฝ่ายดี
“ไม่ต้องไปหรอกหนูดา ปล่อยมัน” ดนุพลบอกด้วยความโมโห
“ให้ยายดาไปอยู่เป็นเพื่อนดีแล้วค่ะ ทิพย์ไม่อยากให้คุณอชิรู้สึกเหมือนถูกทิ้ง...ไปสิยายดาไปดูพี่เขาหน่อย” หทัยทิพย์ดันร่างบุตรสาวให้เดินไปทางที่อชิรวิชญ์เดินหายออกไป
ปุณณดายืนทำใจอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอชิรวิชญ์ที่กำลังนั่งดื่มอยู่ริมสระว่ายน้ำเพียงลำพัง เธอเห็นอีกฝ่ายเทเครื่องดื่มเข้าปาก ราวกับน้ำเปล่า
“คุณอชิคะ เอ่อ...”
“มีอะไรกับฉันอีก” เสียงห้าวติดหงุดหงิดที่รู้ว่าใครเข้ามาก่อกวน
“คุณดื่มเยอะแล้วนะคะ เดี๋ยวก็เมาหรอก”
“เมาแล้วมันหนักหัวใคร พ่อแท้ๆ ฉันยังไม่สนใจเลย” ชายหนุ่มกล่าวประชดปนน้อยใจ
“สนใจสิคะ ท่านถึงฝากให้ฉันมาดูแลคุณ”
ปุณณดาจำต้องพูดปดออกไป เพราะจริงๆ แล้ว มารดาของเธอต่างหากล่ะที่ไล่มาให้ดูแลเขา
“งั้นเหรอ” อชิรวิชญ์หรี่ตามองอีกฝ่ายราวกับไม่เชื่อ
“จริงๆ ค่ะ อย่าดื่มเลยนะคะมันไม่ดีต่อสุขภาพ”
“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร ถึงได้มาสอนฉัน อย่ามาเจ๋อ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็คว้าขวดบรั่นดีกับแก้วเดินไปอีกฟากหนึ่งยังเรือนหลังเล็กที่มารดาเขาเคยพักอาศัยอยู่ หลังจากรับรู้ว่าบิดามีผู้หญิงอีกคน
ปุณณดายืนลังเลว่าควรตามไปหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจทรุดตัวนั่งอย่างเหน็ดเหนื่อยหัวใจ ใช่ว่าเธอจะเห็นด้วยกับงานแต่งงานในครั้งนี้ ถึงจะคัดค้านหัวชนฝา แล้วจะมีประโยชน์อะไร นอกจากมารดาจะไม่ฟังแล้วยังต้องมาเจ็บตัวอีกด้วย
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
ปุณณดานั่งเกร็งข้างๆ คนขับรถมาตลอดทาง ขณะเดินทางกลับจากดูงานที่เชียงใหม่พร้อมอชิรวิชญ์ด้วยความจำใจ เพราะคำขอร้องแกมวิงวอนของพ่อเลี้ยงอย่างดนุพล จนเธอไม่สามารถปฏิเสธได้
“ไม่รู้จะให้มาด้วยทำไม เกะกะ” คนขับรถพึมพำอย่างหงุดหงิด
“คุณก็รู้ ว่าฉันปฏิเสธคุณพ่อของคุณไม่ได้”
ปุณณดารีบกล่าวแย้งขึ้นมา เขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ยังจะมาหาเรื่องกันอีก
“ปฏิเสธไม่ได้ อย่ามาเล่นละครดีกว่า อยากอยู่กับฉันสองต่อสองละสิไม่ว่า แม่เธอวางแผนจับพ่อฉันไม่พออีกหรือไง เธอกับแม่ถึงได้คิดวางแผนจับฉันเป็นผัวอีกคนน่ะ”
“หยาบคาย! ฉันไม่เคยคิดอย่างที่คุณกล่าวหาเลยสักนิด”
“ปากแข็ง แค่สายตาเวลาเธอมองฉัน มันแทบจะกลืนกินอยู่แล้ว อยากมากหรือไง” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมา ทำเอาคนฟังสะอึก
ปุณณดาเลือกที่จะเงียบแต่อีกฝ่ายกลับตีความหมายว่าเธอยอมรับในสิ่งที่พูด แต่แล้วจู่ๆ รถที่นั่งมากลับดับวูบกลางทาง
“รถเป็นอะไรน่ะคุณ”
“ฉันก็ไม่รู้” ชายหนุ่มบิดกุญแจเพื่อสตาร์ตรถ พยายามสตาร์ตอยู่หลายครั้งก็ไม่ติดอยู่ดี
“ทำไมรถถึงมาเสียกลางทางได้ ฝนก็ทำท่าจะตกแล้วด้วย” ดวงตากลมโตกวาดสายตามองไปบริเวณนอกรถ
“เพราะมีตัวซวยอย่างเธอนั่งมาด้วยไง” อชิรวิชญ์เดินลงจากรถ เปิดฝากระโปรงด้านหน้ารถเพื่อตรวจเช็กอาการว่าเสียจากตรงไหน “โธ่โว้ยมาดับอะไรตอนนี้” ชายหนุ่มสบถเสียงออกมาอย่างอารมณ์เสีย ทำเอาปุณณดาเริ่มใจคอไม่ดี
“ลงรถ”
“คะ??” ปุณณดาทำสีหน้างุนงง
“จะนั่งอยู่ในรถคนเดียวทั้งคืนก็ตามใจ” อชิรวิชญ์พูดเท่านั้น ปุณณดาก็รีบเปิดประตูลงมาจากรถทันที จากนั้นเขาจึงจัดการเข็นรถเข้าข้างทางพร้อมกับล็อกรถไว้ หากฝืนซ่อมต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์ เพราะเขาไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์การซ่อมติดรถมาด้วย และที่สำคัญฝนเหมือนกำลังตั้งเค้ามา แต่ด้วยความรีบร้อนทำให้ทั้งคู่ลืมหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าติดมือลงมาด้วย
“เราจะไปหาโรงแรมที่ไหนล่ะคุณ” เธอมองไปทั่วบริเวณ แทบจะไม่มีรถวิ่งผ่านด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่โรงแรมเลย บ้านคนก็แทบจะไม่มีให้เห็น
“ลองหาเอาข้างหน้า จะบ่นอะไรนักหนาเนี่ย”
“นี่ๆ คุณ ฉันลืมกระเป๋าเสื้อผ้า ต้องกลับไปเอาก่อน”
ตลอดทั้งวันปุณณดาได้เรียนรู้งานจากอชิรวิชญ์ไม่น้อย และที่ได้รู้อีกอย่างชายหนุ่มจริงจังกับงานมากแต่ก็เป็นที่รักของลูกน้องด้วยเช่นกัน“พอไหวไหม”“คะ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเชิงถาม เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของชายหนุ่มจนไม่ทันฟัง“ฉันถามว่าเธอพอจะทำไหวไหม”“ไหวสิคะ ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่พร้อมลุยงานได้ทุกอย่าง”จากประสบการณ์หลังสูญเสียบิดาไป ทำให้เธอต้องทำงานพาร์ตไทม์เพื่อส่งตนเองเรียนจนจบ สำหรับเงินประกันที่บิดาทำทิ้งไว้ มารดาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด เธอแทบไม่มีสิทธิ์เข้าไปแตะต้องอชิรวิชญ์กลับนิ่งอึ้งไป มองหญิงสาวด้วยสายตาพิจารณาใหม่อีกครั้ง พร้อมครุ่นคิดถึงเรื่องที่เธอคุยกับมารดาเรื่องที่จะจับเขาแต่งงาน จนเขาสับสนไปหมด อันไหนเรื่องจริง อันไหนอุปโลกน์ขึ้นมากันแน่ ตลอดหนึ่งสัปดาห์เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์ของมารดาทีไร ปุณณดาก็ต้องสะดุ้งตกใจเสียทุกครั้ง ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่เธอเดินทางมาเปิดตัวโครงก
“ไม่ได้เจอหมายความว่ายังไง ก็แกไปทำงานกับเขา และไหนจะอยู่บ้านพักตากอากาศด้วยกันอีก”“ก็ใช่ แต่ดาไม่ได้ออกไปทำงานด้วย”“ทำไมล่ะ แกเป็นเลขาฯ ก็ควรตามไปสิ”“ดาตื่นมาเขาก็ออกไปแล้ว ไม่รู้จะให้ดาตามมาทำไม”“จะทำอะไรก็รีบๆ ล่ะ” ปลายสายเริ่มกังวลกลัวแผนจะไม่สำเร็จ“ทำไมล่ะคะ หรือเจ้าหนี้มาทวงเงินแล้ว”“เปล่าหรอก แม่ได้ข่าวว่าอลิสากำลังจะเดินทางกลับมาเร็วๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่าวันไหน”“แม่...ดาอยากคุยกับคุณธวัชชัย ขอเบอร์โทรศัพท์ให้ดาหน่อยได้ไหม”“แกจะไปคุยอะไรกับเขา”“ก็คุยเรื่องขอผ่อนผันหนี้สินของพ่อไงคะ”“เขาไม่มีทางยอมแน่ แม่เคยลองคุยแล้ว” หทัยทิพย์พยายามหว่านล้อมบุตรสาว ขืนให้เบอร์โทรศัพท์ของเสี่ยธวัชชัยไปมีหวังความแตก “ถ้าแกโทรศัพท์ไปคุย เขาคงพูดโน้มน้าวให้แกยอมแต่งงานกับลูกชายเขา”“ดาแค่จะโทรศัพท์ไปขอผ่อนผันหนี้เท่านั้น เขาคงไม่บีบให้ดาแต่งงานกับลูกเขาหรอก”
“ฉันก็ไม่แน่ใจ ฉันเห็นพี่อชิถือกระเป๋าให้ด้วย”“ก็พี่อชิเขาเป็นสุภาพบุรุษ” อลิสากล่าวแก้ ทั้งที่ในใจเริ่มสงสัยว่าอชิรวิชญ์พาสาวที่ไหนไปภูเก็ตด้วย“น่าจะไม่มีอะไรอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันไม่กวนล่ะ เธอสนุกต่อเถอะ”“อืม...” อลิสานิ่งเงียบไปแม้ปลายสายจะวางไปแล้ว“เป็นอะไรที่รัก” นิโคลัสหนุ่มเมืองผู้ดีที่เป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนของอลิสา ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีเพียงมนัสวีเท่านั้นที่รู้“คุณกลับไปเถอะนิค” อารมณ์วาบหวามของอลิสาหายไปตั้งแต่เรื่องอชิรวิชญ์เข้ามากวนใจ แต่อีกฝ่ายกลับเข้ามาโลมเล้าจนอลิสาครวญครางเสียงออกมายามถูกปลุกเร้าอารมณ์ ก่อนจะเตลิดลืมเรื่องของว่าที่คู่หมั้นไปชั่วขณะ เพราะมีสิ่งเร้าใจอยู่เบื้องหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนิโคลัสเกิดขึ้นเมื่องานวันเกิดปีที่แล้ว จากเด็กสาวเรียบร้อยในอดีตกลับกลายเป็นสาวร้อนรักยามอยู่กับชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและคู่นอนภูเก็ต&nbs
“ใช่ค่ะ จอดสิคะ” เมื่อเห็นจวนเจียนจะถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมจอด แถมยังแล่นผ่านไป “นี่คุณ...”“จะจอดให้เสียเวลาทำไม ยังไงก็ต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว และถ้าพ่อรู้ ฉันคงถูกเล่นงานแย่” นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะนับแต่เกิดเรื่องมารดา เขาก็ไม่เคยฟังคำพูดของบิดาอีกเลย“ฉันไม่บอก คุณไม่บอกก็จบ”“พ่อฉันหูตาเป็นสับปะรด” เขาหันมาบอกพร้อมเร่งเครื่องห่างไปทุกที จนปุณณดาไม่กล้าเรียกร้องให้เขาจอดเพราะเธอทำให้เขาเสียเวลามามากพอแล้ว“เอ๊ะ...” เมื่อเริ่มไม่คุ้นเส้นทาง “นี่ไม่ใช่ทางไปบริษัทนี่คะ”“ก็ใช่”“แล้วเราจะไปไหนกันคะ”“ฉันต้องแวะเข้าไปดูโครงการที่ปทุมสักหน่อย และต่อไปเธอต้องตามฉันไปตรวจงานทุกครั้ง”“แล้วฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” ถ้าเป็นเรื่องงานเธอสู้ไม่ถอย“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง” เขาปรายสายตามองหญิงสาวอย่างครุ่นคิดก่อนจะเงียบเสียงไป ตลอดเส้นทางจนถึงไซต์งาน แต่อชิรวิชญ์กลับไม่พูดอะไร นอกจากเข้าไปคุยงานกับวิศวกรและหัวหน้าคุมงาน ซึ่งปุณณดาทำตัวไม่ถูกว่าควรอยู่จุดไหน กระทั่งวิศวกรหนุ่มยื่นหมวกนิรภัยส่งมาให้ด้วยความหวังดี“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้กับชายหนุ่มที่มีไมตรีมอบให้ ก่อนจะ





