Mag-log in"เคยมีทั้งได้และไม่ได้เกิดขึ้นทั้ง สองกรณี พวกท่านก็ทำใจเผื่อเอาไว้หน่อย คนความจำเสื่อมยิ่งหวาดกลัวมากเพราะอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จักและคนที่ไม่รู้จัก แม้พวกท่านจะจำนางได้ รู้ว่านางเป็นใคร แต่นางไม่รู้อะไรเลยมีความหวาดกลัวและพะวงย่อมไม่แปลก"
"เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านหมอมาก" ฮูหยินให้คนไปส่งเขาก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างบุตรสาว ซึ่งเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังระแวงอยู่
"เอาล่ะฮวาฮวา ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรพวกเรายังเป็นบ้านของเจ้าเสมอ ยังเป็นครอบครัวของเจ้า เพราะงั้นทำใจให้สบายเถอะนะ"
ฮูหยินผู้มีสติกว่าสามีเอ่ยแนะนำคนใกล้ตัวของเธอให้ฟังทีละคนว่าใครเป็นใครบ้าง สาวน้อยที่ร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างประตูตอนนั้นคือหนิงชิงชิง เป็นสาวรับใช้คนสนิทของร่างเดิม นางค่อยๆ คลานมาแนบใบหน้ากับขา ร้องไห้ไม่หยุดจนฮูหยินต้องปรามให้นางใจเย็นขึ้นหน่อย
"คนที่สมควรต้องปลอบตอนนี้คือคุณหนูของเจ้า ทำไมมาร้องไห้แข่งกับนางเสียได้เล่า"
"ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าดีใจมากนี่เจ้าคะ คุณหมอฟื้นแล้วแบบนี้ เหมือนฝันไปเลยเจ้าค่ะ"
เว่ยหย่งฮวาพูดไม่ออก ถึงพูดออกก็บอกไม่ได้ เรื่องบางเรื่องให้เป็นความเข้าใจผิดตลอดไปอาจจะเป็นการดีกว่าให้รู้ความจริง แต่อีกใจก็นึกย้อนแย้งในตัวเองเธอโกหกเช่นนี้ดีแล้วหรือ ไม่สิต่อไปนี้ต้องเป็นนางแล้ว ตัวตนนี้นางขอรับไว้เองก็แล้วกัน
"ท่านแม่! ท่านพี่ฟื้นหรือ!?"
ประตูถูกผลักออกอย่างแรงโดยเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูจะอายุอ่อนกว่า เขาตะโกนโวยวายเข้ามา
"เพ่ย เจ้านี่ยังไงเสียงดังโวยวายเกินไปแล้ว พี่เจ้าพึ่งฟื้น ตอนนี้ความจำเสื่อมอีก อย่าทำให้นางกลัวสิ"
"ความจำเสื่อม ท่านพี่น่ะหรือ?" เว่ยอวี่หยุนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ท่าทีราวกับกระต่ายตื่นตูมก่อนหน้านี้กลายเป็นหงอยลง
"เอาล่ะ ๆ ทุกคนออกไปได้แล้ว ให้นางพักผ่อน นี่ดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่" ฮูหยินเห็นว่าบุตรสาวเพิ่งฟื้นตัว ควรได้พักผ่อนมากกว่านี้ นางไล่ทุกคนกลับแล้วปล่อยให้หนิงชิงชิงดูแลคุณหนู
ทั้งห้องเหลือเพียงนายบ่าวสองคนในบรรยากาศเงียบสงัด เว่ยหย่งฮวาไม่ค่อยผ่อนคลายนัก จะขยับตัวสักนิดก็เกร็งไปหมดจนสาวใช้สังเกตเห็น
"คุณหนู ไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ"
"ข้า...ข้าแค่ไม่คุ้นชิน"
"เช่นนั้นบ่าวจะจุดกำยานให้นะเจ้าคะ เผื่อคุณหนูจะผ่อนคลายขึ้น"
นางพยักหน้าแล้วปล่อยให้สาวใช้จัดการเรื่องในห้อง ส่วนตัวเองก็คอยสังเกตเครื่องเรือนและการทำงานของสาวใช้คนสนิทไปพลาง
"เล่าเรื่องของข้าให้ฟังหน่อยสิ"
หนิงชิงชิงยิ้มกว้างรีบมานั่งพื้นข้างเตียง
"คุณหนูเป็นบุตรสาวของนายท่านกับฮูหยิน มีพระพันปีเป็นพระอัยยิกา"
"เดี๋ยวก่อนนะ พระอัยยิกา?"
นางยกมือให้หยุดตั้งแต่เรื่องแรก เว่ยหย่งฮวารู้สึกเหมือนโดนคนตีเข้าที่หัวอย่างแรง
"เจ้าค่ะ ฮูหยินเป็นอดีตองค์หญิง เป็นพระกนิษฐภคินีของฝ่าบาท หลังแต่งงานเข้าสกุลเว่ยก็ลดยศเป็นท่านหญิงเจ้าค่ะ"
เว่ยหย่งฮวารู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม มีพระพันปีเป็นยาย มีฮ่องเต้เป็นลุง บางทีนางควรหยุดไว้แค่นี้แล้วรีบหนีออกจากที่นี่ดีหรือเปล่า รู้สึกว่าเรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่นางจะทำความเข้าใจได้ในวันเดียว
"คุณหนู หากท่านยังเวียนศีรษะอยู่ค่อยให้ข้าเล่าพรุ่งนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ท่านฟังเอง"
"รบกวนเจ้าแล้วจริงๆ" เว่ยหย่งฮวาตอบรับอย่างคนหมดแรง เพราะตอนนี้นางหมดแรงแล้วจริง ๆ รู้สึกในท้องไม่มีอะไรเลย
"อิงอิง พอจะมีอะไรเหลือให้กินไหม"
"อิงอิงไหนหรือเจ้าคะ?"
เว่ยหย่งฮวายกมือปิดปากตัวเองด้วยความตกใจ นางพลาดไปแล้ว เพราะหนิงชิงชิงผู้นี้ไม่ว่าจะการพูดหรือท่าทางก็ดูคล้ายกับลูกพี่ลูกน้องของนางจนเผลอไป
"ข้า..."
ก่อนจะได้แก้ตัวท้องก็ประท้วงขึ้นมาอย่างน่าอาย สาวใช้ผู้ซื่อสัตว์จึงหันไปสนใจเรื่องอาการกินแทน
"คุณหนูไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เย็นเมื่อวาน คงหิวแย่ บ่าวจะไปดูที่ครัวให้เองเจ้าค่ะ"
หนิงชิงชิงรีบออกไปจัดการงานของตน
ขณะที่เว่ยหย่งฮวายังตระหนกไม่หายจากเรื่องทั้งหมดนี้ ครอบครัวของนางกลับเชื่อเหลือเกินว่านี่คือปาฏิหาริย์ ร่างของนางหลังนำขึ้นมาจากน้ำก็ไร้ลมหายใจแล้ว รักษาอย่างไรก็ไม่ฟื้นจนทั้งครอบครัวต้องทำใจ
ทว่าหนึ่งวันที่ผ่านมานั้นร่างของนางกลับไม่เสื่อมถอย เหมือนคนที่หลับไปเฉยๆ พวกเขาจึงค่อนข้างปักใจว่าที่นางหวนกลับมาต้องเป็นปาฏิหาริย์อย่างแน่นอน
เว่ยเหลียนเล่อไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจมากกว่ากัน เขาโดนหางเลขไปกับยอดบัณฑิตคนนั้นเสียแล้วเว่ยหย่งฮวาเห็นสหายบวกตำแหน่งพี่สะใภ้เขินจนตัวเกร็งก็เห็นใจ นางคงอยากเจอสามีเหมือนกัน จึงไม่ได้เอ่ยหยอกเย้าอะไรต่อ พอดีกับที่อู๋ซือหนิงพาเด็ก ๆ มา จึงได้เวลาแลกหน้าที่กันนางเดินออกจากซุ้มร้านค้ามาหาตั้งแต่เห็นเขากับลูก ๆ อยู่ไกลลิบทั้งครอบครัวเดินเที่ยวชมเมืองด้วยกัน การเดินทางครั้งนั้นเหมือนยาวนาน แต่เพียงพริบตาก็จะได้เวลากลับถึงบ้านแล้วจากการเดินทางแบบขบวนสินค้าเมื่อครั้งนั้น ชื่อเสียงพลอยมรกตของตระกูลเซียนและร้านแพรของนางก็ยิ่งขจายออกไป แต่คนที่มาเมืองหลวงครั้งแรกนั้นก็ยังหาร้านนางไม่เจออยู่ดี ซึ่งเว่ยหย่งฮวาก็ไม่คิดเปลี่ยนด้วยตอนนี้นางเป็นทั้งท่านหญิงจวิ้นจู เป็นฮูหยินสกุลอู๋ แต่ชาวเมืองก็ยังติดเรียกนางว่าคุณหนูสามเช่นเดิม"กลับไปคราวนี้น้องหญิงคงได้ลายใหม่ ๆ ออกมาอีก"ภรรยาของเขามักมีมีความคิดสร้างสรรค์พลุ่งพล่านเหมือนการทอยลูกเต๋า บางครั้งที่นางไม่ได้จุดประกายอะไรกลับมาจากการเดินทางหรือพบปะผู้คนหน้าใหม่ๆ แต่ส่วนมากแล้วมันบังเกิดผล พอเป็นเช่นนั้นนางก็จะหมกตัวอยู่ในห้องทำงานเกือบทั้งวัน"ไม
"ดูนั่นสิ เจ้าเห็นหรือไม่"สตรีกลุ่มหนึ่งชี้ชวนกันดูหญิงสาวที่โดดเด่นอยู่กลางพรมสีแดง ตั้งแต่เจ้าถิ่นรับงานเป็นหุ่นแสดงเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้บรรดาพี่สาวที่นางนับถือก็รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นมากมาย นางถูกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเอ่ยถึงได้ชื่นชม เจ้าตัวจึงรู้สึกยินดีอย่างมาก"งดงามมากจริงๆ ถ้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์ธรรมดา นึกว่าเทพเซียนประทานมาเสียอีก"คำสรรเสริญเยินยอมีเกินจริงไปบ้าง แต่ก็ไม่มีใครถือสาเพราะเท่าที่เห็น ชุดที่คุณหนูจ้าวสวมใส่อยู่ใครต่อใครก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่างดงามไร้ที่ติไม่ว่าจะผ่านเมืองไหนก็ต้องถูกพูดถึง สินค้าของสองท่านหญิงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการบอกเล่าปากต่อปากของชาวเมือง การเดินทางใกล้สิ้นสุดแล้ว ตอนนี้ขบวนสินค้าของท่านหญิงเซียนซูอิงอยู่ห่างจากชายแดนไม่กี่ก้าว หลังจากเสร็จธุระที่เมืองนี้แล้วก็เหลืออีกครึ่งทางก่อนจะกลับถึงเมืองหลวง"ใต้เท้าอู๋มิต้องกลับเมืองหรือ?"จากความรู้สึกเอือมระอาเริ่มกลายเป็นความหมั่นไส้ขึ้นมานิดๆ เพราะอู๋ซือหนิงเอาแต่เกาะติดเพื่อนนางทั้งวัน การงานไม่เสีย แถมมาพลอดรักกันต่อหน้า จากความเอือมระอาที่มีเริ่มกลายเป
เซียนซูอิงไม่ได้หมายตาซุ้มนักกวี แต่เธอก็ไม่อาจมองข้ามได้ เจ้าของขบวนสินค้าเดินทางไปติดต่อย่านการค้าที่ตนได้เช่าหน้าร้านไว้เพราะในช่วงสองวันนี้จะมีการชุมนุมของกลุ่มการค้าหลายกลุ่มในเมือง ไม่ใหญ่เทียบเท่างานเทศกาลแต่ก็เหมาะแก่การเปิดหูเปิดตาและทดลองตลาดจ้าวจินกับเว่ยหย่งฮวาเดินเล่นในเมืองได้อิสระจนกว่าจะถึงช่วงเย็นที่งานชุมนุมกลุ่มการค้าจะเริ่มคึกคักอู๋เถียนที่เพลียจากการเดินทางกลับอยู่กับอกผู้เป็นพ่อ เว่ยหย่งฮวาจูงมือบุตรชายไว้โดยให้เขาเดินกลางระหว่างพ่อแม่"เสี่ยวหรง เจ้าหิวหรือยัง""ข้ายังไม่หิวเท่าไร พึ่งกินเปาจื่อไปหนึ่งลูกบนรถ" เด็กชายตอบมารดาโดยที่มือก็ยังถือเปาจื่อลูกที่สองเอาไว้ด้วย"ท่านพี่ล่ะ อยากกินอะไรหรือไม่""ฮวาฮวาอยากกินอะไรข้าก็กินด้วยทั้งนั้น" อู๋ซือหนิงยิ้มตอบภรรยา เว่ยหย่งฮวาเห็นเขายิ้มตลอดจนคิดว่าหากวันใดเห็นหน้าโกรธเป็นยักษ์มาร โลกคงถึงคราวหายนะแน่"ข้ายังไม่หิวเท่าไร เราเดินเล่นในเมืองสักรอบก่อนก็ได้ ข้ากลัวท่านกับลูกๆ จะล้าเกินไป วันนี้หลังทานมื้อเย็นเสร็จท่านพักอยู่โรงเตี๊ยมกับเด็กๆ ไปเถอะนะ""ฮวาฮวาไม่อยากให้ไปช่วยด้วยหรือ?""ลูกเจอคนเยอะจนจะเฉาอยู่แล้ว ข้า
"ข้ารู้ว่าเขาทั้งรักทั้งหลงเจ้ามาก แต่นี่มันเกินความคาดหมายของข้าไปไปหน่อยนะ" เซียนซูอิงแทบจะเท้าเอวมองสามีของสหายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนหน้านี้ไม่นานระหว่างกำลังทำการประชาสัมพันธ์ร้านพลอยและเสื้อผ้าในงาน คนที่ไม่ควรอยู่ก็โผล่มาทั้งที่ยังไม่ทันข้ามวันดีด้วยซ้ำ"คงต้องขอรบกวนท่านหญิงสักระยะ" อู๋ซือหนิงว่ายิ้ม ๆ เขายืนอยู่กับที่ยังดูเหมือนรูปสลัก เมื่อก่อนสง่างามอย่างไร วันนี้ยังเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือหลงใหลในตัวภรรยาเกินพอดี"นี่ท่านไม่ได้หนีงานมาใช่ไหม" เว่ยหย่งฮวากระซิบถามสามี"ฮวาฮวาอย่าใส่ร้ายข้าสิ เห็นข้าติดเจ้าแบบนี้แต่การงานข้าไม่เคยเสียนะ" เขาก้มลงไปอุ้มบุตรชายที่ยืนเกาะขาอยู่ขึ้นมา ตอนยังอุ้มได้ต้องอุ้มให้เยอะ ๆ เพราะโตไปกว่านี้คงไม่ยอมให้อุ้มแล้ว"แล้วใต้เท้ามาได้อย่างไร?""ท่านหญิงถามเป็นทางการเหลือเกิน ข้าไม่ได้หนีงานมาจริงๆ นะ""น่าสงสัยสุดๆ""ข้ามีงานราชการที่นี่พอดี ฮ่องเต้เลยทรงอนุญาตให้เป็นการทำงานนอกสถานที่"สรุปก็คือหาทางจะมาให้ได้อยู่นั่นล่ะ!เซียนซูอิงหมดคำจะเอ่ยนางจึงปล่อยเลยตามเลย อู๋ซือหนิงต้องไปพักโรงเตี๊ยมอื่นเพราะที่จองไว้ไม่มีที่พอสำหรับเขา หลังจากแวะมาทักทาย
เว่ยหย่งฮวาทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะตอบออกมา "เหมาะแก่การลงทุน ทว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จะสู้ร้านในท้องถิ่นไม่ได้""เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร""ช่างฝีมือในท้องที่สามารถดึงจุดเด่นจากสีย้อมผ้าออกมาได้ดี เลือกหาเครื่องประดับที่เหมาะสมได้เพราะเป็นคนในท้องถิ่น เติบโตมากับสิ่งของในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เป็นไปตามธรรมชาติของพวกเขา ทีนี้ก็ต้องถามท่านหญิงแล้วว่ารับมือกับนิสัยเฉพาะตัวของคนในท้องที่ได้หรือไม่"ประชาชนฝั่งทางเหนือของแคว้นต้าซานมีความภาคภูมิใจในต้นกำเนิดของตัวเองมาก หาคนนอกจะเข้ามาแทรกแซงหรือปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของตนแบบดูสุดโต่งเกินไปอาจถูกต่อต้านได้ ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต หากมีเรื่องทะเลาะกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยในวันนี้วันหน้าก็จะประสานงานกันได้ยากหากเซียนซูอินตั้งใจจะตั้งร้านที่นี่เพิ่มจริงๆ นางต้องใจเย็นพอที่จะรับมือกับอุปนิสัยนั้นได้ พวกเขาซึมซับมาจากบรรพบุรุษและภาคภูมิใจกับมัน ฝังรากลึกราวกับเป็นเลือดในกาย"เช่นนั้นทำเป็นร้านสาขาเล็ก ๆ จะดีกว่าล่ะสินะ""ถ้าหากเจ้าคิดเช่นนั้นข้าก็เห็นด้วย เพราะยังไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเปิดร้านใหญ่ แต่หากทำให้ร้านสาขานั้นได้รับ
กองคาราวานของท่านหญิงเซียนซูอิงเคลื่อนออกไปในเวลาสายของวัน อู๋ซือหนิงมายืนรอส่งภรรยาตั้งแต่เช้าและอยู่เป็นเพื่อนนางจนกระทั่งรถม้าออก รถมาที่ห่างออกไปยิ่งย้ำเตือนให้ในใจวูบโหวง วันนี้กลับจวนไปแล้วก็คงไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ อีก ไม่มีเสียงภรรยาคอยบ่นอยู่ข้างกาย กว่าพวกเขาจะกลับมาคงมีคนเหงาตายแน่ อู๋ซือหนิงคิดว่าหากความคิดถึงทำให้คนตายได้ เขาคงเป็นหนึ่งในนั้นอู๋ซือหนิงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อไม่มีสายตาของผู้คนจับจ้อง เขาหันหลังกลับเข้าไปในบ้านโดยมีบ่าวรับใช้คนสนิทเดินตาม ตงฟางเห็นผู้เป็นนายทำหน้าเศร้าก็รู้สึกเป็นห่วง ถึงแม้เขาจะจิกกัดคุณชายอยู่ตลอดแต่ลึกๆ ก็เป็นห่วงเจ้านายผู้นี้เห็นเขามีใจต่อท่านหญิงมาตั้งแต่แรก พยายามทำอะไรต่อมิอะไรที่บางครั้งไม่ใช่นิสัยตัวเอง สุดท้ายแล้วก็สมหวังในความรักทั้งคู่ และดูเหมือนว่าคุณชายของเขาจะติดภรรยากับลูกเป็นอย่างมากไม่รู้ว่าหากอายุมากไปกว่านี้ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่หรือไม่ แต่ตงฟางคิดว่าเป็นไปได้ยากที่เขาจะเปลี่ยน แม้จะได้รับฉายายอดบัณฑิต กิริยาทุกท่วงท่าเป็นอย่างสุภาพชน แต่เนื้อแท้ในใจแล้วก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง"นายท่าน วันนี้ข้าจะอุ







