แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: ฤดูหนาว
เธอหันหลังเตรียมจะเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน” เจียงซื่อเรียกเธอเอาไว้ “เอาของที่เธอทิ้งไว้ที่บ้านฉันกลับไปด้วย”

เขาคิดว่าเธอจะเจ็บปวดกับคำพูดพรรค์นี้เหมือนอย่างเคย จะต้องตาแดงก่ำแล้วเค้นถามเขาว่า “เจียงซื่อ นายหมายความว่ายังไง” จากนั้นเขาก็จะอาศัยจังหวะนั้นพูดว่า “เราเลิกทะเลาะกันเถอะ” แล้วเรื่องนี้ก็จะผ่านพ้นไป

แต่ลั่วเซิงกลับไม่พูดอะไรเลย

เธอเพียงแค่หันหลังกลับไปอย่างเงียบงัน เริ่มต้นเก็บกวาดร่องรอยของตัวเองทีละน้อย ในบ้านที่เธอเคยคุ้นเคยอย่างยิ่งจนแทบจะถือเป็นบ้านหลังที่สอง

รองเท้าแตะรูปหมีพิมพ์ตัวย่อชื่อเธอที่เขาตั้งใจซื้อให้ตรงโถงทางเดิน แก้วมัคลาย สตรอว์เบอร์รี่สุดน่ารักบนชั้นวางแก้วในห้องครัวที่เขายกให้เธอใช้คนเดียว ผ้าห่มขนแกะสีเทาอ่อนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่เธอชอบห่มเป็นประจำ... เธอหาของเหล่านั้นออกมาทีละชิ้น แล้วโยนลงในกล่องกระดาษเปล่าอีกใบอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังเก็บกวาดขยะที่ไม่สลักสำคัญอะไร

ในระหว่างนั้น เกมของเจียงซื่อกับซูม่านก็เริ่มต้นตารอบใหม่ขึ้นอีกครั้ง

ช่วงพักเบรกเกม ซูม่านบ่นว่ากระหายน้ำ แล้วหยิบแก้วน้ำที่เจียงซื่อดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมาดื่มอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

ทว่าเจียงซื่อผู้มีนิสัยรักความสะอาดขั้นรุนแรง ขนาดชานมที่เธอเคยดื่มเขายังเคยรังเกียจ กลับเพียงแค่ปรายตามองและไม่ได้ว่าอะไรเลยสักคำ

ซูม่านออดอ้อนอีกว่าหิวแล้ว อยากกินซาลาเปาทอดร้านเก่าแก่ที่อยู่ไกลออกไปแห่งหนึ่ง เจียงซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากบ้านไปทันที

ลั่วเซิงเก็บภาพทั้งหมดนี้ไว้ในสายตา ทว่าหัวใจกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปอย่างน่าประหลาด เหลือเพียงความเย็นชาอันชาชิน

เธออุ้มกล่องกระดาษที่เก็บของเสร็จแล้วเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อไปหยิบของชิ้นสุดท้ายสองสามอย่างในห้องของเจียงซื่อ

ทว่าเพิ่งผลักประตูห้องนอนของเขาเข้าไป ร่างหนึ่งก็มาขวางอยู่ตรงหน้า

ซูม่านนั่นเอง

บนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความยั่วยุและได้ใจอย่างไม่ปิดบัง “เลิกกับเจียงซื่อไปแล้ว ยังจะวิ่งร่อมาเรียกร้องความสนใจอะไรอีก?”

ลั่วเซิงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันแค่มาเอาของของฉันคืน จะได้ตัดขาดกันให้หมดจด”

“ตัดขาดให้หมดจดงั้นเหรอ?” ซูม่านแค่นหัวเราะ “เธอคิดว่าการเล่นตัวแบบนี้จะทำให้เจียงซื่อหันมามองเธออีกรอบหรือไง? เขาเอือมระอาความเอาแต่ใจของเธอมาตั้งนานแล้ว ที่เอะอะก็บอกเลิก ไม่ใช่เพราะถือดีว่าเขาจะมาง้อหรือไง? นอกจากหน้าด้านตื๊อไม่เลิกแล้ว เธอทำอะไรเป็นอีกบ้าง?”

“ฉันจะบอกอะไรให้นะ อะไรที่เธอชอบ ฉันจะแย่งมาให้หมด เธอไม่ได้ลอกอันดับคณะที่เขาเลือกเพื่อจะได้ตามตื๊อเขาต่อหรอกเหรอ? ไม่เป็นไร ฉันเองก็สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหมือนกัน ฉันจะค่อย ๆ แย่งเขามาเป็นของฉันอย่างถาวร ให้เธอได้เห็นกับตาว่าเธอแพ้ราบคาบให้ฉันยังไง!”

ลั่วเซิงขี้เกียจใส่ใจกับคำพูดบ้าบอของเธอ เธออุ้มกล่องกระดาษหมายจะเดินเบี่ยงหลบไป

แต่ซูม่านกลับไม่ยอมเลิกรา เธอคว้าแขนเธอหมับ คำพูดคำจาก็ยิ่งทวีความร้ายกาจและหยาบคายขึ้น “ทำไมล่ะ? โดนฉันแทงใจดำเข้าล่ะสิ? ถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอ? ลั่วเซิง เธอนี่มันหน้าไม่อายเลยจริง ๆ นะ! ท่าทางที่ตามตื๊อแบบหน้าด้าน ๆ ของเธอมันน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ! มิน่าล่ะเจียงซื่อถึงได้รำคาญเธอ ฉันว่าพ่อแม่ของเธอก็คงสั่งสอนมาไม่ดีเหมือนกัน ถึงได้เลี้ยงดูเธอให้โตมาเป็นคนแบบ...”

“เพียะ!”

เสียงตบหน้าดังกังวานขึ้นอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะถ้อยคำอันร้ายกาจของซูม่าน

ลั่วเซิงเหลืออด เธอเงื้อมือขึ้นฟาดหน้าเธออย่างแรงหนึ่งฉาด

เธอทนรับความน้อยเนื้อต่ำใจได้ แต่ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาดูถูกพ่อแม่ของเธอเด็ดขาด!

ซูม่านกุมแก้ม เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่ไฟโทสะจะลุกโชน เธอเงื้อมือขึ้นหมายจะตบสวนกลับ!

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากชั้นล่าง

เจียงซื่อกลับมาแล้ว

แววตาของซูม่านวูบไหว แผนการหนึ่งผุดขึ้นในหัว

เธอฉวยจังหวะนั้นคว้ามือของลั่วเซิงหมับ กรีดร้องลั่น แล้วกระชากเธอให้กลิ้งตกลงไปจากบันไดด้วยกัน!

“อ๊า…!”

หญิงสาวทั้งสองกลิ้งตกลงมาจากบันไดพร้อมกัน กระแทกพื้นชั้นล่างอย่างแรง ลั่วเซิงรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งตัวราวกับกระดูกจะแหลกสลาย หน้าผากกระแทกเข้ากับมุมบันไดจนเลือดอุ่น ๆ ไหลรินลงมาในทันที

ซูม่านเองก็เจ็บหนักไม่เบา แต่เธอรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง ชิงเอามือกุมแก้มเผยให้เห็นรอยนิ้วมือชัดเจนที่เพิ่งโดนลั่วเซิงตบเมื่อครู่ น้ำตาสั่งได้ดั่งใจหลั่งรินสะอึกสะอื้นราวกับดอกสาลี่ต้องหยาดฝน “เจียงซื่อ... ฮือ ๆ... ลั่วเซิงเธอ... จู่ ๆ เธอก็พุ่งเข้ามาตบฉัน แล้วยังผลักฉันตกบันไดอีก... ฉันเจ็บจังเลย...”

เจียงซื่อมองดูความยุ่งเหยิงตรงหน้า สีหน้าพลันทะมึนลงทันที

เขาก้าวพรวดเข้ามา เพียงแค่ปรายตามองซูม่านที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร แล้วตวัดสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพุ่งตรงไปยังลั่วเซิงที่กำลังดิ้นรนจะลุกขึ้นยืน น้ำเสียงเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ “ลั่วเซิง! เธอเป็นบ้าอะไรของเธอ? นี่มันบ้านของฉัน ใครให้สิทธิ์เธอมาลงไม้ลงมือกับแขกของฉัน?!”

ลั่วเซิงกัดฟันทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสและอาการวิงเวียน พยายามอธิบาย “เขาด่าพ่อแม่ฉันก่อน ฉันก็เลย...”

“พอได้แล้ว!” เจียงซื่อไม่อยากฟังแม้แต่น้อย เขาตวาดแทรกขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและรำคาญใจ “ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น! พ่อบ้าน! ส่งแขก!”

พ่อบ้านมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ยังเดินเข้าไปทำท่า “เชิญ” กับลั่วเซิง

ลั่วเซิงมองดูเจียงซื่อที่หันหลังกลับไปอย่างไม่ลังเล เขาประคองซูม่านขึ้นมาด้วยความทะนุถนอม อุ้มเธอไปวางบนโซฟาอย่างระมัดระวัง หยิบกล่องพยาบาลออกมา ทำความสะอาดบาดแผลและทายาให้เธออย่างเบามือ ราวกับว่าเธอเป็นของล้ำค่าที่แตกหักง่าย

วินาทีนั้น หัวใจของลั่วเซิงราวกับถูกคว้านออกทั้งเป็น เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก

ครั้งหนึ่ง เขาก็เคยปฏิบัติต่อเธอเช่นนี้ ตอนที่เธอหกล้มหัวเข่าถลอกในวิชาพละ เขาลุกลนจนหน้าซีดเผือด ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็แบกเธอขึ้นหลังวิ่งฉิวไปที่ห้องพยาบาลทันที ระหว่างวิ่งก็เอาแต่ปลอบใจเธอไม่หยุดว่า “เซิงเซิงไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้ว”

ในตอนนั้น ความอ่อนโยนและความเป็นห่วงของเขา เป็นของเธอเพียงคนเดียว

ทว่าตอนนี้ ความห่วงใยและความอดทนทั้งหมดของเขา กลับมอบให้ผู้หญิงอีกคนไปแล้ว

คำอธิบายและความน้อยใจทั้งหมดจุกอยู่ที่คอหอย กลายสภาพเป็นความสิ้นหวังอันเย็นเยียบ

เธอไม่ได้พูดอะไรอีก ลากสังขารอันสะบักสะบอมและเจ็บปวด ก้าวเดินออกไปทีละก้าว

เธอไปโรงพยาบาลเพียงลำพัง

ผลตรวจออกมาว่ามีอาการสมองกระทบกระเทือนเล็กน้อย และมีรอยฟกช้ำตามเนื้อเยื่ออ่อนหลายแห่งตามร่างกาย หมอแนะนำให้นอนพักดูอาการที่โรงพยาบาล

ระหว่างที่นอนพักรักษาตัว โทรศัพท์ก็สั่นไม่หยุด

เป็นข้อความยั่วยุสารพัดที่ซูม่านส่งมา พร้อมกับแนบรูปภาพและคลิปวิดีโอที่เจียงซื่อคอยดูแลเธออย่างเอาใจใส่ไม่ห่าง

เขาป้อนโจ๊กให้เธอ ปอกแอปเปิลให้เธอ หรือแม้กระทั่งเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอในสวน

ลั่วเซิงมองดูด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก และไม่ตอบกลับไปเลยแม้แต่ข้อความเดียว

หัวใจตายไปแล้ว คำท้าทายเหล่านี้ก็ไม่อาจทำร้ายเธอได้แม้แต่นิดเดียว

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 22

    ฤดูหนาว ณ อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกเจียงซื่อกระชับเสื้อโค้ตตัวเก่ง กอดหนังสือเรียนเล่มหนาเตอะไว้แนบอก แล้วสาวเท้าเดินฝ่าลานกว้างอันว่างเปล่าหน้าห้องสมุดไปอย่างรวดเร็วชีวิตในต่างแดนราวกับถูกกดปุ่มเล่นภาพช้า ซ้ำยังถูกกดปุ่มปิดเสียงเอาไว้เมื่อปราศจากการวิ่งตามอันวุ่นวายและการจงใจสร้างความบังเอิญ เวลาก็ดูเหมือนจะเดินช้าลงอย่างน่าประหลาดเขาเริ่มชินกับการขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดเพียงลำพังจนดึกดื่น และชินกับการใช้กาแฟกับแซนด์วิชเย็นชืดประทังชีวิตไปมื้อแล้วมื้อเล่าการบำบัดทางจิตวิทยายังคงดำเนินต่อไป ภายในห้องที่เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ เขาได้เรียนรู้ที่จะไม่ใช้ความโกรธหรือการหลีกหนีมาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาวิเคราะห์ถึงช่วงเวลาเหล่านั้นที่ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่างไปอย่างเงอะงะทว่าจริงจังเขานึกย้อนไปถึงแววตาอันสิ้นหวังของลั่วเซิงครั้งแล้วครั้งเล่า นึกถึงความเพิกเฉยละเลยที่ตนเองเคยมองว่าเป็นเรื่องปกติ และนึกถึงความหยิ่งยโสอันน่าขันที่เคยมั่นใจนักหนาว่าเธอจะไม่มีวันจากไปไหนความเจ็บปวดยังคงทิ่มแทง ทว่าเขาไม่ได้พยายามกลบฝังมันอีกแล้ว แต่เลือกที่

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 21

    ชีวิตของลั่วเซิงถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แบบและดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบแบบแผนผลการเรียนวิชาเอกของคณะการเต้นยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอในห้องซ้อม เธอยังคงเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกไปเสมอส่วนในชมรม เธอเติบโตจากเด็กใหม่ที่ไม่ประสีประสา กลายเป็นกำลังหลักที่สามารถรับผิดชอบงานใหญ่ได้ด้วยตัวเองกู้อวี่ตั้งใจมอบหมายให้เธอรับผิดชอบงานวางแผนและจัดการมากขึ้น ซึ่งเธอก็ทำมันออกมาได้อย่างไร้ที่ติเสมอ อีกทั้งไอเดียที่เธอนำเสนอยังแปลกใหม่และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เธอจึงได้รับความไว้วางใจและความชื่นชอบจากสมาชิกชมรมอย่างล้นหลามความมั่นใจจากก้นบึ้งของหัวใจที่เกิดจากการได้รับการยอมรับในความสามารถ ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความรู้สึกมีคุณค่าที่เคยต้องพึ่งพาสายตาของคนอื่นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกู้อวี่ยังคงรักษาระยะห่างในฐานะเพื่อน ทว่ากลับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบในช่วงพักจากการพูดคุยเรื่องงานของชมรม พวกเขามักจะคุยกันถึงนิทรรศการหรือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อบังเอิญเจอกันที่โรงอาหารก็จะนั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกันอย่างคุ้นเคย หัวข้อสนทนาลื่นไหลตั้งแต่เรื่องเรียนไปจนถึ

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 20

    ข่าวการลาออกจากมหาวิทยาลัยหนานจิงของเจียงซื่อเปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงบนผิวน้ำอันเงียบสงบ ระลอกคลื่นที่กระเพื่อมออกไปนั้นแผ่ขยายรวดเร็วกว่าที่คิดไว้มากเพียงชั่วเวลาแค่วันสองวัน เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัย และแน่นอนว่าย่อมแพร่สะพัดมาถึงคณะการเต้นที่ลั่วเซิงเรียนอยู่ด้วยช่วงพักเบรกระหว่างคลาสเรียน หญิงสาวหลายคนจับกลุ่มคุยกัน น้ำเสียงที่จงใจกดต่ำนั้นแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นจนปิดไม่มิด“ไปแล้วจริง ๆ หรอ? สุดหล่อคนที่ชอบแวะมาหาลั่วเซิงบ่อย ๆ คนนั้นน่ะเหรอ?”“รายชื่อก็ประกาศออกมาแล้ว จะปลอมได้ยังไง? ได้ยินมาว่าย้ายไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อเมริกาเหนือเลยนะ”“โห…กะทันหันขนาดนี้เลยหรอ? ก่อนหน้านี้ยังเห็นว่า…”“ชู่ว! อย่าพูดเลย…”เสียงซุบซิบนินทาเงียบลงกะทันหันทันทีที่เธอเดินเข้ามาในห้อง สายตาหลายคู่ลอบมองมาทางเธออย่างระแวดระวัง แฝงไปด้วยแววตาจับผิดและมีความเห็นใจที่ยากจะสังเกตเห็นซ่อนอยู่ฝีเท้าของลั่วเซิงชะงักไปเล็กน้อยจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนที่เธอจะเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเองด้วยสีหน้าราบเรียบเป็นปกติปลายนิ้วของเธอจิกเกร

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 19

    เจียงซื่อยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่คุ้นตาหน้าตึกหอพักของลั่วเซิง เขายังคงดื้อดึงจ้องมองไปยังหน้าต่างบานที่สว่างไสวด้วยแสงไฟอันอบอุ่นเขารู้ว่าเธออยู่ข้างในนั้นแขนขาของเขาเริ่มชาหนึบ มีเพียงตำแหน่งของหัวใจเท่านั้นที่ยังคงปวดเป็นระลอกอย่างชัดเจน เขานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน หลังจากที่เขาทำให้เธอโกรธ เขาก็มารออยู่ใต้ตึกแบบนี้เช่นกันในตอนนั้น ไม่ว่าเธอจะโกรธแค่ไหน สุดท้ายก็มักจะใจอ่อน ยอมเดินตาแดงรื้นลงมาข้างล่าง แล้วถูกเขาดึงเข้าไปกอดรัดไว้ในอ้อมแขนแน่นทว่าครั้งนี้ ไม่มีอีกแล้วบรรดานักศึกษาที่ตื่นเช้าต่างกางร่มเดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบ พวกเขาส่งสายตามองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือเวทนา แล้วก็รีบเดินจากไปทั่วทั้งร่างของเขาเปียกปอน หนาวสั่นจนเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ และรู้สึกวิงเวียนศีรษะเป็นระลอกในที่สุดประตูหอพักก็เปิดออก ทว่าคนที่เดินออกมากลับไม่ใช่ลั่วเซิง แต่เป็นรูมเมทของเธอเธอมองเจียงซื่อที่อยู่ในสภาพทุลักทุเลตรงหน้าด้วยแววตาที่สับสนวุ่นวาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาในท้ายที่สุด เธอเดินเข้าไปหาพร้อมกับยื่นร่มแห้ง ๆ คันหนึ่งไปกางเหนือศ

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 18

    การแข่งขันเต้นประจำปีของมหาวิทยาลัยหนานจิงเป็นที่จับตามองมาโดยตลอด ภายในหอประชุมจึงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนไม่มีที่นั่งว่างการแสดงของลั่วเซิงคือระบำร่วมสมัยแบบเดี่ยวในชื่อชุด “ทลายรังไหม”แสงไฟดับลง เหลือเพียงลำแสงสีเย็นเยียบสายหนึ่งสาดส่องลงมากลางเวทีเธออยู่ในชุดสีดำสนิท เรือนร่างพลิ้วไหวอ่อนช้อยทว่าแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นบางอย่างจากภายใน ขยับกายร่ายรำอย่างเชื่องช้าไปตามท่วงทำนองเมื่อถึงท่อนฮุก ดนตรีก็พลันดุดันเร้าใจ ท่วงท่าของเธอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังตามไปด้วย เธอกระโดดลอยตัว ล้มลง แล้วหยัดยืนขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะจบลงด้วยท่าเอนหลังค้างไว้ซึ่งเป็นท่าที่ยากลำบากยิ่งทว่ากลับงดงามไร้ที่ติแสงไฟสว่างวาบขึ้นมาทันทีทั่วทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงปรบมือจะดังกระหึ่มกึกก้องราวกับเสียงกัมปนาทลั่วเซิงหอบหายใจเล็กน้อย เธอยืนตัวตรงแล้วโค้งคำนับให้แก่ผู้ชมเบื้องล่างด้านล่างเวที กู้อวี่นั่งอยู่แถวหน้าฝั่งซ้าย เขาปรบมือดังกว่าใครเพื่อน นัยน์ตาฉายแววชื่นชมอย่างไม่อาจปิดบังทว่าในเงามืดแถวหลังสุดของหอประชุม กลับมีอีกร่างหนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างโดดเดี่ยว

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 17

    เจียงซื่อยืนอยู่ท่ามกลางม่านฝนใต้ตึกหอพัก หยาดฝนหยดลงมาจากปลายผมจนไหล่เสื้อเปียกชุ่มเขาจำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นการรอคอยอย่างไร้ความหมายครั้งที่เท่าไหร่ร่างที่คุ้นเคยนั้นปรากฏตัวขึ้นทีไร ก็มักจะเดินสวนกับเขาไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองต้องเผชิญกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า…แรกเริ่มคือความร้อนรน ความไม่ยินยอม และความโกรธเกรี้ยวทว่าในเวลาต่อมา เขาเริ่มถูกบีบให้ต้องหวนนึกถึงอดีตอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในค่ำคืนที่นอนไม่หลับนับครั้งไม่ถ้วนภาพในหัวผุดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ตอนที่ซูม่านโพสต์โมเมนต์ว่าอารมณ์ไม่ดี เขาก็ทิ้งลั่วเซิงที่กำลังงอนเขาอยู่ แล้วรีบไปโทรศัพท์คุยเป็นเพื่อนซูม่านตลอดทั้งคืนภาพตอนที่เขาปีนกำแพงออกไปซื้อชาน้ำขิงใส่น้ำตาลทรายแดงให้ซูม่าน แต่กลับลืมไปว่าบ่ายวันนั้นตอนที่ลั่วเซิงปวดประจำเดือน เขาทำเพียงแค่บอกปัดให้เธอดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆภาพในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ตอนที่เขาตักแตงโมชิ้นที่หวานที่สุดตรงกลางให้ซูม่านอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าของลั่วเซิงก็ซีดเผือดลงในเสี้ยววินาทีรวมถึงที่บริเวณหน้าบันไดวน เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอที่กำลั

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 9

    แม่เจียงกำโทรศัพท์ที่เพิ่งถูกตัดสายทิ้งไว้แน่น สีหน้าเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว รู้สึกกระอักกระอ่วนจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเมื่อลั่วเซิงเห็นดังนั้น เธอกลับก้าวเข้าไปหาแล้วควงแขนแม่เจียงเบา ๆ “คุณน้าคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เครื่องบินใกล้จะออกแล้ว ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ ในเมื่อเขายุ่งก็ช่างเถอะค่ะ เรื่องมาส่งห

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 8

    ทันใดนั้นโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมาบนเพดานก็ร่วงหล่นลงมาตรง ๆ และเบื้องล่างนั้น คือเจียงซื่อกับซูม่านที่กำลังยืนพูดคุยหัวเราะร่ากันอยู่!ในช่วงเวลาความเป็นความตาย เจียงซื่อตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ เขาหันขวับแล้วใช้ทั้งร่างโอบป้องซูม่านไว้ในอ้อมกอดอย่างมิดชิด!“โครม!”โคมไฟอันหนักอึ้งฟาดกระแทกเข้าที่แ

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 7

    พูดจบ เขาก็ประคองซูม่านที่ยังคงตื่นตระหนกไม่หาย แล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ลั่วเซิงค่อย ๆ สูญเสียเรี่ยวแรงไปทีละน้อยในน้ำในทะเลสาบที่ค่อย ๆ เย็นเฉียบลงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าคือเพดานสีขาวสะอาดตาของโรงพยาบาลเพื่อนร่วมชั้นหลายคนยืนล้อมอยู่ข้างเตียง พอเห็นเธอฟื้นขึ้นมาก็พากันถอนหาย

  • ลมรักพัดผ่าน คลาดกาลดอกไม้บาน    บทที่ 6

    เธอหันหลังกลับเงียบ ๆ หลีกเลี่ยงพวกเขา แล้วเดินตรงไปยังสวนหลังโรงเรียนที่นั่นมีต้นไทรเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่ง บนลำต้นเคยมีชื่อของเธอกับเจียงซื่อสลักเอาไว้ ข้างกันยังมีรูปหัวใจดวงเล็ก ๆ วาดประกอบอยู่ด้วยนั่นคือตอนมัธยมปลายปีหนึ่ง เขาจูงมือเธอมา ใช้มีดพกค่อย ๆ บรรจงสลักลงไปอย่างตั้งใจทีละขีด พร้อมบอกว่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status