Masukร่างใหญ่ของ ‘ภูวริช อิทธิฤทธิ์ไกรสร’ เดินทางมาดูการถ่ายโฆษณากับโปรเจกต์ชิ้นแรกที่เขาเพิ่งร่วมเปิดแบรนด์ใหม่กับหุ้นส่วนธุรกิจ และเป็นสินค้าที่จะเอาไปวางในห้างสรรพสินค้าในเครืออิทธิฤทธิ์ที่เขาเป็นเจ้าของ
“คุณภู...กิ่งไม่คิดว่าคุณภูมาเองนะคะ ไหนตอนแรกบอกว่าอยู่อเมริกาไม่ใช่เหรอคะ” ก่อนหน้านี้ภูวริชไปดูแลบริษัทสาขาที่อเมริกาเกือบห้าปี แต่วันนี้เขาเดินทางกลับมาบริหารงานที่เมืองไทยเต็มตัวแล้ว
“ครับ...พอดีผมเพิ่งกลับมาเมืองไทยเลยอยากมาดูงานด้วยตัวเอง ได้ข่าวว่าแบรนด์นี้กำลังมาแรง ช่วงนี้เทรนด์ครอบครัวกำลังมาแรง”
“ใช่ค่ะ แบรนด์กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มครอบครัวเลยค่ะ วันนี้คงมีคู่พ่อแม่ลูกมาแคสต์หลายคนนะคะ”
“ครับ...งั้นเชิญตามสบายเลยครับ เดี๋ยวผมขอรอดูห่างๆ”
“ค่ะ”
ภูวริชเดินไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อน เนื่องจากว่าเขากำลังรอทีมงานเรียกแต่ละครอบครัวมาแคสต์งาน ซึ่งเขาก็ดูทุกคนผ่านจอมอนิเตอร์ และก็เห็นครอบครัวสุขสันต์แต่ละบ้านโชว์ความน่ารักและสดใส จนเขาอดยิ้มตามไม่ได้
ทางด้านพรีมลภัสและลูกพีชก็เดินเข้าฉากพร้อมกับเชนธวัชที่มารับบทพ่อจำเป็น เพราะแบรนด์นี้ต้องการครอบครัวมาร่วมงานด้วย
“ตื่นเต้นเหรอพรีม” เชนธวัชเดินเข้ามาจับมือของพรีมลภัสที่ไม่ค่อยออกหน้ากล้องเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเธอ
“อืม...นิดหน่อย พรีมไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้เท่าไร กลัวทำออกมาไม่ดีแล้วเชนจะขายหน้า”
“พรีมกับน้องลูกพีชสดใสขนาดนี้ อย่าเกร็งก็พอ สบายๆ” เชนธวัชมองหน้าเพื่อนสาวที่มีความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด และเขาพยายามให้กำลังใจเธอเพราะรู้ว่าที่ผ่านมาคนตัวเล็กผ่านอะไรมาบ้าง แต่เขาเลือกที่จะยืนข้างๆ เธอแบบนี้ แม้ใจอยากจะเป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
“พรีมจะทำได้ไหม...”
“ทำได้สิ พรีมเก่งอยู่แล้ว คิดซะว่าทำเพื่อลูกนะ”
“อืม...”
“งั้นเข้าฉากกันเถอะ ได้เวลาแล้ว”
เชนธวัชเดินไปอุ้มน้องลูกพีชเข้ามาไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็เดินจูงมือพรีมลภัสเข้าฉาก โดยวันนี้เป็นการถ่ายภาพนิ่งครอบครัวสดใสโดยในมือถือผลิตภัณฑ์สำหรับครอบครัวทั้งเครื่องสำอาง หรือแม้แต่เครื่องดื่มต่างๆ
ภาพความสดใสของครอบครัวทั่วไปที่เหมือนไม่มีอะไร แต่กลับทำให้ผู้ชายที่มองจอมอนิเตอร์ถึงกับตาลุกวาวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“พรีมลภัส”
ชื่อของผู้หญิงที่เคยเป็นอดีตของเล่นของเขาเมื่อห้าปีก่อนกำลังยืนฉีกยิ้มกว้างอยู่หน้าก้อง พร้อมกับเด็กน้อยน่าตาน่ารัก ซึ่งข้างกายของสองสาวต่างวัยมีร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งที่กำลังโอบเอวบอบบางของพรีมลภัส มองเธอและเด็กน้อยด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
“ครอบครัวนี้คือใคร” ภูวริชถามผู้กำกับที่กำลังมองจอด้วยสายตาจดจ่อ
“ผู้ชายพอรู้จักครับคุณภู ชื่อเชนธวัช ส่วนผู้หญิงกับเด็กน้อยไม่รู้เลย คาดว่าน่าจะเป็นลูกสาวของเชนธวัช แต่น่ารักมากๆ เลยครับ ตั้งแต่แคสต์มาผมว่าครอบครัวนี้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของเรามากที่สุดเลยครับ ดูสดใสเป็นธรรมชาติมาก
“ไม่ต้องถ่ายแล้ว” เสียงเข้มบอกอย่างกระด้าง แต่ดวงตาของเขากลับวาวโรจน์เมื่อเห็นอดีตผู้หญิงที่เคยเป็นของเล่นของเขาเกือบสองปีกำลังดูมีความสุขกับคนรักใหม่ และไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงที่เทิดทูนเขาท่วมหัวกำลังมีความสุขกับครอบครัวใหม่มากขนาดนี้
“อะไรนะครับ!”
“เลิกกอง ไม่ต้องถ่ายแล้ว วันนี้ผมไม่พอใจครอบครัวไหนสักครอบครัว”
“แต่ผมว่าครอบครัวของเชนธวัชน่าสนใจมากเลยนะครับ ถ้าเรา...”
“ไม่! ผมยังไม่ชอบใครทั้งนั้น ไปบอกให้คนยกกองซะ ไว้ค่อยแคสต์ใหม่”
“แต่...ค่าใช้จ่ายครั้งหนึ่งมันสูงมากๆ เลยนะครับ ถ้าเรา” ผู้กำกับบอกอย่างหน้าเสียเมื่อเห็นท่าทีเกรี้ยวกราดของเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่กำลังทำท่าเหมือนอยากฆ่าใครสักคนให้ตาย
“ฉันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง แต่เลิกกองวันนี้ซะ”
แม้ปากจะพูดกับผู้กำกับ แต่ดวงตาคมกริบกลับจ้องมองร่างอรชรของพรีมลภัสไม่วางตา ไม่อยากจะเชื่อว่าเวลาห้าปีจะเปลี่ยนผู้หญิงจืดชืดอย่างหญิงสาวให้ดูสวยสะพรั่งมากขนาดนี้ และไหนจะเด็กสาวตัวน้อยที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็นลูกสาวของเธอ
“ทำสิวะ!”
“ครับๆ”
ผู้กำกับหนุ่มสั่งเลิกกองทั้งหมดเพราะไม่อยากขัดใจเจ้าของโปรเจกต์นี้ อีกทั้งเงินทุนของภูวริชนั้นมากมายมหาศาล ถ้าเขาเอ่ยปากว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายก็คงไม่มีปัญหาอะไร
“เดี๋ยวเลิกกองก่อนนะน้องเชน พอดีเจ้าของแบรนด์เขาไม่ค่อยโอเคกับผลงานในวันนี้เท่าไร” เสียงของพี่แต้วทีมงานในกองบอก จนเชนธวัชเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ
“อ้าว...แล้วครอบครัวผมจะได้แคสต์อีกไหมครับ” วันนี้เขาจำใจต้องโกหกทุกคนว่าพรีมลภัสและน้องลูกพีชคือครอบครัวของเขา เพราะตามกฎแล้วคนที่มีครอบครัวแล้วเท่านั้นถึงจะแคสต์งานนี้ได้
“คงแล้วแต่เจ้าของเลย ยังไงขอโทษด้วยนะที่วันนี้ทำให้เสียเวลา”
“ไม่เป็นไรครับ” ปากบอกแบบนั้นแต่เขาก็อดเสียดายแทนพรีมลภัสไม่ได้ เพราะนี่อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวหาเงินค่าเทอมให้น้องลูกพีชได้
“ไม่เป็นไรเชน...” มือน้อยยกขึ้นลูบแขนกำยำของเชนธวัชอย่างเป็นกำลังใจ
“แค่รู้สึกเสียดาย วันนี้เชนว่าพรีมกับน้องลูกพีชถ่ายงานได้ดีมาก บางทีอาจจะมีโอกาสที่พวกเราจะได้งานนี้”
“ไม่เป็นไรหรอก บางทีงานนี้อาจจะไม่ได้เลือกเราก็ได้ งั้นเรากลับกันเถอะ จะได้ไม่ต้องฝ่ารถติดตอนเย็น” เธอบอกเพื่อนชายเพราะไม่อยากให้เขาผิดหวัง
“แต่...”
“กลับกันเถอะ”
“อืม...”
สามคนต่างวัยเดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน แม้จะมางานนี้เสียเที่ยวก็ตาม
“เสียดายอะพรีม วันนี้เราน่าจะได้งานนี้แท้ๆ เชนรู้มาว่าค่าตัวงานนี้เยอะอยู่นะ หลักแสนเลย เชนอยากให้น้องลูกพีชได้เรียนโรงเรียนดีๆ”
“ไม่เอาน่ะ งานนี้อาจจะไม่เหมาะกับพรีมก็ได้ เดี๋ยวพรีมกลับไปทำงานขนมขายเหมือนเดิมก็ได้ ทำให้เยอะขึ้นจะได้มีเงินเยอะๆ”
“อืม...ขอโทษนะที่ทำให้พรีมกับน้องลูกพีชมาเสียเที่ยว”
“เก็บของกันเถอะ เดี๋ยวเย็น เมื่อกี้พรีมเห็นเหมือนฝนจะตกด้วย”
พวกเขาเก็บของเข้ากระเป๋าก่อนจะเดินออกจากสตูดิโอเพื่อเดินทางกลับบ้าน ซึ่งวันนี้ลัลน์มุกตาแวะมารับพวกเขาทั้งสามคนเพราะเห็นว่าเป็นทางผ่าน แต่ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะได้กลับ เธอก็นึกอะไรไรบางอย่างได้
“อุ๊ย!”
“ฉันยกให้เอง ขึ้นไปนั่งบนรถกับลูกซะ” แม้เสียงจะบอกอย่างติดรำคาญ แต่ชายหนุ่มกลับเดินลงมายกกระเป๋าใบใหญ่ของหญิงสาวขึ้นรถไป จากนั้นก็เดินกลับมานั่งประจำที่อีกครั้ง บรรยากาศภายในรถเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ลูกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของพรีมลภัสผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย จนในรถเงียบเชียบอย่างน่าอึดอัด “หิวอะไรไหม” “ไม่ค่ะ” “แต่เธอไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ” เขานึกขึ้นได้ว่าคนตัวเล็กยังไม่ได้กินอะไรเลย เพราะมาถึงเขาก็เปิดประเด็นเรื่องลูกเลย จึงไม่ได้มีเวลาให้เธอกินข้าว “ฉันไม่หิวค่ะ” “เราไปหาอะไรกินก่อนกลับบ้านดีไหม” “ไม่ค่ะ ฉันไม่อยากกินข้าวกับคุณ” คำพูดสั้นๆ ที่ทำให้อารมณ์ชายหนุ่มขาดผึงทันที เขากำพวงมาลัยแน่น แล้วเหยียบคันเร่งเร็วขึ้นตามแรงอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น “กินข้าวกับฉันมันจะตายหรือยังไง ทีเมื่อก่อนเธอไม่ใช่เหรอที่รอฉันกินข้าวทุกวัน!” ภูวริชบอกด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นเมื่ออีกฝ่ายกำลังทำท่าทีต่อต้านและแสดงความรังเกียจใส่เขาอย่างชัดเจน “เหมือนคุณจะลืมไปแล้วว่านั่นมันเรื่องอดีต
“เย้ๆ น้องลูกพีชจะมีคุณพ่อจริงๆ แล้วเหรอคะ น้องลูกพีชดีใจที่สุดเลย” ใบหน้ายิ้มแย้มและมีความสุขของลูกสาวกลับทำให้หัวใจของภูวริชกระตุกอย่างแรง ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดที่จะมีลูกเลยด้วยซ้ำ ไม่เคยแม้แต่จะจริงจังกับคู่นอนคนไหนแม้แต่พรีมลภัส แต่ ณ เวลานี้เขากลับรู้สึกตัวเองเลวเหลือเกินที่ปล่อยให้ลูกสาวของไปมีชีวิตลำบากแบบนี้ “แล้วน้องลูกพีชอยากไปอยู่กับคุณพ่อไหมคะ” เป็นภูวริชที่ถามลูกสาวออกมา เพราะอยากรู้ว่ทาลูกสาวจะคิดยังไง “ไปค่ะ หนูอยากไปอยู่กับคุณพ่อ แต่หนูขอให้คุณแม่ไปด้วยนะคะ หนูอยากให้เราอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก” คำพูดของลูกกลับเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจของพรีมลภัสให้กลัดหนองมากขึ้น บาดแผลเดินโดนกรีดซ้ำ เธอเองก็เคยคิดอยากสร้างครอบครัวกับเขา แต่เขากลับมองเธอเป็นเพียงของเล่นที่มีเอาไว้ฆ่าเวลา แต่พอมาตอนนี้เธอคิดว่าสิ่งเดียวที่เธอจะให้ได้คือหน้าที่ของพ่อแม่ลูกเท่านั้น ส่วนคำว่าครอบครัวมันคงไม่มีทางเป็นจริงได้ สภาวะจำยอมทำให้พรีมลภัสตัดสินใจยอมย้ายไปอยู่บ้านของภูวริช แม้ใจจะไม่อยากทำแบบนั้นก็ตาม แต่เพราะคำขู่ที่ว่าเขาจะทำทุกอย่าง
บทที่ 7อยากทวงความเป็นพ่อ หลังจากที่ไปตรวจดีเอ็นเอกันเมื่ออาทิตย์ก่อน วันนี้ผลตรวจก็ออกแล้ว โดยภูวริชตัดสินใจนัดพรีมลภัสมาเจอกันที่ร้านอาหาร คราแรกเขาบอกจะไปรับเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธจนเขารู้สึกหงุดหงิดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อผลทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเจ้าของร่างเล็กก็จูงมือลูกน้อยเดินเข้ามาในร้านอาหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผิดกับเขาที่กำลังดีใจสุดขีด “อันนี้ผลตรวจ” นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มเลื่อนซองสีขาวที่มีข้อมูลผลตรวจดีเอ็นเอ แต่พรีมลภัสกลับแค่ปลายตามองมันแต่ไม่ได้หยิบมันขึ้นมาอ่านแต่อย่างใด “ไม่คิดจะอ่านมันหน่อยเหรอ ผลตรวจน่ะ” พรีมลภัสยังคงนิ่ง แล้วพูดบางอย่างกับชายตรงหน้าจนเขากระหยิ่มยิ้มออกมากับความเด็ดขาดของเธอ “คุณต้องการอะไรก็รีบพูดมาเถอะค่ะ ฉันจะได้กลับ” “เหอะ...เธอรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว แต่ยังคิดจะต่อต้านฉันเนี่ยนะ” มุมปากหยักของภูวริชยกขึ้น เมื่อคนตรงหน้ายังคงพยายามท้าทายอำนาจของเขา “แล้วยังไงคะ จริงๆ ฉันว่าเราสองคนไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องอะไรกัน
“ปล่อยมือของฉันนะ” “ไม่ปล่อยมีอะไรไหม และถ้าเธอยังดิ้น เกิดรถแหกโค้งขึ้นมา อย่ามาโทษฉันก็แล้วกัน” พรีมลภัสนั่งนิ่งเงียบมาตลอดทาง แต่ก็มิวายมองมือเล็กที่ถูกมือแกร่งของภูวริชจับเอาไว้ตลอดการเดินทาง และเหมือนว่าชายหนุ่มจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ในขณะที่เธอหน้าบึ้งมาตลอดทาง “ถึงแล้วค่ะ จอดให้ฉันกับลูกลงด้วย” ภูวริชมองบ้านหลังเล็กที่ไม่ได้เก่ามาก เขาเพิ่งรู้ว่าเธอหายไปหลายปีเพราะมาอยู่บ้านหลังนี้ “ห้าปีที่ผ่านมาอยู่ที่นี่มาตลอดเลยเหรอ” “ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องรู้ค่ะ” “อย่ามาประชดประชันฉัน ฉันถามก็ตอบ!” “ใช่ค่ะ แค่นี้ใช่ไหมคะที่คุณอยากรู้” เธอถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนกับความเอาแต่ใจของชายตรงหน้า “เล็กยังกับรูหนู อยู่เข้าไปได้ยังไง” “ถึงที่นี่จะเล็กกว่าบ้านของคุณ แต่อย่างน้อยมันก็อบอุ่นและเป็นที่ให้ฉันซุกหัวนอนแล้วกันค่ะ อีกอย่างน้องลูกพีชเองก็มีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่” “แน่ใจเหรอว่าน้องลูกพีชมีความสุข ถ้าน้องลูกพีชเป็นลูกฉันจริงๆ ฉันจะไม่มีวันยอมให้ลูกต้องมาอยู่บ้
“เธอคิดว่าจะปิดเรื่องนี้กับฉันได้เหรอ ฝันไปเถอะ เพราะถ้าน้องลูกเป็นลูกของฉันจริงๆ คนที่มีแต่ตัวอย่างเธอสู้อะไรคนอย่างฉันได้” ชายร่างสูงบอกอย่างข่มขู่ จนหัวอกคนเป็นแม่เจ็บร้าว เขาก็คือเขาที่ยังคงใจร้ายกับเธอเหมือนเดิม “คุณมันเลวที่สุด เลิกกันแล้วแทนที่จะจบกันไป” “หึ...อะไรที่ฉันอยากได้ก็ต้องได้ ไม่มีใครมาห้ามความต้องการของฉันได้หรอก” “คุณแม่ขา...น้องลูกพีชอิ่มแล้วค่ะ” เสียงเล็กของลูกสาวดังขึ้นขัดบทสนทนาของผู้ใหญ่จนพวกเขาต้องปรับสีหน้าให้กลับมาปกติ เพราะไม่อยากให้เด็กน้อยรู้สึกไม่ดี “อิ่มแล้วเหรอคะ งั้นเรากลับบ้านกันเถอะนะ เดี๋ยวเย็นซะก่อน” “กลับกันค่ะ” “เดี๋ยวลุงไปส่งนะครับ” คำพูดของภูวริชดังขึ้นจนคนที่กำลังจูงมือลูกสาวหันขวับ “คิดจะทำอะไร” “หึ...ฉันก็แค่อยากทำหน้าที่พ่อบ้าง” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เมื่อโดนคนตัวเล็กมองค้อน “หายไปตั้งหลายปี คิดจะมาทำหน้าที่พ่อตอนนี้มันไม่สายไปเหรอ” คนตัวเล็กหลุดพูดออกมาอย่างฟิวส์ขาด เพราะเขากำลังยั่วโมโหให้เธอตบะแตก “ยอมรับเองแล้วเหร
บทที่ 6อยากเป็นพ่อ “งั้นเดี๋ยวถ้าถึงบ้านบอกเชนนะ เชนจะได้ไม่เป็นห่วง” “อืม...ไปเถอะ” เชนธวัชเดินหายไปพร้อมกับพี่ยา ขณะที่พรีมลภัสทำการเก็บของเก็บกระเป๋าเพื่อเดินตามออกไปเช่นเดียวกัน แต่เสียงทุ้มของคนที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นมาดักเสียก่อน “ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ ค่อยกลับสิ” เธอก้มมองอาหารที่ยังไม่ได้ถูกแตะเลย เพราะมัวแต่คุยเรื่องการเซ็นสัญญา ถ้าเชนธวัชยังอยู่เธออาจจะกินมันบ้าง แต่ตอนนี้เหลือเพียงภูวริชมันทำให้เธอไม่อยากที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับเขานานเกินไป “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันไม่ค่อยหิว” “เธอไม่หิว แต่ลูกเธออาจจะหิวก็ได้ไม่ใช่เหรอ” ภูวริชจ้องมองเด็กน้อยที่ยังคงจับจ้องไปที่อาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะ จนพรีมลภัสอดสงสารลูกไม่ได้ เพราะไม่เคยจะได้กินของดีๆ ขนาดนี้มาก่อน “คุณแม่ขา...น้องลูกพีชอยากกิน น้องลูกพีชขอกินก่อนได้ไหมคะ” เสียงอ้อนวอนของน้องลูกพีช ทำให้หัวอกคนเป็นแม่อ่อนยวบ จนยอมทิ้งความกลัวของตัวเองเอาไว้ในใจ และเลือกให้ลูกสาวได้กินข้าวตรงหน้าเสียก่อน “ก็ได้ค่ะ” “ขอบคุ
คนตัวเล็กยกมือตีร่างใหญ่เป็นพัลวัน แต่เรี่ยวแรงของเธอกลับสู้อะไรชายหนุ่มไม่ได้ เขาจัดการรวบคนตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอด จากนั้นก็เหวี่ยงเธอขึ้นไปบนเตียงทันที จนที่นอนของเขาเปียกชื้นจากร่างกายที่ถูกฝนเทราดรดลงมา “อ๊ะ...จุกนะ” ยังไม่ทันที่ร่างใหญ่ของภูวริชจะก้าวขึ้นมาบนเตียง เส
บทที่ 3รำลึกความหลัง (ลึกซึ้ง) “ทำเป็นเล่นตัว ที่แท้ก็ทำตัวอ่อยอยู่นี่เอง ไม่อยากจะเชื่อว่าห้าปีผ่านไป เธอจะดูยั่วเยเก่งขึ้นนะ!” มุมปากร้ายๆ กระตุกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ แต่ก็มิวายหันไปมองร่างกายอวบอิ่มของพรีมลภัสเป็นระยะ “ว้าย! ไอ้ทุเรศ!” เมื่อเธอรู้ตัวว่าร่างกายที่เปียกชื้นขอ
“อย่ามาพูดเรื่องของอดีต เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว จบไปตั้งแต่คุณเป็นคนตัดความสัมพันธ์นั้นแล้ว!” ดวงตาที่เริ่มแดงก่ำมองชายตรงหน้าอย่างโกรธเคือง วันนั้นเธอเจ็บแทบตาย แต่เขากลับไม่เคยเห็นค่าความรักของเธอเลย บอกเลิกเธออย่างเย็นชาและไร้เยื่อใยที่สุด “โกรธเหรอ พรีมมีสิทธิ์อะไรมาโกรธพี
บทที่ 2เจอกันอีกครั้ง“อุ๊ย!” “อะไรกันครับพรีม...” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองคนตัวเล็กที่ทำเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ทั้งๆ ที่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในรถแล้ว “มีอะไรหรือเปล่าพรีม...” ลัลน์มุกตาหันไปมองเพื่อนที่ทำท่าเหมือนหาบางอย่างในกระเป๋า “พอดีพรีมลืมกระเป๋าเงินไว้ในห้องแต่งตัว สงสัย







