LOGINวันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในหุบเขาอันเงียบงัน เพียงสามวันนางก็เริ่มยิ้มออกแล้ว เพราะว่าคนที่อยู่ด้วยในตอนนี้นั้นดูแลจนนางหายเศร้า
หลี่เฉินอวี่มิได้กล่าวคำหวานหรือแสดงความใคร่ล่วงเกินใดๆ เขาเพียงลงมือช่วยนางดูแลเรือน ซ่อมรั้วไม้ในจุดที่ชำรุด เก็บกิ่งไม้แห้งและตัดไม้ท่อนใหญ่มาไว้กองเต็มห้องครัวหลังเรือน
ความอบอุ่นเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นเปลวไฟที่คลายความเย็นในใจหญิงสาวผู้เคยเปล่าเปลี่ยว
นางเฝ้ามองเขาอย่างเงียบงันในแต่ละวัน ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่นางรู้สึกว่าตนเองเริ่มชินกับการที่มีเขาอยู่ และกลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งเขาจะจากไป แม้จะทำใจเอาไว้แล้ว แต่นางก็มิอาจทำใจได้
คืนหนึ่ง ขณะที่หมอกหนาปกคลุมป่า และสายลมเย็นพัดกลิ่นดอกไม้ป่าจากริมหน้าผาเข้ามาในเรือน เขาเรียกนางให้มานั่งตรงหน้าใต้แสงตะเกียงเล็กๆ
“แม่นางซู” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่นุ่มนวลหวานหู
หญิงสาวขยับตัวมานั่งตรงข้าม มือเรียวกำชายเสื้อไว้แน่น ไม่รู้เหตุใดหัวใจจึงเต้นรัว
หลี่เฉินอวี่ล้วงจากอกเสื้อออกมาสิ่งหนึ่ง ปิ่นปักผมหยกสีขาวแกะลายเมฆหมอกอย่างบรรจง
“นี่คือปิ่นของมารดาข้า นางให้ไว้กับข้าเมื่อคราออกเดินทางจากบ้านเกิด” เขากล่าวพลางวางปิ่นนั้นลงบนฝ่ามือของนาง
“ข้าไม่เหลือผู้ใดในโลกอีกแล้ว และหากท่านไม่รังเกียจ ข้าขออยู่ดูแลเจ้าที่นี่ตลอดไปได้หรือไม่” ดวงตาของเขามั่นคง ดุจคำสัตย์ของบุรุษที่มิคิดหวนกลับบ้านเกิดอีกครั้ง
ซูเหมยหลันมองปิ่นในมือ คล้ายหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ปิ่นนั้นงดงาม ทว่ามิใช่ด้วยค่าเงินทอง หากเป็นความหมายในสิ่งที่ชายตรงหน้ามอบให้ ความจริงใจ และคำสัญญาว่าจะอยู่กับนางที่นี่
น้ำตาของนางรื้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เพราะความโศกเศร้า
“ท่านหมายถึง”
“เป็นภรรยาของข้าเถิด ข้าจะขอใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กับเจ้า และดูแลเจ้าให้ดี” เขาขอนางเป็นภรรยาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ข้าตกลง” นางตอบรับแล้วยิ้มกลับไป สามวันเท่านั้นที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่เป็นสามวันที่นางวางใจในตัวเขา มันไม่เร็วเกินไปเลยสำหรับคนที่เข้ามาเติมเต็มในช่วงเวลาที่นางต้องต่อสู้กับการจากลาตามลำพัง
“หากท่านไม่คิดกลับใจ ข้าจะจัดพิธีไหว้ฟ้าดินกับท่าน พรุ่งนี้เช้าที่ใต้ต้นหลิวหน้าหลุมศพสามีข้า ให้ฟ้าดินรับรู้ว่าหลังจากนี้ ข้าจะเป็นของท่านเพียงผู้เดียว” นางเอ่ยเสียงสั่น
หลี่เฉินอวี่พยักหน้าช้าๆ ดวงตาสะท้อนความยินดีและอ่อนโยน
“ข้ายินดี” เขากล่าวถ้อยคำสั้นๆ ความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในแววตา ความปรารถนาต่อสตรีตรงหน้านั้นรุนแรงจนทำให้เขาละทิ้งความตั้งใจเดิม และแผนการบางอย่างก็คิดมาดีแล้ว ไม่คิดเสียใจในสิ่งที่ทำ
************************
ยามเช้าในหุบเขาเงียบสงบ ดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนสาดผ่านม่านหมอกที่คลอเคลียยอดไม้
ใต้ต้นหลิวใหญ่เบื้องหน้าหลุมศพเซี่ยนหรง มีเพียงโต๊ะไม้เตี้ยหนึ่งตัว วางถ้วยน้ำชาและกระถางธูปเรียงเป็นแถวเรียบร้อย ใบหน้าของซูเหมยหลันนิ่งสงบ สวมชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนที่ซักสะอาดแล้วอย่างประณีต เกล้าผมเรียบพร้อมปิ่นหยกปักผมที่ชายตรงหน้ามอบให้เมื่อวาน
หลี่เฉินอวี่ในชุดใหม่ที่นางเย็บให้จากชุดเดิมของอดีตสามี เขาก้มศีรษะลงพร้อมนาง โดยมิได้มีเหล่าแขกเหรื่อหรือเสียงแตรกลอง มีเพียงเสียงลม เสียงใบไม้ และกลิ่นหอมของธูปที่ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า
“ฟ้าดินเป็นพยาน” หลี่เฉินอวี่เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้าหลี่เฉินอวี่ สาบานว่าจะไม่ละทิ้งนาง ไม่ทรยศ ไม่หวนกลับคำตราบจนลมหายใจสุดท้าย”
ซูเหมยหลันหลุบตาลง น้ำตาคลอในห้วงตา
“ข้าซูเหมยหลัน สาบานจะยึดมั่นในชายตรงหน้า ขอมีเพียงเขาในหทัยตราบชีวิตจะสิ้น”
ทั้งสองกราบลงพร้อมกันกราบฟ้า กราบดิน และกราบไหว้กันและกัน มีเพียงคำสัตย์ที่ฝากไว้กับผืนดินและฟากฟ้าเหนือหุบเขา
คืนนั้นอากาศเย็นจัด แต่อุ่นไอในเรือนกลับเต็มเปี่ยม หลี่เฉินอวี่ก่อไฟไว้กลางห้อง แล้วกลับมาที่ข้างตั่งไม้ที่ปูด้วยผ้าผืนสะอาด กลิ่นอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยปะปนกับกลิ่นหอมของหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่แล้ว
นางหลบสายตาเมื่อเขาเข้ามาใกล้
“เจ้าจะเขินไปไย” เขากระซิบเสียงเบา ก่อนจะวางมือแผ่วเบาบนหลังมือของนาง “เรากราบฟ้าดินกันแล้วคืนนี้เจ้าก็คือภรรยาข้า”
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสั่นไหววาบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“หากท่านผิดคำสาบานฟ้าดินจะลงโทษท่านแทนข้า”
หลี่เฉินอวี่ขยับเข้ามาใกล้วางมือบนแก้มนาง แล้วพยักหน้า “ข้ายินดีรับ”
ปลายนิ้วของเขาลูบไล้ความเย็นเฉียบบนใบหน้าอ่อนโยนของนาง ก่อนจะประคองให้นอนเอนลงช้าๆ ท่ามกลางไออุ่นของผ้าห่ม และไฟที่ลุกไหวในตะเกียง
ซูเหมยหลันหลับตาลง ปล่อยให้ความไว้วางใจและความรักเติมเต็มช่องว่างในใจที่เคยอ้างว้าง
เขาค่อยๆ โน้มลงไปบรรจงจุมพิตลงไปอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากหนากดริมฝีปากล่างของเจ้าสาว ปลายลิ้นแทรกเข้าไปในริมฝีปากอวบอิ่ม แล้วกวาดลิ้นไปทั่วโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดดูดรัดปลายลิ้นเล็กจนชาหนึบ
บัณฑิตหลงทางดึงอาภรณ์ของนางลงจากไหล่ทั้งสองข้าง อกอวบเด้งออกมาเชิญชวนให้เขาละสายตาไปไม่ได้ ริมฝีปากอุ่นเลื่อนลงไปที่ลำคอ สูดดมกลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นก่อนที่จะเลื่อนลงไปหาเนินอกอิ่ม มือทั้งสองบีบเคล้นสองเต้าขึ้นมาแล้วมองซอกนมที่ล้นออกมาจากซอกนิ้วด้วยความกระหาย ริมฝีปากอ้างับจุกชูชัน แล้วห่อปากดูดดึงจนจุกยืดขึ้นมาตามริมฝีปาก
ซูเหมยหลันครางเบาๆ ในลำคอ ความรู้สึกที่เขากำลังปลุกเร้า มันทำให้นางแทบหลอมละลายภายใต้ร่างของบุรุษสูงเจ็ดฉื่อผู้นี้
เขาลุกขึ้นแล้วถอดอาภรณ์ของตนออกไป เผยให้เห็นร่างเปลือยที่กำยำและส่วนนั้นที่แข็งขืนผงาดอยู่ต่อหน้า
เจ้าบ่าวถอดอาภรณ์ที่คาอยู่ที่เอวของนางออกไปให้พ้นทาง ก้มลงมองเรือนร่างที่ไร้เครื่องนุ่งห่มแล้วยิ้มมองอย่างพึงพอใจ
จากนั้นก็โน้มหน้าลงไปซุกที่อกอวบอีกครั้ง สองมือบีบเคล้นอย่างเต็มแรงมือ ดูดสองเต้าอวบอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ดุดันขึ้น จากนั้นปลายลิ้นชื้นก็ลากไล้ลงไปที่เนินอูบด้านล่าง ไล้ปลายนิ้วบดเบียดถูไถที่กลางกายสาวเพื่อปลุกเร้าให้นางยิ่งตื่นเต้น
เสียงครางของหญิงสาวแข่งกับสายฝน ขณะที่เขาแทรกกายเข้าหาแล้วหลอมรวมเข้ากับร่างอรชรนั้นอย่างเต็มแรงรัก
ซูเหมยหลันครางเสียงกระเส่า แอ่นสะโพกรับลีลาสวาทนั้นอย่างเต็มใจ
คืนนั้นบ้านไม้กลางป่าเต็มไปด้วยเสียงครางของคู่บ่าวสาวที่ครางรับกันอย่างหฤหรรษ์ ในขณะที่หลุมดินกลบใหม่ใต้ต้นหลิวนั้นสงบเงียบ มีเพียงใบไม้ที่ปลิวหล่นลงมาราวกับว่ากำลังจะปิดบังหลุมศพให้เลือนหายไป
************************
ย่างเข้าเดือนที่ห้าแล้วที่อู๋หมิงอยู่กับซูเหมยหลันที่บ้านไม้หลังเล็กกลางป่าเขา ค่ำคืนนั้นเป็นคืนที่อากาศอบอุ่นผิดกับวันก่อนๆ ภายในเรือนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมที่พัดยอดไม้อยู่ด้านนอกอู๋หมิงนั่งอยู่ข้างเตียง มองดูซูภรรยาที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ โดยไม่รู้ว่าสายตาเขาเต็มไปด้วยความหลงใหลและอ่อนโยนเพียงใดเมื่อนางเอนตัวลงนอน เขาก็เอนกายตาม พลิกตัวเข้าหา วางมือลูบแขนเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มเบา“คืนนี้เจ้าก็งดงามอย่างเช่นเคย” มือเขาประคองใบหน้านาง แววตาสื่อความรักลึกซึ้ง แต่ก่อนที่ริมฝีปากเขาจะสัมผัส ทว่านางกลับดันอกเขาเบาๆ แล้วเบี่ยงหน้าหนีอู๋หมิงชะงัก สายตาแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลทันที“ข้าทำผิดอะไรไปหรือ”ซูเหมยหลันส่ายหน้า ช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา ก่อนจะหลุบลง“เจ้ามิได้ทำผิด ข้าแค่... ระดูขาดไปสองเดือนแล้ว อาจจะกำลังตั้งครรภ์”ความเงียบพาดผ่านเพียงชั่วอึดใจ แต่ก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางอกของอู๋หมิง แววตาของเขาเปล่งประกายทันที ราวกับเด็กชายที่ได้ยินข่าวดี เขายกมือประคองมือนางไว้แน่น“จริงหรืออาเหมย เจ้าอาจกำลังมีลูกของเรา”“ข้ายังไม่แน่ใจ…” นางเอ่ยเสียงเบา ที่ผ่านมากับสามีทั้งสี่คน นางไม่เคยตั้งครรภ์
ฤดูหนาวผ่านพ้นไปแล้ว ซูเหมยหลันเริ่มคิดการณ์ไกล การใช้ชีวิตอย่างถาวรบนภูเขาสูง แม้จะลำบาก แต่นางคุ้นเคยกับมันดี ทว่าอู๋หมิงนั้นต่างออกไปแม้เขาไม่เคยบ่น ไม่เคยเอ่ยว่าเหนื่อยหรืออยากกลับลงเขา แต่แววตาของเขายามที่ต้องกินเผือกหรือหัวมันต้มซ้ำๆ หลายวัน ก็ทำให้ซูเหมยหลันอดรู้สึกผิดไม่ได้นางจึงเอ่ยกับเขาในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งลับมีดอยู่ข้างหลังเรือน“พรุ่งนี้เราลงเขากันเถอะ ข้าจะเอาสมุนไพรที่เก็บไว้ไปขาย แล้วซื้อข้าวสาร กับเครื่องปรุง ตั้งแต่ข้าวสารหมดเราก็กินเผือกมันมาร่วมเดือนแล้ว”“ข้าอยู่ได้ เจ้าไม่ต้องลำบากลงไปก็ได้” อู๋หมิงเลิกคิ้วเล็กน้อย“ข้าไม่ได้ลำบาก ข้ากลัวเจ้าจะเบื่อเผือกต้มมากกว่า อีกอย่าง ข้าอยากซื้อเครื่องเทศเพิ่มด้วย จะได้ทำกับข้าวให้อร่อยขึ้น” นางหัวเราะเบาๆ“ข้ารู้นะว่าเจ้าไม่ได้อยากได้ข้าวสารหรอก แต่เจ้ารู้ว่าข้ายังไม่ชินกับอาหารบนเขามากกว่า เจ้าน่ะ จะทำเพื่อข้ามากไปแล้ว”“ใครใช้ให้ข้ารักเจ้าล่ะ” นางบอกเขาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจอู๋หมิงมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก เขาคิดถูกแล้วที่เลือกใช้ชีวิตสงบสุขอยู่กับนาง ไม่กลับไปแต่งงานกับสตรีที่ไม่
อู๋หมิงเปิดประตูเรือนเข้ามา ซูเหมยหลันนั่งอยู่ริมเตาไฟ สีหน้านางไม่สามารถซ่อนความรู้สึกไว้ได้ทัน หันมามองเขาด้วยสายตาที่สั่นระริกเล็กน้อยอู๋หมิงยิ้ม แล้วเดินเข้ามานั่งลงข้างนาง กุมมือนางเอาไว้แน่น“ยังไม่นอนอีกหรือ”“เจ้าไปไหนมา ข้าคิดว่าเจ้าจะไปสอบถามอดีตจากคนพวกนั้น” นางถามเสียงสั่นด้วยความใจหาย“ข้าไปจริง แค่ไปถามว่าพวกเขาจะอยู่ที่นี่ต่ออีกนานหรือไม่ พวกเขาบอกว่าพรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกเขารบกวน” เขาไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้นางฟัง“เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าตัวเองเป็นใคร บางทีความจำที่หายไปของเจ้า อาจจะเกี่ยวข้องกับซื่อจื่อผู้นั้น เจ้าอาจเป็นเขา เจ้าอย่าลืมสิว่ามีคนจำหน้าเจ้าได้” ซูเหมยหลันเม้มปาก นางไม่อยากรั้งเขาเอาไว้หากต้องการจะไป แต่ลึกๆ ก็ไม่อยากให้เขาไปจากนาง ไปจากความทรงจำที่มีร่วมกัน“ข้าไม่สนใจหรอก อีกอย่างข้าคืออู๋หมิงของเจ้าเท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว”“แล้วพวกเขาจะไม่ย้อนกลับมาอีกหรือ พวกเขาจำเจ้าได้ พวกเขาต้องไม่รามือแน่” นางถามเสียงแผ่ว นางรู้ว่าเขาคือซื่อจื่อผู้นั้น และรู้ว่าเขาเองก็ต้องสงสัยตัวเองเช่นกัน“ไม่กลับมาหรอก ข้าบอกพวกเขาว่าข้าอย
ในเช้าวันหนึ่ง ขณะซูเหมยหลันกำลังจัดการเสื้อผ้าที่ตากไว้ให้เขา อู๋หมิงเดินเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับตะกร้าใส่ฟืนที่เพิ่งเก็บมา แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าคมเข้มของเขา เงาจางของเคราที่เริ่มยาวแตะขอบกรามทำให้นางเงยหน้ามองเขาด้วยคิ้วขมวด“เคราเจ้าขึ้นมากแล้วนะ”“อืม ข้ารู้แล้ว” เขาขานรับเรียบๆ ขณะหยิบไม้เล็กๆ ออกมาจัดเรียงไว้เตรียมไว้ใช้หุงหาอาหาร“แล้วทำไมไม่โกนออกล่ะ ดูเคร่งขรึมเกินไป ไม่เหมาะกับเจ้าเลย” นางว่าเสียงจริงจัง พลางยื่นมือไปแตะเคราของเขาเบาๆ“ข้าไม่อยากตัด” อู๋หมิงตอบพร้อมยิ้มมุมปาก แววตาซุกซนฉายแววแกล้ง“เครานี่มีประโยชน์หลายอย่าง เจ้ารู้หรือไม่”“ประโยชน์อะไร ทำให้หน้าดูแก่ขึ้นหรือ” นางกล่าวพลางส่ายหน้ายิ้มๆ“เปล่า เอาไว้ถูแก้มถูคอให้เจ้าหัวเราะ” เขาว่าพลางโน้มหน้าลงใกล้ แล้วถูเคราบนแก้มนางเบาๆนางสะดุ้งทันที ร้องเสียงหลงแล้วหัวเราะออกมาด้วยความจั๊กจี้“บ้า! อย่าเล่นอะไรแบบนี้นะ”“แต่เจ้ายิ้มนี่” เขาหัวเราะตาม แล้วแกล้งซบหน้าลงบนไหล่นางถูเครากับซอกคอเบาๆ ทำให้นางดิ้นพรวดพร้อมเสียงหัวเราะ“อู๋หมิง!”“อืม ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้าหัวเราะทุกวัน ต่อให้ต้องไว้เคราไว้แกล้งเจ้าตลอดชี
ในตอนเช้า ซูเหมยหลันตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อคืนนี้เขาเข้าหอกับนางถึงสามหน ครั้งแรกอู๋หมิงตื่นเต้นจนถึงจุดหมายไปก่อนนาง เขาจึงขอแก้ตัวในรอบที่สอง จากนั้นก็ต่อรอบที่สามจนนางขาสั่นไปหมดเมื่อนางกำลังจะลุกไปทำอาหารเช้า มือของเขาก็คว้าแขนของนางเอาไว้ก่อน“เจ้าจะไปไหน”“เข้าครัวหุงหาอาหารให้เจ้าอย่างไรเล่า... สามี” นางเรียกเขาเสียงเบา อู๋หมิงยิ้มกว้างแล้วดึงนางลงมากอดแนบอก“ข้าต้องเรียกเข้าว่าฮูหยินได้แล้วใช่หรือไม่”“กระดากหูนัก เรียกข้าอาเหมยอย่างเดิมดีแล้ว ข้าก็จะเรียกเจ้าว่าอาหมิง เช่นนี้ดีกว่า” นางพูดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ“จะเรียกอย่างไรก็ช่าง ข้าตามใจเจ้า” เขาบอกแล้วพลิกตัวมาคร่อมอยู่บนตัวนาง“เจ้ายังไม่พออีกหรือ” นางถามแล้วเม้มปากแน่น หลบสายตาที่ปรารถนาของเขา“เจ้าเปิดใจให้ข้าเช่นนี้ อ่อนหวานและงดงามปานนี้ ข้าจะอดใจไหวหรือ”นางไม่ทันได้อ้าปากต่อว่า ก็ถูกความร่างกำยำทาบทับ มือหนาลูบไล้ไปทั่วทั้งร่างกายของนาง ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วกรอบหน้าด้วยความหลงใหลปลายลิ้นเรียกแยกริมฝีปากของนางออกแล้วแทรกเข้าไปต้อนปลายลิ้นจูบเกี่ยวกันอย่างดูดดื่ม หญิงสาวครางในลำคอด้วยห้วงจูบที่ดำดิ่งจนนางห
ลำธารสายเล็กที่เคยไหลรินที่กลายเป็นผืนน้ำแข็งบางๆ เมื่ออากาศอุ่นขึ้นน้ำแข็งก็เริ่มละลายแล้วอู๋หมิงนั่งยองๆ อยู่ริมตลิ่ง มือเปลือยเปล่าจุ่มลงไปใต้ผืนเย็น นิ้วแข็งชา แต่ยังคงมุ่งมั่นจับปลาที่แหวกว่ายใต้ความหนาวเหน็บนั้นเขาขยับตัวเพียงนิดเดียว แผ่นหินที่เหยียบอยู่กลับลื่นเกินคาด ร่างเขาเซไปข้างหน้า หัวกระแทกกับโขดหินริมลำธาร จนเขามึนงงไปชั่วครู่เขานิ่งงันไป ร่างยังไม่ล้มแต่ดวงตาเบิกกว้าง ภาพบางภาพแวบผ่านห้วงคิด แสงเทียนในห้องใหญ่ กลิ่นกำยาน เสื้อคลุมผ้าเนื้อดี และเสียงของคนบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังพูดด้วยน้ำเสียงที่มีอำนาจเขากะพริบตาถี่ สูดลมหายใจลึก แล้วจับปลาสองตัวขึ้นมา หัวใจยังเต้นแรงกับภาพแปลกประหลาดในหัว แต่เขาเก็บงำทุกอย่างไว้ในแววตา แล้วเดินกลับเรือนด้วยรอยยิ้มปกติเมื่อเขาเปิดประตูบ้านเข้ามา เสียงฝีเท้าที่ลากผ่านพื้นไม้ทำให้ซูเหมยหลันหันขวับมาทันที นางไม่แม้แต่จะมองปลาที่เขาถืออยู่ รีบถลาเข้ามาหาแทน“เกิดอะไรขึ้นกับหัวเจ้า”เสียงของนางสั่นพร่า มองเห็นรอยถลอกแดงที่ขมับของเขาชัดเจน นางรีบดึงเขานั่งลงที่ขอบเตียง ค้นหาผ้าสะอาดกับน้ำอุ่นมาเช็ดแผลให้“ลื่นนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก” เขายิ







