LOGINตอนที่ 2
ผู้ชายไม่เอาถ่าน
"ขอบคุณมากนะกวินทร์ที่มาส่ง ให้เราเลี้ยงข้าวเอาไหม"
รอยยิ้มของกวินทร์กระจายเกลื่อนอยู่เต็มใบหน้า ริมฝีปากสีสุขภาพดียกยิ้มขึ้นมาด้วยความถูกใจ มันก็จริงอยู่ที่ว่าเขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าถ้ามีโอกาสจะไม่คว้าเอาไว้
"ก็ดีนะ เรากำลังอยากกิน..."
แต่ไม่รู้ว่าบุญมีแต่โดนกรรมบังหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อความสุขใจของกวินทร์ที่เบ่งบานเมื่อครู่ถูกปิดสวิตช์ลงชั่วขณะ เมื่อเสียงเรียกเข้าของมือถือมันดังแผดเสียงเรียกร้องความสนใจอยู่
"คุณแม่..."
เสียงนั้นแม่จะค่อนข้างเบา แต่ถึงอย่างนั้นเฟยก็ยังคงสังเกตเห็นได้ถึงสีหน้าคล้ายกำลังลังเลของคนเป็นเพื่อนอยู่ดี สาวเจ้าเลยตัดสินใจเอ่ยออกไปเพื่อหวังลดความกังวลของอีกฝ่ายลง
"ถ้ามีเรื่องต้องไปทำก็ไปเถอะ เอาไว้คราวหน้าก็ได้ เราไม่เบี้ยวหรอกน่า"
ถึงจะได้ยินแบบนั้น แต่คนตัวสูงก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี แต่เพราะจำได้ดีว่าวันนี้ตนมีเรื่องต้องไปทำให้ตามที่คนเป็นแม่ร้องขอ มันเลยทำให้กวินทร์เลือกที่จะกลับไปอย่างว่าง่าย แม้ว่าในใจจะเสียดายไม่น้อยก็ตาม
ฝ่ายของเฟยที่เห็นว่ารถของคนเป็นเพื่อนขับพ้นออกไปจากระยะสายตาแล้ว เจ้าตัวก็เริ่มขยับกายเดินตรงไปที่รถคู่ใจของตนทันที สายตาและมือก็ควานหากุญแจในกระเป๋าของตนไปด้วย จนไม่ทันระวังสิ่งรอบกายเพราะคิดว่าพื้นที่ปลอดคนและอยู่ในที่โล่งแจ้งอย่างริมถนนที่มีรถผ่านไปมาแบบนี้นั้น จะมีอันตราย หรือใครแอบซ่อนเอาไว้อยู่
"ตะเอ๋!"
"ว๊าย! ตาเถรตบยุง"
เพี๊ยะ!
กว่าเสียงอุทานจะจบลง มือเล็กก็ออกแรงตบออกไปเต็มแรงตามความตกใจที่มี เล่นเอาคนที่โดนแรงตบอัดกระทบชนิดว่าหลบไม่ทันแบบนี้นั้นหน้าหันและชาไปทั้งแถบก็ว่าได้
"เอ่อ ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ พอดีอยู่ ๆ คุณก็ส่งเสียงออกมาแบบนี้ ใครจะไม่ตกใจกันละคะ เอ่อ ขอฉันดูหน่อยนะคะ"
เฟยว่าพร้อมกับพยายามจะสำรวจดูใบหน้าของอีกฝ่ายเพื่อหารอยฟกช้ำที่อาจจะมี แต่เพียงแค่ชั่วครู่จากตกใจก็ต้องเปลี่ยนเป็นนิ่งงันไปอีกเกือบครึ่งนาที พร้อมลมหายใจที่ถูกถอนตามออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ตนเพิ่งตบไป
"อ้าว คุณนี่เอง"
ท่าทีของเฟยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจำได้ว่าคนตรงหน้านั้นคือคนเดียวกับคนเมื่อเช้าที่ไปส่งตนเข้ามหาลัย ซึ่งสภาพของอีกฝ่ายเวลานี้นั้น ทำเอาเฟยต้องถอนหายใจอย่างระอา
ภาพลักษณ์ที่ไม่ได้สกปรกน้อยลงกว่าเจอกันเมื่อเช้าเลย หรือจะให้ตรง ๆ ก็คือ เหมือนจะสกปรกกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะใบหน้าของเจ้าตัวเวลานี้ มันมีแต่เขม่าและคราบน้ำมันดำๆ ติดอยู่ตามเสื้อผ้าและใบหน้าจนดูตลกในสายตาของคนคุ้นชิน
"แล้วคุณมาทำอะไรตรงนี้ มาส่งผู้โดยสารเหรอ แต่แปลกเมื่อกี้นี้ฉันไม่เห็นคุณเลย"
"ผมมารอคุณไง รู้ว่ายังไงคุณก็ต้องมาเอารถ กะจะทักทายเล่นๆ แต่โดนตบจริงซะงั้น"
เม่นเอ่ยตอบออกมาพร้อมกับปลายนิ้วมือที่ชี้ไปยังเงาวับรถของเฟย มันทำเอาหญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกหน แต่ถามว่าคนถูกมองสลดไหมดูได้จากท่าทีของอีกฝ่ายก็น่าจะรู้ดี
แถมดูเหมือนว่าคะแนนของเจ้าตัวจะยิ่งติดลบมากขึ้นไปอีก
เมื่อท้องเจ้ากรรมดันมาร้องครางต่อหน้าสาวตัวหอมเสียอย่างนั้น
"หิวเหรอคุณ"
"เอ่อ ครับ พอดีผมยังไม่ได้กินข้าวเลย พึ่งออกมาจากอู่ซ่อมรถ"
เม่นตอบออกไปตามความจริง ด้วยว่าตนนั้นเพิ่งจะแยกออกมาจากอู่ของ เฮียเป็ด ที่ตนเพิ่งไปทำธุระมา สภาพร่างกายในชุดขาดวิ่นเกือบทั้งตัวรวม ถึงการทำงานของกระเพาะอาหาร ถึงได้ดูน่าสงสารขนาดนี้ อย่างน้อยก็สาวเจ้าที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาเวลานี้ก็แล้วกันที่เกิดความรู้สึกนั้น
"งั้นไปกินข้าวกัน"
เธอว่าเพียงแค่นั้นแล้วออกเดินตรงไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ไม่ไกลกัน ซึ่งเม่นเองพอเห็นแบบนั้นไหนเลยจะรอช้าได้อีก พาสองขาของตัวเองเร่งก้าวตามอีกฝ่ายไปติดๆ
"เอาอะไรดีครับ" เสียงทักทายของเฮียเจ้าของร้านดังขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เช่นเดียวกับเจ้าตัวที่กุลีกุจอเข้ามาหาลูกค้าผู้มาใหม่ ก่อนที่เสียงทักทายอย่างคนคุ้นเคยกันดีจะเอ่ยขึ้นกับพ่อหนุ่มทรงไม่อาบน้ำคนนี้
"อ้าว อาเม่น วันนี้ควงสาวที่ไหนมาเนี่ย สวยเชียว"
"อ่อ เรื่องมันยาวน่ะเฮีย ว่าแต่วันนี้มีไรน่ากินบ้าง"
"เอ้า นั่งกันก่อน ลูกชิ้นปลากรายหากินยากนะช่วงนี้"
"โอเค งั้นเอาอันนั้นแหละ"
"ไม่มี ก็มันหากินยาก จะมีได้ไง"
"แฮร่!"
เท่านั้นเสียงหัวเราะของสองหนุ่มต่างวัยก็ดังขึ้นมาพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของเฟยที่ขยับขึ้นรถปริบ ๆ มองการเล่นมุกห้าบาทสิบบาทที่ตนยังคงไม่เข้าใจอยู่ด้วยท่าทีออกไปทางงุนงงอย่างเห็นได้ชัด
"เฮ้อ เฮียนี่ไม่เปลี่ยนเลย งั้นผมเอาเหมือนเดิมแล้วกันนะ"
"ได้ๆ แล้วหนูคนสวยเอาอะไรดีครับ"
"เส้นหมี่ขาวน้ำใสไม่ใส่ถั่วงอกค่ะ" เฟยตอบออกไปด้วยท่าทีที่ยังไม่คลายความสงสัยจากมุกลูกชิ้นปลาเมื่อครู่เลยด้วยซ้ำ ฝ่ายเฮียเจ้าของร้านเองก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ รับออเดอร์เสร็จก็ถอยออกไปทันที
"เสียดายเนอะคุณเลยอดชิมเมนูหากินยากเลย" เฟยที่ได้ยินแบบนั้นได้แต่แอบกลอกตาไปมาพร้อมกับพ่นลมหายใจเบา ๆ แต่เม่นก็ไม่ได้ละความพยายามในการชวนคุยแต่อย่างใด
"ว่าแต่คุณชื่ออะไรครับ ผมชื่อเม่น"
"ฉันชื่อเฟยค่ะ"
ในใจเฟยนึกอยากบอกออกไปตามความคิดด้วยซ้ำ ว่าที่ตนชวนเพราะอดรู้สึกสงสารเจ้าตัวไม่ได้ ด้วยเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ค่อยมีสตางค์เท่าไหร่เลยตั้งใจจะอดข้าวไว้ก่อนแน่ ๆ
"แล้วนี่คุณต้องไปวิ่งวินอีกรึเปล่าคะ"
"หือ ไม่นะครับ เอาตรง ๆ เลยนะ คือผมไม่ได้เป็นมอไซค์รับจ้างแบบคุณเข้าใจหรอก เรื่องเมื่อเช้าคุณน่ะเข้าใจผิดไปเองต่างหาก"
"อ้าวเหรอ ตายแล้ว แล้วทำไมมาใส่เสื้อส้มในเวลาที่ฉันต้องการใช้วินพอดีล่ะ"
"ผมไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นสักหน่อย แค่เห็นคุณยืนเก้ๆ กังๆ ข้างรถก็นึกว่ามีไรให้ช่วย"
ฟังจากที่เขาพูดขึ้นเฟยก็มองเขาดีขึ้นมานิดหนึ่ง จากติดลบก็น่าจะกลับมาเป็นสองเต็มสิบ
"งั้นเหรอ ฉันขอบคุณมากนะคะ งั้น...อันที่จริงคุณทำงานอะไรคะ"
"เอ่อ คือผม...ตอนนี้ยังไม่ได้ทำงาน..." ท่าทีของเม่นอึกอักขึ้นมาทันที เพราะตนไม่สามารถตอบได้ว่ากำลังทำงานอะไร ก็จะให้เขาตอบได้อย่างไร ในเมื่อตัวของเขามันไม่ยอมทำงานเอง!
ส่วนทางด้านเฟย คะแนนที่ให้ไปเมื่อกี้ขอเอาคืน
"หมายถึงว่าตอนนี้ยังหางานทำไม่ได้ ใช่ไหมคะ?"
"ไม่ใช่ครับมีงานให้ผมทำเยอะมาก แต่..."
"คุณไม่ยอมทำงาน" เฟยพูดเสียงแผ่ว ในใจคิดว่าตัวเองได้เจอกับผู้ชายไม่เอาถ่านเข้าให้จริงๆ เสียแล้ว ก่อนจะถอนหายใจอีกครั้งเมื่อคนตรงหน้าไม่ได้รู้สึกว่า การที่เขาไม่มีงานทำเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนปกติทั่วไป ใบหน้ายังคงทะเล้น และยิ้มอย่างไม่สลด
"คือฉันไม่ได้อยากยุ่งหรอกนะ ก็แค่เสียดายเวลาชีวิตแทน" แล้วบทสนทนาก็ถูกตัดลงเมื่อก๋วยเตี๋ยวที่ทั้งคู่ร้องสั่งถูกเสิร์ฟในนาทีต่อมา นั่นมันเลยทำให้ทั้งคู่หันมาสนใจอาหารตรงหน้าที่มันยั่วน้ำลายและดึงความสนใจมากกว่า
"เฮีย เก็บตังค์ด้วย"
เสียงของเม่นตะโกนร้องบอกในนาทีต่อมาเมื่ออาหารตรงหน้าถูกจัดการลงจนหมดเกลี้ยง ก่อนที่มือใหญ่จะล้วงควักหาเงินในกระเป๋าตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ ตามกระเป๋าหน้าบ้าง กระเป๋าหลังบ้าง จนกระทั่งเจอแบงก์สีเขียวยับย่นอยู่ในนั้นสองใบ
"ห้าสิบใช่ไหมเฮีย แปะไว้ก่อนนะ มีแค่นี้อะ"
เฮียเจ้าของร้านถอนหายใจออกมาพร้อมกับล้วงเอาสมุดจดเล็กๆ ที่พอคลี่ออกจะเห็นเป็นแผ่นกระดาษซึ่งมีตัวเลขสีน้ำเงินเขียนอยู่ในนั้นยาวเหยียดและกำลังจะถูกเพิ่มเลขใหม่เข้าไปอีกแล้ว
"แล้วของหนูคนสวยนี่ล่ะ จ่ายให้ด้วยไหม"
"ครับ ผมจ่าย..."
"เอ่อ ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวหนูจ่ายเอง แล้วก็ของเขาวันนี้ด้วย"
"หนูจะจ่ายใช่ไหม งั้นอั้วะ ไม่ลงบิลนะ"
เฮียว่าพร้อมกับขีดยุกยิกลงบนกระดาษของตัวเอง แล้วเดินออกไปอีกครั้งเมื่อมือรับเงินจากสาวสวยตรงหน้ามาแล้ว นั่นจึงเปิดโอกาสให้เฟยได้มีโอกาสพูดกับคนตรงหน้าต่อ
"นี่อย่าบอกนะคุณ ว่าเมื่อกี้บิลที่คุณค้างเอาไว้?"
"แน่นอนครับ ของผมคนเดียวเลย"
เม่นเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนภูมิใจเต็มประดาและไม่ได้ขยายความอันใดต่อ แต่คนฟังนี่สิถึงกับยิ้มแห้งออกมาทันที ในความรู้สึกขอเฟย ยิ่งรู้สึกติดลบตัวแดงกับชายหนุ่มนิรนามตรงหน้าเข้าไปอีก เพราะถ้าเอาตามจริงราคาอาหารมื้อนี่มันก็เพียงแค่ห้าสิบบาทขนาดนั้น แต่คนตรงหน้าก็ยังเลือกจะแปะโป้งเอาไว้ ไหนจะบัญชีที่เธอแอบเห็นว่ายาวเป็นหางว่าวนั่นอีก มันทำให้หญิงสาวรู้สึกอยากพาตัวเองออกไปจากตรงนี้เร็ว ๆ ซะแล้วสิ
'บ้าจริง ไม่น่ามายุ่งกับเด็กแว้นคนนี้เลย ไม่เอาแล้วขอไม่ยุ่งเกี่ยวอีกแบบเด็ดขาด ดูทรงแล้วไม่น่าคบสักนิด ไม่รู้ติดยา ติดน้ำท่อมไหม หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นแบบนี้เลย'
หญิงสาวได้แต่คิดในใจอยู่แบบนั้นแล้วรีบพาตัวเองลุกออกจากโต๊ะมาทันทีเมื่อได้ตังค์ทอนจากเฮียเจ้าของร้าน ทว่า เพียงแค่ก้าวออกมาสองสาวก้าวก็ต้องถอนหายใจอีกครั้ง แล้วอดจะหันหลังกลับไปไม่ได้
"นี่คุณ เอานี่ไว้นะ คืออย่าหาว่าฉันยุ่งเลย คุณเก็บเงินนี่ไว้ซื้อข้าวกินนะ แล้วก็ถ้าจะให้ดีฉันแนะนำว่าคุณน่าจะลองหางานทำแบบจริงจังดู จะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นขยะสังคม"
พูดเพียงแค่นั้นเจ้าตัวพร้อมกับยัดธนบัตรใส่มืออีกคนแล้วเดินจากไปทันที ท่ามกลางความงุนงงของเม่น ที่จู่ ๆ ก็ถูกยัดเงินแบงก์เทาเข้าใส่มือมาให้แบบนี้
***
ตอนที่ 5แผนการของรุ่นพี่"ว้าย ตามติดกันขนาดนี้ พวกเธอจะแต่งกันวันไหนจ๊ะ"เสียงเอ่ยแซวลอยลมมาให้รำคาญหูเหมือนอย่างทุกวัน เมื่อสองเพื่อนสนิทอย่างกวินทร์และเฟยเดินผ่านเข้ามาให้ได้เห็นซึ่งนั่นมันทำให้สองคนที่ตกอยู่ในเป้าสายตาอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรออกไป แล้วเลี่ยงไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนที่ประจำของตัวเอง อย่างไม่ใส่ใจเสียงนกกาของเพื่อนร่วมคณะขี้อิจฉาเจ้าเดิมที่กำลังจิกกัดเธออยู่โดยใช้คำว่าหยอกล้อตามประสาเพื่อนมาบังหน้า "จิกเก่ง กัดเก่ง" เฟยเอ่ยขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ตาก็จับจ้องไปยังกระดาษขาวตรงหน้าที่อัดแน่นไปด้วยตัวหนังสือมากมายด้วยความตั้งใจ ไม่ต่างจากตัวของกวินทร์เองที่ทำเพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายเท่านั้น แล้วส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะเบนสายตากลับมาจับจ้องตัวหนังสือไม่ต่างกัน"ก็แค่เรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่ง"ใช่ทั้งตัวเขาและเฟยต่างก็คิดแบบนั้นไม่ต่างกันเลยสักนิดกับความไร้สาระที่ได้ยินจนเอียนหูนี่ ยอมรับเลยเหมือนกันว่าตอนแรกที่ได้ยินก็รู้สึกรำคาญปนไม่พอใจเหมือนกัน แต่เพราะพอมองเห็นว่านิสัยของมิลินนั้น ก็มักจะจิกกัดคนอื่นที่ตนไม่ชอบเป็นประจำ ทั้งคู่เลยเลือกจะปล่อยวา
ตอนที่ 4ตัวร้ายอีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เห็นเป็นบริษัทผลิตยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ทุกอย่างดูมีระบบและขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการทำงาน ความสบาย หรือสิ่งแวดล้อมโดยรวม ต่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่คน คนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในอารมณ์ที่ขัดกับบรรยากาศรอบข้างจริงๆ"ก็บอกกี่ครั้งแล้วว่าของฉันต้องเอาน้ำเย็นระดับที่พอดีเท่านั้น แบบนี้มันเย็นเกินไป ต้องผสมน้ำธรรมดาด้วย ทำไมไม่จำเลยนะ"เสียงค่อนไปทางแหลมบ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น ทำเอาแม่บ้านผู้นำน้ำดื่มมาต้อนรับหัวหดจนแทบจะตั้งบ่าเข้าไปแล้ว พร้อมกับนึกในใจว่าตนไม่น่าซวยจนมาเจอกับคุณหนูผู้เป็นนายแบบนี้เลย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้คุณมิลินจอมเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจคนนี้น่ะสิ"เอาน่าเดี๋ยวมันก็พอดีเองแหละ เราน่ะไปทำอะไรก็ไปเถอะ" ท้ายประโยคผู้เป็นพ่อหันไปบอกแก่แม่บ้านคนสนิท นั่นละเจ้าตัวถึงได้กล้าออกไป พร้อมกับหันมาหาคนเป็นลูก แล้วเอ่ยบอกออกไปอย่างคนใจเย็น"เราเองก็เหมือนกันจะอะไรนักหนา อะไรปล่อยได้ก็ปล่อยบ้าง""ก็หนูไม่ชอบนี่คะคุณพ่อ ว่าแต่นี่พ่อทำอะไรอยู่คะ" สาวเจ้าจะถามออกมา เมื่อเห็
ตอนที่ 3ลูกไม่รักดีหลังจากที่แยกกัน คนที่ถูกมองว่าเป็นขยะสังคม เวลานี้เห็นเจ้าตัวพารถคู่ใจของตนวนเวียนไปมาตามท้องถนน ด้วยท่าทีที่ไม่ได้เร่งรีบอะไร ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวจะนำพาลูกรักคู่ใจของตน กลับเข้าสู่อาณาเขตของบ้านอย่างที่ควรจะเป็นอันที่จริงต้องเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะถูก"คุณเม่น โธ่ กว่าจะกลับมาได้สักทีนะคะ คุณท่านถามหาตั้งนานแล้ว ไหนมาให้อิ่มดูซิว่าวันนี้ได้แผลมาหรือเปล่า"ทันทีที่ขาตั้งของรถคู่ใจถูกแตะลงตั้งกับพื้นดิน อิ่ม แม่บ้านคนสนิทก็รีบแจ้นเข้ามารับหน้าและรายงานสถานการณ์ในบ้านทันที หวังให้คุณหนูของคนเตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวรออยู่ในบ้านแต่ถามว่าเม่นสนใจไหม ก็ไม่ เพราะเจ้าตัวยังคงมีรอยยิ้มทะเล้นในใบหน้าเหมือนเคยแล้วเอ่ยตอบผู้หวังดีกลับไป"โธ่ ป้าอิ่ม นี่ผม..." ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ มือของหญิงชราก็เอื้อมมาลูบตามตัวด้วยความเป็นห่วง ปากก็เอ่ยขึ้น"ดีจังนะคะ ยังครบสามสิบสองอยู่""อันนี้เป็นห่วงผมจริงๆ ใช่ไหมครับ" เม่นว่าติดตลก"ห่วงสิคะ คุณท่านรออยู่ด้วย""ครับ ป้าอิ่มก็บอกพ่อไปนะว่าผมยังไม่กลับมา""แต่...""เอ่อ แล้วก็ป้าอิ่มช่วยให้พ่อบ้านไปเคลียร์บิลที่ผมค้างไว้ด้ว
ตอนที่ 2ผู้ชายไม่เอาถ่าน"ขอบคุณมากนะกวินทร์ที่มาส่ง ให้เราเลี้ยงข้าวเอาไหม"รอยยิ้มของกวินทร์กระจายเกลื่อนอยู่เต็มใบหน้า ริมฝีปากสีสุขภาพดียกยิ้มขึ้นมาด้วยความถูกใจ มันก็จริงอยู่ที่ว่าเขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าถ้ามีโอกาสจะไม่คว้าเอาไว้"ก็ดีนะ เรากำลังอยากกิน..."แต่ไม่รู้ว่าบุญมีแต่โดนกรรมบังหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อความสุขใจของกวินทร์ที่เบ่งบานเมื่อครู่ถูกปิดสวิตช์ลงชั่วขณะ เมื่อเสียงเรียกเข้าของมือถือมันดังแผดเสียงเรียกร้องความสนใจอยู่"คุณแม่..."เสียงนั้นแม่จะค่อนข้างเบา แต่ถึงอย่างนั้นเฟยก็ยังคงสังเกตเห็นได้ถึงสีหน้าคล้ายกำลังลังเลของคนเป็นเพื่อนอยู่ดี สาวเจ้าเลยตัดสินใจเอ่ยออกไปเพื่อหวังลดความกังวลของอีกฝ่ายลง"ถ้ามีเรื่องต้องไปทำก็ไปเถอะ เอาไว้คราวหน้าก็ได้ เราไม่เบี้ยวหรอกน่า"ถึงจะได้ยินแบบนั้น แต่คนตัวสูงก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี แต่เพราะจำได้ดีว่าวันนี้ตนมีเรื่องต้องไปทำให้ตามที่คนเป็นแม่ร้องขอ มันเลยทำให้กวินทร์เลือกที่จะกลับไปอย่างว่าง่าย แม้ว่าในใจจะเสียดายไม่น้อยก็ตาม ฝ่ายของเฟยที่เห็นว่ารถของคนเป็นเพื่อนขับพ้นออกไปจากระยะสายตาแล้ว เจ้าตัวก็เริ่มขยับกาย
ตอนที่ 1ลูกที่พ่อไม่รัก"เหนื่อยเหมือนจะตายให้ได้"เสียงของเฟยเฟยเอ่ยขึ้นมาลอยๆ เมื่อเจ้าตัวพาร่างสมส่วนของตนเดินมาตามทางเดินของมหาวิทยาลัยในส่วนที่เป็นโรงพยาบาลสำหรับให้นักศึกษาแพทย์เก็บเกี่ยวประสบการณ์โดยเฉพาะ"เอาน่า ก็เราเลือกอาชีพนี้แล้วนี่"คนที่เดินข้างกันมาตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้นรอยยิ้มใจดีที่เรียกว่าเข้ากันอย่างลงตัวกับใบหน้าชวนมองภายใต้กรอบแว่นใส ยิ่งเวลานี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดนักศึกษาถูกสวมทับด้วยเสื้อกาวของนักศึกษาแพทย์สีประจำชั้นปี ก็ยิ่งชวนให้เจ้าตัวดูจริงจังเพราะว่าสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัว"ก็รู้แต่มันอดบ่นไม่ได้นี่"เฟยเฟยว่าออกมาพร้อมทำหน้ามู่แบบที่กวินทร์มองว่าน่ารักมากกว่าน่าหมั่นไส้เสียอีก เอาเข้าจริงการที่เจ้าตัวบ่นออกมาแบบนี้เพื่อนชายข้างกายไม่ได้มองว่ามันน่ารำคาญแต่อย่างใด เพราะตัวของชายหนุ่มเองก็รู้สึกอย่างที่หญิงสาวว่าไม่ต่างกันด้วยว่าชีวิตของนักศึกษาแพทย์ที่ใกล้จะจบแบบพวกเขานั้นไม่ได้ต่างอะไรจากแพทย์จริงๆ เท่าไหร่ พวกเขาต้องเรียนรู้และสัมผัสกับชีวิตที่เหมือนหมอคนหนึ่ง ในแต่ละวันที่นอกจากมีหน้าที่รักษาคนไข้แล้วนั้น ก็ต้องจัดการอารมณ์และสถานการณ์ตรงหน้ายามต้องรับ
เม่น เมธี อัศววิไล อายุ 26 ปี ไม่มีงานทำ เอ่อ...ต้องพูดว่า มีงานแต่ไม่คิดจะทำมากกว่า ลูกชายคนเดียวของ เจ้าสัวธรรมบุตร ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศ นิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้เล่นชอบกวนตีน ใช้ชีวิตทุกวันบนความเสี่ยง แว้นรถไปวันๆ จนถูกมองว่าเป็นคนไร้อนาคต ซึ่งนั่นก็ไม่ผิด หากว่าเขาไม่ได้มาเจอเธอเสียก่อนเฟย หรือ ชื่อจริง เฟยเฟย นักศึกษาแพทย์ว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ลูกสาวของหมอหวัง เจ้าของโรงพยาบาลเล็กๆ แถบชานเมือง อันที่จริงพ่อตั้งใจตั้งชื่อลูกว่าเฟยหง เพราะคิดว่าต้องได้ลูกชาย แต่ก็ต้องผิดหวัง นั่นทำให้ตัวของเฟยและพ่อไม่ค่อยลงรอยกันมากนักINTRO"ให้ตายเถอะ แล้วรถมาติดในวันที่ต้องขึ้นวอร์ดเช้าเนี่ยนะ บ้าจริง"เสียงร้อนรนปนอาการเร่งรีบฉายชัดออกมาจากคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยี่ห้อดัง เมื่อดวงตาคู่กลมเหลือบมองดูตัวเลขที่บ่งบอกเวลาบนหน้าปัดคอลโซลรถ ซึ่งหากเป็นเวลาปกติแล้วนั้น เฟย หรือ เฟยเฟย คงรีบเหยียบคันเร่งบึ่งหน้าไปคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังศึกษาอยู่ดั่งใจนึกแต่นี่ เพราะการจราจรในเมื่อหลวงที่มันค่อนข้างหนาตาและเชื่องช้าอยู่แล้ว ดันมีอุบัติเหตุกีดขวางเส้นทางจราจรขึ้นอย







