로그인ตอนที่ 4
ตัวร้าย
อีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เห็นเป็นบริษัทผลิตยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ทุกอย่างดูมีระบบและขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการทำงาน ความสบาย หรือสิ่งแวดล้อมโดยรวม ต่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่คน คนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในอารมณ์ที่ขัดกับบรรยากาศรอบข้างจริงๆ
"ก็บอกกี่ครั้งแล้วว่าของฉันต้องเอาน้ำเย็นระดับที่พอดีเท่านั้น แบบนี้มันเย็นเกินไป ต้องผสมน้ำธรรมดาด้วย ทำไมไม่จำเลยนะ"
เสียงค่อนไปทางแหลมบ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น ทำเอาแม่บ้านผู้นำน้ำดื่มมาต้อนรับหัวหดจนแทบจะตั้งบ่าเข้าไปแล้ว พร้อมกับนึกในใจว่าตนไม่น่าซวยจนมาเจอกับคุณหนูผู้เป็นนายแบบนี้เลย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้คุณมิลินจอมเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจคนนี้น่ะสิ
"เอาน่าเดี๋ยวมันก็พอดีเองแหละ เราน่ะไปทำอะไรก็ไปเถอะ" ท้ายประโยคผู้เป็นพ่อหันไปบอกแก่แม่บ้านคนสนิท นั่นละเจ้าตัวถึงได้กล้าออกไป พร้อมกับหันมาหาคนเป็นลูก แล้วเอ่ยบอกออกไปอย่างคนใจเย็น
"เราเองก็เหมือนกันจะอะไรนักหนา อะไรปล่อยได้ก็ปล่อยบ้าง"
"ก็หนูไม่ชอบนี่คะคุณพ่อ ว่าแต่นี่พ่อทำอะไรอยู่คะ" สาวเจ้าจะถามออกมา เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อกำลังจัดการกองเอกสารตรงหน้า ด้วยการแยกบางแผ่นออกมาไว้เป็นกองเล็กอีกที
"พ่อกำลังเช็กรายชื่อของคนที่ค้างจ่ายค่ายากับทางเราอยู่น่ะลูก"
"งั้นถ้าหนูคิดไม่ผิด โรงพยาบาลของหมอหวังก็เป็นหนึ่งในนั้นใช่ไหมคะ"
ได้ยินแบบนั้นสาวเจ้าก็ทำท่าคิดอะไรอยู่หน่อยหนึ่ง ก่อนที่แววเจ้าเล่ห์บางอย่างจะฉายขึ้นมาในนั้น พร้อมกับน้ำเสียงหวานหยดเกินพอดีที่ดังขึ้น พร้อมกับมือที่ฉวยเอากระดาษใบหนึ่งมาถือเอาไว้ด้วย
"งั้นเดี๋ยวรายนี้หนูไปจัดการให้เองค่ะ ยังไงก็คนกันเอง"
"มันจะดีหรือลิน นั่นโรงพยาบาลพ่อเพื่อนเราไม่ใช่เหรอ แบบนี้จะไม่ผิดใจกันหรือไง"
"เรื่องแค่นี้เองค่ะคุณพ่อ ทางนั้นแยกแยะได้น่า หนูไปก่อนนะ" ว่าแล้วสาวเจ้าก็เดินออกมาทันที ท่ามกลางสายตาของคนเป็นพ่อที่มองตามติด ๆ
มุมหนึ่งใต้ตึกคณะของมหาลัย
"เฟยจ๋า เรามาทวงเงินที่พ่อเธอค้างบ้านเราเอาไว้"
เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควรของมิลินดังขึ้นทันทีที่เจ้าตัวเดินมาถึงยังจุดที่เฟยกำลังนั่งทบทวนเนื้อหาที่ตนเรียนมา และแน่นอนเสียงที่ค่อนไปทางดัง บวกกับบิลเรียกเก็บที่ยกขึ้นมาโชว์หราราวกับกลัวคนอื่นไม่เห็นเรียกสายตาของเพื่อนนักศึกษาให้หันมามองได้เป็นอย่างดี
ทั้งที่ปกติแล้วหน้าที่ทวงเงินมันก็ไม่ใช่หน้าที่ลูกคุณหนูแบบเจ้าตัวเลยสักนิด เรียกได้ว่าแค่มองตาเดียวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาแซะคนเป็นเพื่อนร่วมคณะเท่านั้น
และใช่ เป้าหมายของเธอคือมาเพื่อทำให้เฟยอับอายจริง ๆ
เฟยกับมิลินนั้นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียกได้ว่า แต่จะต่างกันก็ต้องที่มักจะเป็นเฟยที่ล้ำหน้าเธอไปแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หน้าตา ความขยัน การเรียน เฟยมักจะดีกว่าอยู่หลายระดับ ในขณะที่มิลินกลับมีเหนือกว่าอย่างเดียวคือฐานะทางบ้านเท่านั้น นั่นจึงไม่แปลกที่เจ้าตัวจะไม่ชอบหน้าเฟยเอามาก ๆ ชนิดที่ว่าพอเห็นว่ามีใครสนใจในตัวเฟย เจ้าตัวก็มักจะจีบตัดหน้าคว้าไปกินก่อนทุกครั้งไป
และอีกเรื่องที่มิลินสามารถข่มเฟยได้ก็คือค่ายาที่ทางพ่อของเฟยค้างจ่ายมาหลายงวดแล้ว มันจึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่คนขี้อิจฉาอย่างมิลินจะเอามันมาเป็นจุดกลั่นแกล้งอีกฝ่ายแบบนี้
"ลินเข้าไปคุยกันข้างในดีไหม"
เฟยพยายามต่อรองเมื่อเห็นว่าเริ่มมีคนมองกันค่อนข้างมาก ด้วยสายตาที่อยากรู้อยากเห็นอย่างปิดไม่มิด เล่นเอาใบหน้าสวยร้อนผ่าวด้วยความอายไม่น้อย
"คุยตรงไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำไมอายคนหรือไง ตอนติดหนี้ทำไมไม่อายบ้างล่ะ"
"ลิน แต่ตอนนี้พ่อเราไม่ได้อยู่ตรงนี้นี่เอ่อ...ส่วนเรื่องเงิน ช่วงนี้บ้านเรายังไม่มี...ขอเลื่อนไปอีกสักหน่อยได้ไหม"
เฟยพยายามจะเอ่ยต่อรองออกไปแม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะรู้สึกเหมือนหน้าชาไปแทบจะทั้งแถวด้วยความอับอายก็ตาม ฝ่ายมิลินที่เห็นแบบนั้นก็ยิ่งได้ใจว่าตนสามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ได้ จึงเดินหน้าตอกย้ำความรู้สึกของคนตัวเล็กมากขึ้นไปอีก
"ขอเลื่อนตลอดแต่ก็ไม่มีวี่แววสักที ให้ฉันแนะนำให้เอาไหม คือถ้าพ่อเธอยังไม่เลิกรักษาคนไข้จนๆ ที่แม้แต่ค่ายายังไม่มีปัญญามาจ่ายแบบนั้น ให้ตายก็ไม่มีวันหรอกที่จะหาเงินมาจ่ายบ้านเราได้ โง่! เรื่องแค่นี้ก็คิดไม่เป็น พ่อเธอว่าโง่แล้วตัวเธอก็ยังโง่อีก ดักดานแบบนั้นไงเลยเป็นได้แค่โรงพยาบาลสับปะรังเคไม่ก้าวหน้าไปไหน"
คำของมิลินทำเอาเฟยถึงกับอ้าปากค้างขึ้นมาทันทีกับคำจิกกัดที่มันค่อนข้างแรงพอสมควร ว่าเธอก็อายพอดูอยู่แล้ว นี่เล่นถึงพ่อกันแบบนี้มันจึงไม่แปลกอะไรที่เจ้าตัวจะอดโต้ตอบไปกลับไปบ้างไม่ได้ ด้วยน้ำเสียงแข็งๆ กว่าเคย
"เธอพูดแบบนี้มันก็เกินไปไหมลิน ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่ามันจะออกมาจากปากของคนที่เรียนหมอแบบเธอ ความเห็นใจคนอื่นไม่มีบ้างเลยรึไง มันเรื่องพื้นฐานเลยนะนั่น"
"เธอด่าเราเหรอเฟยทั้งที่ตัวเองก็ไม่ยังต้องพึ่งเราเนี่ยนะ อย่าอวดดีให้มันมากนัก และก็ถ้าปากจะดีแบบนี้ ก็น่าจะใช้ปากไปช่วยหาเงินมาจ่ายค่ายาให้เราสักทีสิ เพราะเราเองก็เบื่อที่ต้องมาคอยทวงอะไรแบบนี้แล้วนะ"
"เราบอกแล้วไงว่าขอเวลาอีกหน่อย"
ริมฝีปากของมิลินบิดเบี้ยวขึ้นมาราวกับกำลังเย้ยหยันคนเพื่อนอยู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายตวาดจะดังออกไปในเชิงกดดันอีกว่า
"เราให้เวลาเธอมามากพอแล้ว ถ้าภายในอาทิตย์นี้เธอยังหาเงินมาจ่ายไม่ได้ เราจะไม่ส่งยาให้โรงพยาบาลเธออีก"
"ไม่ได้นะ ยาหลายตัวต้องทานต่อเนื่อง ถ้าเธอยกเลิกกว่าจะไปหารายใหม่คนไข้จะเป็นยังไงเขารอไม่ได้หรอกนะ"
"ก็มันไม่ใช่เรื่องของเรา"
"มิลิน!"
"พอแล้วพอแล้ว เสียงดังจนคนมองตื่นหมดแล้ว" ก่อนที่การปะทะฝีปากจะไปไกลกว่านี้ เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาพร้อมกับเห็นเป็นร่างสูงของใครคนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาพอดี
"กวินทร์"
"นึกว่าใครมา หมาแว่นนี่เอง" เป็นอีกครั้งที่คนหน้าสวยแต่ใจแคบบิดเบ้สีหน้าแสดงความรู้สึกที่บอกว่าไม่ชอบหน้าผู้มาใหม่อย่างเห็นไม่ชัด
"มีเรื่องอะไรกันเฟย"
"ไม่มีอะไรหรอกแค่...."
"เรามาทวงเงินค่ายาที่แฟนนายไม่ยอมจ่ายสักทีไง นี่ไหนๆ ก็มาแล้วนี่ใช้แทนกันเลยไหม ขี้เกียจทวงแล้ว"
กวินทร์หยิบใบบิลที่มิลินยื่นออกมาชนิดที่ว่าแทบจะต่อหน้าให้ดูตามาถือไว้ คนใต้กรอบแว่นกวาดมองอยู่หน่อยก็ควักมือถือของตนขึ้นมากดๆ แอปพลิเคชันธนาคารอยู่ครู่หนึ่งท่ามกลางสายตาของเฟยที่ไม่สบายใจเอามากๆ เพราะเจ้าตัวรู้ว่าคนเพื่อนต้องการจะช่วยจ่ายให้อย่างที่มิลินว่าแน่ๆ
"กวินทร์..."
เจ้าของชื่อทำเพียงแค่ส่งยิ้มมาให้แล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะจัดการธุรกรรมบนมือถือจนเสร็จ แล้วยื่นหน้าจอของตนให้เจ้าหนี้ผู้ไม่มีมารยาทดู
อันที่จริงฐานะทางบ้านของเขามันก็ค่อนข้างมีอันจะกินมากพออยู่แล้ว และการจะหยิบยื่นมือช่วยเหลือคนที่เขามีใจให้ มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยมากจริงๆ แต่เป็นตัวของเฟยต่างหากที่ปฏิเสธเพราะความเกรงใจเขามาตลอด แต่เหมือนคราวนี้ถึงจะอยากปฏิเสธก็ช้ากว่าเพื่อนผู้หวังดีเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นปากของเจ้าหนี้สาวก็ยังไม่หยุดถากถางอยู่ดี
"นายนี่มันน่านับถือจังเลยนะ เคยตามก้นยัยเฟยยังไง ก็ตามต้อยๆ เหมือนเดิม แหมเห็นแล้วจะอ้วก"
ได้ยินแบบนั้นชายหนุ่มถอนหายใจออกมาพร้อมกับเปิดปากเอ่ยโต้อีกฝ่ายคืนไปบ้างเพราะรู้จักคนอย่างมิลินดี
"อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนที่ไม่มีใครตามแบบเธอก็แล้วกัน" คนฟังแทบกรีดร้องออกมากับคำนั้นแต่ก็ยังเชิดหน้าโต้กลับไปได้อย่างไม่ยอมแพ้
"ดี! ปกป้องกันดี นี่ ถ้าจะแต่งกันวันไหนบอกด้วยนะ แต่เราคงไม่ได้มาร่วมงานหรอกนะ กะว่าจะช่วยใส่ซองมาร่วมทำบุญสงเคราะห์คู่กรรมแบบนายก็พอ"
"ได้เงินแล้วไม่ใช่เหรอ หมดธุระแล้วใช่ไหม ทางออกอยู่ตรงนั้น" เฟยว่าอย่างเหนื่อยหน่าย
มิลินได้ยินอย่างนั้นก็อยากจะกรีดร้องออกมา แต่ก็ยอมกระแทกเท้าออกไปด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียดไม่น้อย ท่ามกลางสายตาของสองเพื่อนที่มองตามไปติดๆ บ่งบอกถึงความไม่พอใจในพฤติกรรมของเธอเป็นที่สุด
ตอนที่ 5แผนการของรุ่นพี่"ว้าย ตามติดกันขนาดนี้ พวกเธอจะแต่งกันวันไหนจ๊ะ"เสียงเอ่ยแซวลอยลมมาให้รำคาญหูเหมือนอย่างทุกวัน เมื่อสองเพื่อนสนิทอย่างกวินทร์และเฟยเดินผ่านเข้ามาให้ได้เห็นซึ่งนั่นมันทำให้สองคนที่ตกอยู่ในเป้าสายตาอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรออกไป แล้วเลี่ยงไปนั่งยังโต๊ะม้าหินอ่อนที่ประจำของตัวเอง อย่างไม่ใส่ใจเสียงนกกาของเพื่อนร่วมคณะขี้อิจฉาเจ้าเดิมที่กำลังจิกกัดเธออยู่โดยใช้คำว่าหยอกล้อตามประสาเพื่อนมาบังหน้า "จิกเก่ง กัดเก่ง" เฟยเอ่ยขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ตาก็จับจ้องไปยังกระดาษขาวตรงหน้าที่อัดแน่นไปด้วยตัวหนังสือมากมายด้วยความตั้งใจ ไม่ต่างจากตัวของกวินทร์เองที่ทำเพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายเท่านั้น แล้วส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะเบนสายตากลับมาจับจ้องตัวหนังสือไม่ต่างกัน"ก็แค่เรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่ง"ใช่ทั้งตัวเขาและเฟยต่างก็คิดแบบนั้นไม่ต่างกันเลยสักนิดกับความไร้สาระที่ได้ยินจนเอียนหูนี่ ยอมรับเลยเหมือนกันว่าตอนแรกที่ได้ยินก็รู้สึกรำคาญปนไม่พอใจเหมือนกัน แต่เพราะพอมองเห็นว่านิสัยของมิลินนั้น ก็มักจะจิกกัดคนอื่นที่ตนไม่ชอบเป็นประจำ ทั้งคู่เลยเลือกจะปล่อยวา
ตอนที่ 4ตัวร้ายอีกฟากฝั่งหนึ่งของเมือง เห็นเป็นบริษัทผลิตยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่หลายสิบไร่ ทุกอย่างดูมีระบบและขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการทำงาน ความสบาย หรือสิ่งแวดล้อมโดยรวม ต่างอยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ยกเว้นก็แต่คน คนหนึ่ง ผู้ซึ่งอยู่ในอารมณ์ที่ขัดกับบรรยากาศรอบข้างจริงๆ"ก็บอกกี่ครั้งแล้วว่าของฉันต้องเอาน้ำเย็นระดับที่พอดีเท่านั้น แบบนี้มันเย็นเกินไป ต้องผสมน้ำธรรมดาด้วย ทำไมไม่จำเลยนะ"เสียงค่อนไปทางแหลมบ่งบอกถึงสภาวะอารมณ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น ทำเอาแม่บ้านผู้นำน้ำดื่มมาต้อนรับหัวหดจนแทบจะตั้งบ่าเข้าไปแล้ว พร้อมกับนึกในใจว่าตนไม่น่าซวยจนมาเจอกับคุณหนูผู้เป็นนายแบบนี้เลย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้คุณมิลินจอมเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจคนนี้น่ะสิ"เอาน่าเดี๋ยวมันก็พอดีเองแหละ เราน่ะไปทำอะไรก็ไปเถอะ" ท้ายประโยคผู้เป็นพ่อหันไปบอกแก่แม่บ้านคนสนิท นั่นละเจ้าตัวถึงได้กล้าออกไป พร้อมกับหันมาหาคนเป็นลูก แล้วเอ่ยบอกออกไปอย่างคนใจเย็น"เราเองก็เหมือนกันจะอะไรนักหนา อะไรปล่อยได้ก็ปล่อยบ้าง""ก็หนูไม่ชอบนี่คะคุณพ่อ ว่าแต่นี่พ่อทำอะไรอยู่คะ" สาวเจ้าจะถามออกมา เมื่อเห็
ตอนที่ 3ลูกไม่รักดีหลังจากที่แยกกัน คนที่ถูกมองว่าเป็นขยะสังคม เวลานี้เห็นเจ้าตัวพารถคู่ใจของตนวนเวียนไปมาตามท้องถนน ด้วยท่าทีที่ไม่ได้เร่งรีบอะไร ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวจะนำพาลูกรักคู่ใจของตน กลับเข้าสู่อาณาเขตของบ้านอย่างที่ควรจะเป็นอันที่จริงต้องเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะถูก"คุณเม่น โธ่ กว่าจะกลับมาได้สักทีนะคะ คุณท่านถามหาตั้งนานแล้ว ไหนมาให้อิ่มดูซิว่าวันนี้ได้แผลมาหรือเปล่า"ทันทีที่ขาตั้งของรถคู่ใจถูกแตะลงตั้งกับพื้นดิน อิ่ม แม่บ้านคนสนิทก็รีบแจ้นเข้ามารับหน้าและรายงานสถานการณ์ในบ้านทันที หวังให้คุณหนูของคนเตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวรออยู่ในบ้านแต่ถามว่าเม่นสนใจไหม ก็ไม่ เพราะเจ้าตัวยังคงมีรอยยิ้มทะเล้นในใบหน้าเหมือนเคยแล้วเอ่ยตอบผู้หวังดีกลับไป"โธ่ ป้าอิ่ม นี่ผม..." ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ มือของหญิงชราก็เอื้อมมาลูบตามตัวด้วยความเป็นห่วง ปากก็เอ่ยขึ้น"ดีจังนะคะ ยังครบสามสิบสองอยู่""อันนี้เป็นห่วงผมจริงๆ ใช่ไหมครับ" เม่นว่าติดตลก"ห่วงสิคะ คุณท่านรออยู่ด้วย""ครับ ป้าอิ่มก็บอกพ่อไปนะว่าผมยังไม่กลับมา""แต่...""เอ่อ แล้วก็ป้าอิ่มช่วยให้พ่อบ้านไปเคลียร์บิลที่ผมค้างไว้ด้ว
ตอนที่ 2ผู้ชายไม่เอาถ่าน"ขอบคุณมากนะกวินทร์ที่มาส่ง ให้เราเลี้ยงข้าวเอาไหม"รอยยิ้มของกวินทร์กระจายเกลื่อนอยู่เต็มใบหน้า ริมฝีปากสีสุขภาพดียกยิ้มขึ้นมาด้วยความถูกใจ มันก็จริงอยู่ที่ว่าเขาไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าถ้ามีโอกาสจะไม่คว้าเอาไว้"ก็ดีนะ เรากำลังอยากกิน..."แต่ไม่รู้ว่าบุญมีแต่โดนกรรมบังหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อความสุขใจของกวินทร์ที่เบ่งบานเมื่อครู่ถูกปิดสวิตช์ลงชั่วขณะ เมื่อเสียงเรียกเข้าของมือถือมันดังแผดเสียงเรียกร้องความสนใจอยู่"คุณแม่..."เสียงนั้นแม่จะค่อนข้างเบา แต่ถึงอย่างนั้นเฟยก็ยังคงสังเกตเห็นได้ถึงสีหน้าคล้ายกำลังลังเลของคนเป็นเพื่อนอยู่ดี สาวเจ้าเลยตัดสินใจเอ่ยออกไปเพื่อหวังลดความกังวลของอีกฝ่ายลง"ถ้ามีเรื่องต้องไปทำก็ไปเถอะ เอาไว้คราวหน้าก็ได้ เราไม่เบี้ยวหรอกน่า"ถึงจะได้ยินแบบนั้น แต่คนตัวสูงก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี แต่เพราะจำได้ดีว่าวันนี้ตนมีเรื่องต้องไปทำให้ตามที่คนเป็นแม่ร้องขอ มันเลยทำให้กวินทร์เลือกที่จะกลับไปอย่างว่าง่าย แม้ว่าในใจจะเสียดายไม่น้อยก็ตาม ฝ่ายของเฟยที่เห็นว่ารถของคนเป็นเพื่อนขับพ้นออกไปจากระยะสายตาแล้ว เจ้าตัวก็เริ่มขยับกาย
ตอนที่ 1ลูกที่พ่อไม่รัก"เหนื่อยเหมือนจะตายให้ได้"เสียงของเฟยเฟยเอ่ยขึ้นมาลอยๆ เมื่อเจ้าตัวพาร่างสมส่วนของตนเดินมาตามทางเดินของมหาวิทยาลัยในส่วนที่เป็นโรงพยาบาลสำหรับให้นักศึกษาแพทย์เก็บเกี่ยวประสบการณ์โดยเฉพาะ"เอาน่า ก็เราเลือกอาชีพนี้แล้วนี่"คนที่เดินข้างกันมาตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้นรอยยิ้มใจดีที่เรียกว่าเข้ากันอย่างลงตัวกับใบหน้าชวนมองภายใต้กรอบแว่นใส ยิ่งเวลานี้ชายหนุ่มอยู่ในชุดนักศึกษาถูกสวมทับด้วยเสื้อกาวของนักศึกษาแพทย์สีประจำชั้นปี ก็ยิ่งชวนให้เจ้าตัวดูจริงจังเพราะว่าสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัว"ก็รู้แต่มันอดบ่นไม่ได้นี่"เฟยเฟยว่าออกมาพร้อมทำหน้ามู่แบบที่กวินทร์มองว่าน่ารักมากกว่าน่าหมั่นไส้เสียอีก เอาเข้าจริงการที่เจ้าตัวบ่นออกมาแบบนี้เพื่อนชายข้างกายไม่ได้มองว่ามันน่ารำคาญแต่อย่างใด เพราะตัวของชายหนุ่มเองก็รู้สึกอย่างที่หญิงสาวว่าไม่ต่างกันด้วยว่าชีวิตของนักศึกษาแพทย์ที่ใกล้จะจบแบบพวกเขานั้นไม่ได้ต่างอะไรจากแพทย์จริงๆ เท่าไหร่ พวกเขาต้องเรียนรู้และสัมผัสกับชีวิตที่เหมือนหมอคนหนึ่ง ในแต่ละวันที่นอกจากมีหน้าที่รักษาคนไข้แล้วนั้น ก็ต้องจัดการอารมณ์และสถานการณ์ตรงหน้ายามต้องรับ
เม่น เมธี อัศววิไล อายุ 26 ปี ไม่มีงานทำ เอ่อ...ต้องพูดว่า มีงานแต่ไม่คิดจะทำมากกว่า ลูกชายคนเดียวของ เจ้าสัวธรรมบุตร ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศ นิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้เล่นชอบกวนตีน ใช้ชีวิตทุกวันบนความเสี่ยง แว้นรถไปวันๆ จนถูกมองว่าเป็นคนไร้อนาคต ซึ่งนั่นก็ไม่ผิด หากว่าเขาไม่ได้มาเจอเธอเสียก่อนเฟย หรือ ชื่อจริง เฟยเฟย นักศึกษาแพทย์ว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ลูกสาวของหมอหวัง เจ้าของโรงพยาบาลเล็กๆ แถบชานเมือง อันที่จริงพ่อตั้งใจตั้งชื่อลูกว่าเฟยหง เพราะคิดว่าต้องได้ลูกชาย แต่ก็ต้องผิดหวัง นั่นทำให้ตัวของเฟยและพ่อไม่ค่อยลงรอยกันมากนักINTRO"ให้ตายเถอะ แล้วรถมาติดในวันที่ต้องขึ้นวอร์ดเช้าเนี่ยนะ บ้าจริง"เสียงร้อนรนปนอาการเร่งรีบฉายชัดออกมาจากคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยี่ห้อดัง เมื่อดวงตาคู่กลมเหลือบมองดูตัวเลขที่บ่งบอกเวลาบนหน้าปัดคอลโซลรถ ซึ่งหากเป็นเวลาปกติแล้วนั้น เฟย หรือ เฟยเฟย คงรีบเหยียบคันเร่งบึ่งหน้าไปคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เธอกำลังศึกษาอยู่ดั่งใจนึกแต่นี่ เพราะการจราจรในเมื่อหลวงที่มันค่อนข้างหนาตาและเชื่องช้าอยู่แล้ว ดันมีอุบัติเหตุกีดขวางเส้นทางจราจรขึ้นอย







