Share

บทที่ 4

last update Tanggal publikasi: 2025-12-30 10:58:29

จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไร

วันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอน

วันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่

เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอยู่บนเขาเพียงลำพัง เขาเห็นทุกอย่างตอนที่วันวิสาข์อยู่ๆ ก็ปรากฏกายขึ้น แต่ตอนที่กำลังจะเริ่มสนทนากันเพียงกระพริบตาเดียวเด็กสาวก็พบว่าตนกลับมายังโลกปัจจุบันแล้ว

ครั้งต่อมาก็ยังคงเป็นหุบเขาลูกเดิม แต่ครั้งนี้บุรุษแปลกหน้าเขาดูจะเข้าใจว่าเด็กสาวคือวิญญาณเร่ร่อน จึงชวนพูดคุย ทั้งยังบอกวันวิสาข์ว่าให้ไปผุดไปเกิด ครั้งนี้เขาต้องตกใจเมื่อสามารถจับต้องตัวเด็กสาวได้ เขาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ด้วยความสนใจ นามของเขาก็คือซูหย่งจื้อ บุรุษผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนเขาเพียงลำพังเพื่อศึกษาและค้นคว้าวิชาแพทย์

เมื่อได้สนทนากันอย่างจริงจัง แนวคิดต่างๆ ของเด็กสาวทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะแม้จะเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบหก ทว่าวันวิสาข์กลับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เด็กสาวทั้งเฉลียวฉลาดและสามารถปรับเปลี่ยนปรับปรุงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีคนสอน ซูหย่งจื้อเอ่ยถามเมื่อเวลาผ่านไปนาน เนื่องจากเด็กสาวไม่ได้หายไปเหมือนคราวก่อน

วันวิสาข์ตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง ทั้งยังบอกว่าไว้ใจให้เขาเก็บความลับนี้เอาไว้ อีกทั้งไม่ลืมที่จะบอกเขาด้วยว่ากำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าจะไปจะมาตอนไหน ดังนั้นซูหย่งจื้อจึงรับเด็กสาวเป็นศิษย์ ทั้งยังถ่ายทอดวิชาแพทย์ทุกอย่างให้จนจนสิ้นโดยใช้เวลาเพียงเวลาปีเดียว เรียกได้ว่าเด็กสาวได้กลายมาเป็นหมอคนหนึ่ง แม้ว่าจะอายุเพียงสิบหกปีซึ่งวัยวุฒินั้นถือว่ายังไม่มากพอ แต่การฝังเข็มของวันวิสาข์แม้แต่ซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์ ยังเอ่ยชมเชยว่าทั้งถูกต้องและแม่นยำ ทว่าไม่นานวันวิสาข์จะหายไปต่อหน้าต่อตาผู้เป็นอาจารย์โดยไม่ได้ล่ำลา

หนึ่งปีของการเดินทางข้ามเวลา แต่กลับพบว่าตนหายไปเพียงแค่นอนหลับในตอนเย็น แล้วตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซึ่งนั่นก็ทำให้เด็กสาวเข้าใจถึงความหมายของ ‘ความลับของห้วงแห่งกาลเวลา’ ที่รินรดาเอ่ยถึงคืออะไร “นี่ไม่เท่ากับว่านักเดินทางข้ามเวลาทุกคนจะต้องมีช่วงอายุยาวนานกว่าคนปกติหรอกหรือ” เด็กสาวเคยตั้งคำถามแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ

วันวิสาข์ตัดสินใจว่าระยะเวลาต่อแต่นี้ไปตนนั้นจะเรียนแพทย์ แต่เพราะตนยังเรียนอยู่แค่มัธยมปลาย ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนเจ็บป่วย หนังสือเรียนของแพทย์ และการป้องกันรักษาโรคต่างๆ จึงเป็นหนังสือที่วันวิสาข์ซื้อมาอ่านและศึกษาเอง

แพทย์แผนโบราณกับแผนปัจจุบัน ถูกเอามาปรับเปลี่ยนและศึกษาควบคู่กัน สถานที่ซึ่งเด็กสาวไปบ่อยแทบจะทุกวัน คือถนนไชน่าทาวน์เนื่องจากที่นั่นมีร้านสมุนไพรจีนหายาก และร้านหมอแผนโบราณที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เงินเก็บและค่าขนมเกือบทั้งหมด เด็กสาวใช้ไปกับการซื้อเข็มที่ใช้สำหรับฝังเข็มรักษาเอาไว้พกติดตัว

การเดินทางครั้งที่สามเกิดขึ้นตอนที่ศิลาผู้เป็นน้า ตอนนั้นวันวิสาข์ไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ เพราะพ่อกับแม่เห็นว่าบุตรสาวตนหมกมุ่นอยู่กับไชน่าทาวน์มากเกินไปจึงสนับสนุน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของของนักเดินทางข้ามเวลาอย่างจริงจัง

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากตอนที่เกิดขึ้นตอนที่เจอกับซูหย่งจื้อนัก ครั้งนี้คนที่พบร่างโปร่งใสของวันวิสาข์เป็นชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบ ทันที่ที่พบวันวิสาข์เขาแหกปากลั่นและวิ่งหางจุกตูดเลยทีเดียว ครั้งนี้ดูจะต่างจากทุกๆครั้งเพราะปรากฏตัวต่อหน้าคนคนเดิมถึงสามครั้งแล้วก็หายตัวจากมา ดังนั้นจึงโทษว่าเขาขี้ขลาดไม่ได้เพราะเป็นใครเจอแบบนี้ก็ต้องคิดว่าเจอผีแน่ๆ

ครั้งที่สี่ที่เจอเขาอีกเกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังอยู่บนรถไฟใต้ดิน อยู่ๆ ก็มีแสงสีเขียวดูดร่างเล็กเข้าไป พอลืมตาขึ้นมาก็พบชายหนุ่มนั่งคุกเขาไหว้ปรกๆ อยู่กับพื้นด้วยความกลัว ดูท่าเขายังคิดว่าเด็กสาวคือผีจริงๆ ชื่อแซ่ของเขาคือจางหย่วนจิน

จางหย่วนจินเรียกเด็กสาวว่าเทพธิดา ท่าทางโง่ๆเซ่อๆของเขาทำให้วันวิสาข์ไว้ใจเขา ทั้งยังติดตามเขาไปยังหมู่บ้าน เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนรู้จักเพียงคนเดียว จางหย่วนจินเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ เพียงลำพัง เขาเล่าว่าที่นี่คือหมู่บ้านเซินเจี้ยน ตั้งอยู่แถวชายแดนระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นหนาน พอมานึกๆ อีกทีเหมือนวันวิสาข์จะไม่เคยถามซูหย่งจื้อเลยว่า หุบเขาที่ตนอาศัยอยู่มาเกือบปีของการเดินทางข้ามเวลาครั้งก่อนนั้น ตั้งอยู่ส่วนไหนของแคว้นจ้าว

จางหย่วนจินเล่าว่าเขาขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ทำให้วันวิสาข์รู้ว่าเขาก็คือหมอเช่นกัน ทว่าพอเห็นเขาแยกแยะสมุนไพรต่างๆ แบบมั่วๆ ทำเอาวันวิสาข์โมโหเผลอตัวตบศีรษะเขาไปทีหนึ่ง อย่างที่เคยทำกับน้องชายที่บ้านบ่อยๆ เวลาโดนกวนโมโห

‘หากซูหย่งจื้อรู้ว่ามีหมอกำมะลอแบบนี้อยู่ในโลก มีหวังเขาต้องกระอักเลือดแน่ๆ’ ...นั่นคือสิ่งที่เด็กสาวคิด

ต่อมาจางหย่วนจินยิ่งให้ความความเคารพนับถือวันวิสาข์มากขึ้น เมื่อรู้ว่าเด็กสาวเป็นหมอ ทั้งยังขอร้องให้รับเขาเป็นศิษย์ ดังนั้นวันวิสาข์จึงกลายเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุเพียงสิบหก ทั้งยังมีลูกศิษย์ที่แสนจะหัวทึบ อายุอานามปาเข้าไปยี่สิบสอง ซึ่งมากกว่าเด็กสาวถึงหกปี แต่ยังถือว่าโชคดีที่เขาขยันและมีใจอยากเรียนรู้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 220 จบ

    กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 219

    ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 218

    “เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 217

    “ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 216

    นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 215

    เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 20

    “ดีเหมือนกันพะย่ะค่ะ” จ้าวเหยียนอี้ก้าวเข้าไปประคองจ้าวซูหนี่ว์ ส่วนเจิ้งฮุ่ยหลันยื่นแขนให้เหยียนหว่านเอ๋อร์ประคอง และตอนนั้นเองเจิ้งฮุ่ยหลันก็มองเห็นกำไลหยก ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาสามผู้ยิ่งใหญ่ผลัดกันตั้งคำถามต่างๆ มากมาย จนเหยียนหว่านเอ๋อร์รู้สึกมึนงง ตอนที่กำลังตอบคำถามอยู่นั้นหญิงสาวก็พลัน

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 19

    การเข้าวังของเหยียนหว่านเอ๋อร์ครั้งนี้ แน่นอนว่าเป็นความต้องการของจ้าวซูหนี่ว์เอง เมื่อขบวนรถม้าออกจากจวนแม่ทัพไป บ่าวไพร่หลายคนในจวนจึงมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ ต่างคนต่างก็มั่นใจว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์คือว่าที่พระชายาของท่านอ๋องสามไม่ผิดแน่ รถม้าเข้ามาจอดภายในวังหลวงอันกว้างใหญ่ เหยียนหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ก้า

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 18

    “นั่นสินะ ความจริงที่หม่อมฉันมาวันนี้ เพราะตั้งใจจะมาขอประลองกับรองแม่ทัพ แต่อิงสงกลับบาดเจ็บกลับมาเช่นนี้...” มู่หรงเซียวหันมาหาอู๋อิงสงที่ยืนห่างออกมาเล็กน้อย เขายิ้มและก้มลงขออภัยที่ไม่อาจเป็นคู่ซ้อมให้ทั้งสองได้“เอาเถิดไม่ได้ประลองกับรองแม่ทัพ เช่นนั้นก็มาประลองกับแม่ทัพใหญ่อย่างข้าดูคงไม่เสีย

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 17

    “ดะ...ได้ขอรับ” หลังจากนั้นพ่อบ้านก็ลนลานออกไป ส่วนเสี่ยวจูก็นำอาหารและยาเข้ามาให้ตลอดบ่ายนั้นเหยียนหว่านเอ๋อร์หลับไปนาน เนื่องจากบาดแผลที่ปริออกทำให้หญิงสาวมีไข้สูง หากไม่ใช่เสียงทุ้มหนักของคนที่กำลังไม่พอใจดังอยู่นอกห้อง เหยียนหว่านเอ๋อร์คงไม่ตื่นขึ้นมาเช่นนี้ เพราะคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเสียงขอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status