Share

บทที่ 4

last update Last Updated: 2025-12-30 10:58:29

จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไร

วันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอน

วันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่

เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอยู่บนเขาเพียงลำพัง เขาเห็นทุกอย่างตอนที่วันวิสาข์อยู่ๆ ก็ปรากฏกายขึ้น แต่ตอนที่กำลังจะเริ่มสนทนากันเพียงกระพริบตาเดียวเด็กสาวก็พบว่าตนกลับมายังโลกปัจจุบันแล้ว

ครั้งต่อมาก็ยังคงเป็นหุบเขาลูกเดิม แต่ครั้งนี้บุรุษแปลกหน้าเขาดูจะเข้าใจว่าเด็กสาวคือวิญญาณเร่ร่อน จึงชวนพูดคุย ทั้งยังบอกวันวิสาข์ว่าให้ไปผุดไปเกิด ครั้งนี้เขาต้องตกใจเมื่อสามารถจับต้องตัวเด็กสาวได้ เขาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ด้วยความสนใจ นามของเขาก็คือซูหย่งจื้อ บุรุษผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนเขาเพียงลำพังเพื่อศึกษาและค้นคว้าวิชาแพทย์

เมื่อได้สนทนากันอย่างจริงจัง แนวคิดต่างๆ ของเด็กสาวทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะแม้จะเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบหก ทว่าวันวิสาข์กลับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เด็กสาวทั้งเฉลียวฉลาดและสามารถปรับเปลี่ยนปรับปรุงสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องมีคนสอน ซูหย่งจื้อเอ่ยถามเมื่อเวลาผ่านไปนาน เนื่องจากเด็กสาวไม่ได้หายไปเหมือนคราวก่อน

วันวิสาข์ตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง ทั้งยังบอกว่าไว้ใจให้เขาเก็บความลับนี้เอาไว้ อีกทั้งไม่ลืมที่จะบอกเขาด้วยว่ากำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ว่าจะไปจะมาตอนไหน ดังนั้นซูหย่งจื้อจึงรับเด็กสาวเป็นศิษย์ ทั้งยังถ่ายทอดวิชาแพทย์ทุกอย่างให้จนจนสิ้นโดยใช้เวลาเพียงเวลาปีเดียว เรียกได้ว่าเด็กสาวได้กลายมาเป็นหมอคนหนึ่ง แม้ว่าจะอายุเพียงสิบหกปีซึ่งวัยวุฒินั้นถือว่ายังไม่มากพอ แต่การฝังเข็มของวันวิสาข์แม้แต่ซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์ ยังเอ่ยชมเชยว่าทั้งถูกต้องและแม่นยำ ทว่าไม่นานวันวิสาข์จะหายไปต่อหน้าต่อตาผู้เป็นอาจารย์โดยไม่ได้ล่ำลา

หนึ่งปีของการเดินทางข้ามเวลา แต่กลับพบว่าตนหายไปเพียงแค่นอนหลับในตอนเย็น แล้วตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ซึ่งนั่นก็ทำให้เด็กสาวเข้าใจถึงความหมายของ ‘ความลับของห้วงแห่งกาลเวลา’ ที่รินรดาเอ่ยถึงคืออะไร “นี่ไม่เท่ากับว่านักเดินทางข้ามเวลาทุกคนจะต้องมีช่วงอายุยาวนานกว่าคนปกติหรอกหรือ” เด็กสาวเคยตั้งคำถามแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ

วันวิสาข์ตัดสินใจว่าระยะเวลาต่อแต่นี้ไปตนนั้นจะเรียนแพทย์ แต่เพราะตนยังเรียนอยู่แค่มัธยมปลาย ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาคนเจ็บป่วย หนังสือเรียนของแพทย์ และการป้องกันรักษาโรคต่างๆ จึงเป็นหนังสือที่วันวิสาข์ซื้อมาอ่านและศึกษาเอง

แพทย์แผนโบราณกับแผนปัจจุบัน ถูกเอามาปรับเปลี่ยนและศึกษาควบคู่กัน สถานที่ซึ่งเด็กสาวไปบ่อยแทบจะทุกวัน คือถนนไชน่าทาวน์เนื่องจากที่นั่นมีร้านสมุนไพรจีนหายาก และร้านหมอแผนโบราณที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ เงินเก็บและค่าขนมเกือบทั้งหมด เด็กสาวใช้ไปกับการซื้อเข็มที่ใช้สำหรับฝังเข็มรักษาเอาไว้พกติดตัว

การเดินทางครั้งที่สามเกิดขึ้นตอนที่ศิลาผู้เป็นน้า ตอนนั้นวันวิสาข์ไปเรียนต่อที่เชียงใหม่ เพราะพ่อกับแม่เห็นว่าบุตรสาวตนหมกมุ่นอยู่กับไชน่าทาวน์มากเกินไปจึงสนับสนุน นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงของของนักเดินทางข้ามเวลาอย่างจริงจัง

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากตอนที่เกิดขึ้นตอนที่เจอกับซูหย่งจื้อนัก ครั้งนี้คนที่พบร่างโปร่งใสของวันวิสาข์เป็นชายหนุ่มที่ดูแล้วน่าจะอายุราวๆยี่สิบ ทันที่ที่พบวันวิสาข์เขาแหกปากลั่นและวิ่งหางจุกตูดเลยทีเดียว ครั้งนี้ดูจะต่างจากทุกๆครั้งเพราะปรากฏตัวต่อหน้าคนคนเดิมถึงสามครั้งแล้วก็หายตัวจากมา ดังนั้นจึงโทษว่าเขาขี้ขลาดไม่ได้เพราะเป็นใครเจอแบบนี้ก็ต้องคิดว่าเจอผีแน่ๆ

ครั้งที่สี่ที่เจอเขาอีกเกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังอยู่บนรถไฟใต้ดิน อยู่ๆ ก็มีแสงสีเขียวดูดร่างเล็กเข้าไป พอลืมตาขึ้นมาก็พบชายหนุ่มนั่งคุกเขาไหว้ปรกๆ อยู่กับพื้นด้วยความกลัว ดูท่าเขายังคิดว่าเด็กสาวคือผีจริงๆ ชื่อแซ่ของเขาคือจางหย่วนจิน

จางหย่วนจินเรียกเด็กสาวว่าเทพธิดา ท่าทางโง่ๆเซ่อๆของเขาทำให้วันวิสาข์ไว้ใจเขา ทั้งยังติดตามเขาไปยังหมู่บ้าน เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือคนรู้จักเพียงคนเดียว จางหย่วนจินเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆ เพียงลำพัง เขาเล่าว่าที่นี่คือหมู่บ้านเซินเจี้ยน ตั้งอยู่แถวชายแดนระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นหนาน พอมานึกๆ อีกทีเหมือนวันวิสาข์จะไม่เคยถามซูหย่งจื้อเลยว่า หุบเขาที่ตนอาศัยอยู่มาเกือบปีของการเดินทางข้ามเวลาครั้งก่อนนั้น ตั้งอยู่ส่วนไหนของแคว้นจ้าว

จางหย่วนจินเล่าว่าเขาขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บสมุนไพร ทำให้วันวิสาข์รู้ว่าเขาก็คือหมอเช่นกัน ทว่าพอเห็นเขาแยกแยะสมุนไพรต่างๆ แบบมั่วๆ ทำเอาวันวิสาข์โมโหเผลอตัวตบศีรษะเขาไปทีหนึ่ง อย่างที่เคยทำกับน้องชายที่บ้านบ่อยๆ เวลาโดนกวนโมโห

‘หากซูหย่งจื้อรู้ว่ามีหมอกำมะลอแบบนี้อยู่ในโลก มีหวังเขาต้องกระอักเลือดแน่ๆ’ ...นั่นคือสิ่งที่เด็กสาวคิด

ต่อมาจางหย่วนจินยิ่งให้ความความเคารพนับถือวันวิสาข์มากขึ้น เมื่อรู้ว่าเด็กสาวเป็นหมอ ทั้งยังขอร้องให้รับเขาเป็นศิษย์ ดังนั้นวันวิสาข์จึงกลายเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุเพียงสิบหก ทั้งยังมีลูกศิษย์ที่แสนจะหัวทึบ อายุอานามปาเข้าไปยี่สิบสอง ซึ่งมากกว่าเด็กสาวถึงหกปี แต่ยังถือว่าโชคดีที่เขาขยันและมีใจอยากเรียนรู้

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 8

    ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกินทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถา

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 7

    “ข้าบอกพวกเขาว่านามของเจ้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าคิดชื่อนี้ออกตอนเห็นเจ้าเดินเข้ามาเมื่อครู่ ข้าบอกกับหัวหน้าพ่อค้าไปแบบนั้นเพราะคิดว่าเจ้าควรมีชื่อตามแบบของแคว้นจ้าว จะได้ไม่ดูเป็นคนต่างถิ่น หว่านเอ๋อร์แซ่เหยียน ต่อไปเจ้าก็ใช้ชื่อแซ่ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์ ส่วนนี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ฮูหยินของเขาฝากมาให้ เห็นบอกว่าฝากให้ฮูหยินของข้า”“โทษข้าไม่ได้นะ กำไลของเราเหมือนกันพวกเขาก็เลยเข้าใจผิด” วันวิสาข์ยักไหล่“เจ้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแบบชาวแคว้นจ้าวเสียสิ”“ข้าขอเวลาครู่เดียวนะเจ้าคะฮูหยิน” วันวิสาข์เอ่ยกับฮูหยินพ่อค้าแล้วหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม “เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบชื่อนี้” วันวิสาข์ยิ้มพอใจกับชื่อใหม่ที่เพิ่งได้“แล้วเรื่องที่หัวหน้าพ่อค้าบอกว่าชื่อคล้องกันเมื่อครู่นั่น...แล้วชื่อของท่าน...”“เหยียนเจี๋ย ข้าชื่อเหยียนเจี๋ย”“เหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบนะทั้งชื่อท่านและชื่อข้า ขอบคุณ” วันวิสาข์ยิ้มสว่างไสว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแซ่เหยียนของตนเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเหยียนคือชื่อรองขององค์ชายทั้งสามพระองค์ของแคว้นจ้าว“แม่นางเราคงจะต้องออกเดินทางแล้ว อิงสงคงจะออกตามหาเราเช่นกัน”“อิงสง

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 6

    ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองอยู่นาน วันวิสาข์ก็ได้พบกับฮูหยินพ่อค้าที่เดินมาขอบอกขอบใจแบบไม่มีวันสิ้นสุด อีกฝ่ายให้ลูกชายคุกเข่าโขกศีรษะเพื่อขอบคุณวันวิสาข์อีกรอบ เมื่อคิดๆ ดูเด็กสาวเห็นว่าคนพวกนี้ก็เป็นมีน้ำใจไม่น้อย พวกเขาช่วยคนแปลกหน้าขึ้นจากฝั่งแม่น้ำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือเลว“แม่นางสามีเจ้าเขาฟื้นแล้ว นายท่านให้ข้ามาตามเจ้า”“ยินดีด้วยนะเจ้ารีบกลับไปดูเขาเถิด เขาคงอยากจะเห็นเจ้าเป็นคนแรก”“ขอบคุณท่านมาก” วันวิสาข์เดินกลับมายังใต้ต้นไม้ที่มีหัวหน้าพ่อค้านั่งคุยอยู่กับคนเจ็บที่ท่าทางดีขึ้นมาก“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว ข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้วนะ ข้าก็ต้องไปช่วยคนอื่นๆ เก็บของออกเดินทาง” หัวหน้าพ่อค้าเอ่ย ได้ยินดังนั้นจ้าวเหยียนเจี๋ยเพียงพยักหน้าน้อยๆ“แม่นางขอบคุณอีกครั้ง พวกเจ้าช่างเหมาะสมกันจริงๆ แม้แต่ชื่อยังคล้องกันเลย” ประโยคหลังนั้นวันวิสาข์ได้ยินไม่ค่อยถนัดจึงไม่ได้ใส่ใจ“เป็นเจ้านั่นเองที่พวกเขาเอ่ยถึง เจ้าทำได้อย่างไร”“ท่านหมายถึงอะไรหรือ”“ก็ตอนที่เจ้ามาพร้อมกับแสงนั่น แสงนั่นเปลี่ยนทิศทางลูกดอกออกไปจากตัวข้า แล้วไหนจะการแต่งกายของเจ้าที่ไม่ใช่ของแคว้นจ้าว และการพูดของเจ้า”“มันพูด

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 5

    เสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึงหลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึกจางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกันหลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อม

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 4

    จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไรวันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอนวันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขา

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 3

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆกลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”“ลูกข้า ลูกข้า”“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”วั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status