Masukเสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึง
หลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึก
จางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกัน
หลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อมกับห่อผ้า นางคือลั่วอิงยี่คนรักของจางหย่วนจิน ซึ่งตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพราะโดนพ่อกับแม่บังคับให้แต่งงานเป็นฮูหยินรองของพ่อค้า การที่จางหย่วนจินพาเด็กสาวมาซ่อนเอาไว้ที่หมู่บ้าน ทำให้ทั้งสามถูกไล่ล่าจากหัวหน้าตระกูลลั่ว
จางหย่วนจินนำหญิงสาวทั้งสองคนไปซ่อนตัวที่อารามอยู่สุข บนยอดเขาห่างออกมาจากหมู่บ้านหลายร้อยลี้ ซึ่งที่นั่นวันวิสาข์ได้เรียนรู้การใช้พู่กันและยังได้ศึกษาตำราต่างๆมากมาย นักพรตที่พำนักอยู่ที่นั่นเห็นหญิงสาวมีใจใฝ่รู้จึงอนุญาตให้เด็กสาวอ่านหนังสือต่างๆ ของอารามได้ ทั้งยังช่วยสอนการใช้พู่กันจีนด้วย
กระทั่งวันหนึ่งวันวิสาข์ได้มีโอกาสพบกับนักพรตคิ้วขาว สหายที่เดินทางมาเยี่ยมนักพรตที่อารามอยู่สุข เขามองเด็กสาวอยู่นาน ก่อนจะมอบกำไลหยกให้ทั้งยังบอกว่ามันจะนำไปสู่โชคชะตา หลังจากรับมา วันวิสาข์ก็หายวับไปกับแสงสีเขียวต่อหน้าต่อตาทุกคน รวมไปถึงจางหย่วนจินกับลั่วอิงยี่ด้วย วันนั้นเด็กสาวพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่หน้าบ้านของศิลาที่เชียงใหม่ ทั้งยังพบว่ากำไลสีเขียวนั้นถูกสวมที่ข้อมือเล็ก ไม่ว่าจะพยายามถอดเท่าไหร่ก็ถอดไม่ออก การเดินทางข้ามเวลาไปแคว้นจ้าวสองปีของเด็กสาว มันคือการหายจากบ้านไปสองวัน ซึ่งศิลาเพียงยิ้มให้ทั้งยังเอ่ยต้อนรับการกลับมาอย่างอย่างอ่อนโยน
ผ่านไปหนึ่งปีแล้วหลังจากการเดินทางไปพบจางหย่วนจิน ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จนวันวิสาข์กำลังจะจบมัธยมปลายปีแรกและกำลังจะเลื่อนชั้น ถึงตอนนั้นอดคิดไม่ได้ว่าการเดินทางของตัวเองคงหยุดลงไปแล้ว ในใจอดที่จะคิดถึงลูกศิษย์โง่งมของตนเองกับฮูหยินของเขาขึ้นมาไม่ได้ ไหนจะซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์อีก
เด็กสาวพบว่าตัวเองนั้นทำตัวให้ชินกับการอยู่กับโลกปัจจุบันที่โหดร้ายยากขึ้นทุกวัน ศิลาจึงแนะนำให้หางานอดิเรกทำจะได้ไม่หมกมุ่น และสิ่งที่วันวิสาข์เลือกก็ทำให้ศิลาหัวเราะลั่น เพราะมันคือการเรียนเทควันโด้ ไอคิโด้ และยูโด
ต่อมาไม่นานศิลาผู้เป็นน้าของวันวิสาข์ ประหลาดใจไม่น้อยที่วันวิสาข์อาสาไปช่วยงานที่คลินิกของตน แต่เมื่อได้ยินว่าหลานสาวเป็นหมอเช่นกันเขา จึงสอบถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังช่วยสอนสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมให้อย่างเต็มอกเต็มใจ
ระยะเวลาหนึ่งปีของการเรียนรู้แพทย์แผนปัจจุบันกับศิลา บวกกับหนึ่งปีที่เรียนแพทย์แผนโบราณกับซูหย่งจื้อ กับอีกสองปีที่ลองผิดลองถูกศึกษาจากตำราแพทย์กับจางหย่วนจิน ศิลาพบว่าหลานสาวตัวน้อยของเขาคือหมอที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ทว่าบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้กันได้ในเวลาสั้นๆ อย่างเช่นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตคน แต่หากว่าในอนาคตหลานสาวของตนได้เขาไปเรียนอย่างจริงจังแล้ว คิดว่าวันวิสาข์คงจะเป็นหมอที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีความตั้งใจจริง ทั้งยังมีพรสวรรค์ศิลาจึงอยากจะสนับสนุนดังนั้นเวลาที่เขาออกไปตั้งค่ายอาสาตรวจคนไข้ชาวเขาตามชนบทที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล ศิลาจึงมักจะพาเด็กสาวไปด้วยและให้ช่วยงานเสมอ จนกระทั่งวันวิสาข์เริ่มคุ้นเคยกับคนเจ็บป่วยหลายๆ ประเภท
ช่วงปิดเทอมหลังสอบเสร็จ ศิลาต้องไปออกค่ายแพทย์อาสากับหน่วยทหารตระเวนชายแดน ครั้งนี้จะต้องไปตั้งค่ายพักค้างแรมที่หมู่บ้านบนดอยกับหมอและพยาบาลท่านอื่นๆ กันหลายวัน ศิลาได้มอบชุดมีดผ่าตัดให้วันวิสาข์ชุดหนึ่งเพื่อการฝึกฝน ทว่าเขาเตือนว่าอย่าลองกับคนจริงๆ ห้ามโดยเด็ดขาด วันวิสาข์ดีใจมากกระโดดโลดเต้นไปทั่วบ้าน ทั้งยังหอบมันใส่เป้สนามมาด้วย ด้วยความดีใจเด็กสาวจึงช่วยแบกเป้สนามของทีมหมอที่มีอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันแผล สำลี แอลกอฮอล์ พลาสเตอร์ยาทั้งขนาดเล็กใหญ่ รวมไปถึงยาแก้ปวดและยาต่างๆ
ตอนที่กำลังเดินเท้าไปยังหมู่บ้านชาวเขานั่นเอง วันวิสาข์ก็รู้สึกวูบวาบแปลกๆ ที่ข้อมือ มันแผ่ออกมาจากกำไลที่สวมอยู่ กระทั่งต่อมาทุกอย่างรอบตัวก็กลายเป็นสีเขียว ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกลงมาจากที่สูง เพียงชั่วพริบตาลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าตนอยู่บนตัวของชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งแล้ว
ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจาก ฮูหยินพ่อค้ายังใจดีมอบเสบียง และช่วยจัดของเหยียนหว่านเอ๋อร์ใหม่ โดยเก็บไว้ในห่อผ้าแบบแคว้นจ้าวจะได้ไม่ดูผิดสังเกต เพราะทั้งหมดยังเข้าใจว่าทั้งคู่หนีตามกันมาอยู่จ้าวเหยียนเจี๋ยรับห่อผ้านั้นมาและผูกเอาไว้บนหลัง เขาตัดสินใจไม่ใช้เส้นทางหลักที่ตัดเข้าเมืองหลวง เพราะเกรงว่าหากโดนโจมตีอีกครั้ง เขาเองซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่อาจไม่สามารถคุ้มครองเหยียนหว่านเอ๋อร์ คนทั้งสองเดินแยกไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนเล็กๆ เพื่ออ้อมไปเข้ายังเมืองหลวง ผ่านหมู่บ้านชนบทต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะมีเหล่าชาวยุทธ์ และนักเดินทางใช้ นอกจากจะเป็นพ่อค้าและคนพื้นที่ตลอดการเดินทางเหยียนหว่านเอ๋อร์ชวนคุยโน่นคุยนี่ไปเรื่อย จ้าวเหยียนเจี๋ยนั้นปกติชอบความสงบ ทว่าตอนนี้เขาออกจะแปลกใจที่ดูเหมือนเขาจะชอบบรรยากาศรอบๆ ตัวเหยียนหว่านเอ๋อร์ตอนนี้เหลือเกินทั้งสองเดินเท้าเกือบตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายคล้อย ในที่สุดก็มาถึงโรงเตี้ยมเล็กๆ ริมแม่น้ำที่นักเดินทางส่วนใหญ่จะมากิน ดื่ม และนอนพักเอาแรงในระหว่างที่รอเรือข้ามฟากที่จะมีทุกสามถึงสี่ชั่วยาม ก่อนหน้านี้เหยียนหว่านเอ๋อร์ส่งถุงเงินที่ได้รับมาจากฮูหยินพ่อค้า และถา
“ข้าบอกพวกเขาว่านามของเจ้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าคิดชื่อนี้ออกตอนเห็นเจ้าเดินเข้ามาเมื่อครู่ ข้าบอกกับหัวหน้าพ่อค้าไปแบบนั้นเพราะคิดว่าเจ้าควรมีชื่อตามแบบของแคว้นจ้าว จะได้ไม่ดูเป็นคนต่างถิ่น หว่านเอ๋อร์แซ่เหยียน ต่อไปเจ้าก็ใช้ชื่อแซ่ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์ ส่วนนี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ฮูหยินของเขาฝากมาให้ เห็นบอกว่าฝากให้ฮูหยินของข้า”“โทษข้าไม่ได้นะ กำไลของเราเหมือนกันพวกเขาก็เลยเข้าใจผิด” วันวิสาข์ยักไหล่“เจ้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแบบชาวแคว้นจ้าวเสียสิ”“ข้าขอเวลาครู่เดียวนะเจ้าคะฮูหยิน” วันวิสาข์เอ่ยกับฮูหยินพ่อค้าแล้วหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม “เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบชื่อนี้” วันวิสาข์ยิ้มพอใจกับชื่อใหม่ที่เพิ่งได้“แล้วเรื่องที่หัวหน้าพ่อค้าบอกว่าชื่อคล้องกันเมื่อครู่นั่น...แล้วชื่อของท่าน...”“เหยียนเจี๋ย ข้าชื่อเหยียนเจี๋ย”“เหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบนะทั้งชื่อท่านและชื่อข้า ขอบคุณ” วันวิสาข์ยิ้มสว่างไสว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแซ่เหยียนของตนเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเหยียนคือชื่อรองขององค์ชายทั้งสามพระองค์ของแคว้นจ้าว“แม่นางเราคงจะต้องออกเดินทางแล้ว อิงสงคงจะออกตามหาเราเช่นกัน”“อิงสง
ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองอยู่นาน วันวิสาข์ก็ได้พบกับฮูหยินพ่อค้าที่เดินมาขอบอกขอบใจแบบไม่มีวันสิ้นสุด อีกฝ่ายให้ลูกชายคุกเข่าโขกศีรษะเพื่อขอบคุณวันวิสาข์อีกรอบ เมื่อคิดๆ ดูเด็กสาวเห็นว่าคนพวกนี้ก็เป็นมีน้ำใจไม่น้อย พวกเขาช่วยคนแปลกหน้าขึ้นจากฝั่งแม่น้ำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือเลว“แม่นางสามีเจ้าเขาฟื้นแล้ว นายท่านให้ข้ามาตามเจ้า”“ยินดีด้วยนะเจ้ารีบกลับไปดูเขาเถิด เขาคงอยากจะเห็นเจ้าเป็นคนแรก”“ขอบคุณท่านมาก” วันวิสาข์เดินกลับมายังใต้ต้นไม้ที่มีหัวหน้าพ่อค้านั่งคุยอยู่กับคนเจ็บที่ท่าทางดีขึ้นมาก“ฮูหยินเจ้ามาแล้ว ข้าไม่กวนพวกเจ้าแล้วนะ ข้าก็ต้องไปช่วยคนอื่นๆ เก็บของออกเดินทาง” หัวหน้าพ่อค้าเอ่ย ได้ยินดังนั้นจ้าวเหยียนเจี๋ยเพียงพยักหน้าน้อยๆ“แม่นางขอบคุณอีกครั้ง พวกเจ้าช่างเหมาะสมกันจริงๆ แม้แต่ชื่อยังคล้องกันเลย” ประโยคหลังนั้นวันวิสาข์ได้ยินไม่ค่อยถนัดจึงไม่ได้ใส่ใจ“เป็นเจ้านั่นเองที่พวกเขาเอ่ยถึง เจ้าทำได้อย่างไร”“ท่านหมายถึงอะไรหรือ”“ก็ตอนที่เจ้ามาพร้อมกับแสงนั่น แสงนั่นเปลี่ยนทิศทางลูกดอกออกไปจากตัวข้า แล้วไหนจะการแต่งกายของเจ้าที่ไม่ใช่ของแคว้นจ้าว และการพูดของเจ้า”“มันพูด
เสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึงหลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึกจางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกันหลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อม
จำได้ว่านั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี หลังจากนั้นรินรดาก็เดินทางกลับไปเชียงใหม่อีกครั้ง ไม่นานข่าวผู้เป็นยายทวดจากไป ก็ทิ้งไว้แต่ความสับสนและไม่เข้าใจเอาไว้ กระทั่งตอนวันเกิดอายุครบสิบห้าปี เด็กสาวก็เข้าใจว่าทั้งหมดหมายความว่าอย่างไรวันแรกของการฉลองอายุครบสิบห้า เป็นการเดินทางครั้งแรกของวันวิสาข์ มันเกิดขึ้นในตอนเช้าขณะเดินทางไปทะเลที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังจากเรียนจบมัธยมต้น อยู่ๆ ขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่ที่หน้าชายหาด ภาพต่างๆ รอบตัวก็เปลี่ยนไป กระทั่งเด็กสาวพบว่าตัวเองหลุดเข้าไปยังหมู่บ้านโบราณ ซึ่งมองยังไงก็ไม่ใช่หมู่บ้านของคนไทยแน่นอนวันวิสาข์สติแตกทันทีและเริ่มแหกปากเรียกหาคนรู้จัก แต่ไม่นานก็นึกถึงคำพูดของผู้เป็นยายทวดที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งยังนึกโทษตัวเองว่าเมื่อกลางวันคงจะดูหนังจีนกำลังภายในมากไปหน่อย ทว่าหลังจากเดินไปมาเพื่อสำรวจไปรอบๆ เช่นที่รินรดาบอก ไม่นานภาพต่างๆ รอบตัวก็กลับมาเป็นชายหาดที่ตนกำลังเดินเล่นอยู่เมื่อการเดินทางอีกครั้งมาถึง ครั้งนี้เกิดขึ้นตอนที่วันวิสาข์กำลังเรียนอยู่มัธยมปลายปีแรก วันวิสาข์ได้พบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เขา
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ ไม่ได้เข้าไปในประสาทการรับรู้ของวันวิสาข์เลย ตอนนี้หญิงสาวคิดเพียงแต่จะช่วยคนเจ็บ กระทั่งผ่านไปนานจึงรู้ว่าขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ กำลังจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบ พวกเขาบังเอิญเข้ามาเห็นเหตุการณ์และช่วยทั้งคู่ไว้ มีหลายคนคอยช่วยเหลือตอนหญิงสาวทำการรักษา ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อเห็นวิธีการรักษาแบบใช้มีดผ่าเอาลูกดอกออก และเย็บผิวหนังเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นก็พูดไปต่างๆ นาๆกลางดึกขณะที่วันวิสาข์กำลังพิจารณากำไลของคนที่นอนเจ็บอยู่ เสียงโหวกเหวกก็ดังขึ้นในกระโจม “แม่นางเจ้าช่วยลูกของข้าด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าหญิงสาว“ท่านลุงเกิดอะไรขึ้นหรือ”“ลูกข้า ลูกข้า”“เขาเป็นอะไร” วันวิสาข์ถูกลากออกมาและเห็นเด็กคนหนึ่งนอนชักน้ำลายฟูมปากจึงรีบวิ่งเข้าไปดู “พวกท่านถอยออกไป อย่าเข้ามามุง ฮูหยินท่านปล่อยเขาก่อนท่านทำให้เขาหายใจไม่ออก”“ช่วยลูกข้าด้วยช่วยเขาด้วย”“เขาเป็นมานานเท่าไหร่แล้ว”“ข้าเดินเข้ามาก็เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว” ฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าร้องไห้ราวจะขาดใจ“จับเขานอนตะแคงคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด”วั







