Share

บทที่ 5

last update publish date: 2025-12-30 12:06:35

เสียงร้องโหยหวนของจางหย่วนจิน ปลุกวันวิสาข์ขึ้นมาในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง เขากำลังทดลองทำแปลงปลูกพืชสมุนไพร แต่ซุ่มซ่ามล้มลงไปทับจอบที่วางหงายอยู่บนพื้น ต้นขาของเขาเป็นแผลเหวอะหวะน่ากลัว เจอเลือดครั้งแรกวันวิสาข์ตกใจแทบตาย เพราะตั้งแต่ศึกษาวิชาแพทย์มา ยังไม่เคยได้ใช้แบบจริงๆ จังๆ มาก่อน ดังนั้นลูกศิษย์คนแรกผู้น่าสงสารจึงกลายมาเป็นคนไข้คนแรกไปอย่างคาดไม่ถึง

หลังจากฝังเข็มห้ามเลือดและทำความสะอาดบาดแผล ขณะกำลังจะเย็บแผลนั้น เจ้าศิษย์โข่งก็แหกปากลั่นเพราะกลัวเจ็บจึงโดนฟาดอีกรอบ เขาลืมไปว่าเด็กสาวนั้นฝังเข็มรอบบาดแผลไปแล้ว ทำให้บริเวณนั้นไม่มีความรู้สึก

จางหย่วนจินเพิ่มความเคารพนับถือเป็นเทิดทูนบูชาในตัวหญิงสาวยิ่งกว่าเดิม หลังจากที่เห็นการรักษาแบบใหม่นี้ เพราะไม่เคยเห็นการรักษาบาดแผล ด้วยการเย็บผิวหนังด้วยเข็มกับด้ายมาก่อน การเย็บแผลหลังจากฝังเข็มให้เกิดอาการชานี้ คือการนำแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาผสมผสานกับแพทย์แผนโบราณ ซึ่งในยุคนี้นั้นการเย็บบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่ปรากฏ ขนาดซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์คนแรกก็ไม่เคยเอ่ยถึงเช่นกัน

หลังจากบาดแผลของจางหย่วนจินหายดี กลับปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งที่กระท่อมพร้อมกับห่อผ้า นางคือลั่วอิงยี่คนรักของจางหย่วนจิน ซึ่งตัดสินใจหนีออกจากบ้านเพราะโดนพ่อกับแม่บังคับให้แต่งงานเป็นฮูหยินรองของพ่อค้า  การที่จางหย่วนจินพาเด็กสาวมาซ่อนเอาไว้ที่หมู่บ้าน ทำให้ทั้งสามถูกไล่ล่าจากหัวหน้าตระกูลลั่ว

จางหย่วนจินนำหญิงสาวทั้งสองคนไปซ่อนตัวที่อารามอยู่สุข บนยอดเขาห่างออกมาจากหมู่บ้านหลายร้อยลี้ ซึ่งที่นั่นวันวิสาข์ได้เรียนรู้การใช้พู่กันและยังได้ศึกษาตำราต่างๆมากมาย นักพรตที่พำนักอยู่ที่นั่นเห็นหญิงสาวมีใจใฝ่รู้จึงอนุญาตให้เด็กสาวอ่านหนังสือต่างๆ ของอารามได้ ทั้งยังช่วยสอนการใช้พู่กันจีนด้วย

กระทั่งวันหนึ่งวันวิสาข์ได้มีโอกาสพบกับนักพรตคิ้วขาว สหายที่เดินทางมาเยี่ยมนักพรตที่อารามอยู่สุข เขามองเด็กสาวอยู่นาน ก่อนจะมอบกำไลหยกให้ทั้งยังบอกว่ามันจะนำไปสู่โชคชะตา หลังจากรับมา วันวิสาข์ก็หายวับไปกับแสงสีเขียวต่อหน้าต่อตาทุกคน รวมไปถึงจางหย่วนจินกับลั่วอิงยี่ด้วย วันนั้นเด็กสาวพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ที่หน้าบ้านของศิลาที่เชียงใหม่ ทั้งยังพบว่ากำไลสีเขียวนั้นถูกสวมที่ข้อมือเล็ก ไม่ว่าจะพยายามถอดเท่าไหร่ก็ถอดไม่ออก การเดินทางข้ามเวลาไปแคว้นจ้าวสองปีของเด็กสาว มันคือการหายจากบ้านไปสองวัน ซึ่งศิลาเพียงยิ้มให้ทั้งยังเอ่ยต้อนรับการกลับมาอย่างอย่างอ่อนโยน

ผ่านไปหนึ่งปีแล้วหลังจากการเดินทางไปพบจางหย่วนจิน ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก จนวันวิสาข์กำลังจะจบมัธยมปลายปีแรกและกำลังจะเลื่อนชั้น ถึงตอนนั้นอดคิดไม่ได้ว่าการเดินทางของตัวเองคงหยุดลงไปแล้ว ในใจอดที่จะคิดถึงลูกศิษย์โง่งมของตนเองกับฮูหยินของเขาขึ้นมาไม่ได้ ไหนจะซูหย่งจื้อผู้เป็นอาจารย์อีก

เด็กสาวพบว่าตัวเองนั้นทำตัวให้ชินกับการอยู่กับโลกปัจจุบันที่โหดร้ายยากขึ้นทุกวัน ศิลาจึงแนะนำให้หางานอดิเรกทำจะได้ไม่หมกมุ่น และสิ่งที่วันวิสาข์เลือกก็ทำให้ศิลาหัวเราะลั่น เพราะมันคือการเรียนเทควันโด้ ไอคิโด้ และยูโด

ต่อมาไม่นานศิลาผู้เป็นน้าของวันวิสาข์ ประหลาดใจไม่น้อยที่วันวิสาข์อาสาไปช่วยงานที่คลินิกของตน แต่เมื่อได้ยินว่าหลานสาวเป็นหมอเช่นกันเขา จึงสอบถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังช่วยสอนสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมให้อย่างเต็มอกเต็มใจ

ระยะเวลาหนึ่งปีของการเรียนรู้แพทย์แผนปัจจุบันกับศิลา บวกกับหนึ่งปีที่เรียนแพทย์แผนโบราณกับซูหย่งจื้อ กับอีกสองปีที่ลองผิดลองถูกศึกษาจากตำราแพทย์กับจางหย่วนจิน ศิลาพบว่าหลานสาวตัวน้อยของเขาคือหมอที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ทว่าบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้กันได้ในเวลาสั้นๆ อย่างเช่นการผ่าตัดใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตคน แต่หากว่าในอนาคตหลานสาวของตนได้เขาไปเรียนอย่างจริงจังแล้ว คิดว่าวันวิสาข์คงจะเป็นหมอที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอน

เมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีความตั้งใจจริง ทั้งยังมีพรสวรรค์ศิลาจึงอยากจะสนับสนุนดังนั้นเวลาที่เขาออกไปตั้งค่ายอาสาตรวจคนไข้ชาวเขาตามชนบทที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล ศิลาจึงมักจะพาเด็กสาวไปด้วยและให้ช่วยงานเสมอ จนกระทั่งวันวิสาข์เริ่มคุ้นเคยกับคนเจ็บป่วยหลายๆ ประเภท

ช่วงปิดเทอมหลังสอบเสร็จ ศิลาต้องไปออกค่ายแพทย์อาสากับหน่วยทหารตระเวนชายแดน ครั้งนี้จะต้องไปตั้งค่ายพักค้างแรมที่หมู่บ้านบนดอยกับหมอและพยาบาลท่านอื่นๆ กันหลายวัน ศิลาได้มอบชุดมีดผ่าตัดให้วันวิสาข์ชุดหนึ่งเพื่อการฝึกฝน ทว่าเขาเตือนว่าอย่าลองกับคนจริงๆ ห้ามโดยเด็ดขาด วันวิสาข์ดีใจมากกระโดดโลดเต้นไปทั่วบ้าน ทั้งยังหอบมันใส่เป้สนามมาด้วย ด้วยความดีใจเด็กสาวจึงช่วยแบกเป้สนามของทีมหมอที่มีอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันแผล สำลี แอลกอฮอล์ พลาสเตอร์ยาทั้งขนาดเล็กใหญ่ รวมไปถึงยาแก้ปวดและยาต่างๆ

ตอนที่กำลังเดินเท้าไปยังหมู่บ้านชาวเขานั่นเอง วันวิสาข์ก็รู้สึกวูบวาบแปลกๆ ที่ข้อมือ มันแผ่ออกมาจากกำไลที่สวมอยู่ กระทั่งต่อมาทุกอย่างรอบตัวก็กลายเป็นสีเขียว ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกลงมาจากที่สูง เพียงชั่วพริบตาลืมตาขึ้นมา ก็พบว่าตนอยู่บนตัวของชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
Nattapong Sawilo
สนุกมากกกกกกกก
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 220 จบ

    กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 219

    ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 218

    “เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 217

    “ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 216

    นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 215

    เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 154

    เหยียนหว่านเอ๋อร์หันไปสบสายตากับเสวียนหมิง ก่อนที่จะรีบออกมาจากที่นั่นแล้วตรงไปที่หอฉานจ้วน ก่อนหน้านั้นแน่นอนว่านางได้ไปที่จวนแม่ทัพมาแล้ว ทั้งยังรู้แล้วด้วยว่าอีกฝ่ายออกตามหานางอยู่เช่นกัน เมื่อรู้ว่าเขาตรงมายังร้านเครื่องประดับตระกูลมู่หรงนางจึงไม่รอช้ารีบตามมาที่นี่ทันทีจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับมาที

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 153

    เพียงแค่คิดว่าจะได้เจอจ้าวเหยียนเจี๋ย อีกทั้งได้รู้ว่าเขาปลอดภัยดีนั่นก็ทำให้นางยินดีเป็นล้นพ้น ตอนนี้เรื่องราวน่ากลุ้มใจต่างๆ หายไปจากห้วงความคิด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสปานใด ไม่ว่าจะต้องเจอเรื่องอะไรหลังจากนี้ ขอเพียงข้างกายนางมีเขาอยู่เคียงข้างก็จะไม่เรียกร้องสิ่งใดทั้งสิ้น ความคิดถึงที่เอ่อล้นขึ้น

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 152

    “เจ้าพี่รอง” จ้าวเหยียนเจี๋ยนึกขึ้นได้“หากว่ามีตระกูลหลินเข้ามาร่วมด้วยก็คงจะช่วยได้มาก เพราะถึงจะอย่างไรตระกูลเจิ้งก็นับว่าเป็นต้นเหตุให้คนในตระกูลหลินต้องล้มตายไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าตระกูลหลินจะไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต ทว่าองค์ชายรองผู้นี้มิใช่คนที่ควรดูเบา อีกอย่างคิดว่าเขาคงจะเกี่ยวดองกับเจ้

  • ลำนำจอมนาง   บทที่ 151

    “เหยียนหว่านเอ๋อร์ จากวันนี้ไปเจ้าไม่อาจปฏิเสธได้แล้วว่าเจ้าคือผู้อุปถัมภ์ของเจ้าสาม จงดูแลเขา ปกป้องเขา นำทางให้เขาได้หรือไม่ เรารู้ว่าสิ่งที่เราร้องขอต่อเจ้า อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัวเพราะคำทำนายประโยคสุดท้ายนั่น ทว่าเราก็ยังต้องการให้เจ้าเป็นผู้ที่นำทางให้เขา มิใช่เพราะเกรงว่าเขาจะกลายเป็นวิหคผู้ซึ่ง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status