LOGINฟ้าคำรามกึกก้องเหนือวังหลวง สายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ราวกับสะท้อนชะตากรรมที่กำลังเปลี่ยนไปของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเผชิญความทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยว
ในตำหนักเย็นอันเงียบสงัด เสียงกรีดร้องแหลมสูงอย่างเจ็บปวดของไป๋ลี่เยว่ดังสะท้อนออกมา ท่ามกลางความมืดมิดและพายุที่โหมกระหน่ำ
“อ๊าาาา”
ร่างของนางสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ร่างอวบอิ่มจากครรภ์ที่ใหญ่นักทำให้นางแทบไม่มีแรงจะเบ่งคลอด แต่ความเจ็บปวดนั้นไม่ปรานีนางแม้แต่น้อย
มือของไป๋ลี่เยว่กำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อขาวซีด นางกัดริมฝีปากจนเลือดซึมออกมา ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด
“คุณหนู อดทนไว้นะเจ้าคะ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น” หงเหมยสะอื้นไห้ นางบีบมือนายหญิงแน่น ราวกับหวังจะถ่ายทอดกำลังใจให้ไป๋ลี่เยว่ที่แทบจะหมดเรี่ยวแรง
ภายในห้องคลอดอันเรียบง่ายในตำหนักเย็นสั่นสะเทือนด้วยเสียงโหยหวน หมอหลวงและนางผดุงครรภ์ที่ฮองเฮาส่งมาเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงร้อนรน แข่งกับเสียงฟ้าฝนที่ตกหนักราวกับฟ้ารั่ว
“พระชายา หายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงเบ่งอีกเพคะ พระองค์ต้องช่วยตนเอง อีกนิดเดียวเพคะ”
ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจถี่ หน้าอกของนางสะท้านขึ้นลงอย่างแรงราวกับร่างกายจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
“ข้า ไม่มีแรงแล้ว” นางกระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ความเจ็บปวดกัดกินสติของนางจนแทบหมดสิ้น
แต่ทันใดนั้น นางสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นอ่อนๆ จากภายในครรภ์
ดวงตาของไป๋ลี่เยว่สั่นไหว นางรู้ว่าตนเองกำลังจะหมดแรง แต่หากนางยอมแพ้ตอนนี้ ลูกของนางก็อาจไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก
ไป๋ลี่เยว่กัดฟันแน่นก่อนวางมือบนหน้าท้องของตนเอง เปลือกตาหลับลงพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ลูกของนาง นางต้องปกป้องเขาให้ได้
“ลูกแม่ เจ้าเองก็ต้องสู้นะ”
นางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ปล่อยเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมออกแรงเบ่งสุดชีวิต
“อ๊าาาาา”
เสียงทุกอย่างเงียบสนิทไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงร้องไห้ของทารกน้อยจะดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุฝนด้านนอกที่โปรยปราย
“โอรส เป็นพระโอรสเพคะ พระชายาให้กำเนิดพระโอรสแล้ว” หมอหลวงหญิงประกาศด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะอุ้มทารกน้อยที่ส่งเสียงร้องดังลั่นขึ้นมาให้นางผดุงครรภ์
เสียงร้องของเด็กน้อยดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วตำหนักเย็น ราวกับจะประกาศการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ท่ามกลางความมืดมน
ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจรัวๆ นางรู้สึกเหมือนร่างกายถูกดึงพลังทั้งหมดไปจนหมดสิ้น แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น ดวงตาของนางพลันพราวระยับ
นางผดุงครรภ์รีบเช็ดทำความสะอาดเด็กทารก ห่อตัวเขาด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ก่อนจะค่อยๆ วางร่างน้อยลงบนอ้อมแขนของไป๋ลี่เยว่
“ลูกของข้า” นางพึมพำเสียงแผ่ว แต่หัวใจของเต้นแรง แรงเสียจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ร่างกายอวบของไป๋ลี่เยว่สั่นเทา แต่เมื่ออ้อมแขนของนางโอบร่างน้อยนั้นไว้ ความอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของนางอย่างช้าๆ
“เจ้าช่างงดงามนัก ลูกของแม่” น้ำตาร่วงเผาะลงบนแก้มที่แดงระเรื่อของเด็กน้อย ไป๋ลี่เยว่สะอื้นเงียบๆ
ทารกน้อยหยุดร้องทันทีเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของมารดา มือเล็กๆ ของเขาขยับไปจับเสื้อของนางแน่นราวกับต้องการยึดเหนี่ยว
ไป๋ลี่เยว่หัวเราะทั้งน้ำตา นางกระซิบแผ่วเบา
“แม่จะปกป้องเจ้าเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เขาคือลูกของนาง คือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนาง
หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงบนแก้มของนางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มิใช่เพราะความเจ็บปวด หากเป็นความรู้สึกที่เอ่อล้นจนยากจะกลั้นไว้
เสียงสะอื้นเงียบๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง หงเหมยยกมือปิดปาก ตาของนางแดงเรื่อจากทั้งความตื้นตันและความโล่งอก นางเฝ้าดูนายหญิงของตนผ่านคืนอันโหดร้ายมาได้อย่างแข็งแกร่ง และบัดนี้ นางได้อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้ว
“คุณหนู พระโอรสของท่านช่างงดงามยิ่งนัก” หงเหมยกล่าวพลางเช็ดน้ำตา
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ ขยับแขนกอดร่างเล็กให้แน่นขึ้น นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นของเด็กน้อย เสียงลมหายใจแผ่วเบา และน้ำหนักอันเบาหวิวที่อยู่ในอ้อมแขนของนาง มือนางสั่นเล็กน้อยเมื่อไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มแดงระเรื่อของเขา นุ่มนวล ราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้ม
“ลูกของแม่ ” นางพึมพำ ดวงตาสั่นไหวด้วยความรักและคำสัญญาที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เจ้าจะไม่มีวันถูกทอดทิ้ง”
นางโน้มใบหน้าแนบลงจุมพิตเบาๆ บนหน้าผากเล็กๆ ของลูกชาย เสียงของนางอ่อนโยนและมั่นคง
“แม่จะปกป้องเจ้า จะเลี้ยงดูเจ้าให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข”
เพราะนางรู้ดีว่าการเติบโตขึ้นมาโดยไร้ผู้ใดเหลียวแลนั้นเจ็บปวดเพียงใด และนางจะไม่มีวันให้ลูกของนางต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน จากนี้ไป นางจะเป็นโลกทั้งใบของเขา ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปราย ตำหนักเย็นที่เคยเงียบเหงากลับอบอุ่นขึ้นมาเพียงเพราะเสียงลมหายใจเล็กๆ ของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ค่ำคืนนั้นเดียวกันนั้น สายฝนยังคงโปรยปรายเหนือวังหลวง แต่ภายในตำหนักในกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงกองไฟแตกเปรี๊ยะเบาๆ และกลิ่นหอมของชาที่ลอยอวล
ฮองเฮาทรงวางถ้วยชาในพระหัตถ์ลงช้าๆ ดวงเนตรของพระนางจดจ่อกับบางสิ่ง ก่อนริมพระโอษฐ์จะคลี่ยิ้มบางๆ การรอคอยของพระนางสิ้นสุดลง
เมื่อข่าวการประสูติของพระนัดดาถูกนำมาแจ้งที่ตำหนัก ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ที่โดยปกติทรงสุขุมเยือกเย็นถึงกับลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระนาง ดวงเนตรที่มักเฉยชาเปล่งประกายวาววับ
“เป็นพระโอรสหรือ นางทำได้จริงๆ” แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่แววตาของพระนางกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิและอ่อนโยน
นางกำนัลก้มศีรษะลงต่ำ “เพคะ ฝ่าบาท พระชายาสามประสูติพระโอรส สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งพระมารดาและพระโอรส”
ฮองเฮาคลี่ยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและแฝงไปด้วยเล่ห์กล
“ดี เป็นเรื่องที่ดีมาก”
นางกำนัลข้างกายลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยขึ้นเบาๆ “ฝ่าบาทไม่ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่องค์ชายสามหรือเพคะ”
ฮองเฮาทรงแค่นพระสรวล พระโอษฐ์ของพระนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
“บอกเขาหรือ ไม่ ยังไม่ถึงเวลา ปล่อยให้เจิ้งหยางใช้ชีวิตของเขาไปก่อน ให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นอิสระ ได้เสวยสุขตามใจ” เสียงของพระนางราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจและแผนการ
พระนางทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนที่ตกหนักราวกับซัดพัดเอาความไม่เป็นธรรมทั้งปวงไปให้พ้นจากตำหนักเย็น พระโอรสของพระนาง องค์ชายสามที่พระนางเคยรักสุดหัวใจ กลับทอดทิ้งสตรีที่ควรค่าแก่การดูแล และบัดนี้ เขาต้องได้รับบทเรียนที่สาสม
“ไป๋ลี่เยว่ช่างเข้มแข็งยิ่งนัก นางเป็นสตรีที่คู่ควรกับตำแหน่งมากกว่าผู้ใด” พระนางพึมพำแผ่วเบา แต่ก็หนักแน่นในทุกถ้อยคำ
ฮองเฮาทรงลูบแหวนหยกบนนิ้วพระหัตถ์เบาๆ ดวงเนตรฉายแววเจ้าแผนการ ราวกับขุนศึกผู้มองเห็นกระดานหมากรุกทั้งกระดาน
“ เจิ้งหยาง องค์ชายสามลูกของข้า ข้าเคยหวังให้เจ้ารักและทะนุถนอมพระชายาของเจ้า แต่ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดของเจ้าเอง ก็อย่าได้หวังว่าจะได้มันกลับคืนมาโดยง่าย” พระนางแค่นพระสรวลเบาๆ
“แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเจ้าโง่เขลา ข้าก็จะเป็นผู้สั่งสอนเจ้าเอง”
พระโอรสที่แท้จริงของพระนาง บัดนี้มิใช่เจิ้งหยางอีกต่อไป แต่เป็นพระนัดดาผู้เพิ่งลืมตาดูโลก
“ส่งคนของเราไปดูแลตำหนักเย็น อย่าให้ไท่จื่อเฟยลำบากอีก” พระนางตรัสสั่ง
“ไป๋ลี่เยว่และหลานของข้า จะต้องได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ”
ดวงเนตรของพระนางเป็นประกายเย็นชา
“ส่วนเจิ้งหยาง เขาจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือการสูญเสียอย่างแท้จริง วันหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่าตนเองเคยมีบางสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่กลับปล่อยให้มันหลุดมือไป”
พระนางทอดถอนพระทัยเบาๆ รอยยิ้มบนพระพักตร์ยังคงอยู่ แต่แววตากลับเยียบเย็น “เมื่อนั้น เขาจะต้องเป็นฝ่ายเสียใจเอง และจะต้องชดใช้ให้สาสม”
“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
ยามสายของวันใหม่ แสงแดดอ่อนโยนสาดส่องผ่านม่านโปร่งของตำหนักชิงอวิ๋น อากาศเย็นสบายเงียบสงบ ทว่าความนิ่งนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าของขบวนเสลี่ยง และเสียงขันทีหน้าตำหนักที่ร้องก้อง “ฮองเฮาเสด็จ” คนรับใช้รีบเข้ามาแจ้งการมาถึงของบุคคลสำคัญ ไป๋ลี่เยว่กับหลงจิ่นอวิ๋นต่างรีบลุกขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“แต่ข้าก็ห่วงเจ้ามากกว่า” ไป๋ลี่เยว่ชะงัก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของนางสั่นระริกฉายแววลังเล“ตอนที่ข้าเห็นเจ้าก้าวออกมาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหา… ข้าแทบคลั่ง อยากเข้าไปปกป้องเจ้าเสียเดี๋ยวนั้น” เสียงหลงเจิ้งหยางสั่นพร่า แต่หนักแน่น “แต่ข้าก็รู้ หากข้าเข้าไปโดยไร้หลักฐาน ก็เ
“แย่แล้ว.. ไหน่ไหน่ ท่านแม่ของข้า ยิ่งงดงามกว่าสตรีใดในใต้หล้านี้ ข้าจะไม่เสี่ยงเด็ดขาด” เจ้าตัวน้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตากลับเข้มขึ้นอย่างจริงจัง ก่อนสูดหายใจลึก ก่อนหันไปมองพระบิดา “…เช่นนั้น…ข้ายินยอมให้ท่านอยู่ก็ได้ แต่...ห้ามเข้าใกล้ท่านแม่เกินสามก้าว” เสียงเล็กของหลงจิ่นอวิ๋นประกาศหนักแน่นยิ
ภายในห้องบรรทมของไป๋ลี่เยว่ กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้ง เงียบสงบเย็นเยือก บ่งบอกถึงเจ้าของห้องผู้มีรสนิยมละเมียดละไม แสงจันทร์ลอดผ่านม่านโปร่งทาบเงาอ่อนโยนลงบนเตียงไม้แกะสลักหลงเจิ้งหยางเขาเดินตามเข้าไปช้า ๆ ประหนึ่งก้าวสู่ที่มั่นของตนแต่แล้ว…“องค์ชายสาม…ท่านจะทำอันใดหรือขอรับ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น







