Masukฟ้าคำรามกึกก้องเหนือวังหลวง สายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ราวกับสะท้อนชะตากรรมที่กำลังเปลี่ยนไปของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเผชิญความทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยว
ในตำหนักเย็นอันเงียบสงัด เสียงกรีดร้องแหลมสูงอย่างเจ็บปวดของไป๋ลี่เยว่ดังสะท้อนออกมา ท่ามกลางความมืดมิดและพายุที่โหมกระหน่ำ
“อ๊าาาา”
ร่างของนางสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ร่างอวบอิ่มจากครรภ์ที่ใหญ่นักทำให้นางแทบไม่มีแรงจะเบ่งคลอด แต่ความเจ็บปวดนั้นไม่ปรานีนางแม้แต่น้อย
มือของไป๋ลี่เยว่กำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อขาวซีด นางกัดริมฝีปากจนเลือดซึมออกมา ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด
“คุณหนู อดทนไว้นะเจ้าคะ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น” หงเหมยสะอื้นไห้ นางบีบมือนายหญิงแน่น ราวกับหวังจะถ่ายทอดกำลังใจให้ไป๋ลี่เยว่ที่แทบจะหมดเรี่ยวแรง
ภายในห้องคลอดอันเรียบง่ายในตำหนักเย็นสั่นสะเทือนด้วยเสียงโหยหวน หมอหลวงและนางผดุงครรภ์ที่ฮองเฮาส่งมาเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงร้อนรน แข่งกับเสียงฟ้าฝนที่ตกหนักราวกับฟ้ารั่ว
“พระชายา หายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงเบ่งอีกเพคะ พระองค์ต้องช่วยตนเอง อีกนิดเดียวเพคะ”
ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจถี่ หน้าอกของนางสะท้านขึ้นลงอย่างแรงราวกับร่างกายจะล้มพับลงไปได้ทุกเมื่อ
“ข้า ไม่มีแรงแล้ว” นางกระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ความเจ็บปวดกัดกินสติของนางจนแทบหมดสิ้น
แต่ทันใดนั้น นางสัมผัสได้ถึงแรงดิ้นอ่อนๆ จากภายในครรภ์
ดวงตาของไป๋ลี่เยว่สั่นไหว นางรู้ว่าตนเองกำลังจะหมดแรง แต่หากนางยอมแพ้ตอนนี้ ลูกของนางก็อาจไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก
ไป๋ลี่เยว่กัดฟันแน่นก่อนวางมือบนหน้าท้องของตนเอง เปลือกตาหลับลงพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ลูกของนาง นางต้องปกป้องเขาให้ได้
“ลูกแม่ เจ้าเองก็ต้องสู้นะ”
นางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ปล่อยเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมออกแรงเบ่งสุดชีวิต
“อ๊าาาาา”
เสียงทุกอย่างเงียบสนิทไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงร้องไห้ของทารกน้อยจะดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุฝนด้านนอกที่โปรยปราย
“โอรส เป็นพระโอรสเพคะ พระชายาให้กำเนิดพระโอรสแล้ว” หมอหลวงหญิงประกาศด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะอุ้มทารกน้อยที่ส่งเสียงร้องดังลั่นขึ้นมาให้นางผดุงครรภ์
เสียงร้องของเด็กน้อยดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วตำหนักเย็น ราวกับจะประกาศการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ท่ามกลางความมืดมน
ไป๋ลี่เยว่หอบหายใจรัวๆ นางรู้สึกเหมือนร่างกายถูกดึงพลังทั้งหมดไปจนหมดสิ้น แต่เมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น ดวงตาของนางพลันพราวระยับ
นางผดุงครรภ์รีบเช็ดทำความสะอาดเด็กทารก ห่อตัวเขาด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ก่อนจะค่อยๆ วางร่างน้อยลงบนอ้อมแขนของไป๋ลี่เยว่
“ลูกของข้า” นางพึมพำเสียงแผ่ว แต่หัวใจของเต้นแรง แรงเสียจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ร่างกายอวบของไป๋ลี่เยว่สั่นเทา แต่เมื่ออ้อมแขนของนางโอบร่างน้อยนั้นไว้ ความอบอุ่นก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของนางอย่างช้าๆ
“เจ้าช่างงดงามนัก ลูกของแม่” น้ำตาร่วงเผาะลงบนแก้มที่แดงระเรื่อของเด็กน้อย ไป๋ลี่เยว่สะอื้นเงียบๆ
ทารกน้อยหยุดร้องทันทีเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของมารดา มือเล็กๆ ของเขาขยับไปจับเสื้อของนางแน่นราวกับต้องการยึดเหนี่ยว
ไป๋ลี่เยว่หัวเราะทั้งน้ำตา นางกระซิบแผ่วเบา
“แม่จะปกป้องเจ้าเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” เขาคือลูกของนาง คือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตของนาง
หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงบนแก้มของนางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มิใช่เพราะความเจ็บปวด หากเป็นความรู้สึกที่เอ่อล้นจนยากจะกลั้นไว้
เสียงสะอื้นเงียบๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง หงเหมยยกมือปิดปาก ตาของนางแดงเรื่อจากทั้งความตื้นตันและความโล่งอก นางเฝ้าดูนายหญิงของตนผ่านคืนอันโหดร้ายมาได้อย่างแข็งแกร่ง และบัดนี้ นางได้อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้ว
“คุณหนู พระโอรสของท่านช่างงดงามยิ่งนัก” หงเหมยกล่าวพลางเช็ดน้ำตา
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ ขยับแขนกอดร่างเล็กให้แน่นขึ้น นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นของเด็กน้อย เสียงลมหายใจแผ่วเบา และน้ำหนักอันเบาหวิวที่อยู่ในอ้อมแขนของนาง มือนางสั่นเล็กน้อยเมื่อไล้ปลายนิ้วไปตามแก้มแดงระเรื่อของเขา นุ่มนวล ราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้ม
“ลูกของแม่ ” นางพึมพำ ดวงตาสั่นไหวด้วยความรักและคำสัญญาที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เจ้าจะไม่มีวันถูกทอดทิ้ง”
นางโน้มใบหน้าแนบลงจุมพิตเบาๆ บนหน้าผากเล็กๆ ของลูกชาย เสียงของนางอ่อนโยนและมั่นคง
“แม่จะปกป้องเจ้า จะเลี้ยงดูเจ้าให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข”
เพราะนางรู้ดีว่าการเติบโตขึ้นมาโดยไร้ผู้ใดเหลียวแลนั้นเจ็บปวดเพียงใด และนางจะไม่มีวันให้ลูกของนางต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกัน จากนี้ไป นางจะเป็นโลกทั้งใบของเขา ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปราย ตำหนักเย็นที่เคยเงียบเหงากลับอบอุ่นขึ้นมาเพียงเพราะเสียงลมหายใจเล็กๆ ของเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
ค่ำคืนนั้นเดียวกันนั้น สายฝนยังคงโปรยปรายเหนือวังหลวง แต่ภายในตำหนักในกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงกองไฟแตกเปรี๊ยะเบาๆ และกลิ่นหอมของชาที่ลอยอวล
ฮองเฮาทรงวางถ้วยชาในพระหัตถ์ลงช้าๆ ดวงเนตรของพระนางจดจ่อกับบางสิ่ง ก่อนริมพระโอษฐ์จะคลี่ยิ้มบางๆ การรอคอยของพระนางสิ้นสุดลง
เมื่อข่าวการประสูติของพระนัดดาถูกนำมาแจ้งที่ตำหนัก ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ที่โดยปกติทรงสุขุมเยือกเย็นถึงกับลุกขึ้นจากบัลลังก์ของพระนาง ดวงเนตรที่มักเฉยชาเปล่งประกายวาววับ
“เป็นพระโอรสหรือ นางทำได้จริงๆ” แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่แววตาของพระนางกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิและอ่อนโยน
นางกำนัลก้มศีรษะลงต่ำ “เพคะ ฝ่าบาท พระชายาสามประสูติพระโอรส สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งพระมารดาและพระโอรส”
ฮองเฮาคลี่ยิ้มบาง เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและแฝงไปด้วยเล่ห์กล
“ดี เป็นเรื่องที่ดีมาก”
นางกำนัลข้างกายลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยขึ้นเบาๆ “ฝ่าบาทไม่ทรงแจ้งเรื่องนี้แก่องค์ชายสามหรือเพคะ”
ฮองเฮาทรงแค่นพระสรวล พระโอษฐ์ของพระนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
“บอกเขาหรือ ไม่ ยังไม่ถึงเวลา ปล่อยให้เจิ้งหยางใช้ชีวิตของเขาไปก่อน ให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นอิสระ ได้เสวยสุขตามใจ” เสียงของพระนางราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจและแผนการ
พระนางทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนที่ตกหนักราวกับซัดพัดเอาความไม่เป็นธรรมทั้งปวงไปให้พ้นจากตำหนักเย็น พระโอรสของพระนาง องค์ชายสามที่พระนางเคยรักสุดหัวใจ กลับทอดทิ้งสตรีที่ควรค่าแก่การดูแล และบัดนี้ เขาต้องได้รับบทเรียนที่สาสม
“ไป๋ลี่เยว่ช่างเข้มแข็งยิ่งนัก นางเป็นสตรีที่คู่ควรกับตำแหน่งมากกว่าผู้ใด” พระนางพึมพำแผ่วเบา แต่ก็หนักแน่นในทุกถ้อยคำ
ฮองเฮาทรงลูบแหวนหยกบนนิ้วพระหัตถ์เบาๆ ดวงเนตรฉายแววเจ้าแผนการ ราวกับขุนศึกผู้มองเห็นกระดานหมากรุกทั้งกระดาน
“ เจิ้งหยาง องค์ชายสามลูกของข้า ข้าเคยหวังให้เจ้ารักและทะนุถนอมพระชายาของเจ้า แต่ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดของเจ้าเอง ก็อย่าได้หวังว่าจะได้มันกลับคืนมาโดยง่าย” พระนางแค่นพระสรวลเบาๆ
“แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเจ้าโง่เขลา ข้าก็จะเป็นผู้สั่งสอนเจ้าเอง”
พระโอรสที่แท้จริงของพระนาง บัดนี้มิใช่เจิ้งหยางอีกต่อไป แต่เป็นพระนัดดาผู้เพิ่งลืมตาดูโลก
“ส่งคนของเราไปดูแลตำหนักเย็น อย่าให้ไท่จื่อเฟยลำบากอีก” พระนางตรัสสั่ง
“ไป๋ลี่เยว่และหลานของข้า จะต้องได้รับสิ่งที่สมควรได้รับ”
ดวงเนตรของพระนางเป็นประกายเย็นชา
“ส่วนเจิ้งหยาง เขาจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือการสูญเสียอย่างแท้จริง วันหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่าตนเองเคยมีบางสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่กลับปล่อยให้มันหลุดมือไป”
พระนางทอดถอนพระทัยเบาๆ รอยยิ้มบนพระพักตร์ยังคงอยู่ แต่แววตากลับเยียบเย็น “เมื่อนั้น เขาจะต้องเป็นฝ่ายเสียใจเอง และจะต้องชดใช้ให้สาสม”
“ท้อง... ท้องของข้า ลูก... ลูกแม่”หานลี่เยี่ยนแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เสียงนางสั่นพร่าด้วยความกลัวที่แท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนตอนแรก โลหิตสีคล้ำเริ่มไหลซึมผ่านอาภรณ์หรูหรานองเต็มพื้นหินอ่อน ปะทะเข้ากับกลิ่นธูปมรณะที่ยังอวลอยู่ในห้อง“เป็นไปได้อย่างไร เยี่ยนเอ๋อร์….เจ้าเป็นอะไรไป” หลงเหวินหยางหน้าถอดสี ถลันเข้าไปโอบอุ้มชายาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมาตวาดใส่ไป๋ลี่เยว่ “พระชายาสาม เจ้าทำอะไรนาง... เจ้าบังอาจวางยาชายาข้าเชียวรึ”ไป๋ลี่เยว่หันขวับไปมอง สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความแค้นเป็นความตื่นตระหนกในฐานะหมอยา นางมองเห็นโลหิตสีเข้มที่เริ่มไหลซึมออกมาจากชายกระโปรงของหานลี่เยี่ยน“องค์ชายสอง... ท่านกล่าวหาข้าได้หน้าชื่นตาบานนัก” นางก้าวเข้าไปหาหานลี่เยี่ยนช้าๆ “ดูเลือดนี่สิ... นางกำลังจะแท้ง” ไป๋ลี่เยว่อุทาน“แท้งรึ…เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนางกินยาระงับพิษมาแล้ว” หลงเหวินหยางหลุดปากออกมาด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบตะครุบปากตนเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว สายตาของฮ่องเต้และหลงเจิ้งหยางจ้องมองมาประดุจจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆไป๋ลี่เยว่รีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือหานลี่เยี่ยนเพื่อตรวจชีพจร แววตาข
“น้ำแกงจากจิ่นกุ้ยเฟย... ธูปหอมจากหานเช่อเฟย... พวกเจ้าสองคนพี่น้องจะบอกข้าว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องประจวบเหมาะงั้นรึ”หลงเหวินหยางทรุดกายลงคุกเข่าดังกึกจนพื้นสั่น “เสด็จพ่อโปรดระงับพระโทสะ ลูกมิรู้เรื่องนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”“มิรู้เรื่องรึ” หลงเจิ้งหยาง ที่ยืนนิ่งในชุดเกราะเปื้อนเลือดมาตลอด พลันเค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของพี่น้องร่วมสายเลือด“พี่รอง... ท่านมิรู้เรื่อง แต่ชายาของท่านกลับจุดธูปดับวิญญาณข้างหมอนเสด็จแม่ หรือท่านจะบอกว่านางถือธูปเดินหลงทางมาจนถึงตำหนักเยว่หานเองงั้นรึ”เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กลิ่นคาวเลือดจากชิงโจวพุ่งเข้าปะทะหน้าองค์ชายทั้งสอง“วันนี้... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่สมรู้ร่วมคิด ข้าจะลากไส้มันออกมาตอบคำถามฮ่องเต้สะบัดพระหัตถ์ “พวกเจ้าพอก่อน”ฮ่องเต้ประทับยืนนิ่งเป็นประธาน แววตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังถ้วยน้ำแกงและตลับธูปที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะไม้“เยว่เอ๋อร์... เจ้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีพิษ จงพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนในที่นี้เห็นว่าเจ้ามิได้กล่าววาจาเลื่อนลอย” ฮ่องเต้สั่งเสียงเด็ดขาดไป๋ลี่เยว่รับคำสั่งด้วยกิริยาสงบนิ่ง นางปาดคราบ
“แล้วกลิ่นธูปนี่อีก ชายารองหาน เจ้ารู้หรือไม่ฮองเฮาแพ้กลิ่นธูปพวกนี้”หานลี่เยี่ยนคลานเข้าไปใกล้พระแท่น บีบน้ำตาพลางประคองตลับธูปด้วยมือที่สั่นเทา “เสด็จแม่... ฮองเฮานำเหนี่ยง โปรดถนอมเมตตาด้วยเพคะ ธูปหอมพันปีนี้ เยี่ยนเอ๋อร์ ตั้งใจคัดเลือกมาถวายเพื่อให้พระองค์ทรงสำราญพระทัย ไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ทรงแพ้กลิ่นธูป โปรดยกโทษให้เยี่ยนเอ๋อร์เถิดเพคะ”“เอาถ้วยน้ำแกงบำรุงที่เหลือ และยึดธูปนั่นไปตรวจสอบ” ฮองเฮาทรงใช้อำนาจเด็ดขาด สั่งเสียงแหบแห้งในทันที “ใครที่คิดจะลองดีในตำหนักข้า... วันนี้ต้องมีคนชดใช้”“ทหาร! ปิดล้อมตำหนักเยว่หาน อย่าให้ผู้ใดหนีออกไปได้ จนกว่าจะสอบสวนเสร็จ” ฮองเฮาฝืนสั่งเสียงแผ่ว ทหารมหาดเล็กพุ่งเข้ามารวบตัวพระสนมจิ่นซูเหยียนและหานลี่เยี่ยนที่กำลังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูกทันใดนั้นเอง! ฮองเฮาพลันกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโตอีกครั้ง ร่างทรงสง่าสั่นเทาประดุจใบไม้ร่วง แสงสีทองในแววตาดับวูบลงทันที“เสด็จแม่” ไป๋ลี่เยว่แผดเสียงร้องด้วยความตระหนก “พวกท่านทำอะไรลงไป กลิ่นธูปนั่น... ยาของพวกเจ้านี่เองที่ทำให้เสด็จแม่ทรงพระอาการทรุด”หานลี่เยี่ยนหน้าซีดเผือด ตลับธูปในมือร่วงหล่นแตกกระจ
หน้าตำหนักเยว่หานณ หน้าตำหนักเยว่หาน บานประตูไม้แกะสลักลายหงส์ปิดสนิท เงียบงันราวปิดตายทั้งตำหนัก... หรือแท้จริงแล้วมันกำลังปิดบังความลับอันมืดดำที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ขบวนของจิ่นกุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจเหนือสนมทั้งปวง และ หานเช่อเฟยพระชายารองในองค์ชายสอง มาบรรจบกันตรงหน้าธรณีประตูพอดิบพอดีสองสตรีต่างวัยต่างฐานะสบตากันเพียงอึดใจก็รับรู้ถึงดาบที่ซ่อนในรอยยิ้มของกันและกัน ก่อนรอยยิ้มอ่อนหวานจะถูกสวมขึ้นราวหน้ากากแห่งจริตที่ฝึกปรือมาอย่างชำนาญหานเช่อเฟยรีบเก็บซ่อนแววตาร้ายกาจ ยอบกายลงต่ำจนชายกระโปรงลากพื้นหิมะ “ถวายพระพร...จิ่นกุ้ยเฟยเหนียงเหนี่ยง ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีเพคะ”“อ้าว...หานเช่อเฟย...เจ้าก็มาถวายพระพรฮองเฮาด้วยหรือ เจ้านี่มีความกตัญญูไม่เบา ถึงขั้นแบกท้องที่ใกล้คลอดฝ่าลมหนาวมาถวายพระพรฮองเฮาเชียวรึ” จิ่นกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงนุ่มนวล มือยังคงนับลูกประคำในมือช้าๆ อย่างสงบ ทว่าสายตากลับจดจ้องที่ตลับหยกในมืออีกฝ่ายนานเกินจำเป็น“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ เพียงแต่…หม่อมฉันได้ยินว่าเสด็จแม่ทรงประชวร ในใจเป็นห่วงพระอาการฮองเฮายิ่งนัก เกรงว่าชายาสามจะดูแลไม่ทั่วถึง จึงมาปรนนิบัติอีกแรง
ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาวจนกระดูกแทบปริร้าว ทหารกบฏชิงโจวบนกำแพงเมืองทิศใต้ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความย่ามใจ เมื่อเห็นแสงคบไฟนับหมื่นดวงพุ่งตรงมาราวกับทะเลเพลิงที่บ้าคลั่ง เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่งลานหิมะ ทำให้พวกมันเชื่อสนิทใจว่ากองทัพพยัคฆ์กำลังวิ่งเข้าหาความตายในอาณาเขตของตน “พวกมันมาแล้ว เตรียมจุดสายชนวนอัคคีพิฆาต” หัวหน้ากบฏแสยะยิ้มอำมหิต ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างอยู่บนใบหน้าเพียงชั่วอึดใจ ครืนนนน! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! เสียงกัมปนาทแผดลั่นราวกับอสนีบาตฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่ามันมิได้ดังขึ้นที่ทุ่งหญ้าเบื้องหน้าเมือง แต่กลับระเบิดออกมาจาก คลังดินประสิวและหอคอยบัญชาการใจกลางเมืองชิงโจว กล่องไม้ที่บรรจุดินปืนและน้ำมันยางไม้นับร้อย ซึ่งถูกหน่วยกล้าตายของเว่ยหลางสลับสายชนวนไว้ ทำงานลุกพรึบพร้อมกันประหนึ่งมังกรไฟโหมกระหน่ำ แรงอัดของดินประสิวฉีกกระชากหอคอยบัญชาการจนพังทลายกลายเป็นเศษอิฐในพริบตา เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะยานงับยอดฟ้า ย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีเลือดด้วยแสงไฟ “นั่นมันอะไรกัน เหตุใดอัคคีถึงหลั่งไหลอ
ค่ายแม่ทัพ ริมขอบเมืองชิงโจว“ท่านพี่... ช่วยลูกของเราด้วย...”ท่ามกลางพายุหิมะขาวโพลนจนมองไม่เห็นทิศทาง ไป๋ลี่เยว่ก้าวเดินอย่างยากลำบาก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเลือดหยดลงบนพื้นหิมะเป็นทางยาวบาดตา ในอ้อมแขนนั้นนางประคองโอบอุ้มทารกน้อยคนหนึ่งไว้แนบแน่น แววตาที่จ้องมองมายังเขานั้นเว้าวอนและโศกเศร้าเสียงกระซิบของนางแผ่วเบาจนแทบถูกลมหนาวกลืนกิน...ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดที่กรีดลึกจนหัวใจเขากลายเป็นผุยผง“เยว่เอ๋อร์”หลงเจิ้งหยางกระชากกระบี่ข้างกายออกมาด้วยสัญชาตญาณพร้อมเสียงคำรามลั่น เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางกระโจมบัญชาการที่หนาวเหน็บ ลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านช่องว่างของหนังหุ้มกระโจมปะทะใบหน้า ทหารเวรยามด้านนอกยังคงยืนแข็งทื่อราวรูปปั้นท่ามกลางพายุที่เริ่มก่อตัว เขาหอบหายใจรัว แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แม้จะพยายามบอกตนเองว่าเป็นเพียงนิมิตที่พร่าเลือน ทว่ากลิ่นคาวเลือดและเสียงกระซิบเมื่อครู่กลับชัดเจนราวกับเกิดขึ้นจริง หัวใจของเขากลับเต้นรัวราวกลองศึก ลางบอกเหตุนี้ชัดเจนและเจ็บปวดจนเขามิอาจเพิกเฉย“ท่านแม่ทัพ…เกิดเหตุใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ…” ซ







