LOGIN“พระองค์ หม่อมฉันมีอีกเรื่องที่อยากจะทูลขอเพคะ”
ฮองเฮาทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย “ว่ามาสิ”
ไป๋ลี่เยว่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮองเฮาอย่างกล้าหาญ
“ขอพระองค์ ได้โปรดเมตตา อย่าได้บอกใครเรื่องที่หม่อมฉันตั้งครรภ์ได้หรือไม่เพคะ”
บรรยากาศภายในตำหนักเย็นเงียบงันในทันที เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน หงเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนนางกำนัลของฮองเฮาก็หันมองกันด้วยความงุนงง ไป๋ลี่เยว่ยังคงเงยหน้าสบสายพระเนตรของฮองเฮา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่
ฮองเฮาทรงมองนางนิ่ง พระขนงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดอยู่” พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
ไป๋ลี่เยว่พยักหน้า นางกำมือแน่นเพื่อระงับความสั่นไหวในใจ “เพคะ”
“เจ้าเป็นพระชายาขององค์ชายสาม ทายาทในครรภ์ของเจ้าก็คือเชื้อพระวงศ์ของต้าเฉิง” ฮองเฮาตรัสชัดถ้อยชัดคำ
“หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เจ้าจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ได้รับสิทธิ์ของพระชายาสามเต็มที่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องการปิดบัง”
ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่น นางสูดลมหายใจลึกเข้า ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หม่อมฉัน ไม่ต้องการพึ่งพาองค์ชายสามเพคะ”
ดวงเนตรของฮองเฮาวาววับขึ้นมาทันที พระนางทรงจับจ้องไปยังสตรีที่ถูกทอดทิ้งตรงหน้า ดูเหมือนนางจะประเมินไป๋ลี่เยว่ต่ำเกินไป
“เจ้ารักเขา แต่กลับไม่ต้องการให้เขารับรู้ว่ามีทายาทกับเจ้า อย่างนั้นหรือ เพราะเหตุใดกัน”
“เพราะหม่อมฉันไม่ต้องการให้เขารับผิดชอบเพียงเพราะหน้าที่ หรือเพียงเพราะความเหมาะสมเพคะ”
ไป๋ลี่เยว่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างมั่นคง “และหม่อมฉันไม่ต้องการให้ลูกของหม่อมฉันเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าเป็นเพียงภาระที่ถูกฝืนให้ยอมรับเพคะ”
ฮองเฮาทรงนิ่งไป ดวงพระเนตรจับจ้องไปที่ไทจื่อเฟยตรงหน้า “เจ้าเกลียดเขาหรือ”
ไป๋ลี่เยว่สั่นศีรษะ “ไม่เพคะ”
“เช่นนั้น เจ้ายังรักเขาอยู่หรือ”
ไป๋ลี่เยว่ชะงักงัน ใจของนางสั่นไหววูบหนึ่ง นางหลุบตาลงก่อนจะแค่นยิ้มบางๆ
“หม่อมฉันเคยคิดว่าความรักของหม่อมฉันมีค่า และงดงาม แต่หลังจากคืนวันแต่งงาน หม่อมฉันก็เข้าใจแล้วเพคะ ว่าองค์ชายไม่เคยเห็นหม่อมฉันอยู่ในสายตา ตอนนี้ ความรักสำหรับหม่อมฉัน มันหมดความหมายไปแล้วเพคะ ”
“และหม่อมฉันไม่ต้องการให้ลูกของหม่อมฉันต้องเติบโตขึ้นมาโดยต้องรอคอยความรักจากบิดาเพคะ” นางกล่าวหนักแน่น
“หม่อมฉันจะเลี้ยงดูเขาเอง ให้เขามีชีวิตที่มีความสุขเพคะ”
ฮองเฮาทรงมองนางนิ่งนาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“เจ้าเป็นสตรีที่น่าสนใจยิ่งนัก” พระนางตรัสขึ้นมาลอยๆ
“ตั้งแต่เจ้าขอสมรสพระราชทานตบแต่งเข้าวังมา ข้ามิเคยได้ยินเจ้าทูลขอสิ่งใดเลย แต่วันนี้ เจ้ากลับมาขอให้ข้าปิดบังเรื่องที่เจ้ามีรัชทายาท”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าลงอย่างเคารพ “เพคะ ขอพระองค์โปรดเมตตา”
“หากข้าปิดเรื่องนี้ แล้ววันหนึ่งองค์ชายสามรู้ความจริงขึ้นมา เจ้าคิดหรือว่าเขาจะให้อภัยเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่นิ่งไปก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “หม่อมฉันไม่สนใจเพคะ”
“ไม่สนใจหรือ”
“เพคะ เพราะถึงอย่างไร หม่อมฉันก็ไม่ใช่คนสำคัญของพระองค์”
ฮองเฮาทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลาง จ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางที่ยากจะคาดเดา
“เหตุใดเจ้าคิดว่าเราจะยอมตามคำขอของเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของฮองเฮาอย่างไม่หวาดหวั่น นางรู้ดีว่าพระนางทรงฉลาดล้ำลึกและมองการณ์ไกล หากต้องการให้นางเปิดเผยเรื่องนี้ พระนางย่อมมีอำนาจพอที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไป๋ลี่เยว่มั่นใจ
“เพราะพระองค์เองก็ต้องการให้เขาเรียนรู้บทเรียนนี้เพคะ เช่นเดียวกับหม่อมฉันเพคะ”
ดวงเนตรของฮองเฮาสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนพระนางจะหัวเราะเบาๆ “เจ้านี่ฉลาดกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันเพียงแต่เข้าใจว่าหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ท่านอ๋องอาจถูกบังคับให้แสดงความรับผิดชอบ และพระองค์เองก็ทรงทราบดีว่า สิ่งใดที่ถูกบังคับ ย่อมไม่เกิดผลดีเพคะ”
นางสูดลมหายใจลึกก่อนจะกล่าวต่อ “หม่อมฉันจึงขอให้พระองค์เมตตา เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”
ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสขึ้นช้าๆ “เจ้าคิดถูกแล้ว”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองพระนางด้วยความประหลาดใจ
ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง พระพักตร์สงบนิ่ง แต่ในแววตามีประกายเฉียบคม
“เจิ้งหยางเป็นพระโอรสของเรา แต่เขาก็ยังเป็นบุรุษที่เย่อหยิ่งและไม่เห็นค่าของผู้อื่น” พระนางตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“บางที ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเรียนรู้ว่า การสูญเสียบางสิ่งไป อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าการไม่เคยได้รับมันมาแต่แรก”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก หัวใจของนางเต้นแรงขึ้น “พระองค์ หมายความว่า”
พระนางทอดถอนพระทัยเบาๆ ก่อนจะหันมามองไป๋ลี่เยว่ “เจ้าวางใจได้ ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ” พระนางตรัสเสียงเรียบ
ฮองเฮาทรงหันกลับมาสบตานาง แววพระเนตรเย็นชาแต่เปี่ยมไปด้วยแผนการ
“องค์ชายสามต้องเรียนรู้ ว่าความรักที่เขามองข้ามไปนั้น มีค่าเพียงใด” พระนางตรัสช้าๆ
“หากเขาไม่เห็นค่าเจ้า เราก็จะทำให้เขาต้องการเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่เบิกตากว้าง นางมิใช่คนอ่อนแอ แต่นางก็ไม่เคยคิดจะใช้แผนการใดๆ เพื่อนำพาพระสวามีกลับคืนมา
“หม่อมฉัน ไม่คิดจะบังคับให้เขากลับมาเพคะ” นางกล่าวเสียงแผ่ว
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์ “มิใช่การบังคับ แต่เป็นการทำให้เขาตระหนักถึงสิ่งที่เขาทอดทิ้งไป”
พระนางทอดถอนพระทัยเบาๆ ก่อนจะตรัสต่อ “ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเรา แต่เจ้าต้องให้ข้ามาเยี่ยมหลานข้าได้บ่อยๆ”
ไป๋ลี่เยว่รู้สึกเหมือนก้อนหินหนักอึ้งในใจถูกยกออก นางซาบซึ้งใจจนต้องคุกเข่าลง “ขอบพระทัยเพคะ ฮองเฮา”
พระนางทอดพระเนตรนางด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตรัสขึ้นเบาๆ “แต่ข้าจะให้คนของตำหนักของข้าคอยดูแลเจ้าจากเงามืด เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้ากับหลานของข้าจะปลอดภัย”
ไป๋ลี่เยว่ายิ้มบางๆ “เพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งยิ่งนัก”
ฮองเฮาทรงพยักพระพักตร์ ก่อนจะจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง
“เจ้าจะเลี้ยงดูลูกคนเดียวได้หรือ”
ไป๋ลี่เยว่ลูบหน้าท้องของตนเอง รอยยิ้มของนางอ่อนโยน
“เพคะ หม่อมฉันมั่นใจ”
ดวงเนตรของพระนางฉายแววพึงพอใจ ก่อนพระนางจะลุกขึ้นประทับยืน
“ดี เช่นนั้นจงจำไว้ว่า ข้าอยู่ข้างเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองพระนาง ดวงตาของไป๋ลี่เยว่สั่นไหว นางมิใช่หญิงอ่อนแอ แต่เมื่อนางได้รับความเมตตาจากฮองเฮา นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตัน นางสูดลมหายใจลึก
“ขอบพระทัยเพคะ ฮองเฮา”
“เรียกข้าว่า เสด็จแม่เถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงแฝงเล่ห์
“จงรอดูเถิด ไป๋ลี่เยว่ สักวันหนึ่ง เจิ้งหยางจะเป็นฝ่ายกลับมาร้องขอเจ้าเอง”
“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
“แต่ข้าก็ห่วงเจ้ามากกว่า” ไป๋ลี่เยว่ชะงัก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของนางสั่นระริกฉายแววลังเล“ตอนที่ข้าเห็นเจ้าก้าวออกมาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหา… ข้าแทบคลั่ง อยากเข้าไปปกป้องเจ้าเสียเดี๋ยวนั้น” เสียงหลงเจิ้งหยางสั่นพร่า แต่หนักแน่น “แต่ข้าก็รู้ หากข้าเข้าไปโดยไร้หลักฐาน ก็เ
ยามค่ำในตำหนักชิงอวิ๋น แสงจันทร์ลอดผ่านม่านโปร่ง ส่องเงาอ่อนโยนลงบนพื้นหินกรวด บรรยากาศเงียบสงบ หลังมื้ออาหารยามค่ำ ไป๋ลี่เยว่ยืนลำพังในสวนหลังตำหนัก ราวต้องการปลดเปลื้องบางสิ่งที่คั่งค้างในอก หลังจากได้พบหน้าหลงเจิ้งหยางอีกครั้งเสียงฝีเท้าหนักแน่น หากแฝงความลังเลของใครบางคนดังเข้ามาใกล้ นางมิได้
“แย่แล้ว.. ไหน่ไหน่ ท่านแม่ของข้า ยิ่งงดงามกว่าสตรีใดในใต้หล้านี้ ข้าจะไม่เสี่ยงเด็ดขาด” เจ้าตัวน้อยเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตากลับเข้มขึ้นอย่างจริงจัง ก่อนสูดหายใจลึก ก่อนหันไปมองพระบิดา “…เช่นนั้น…ข้ายินยอมให้ท่านอยู่ก็ได้ แต่...ห้ามเข้าใกล้ท่านแม่เกินสามก้าว” เสียงเล็กของหลงจิ่นอวิ๋นประกาศหนักแน่นยิ
ภายในห้องบรรทมของไป๋ลี่เยว่ กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้ง เงียบสงบเย็นเยือก บ่งบอกถึงเจ้าของห้องผู้มีรสนิยมละเมียดละไม แสงจันทร์ลอดผ่านม่านโปร่งทาบเงาอ่อนโยนลงบนเตียงไม้แกะสลักหลงเจิ้งหยางเขาเดินตามเข้าไปช้า ๆ ประหนึ่งก้าวสู่ที่มั่นของตนแต่แล้ว…“องค์ชายสาม…ท่านจะทำอันใดหรือขอรับ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น







