LOGINหลังจากฟื้นตัวจากพิษไข้ ไป๋ลี่เยว่นั่งพิงหมอนใบใหญ่ ร่างกายของนางยังคงอ่อนแอจากพิษไข้
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปที่หน้ากระจกเก่าๆ พลางจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเอง
หญิงสาวในกระจกมีใบหน้าซีดเซียว ร่องรอยความเจ็บป่วยยังไม่จางหาย ผมยาวสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย ร่างอวบอ้วนดูเปราะบางกว่าก่อนป่วย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด คือแววตาของนาง
แววตาที่มิได้อ่อนแอตามร่างกาย แววตาของนางกลับแน่วแน่และมุ่งมั่น เพราะนางรู้ดีว่านางมิอาจปล่อยให้ตัวเองตกต่ำไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
นางไม่ใช่ไป๋ลี่เยว่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางมองผ้าม่านสีซีดของตำหนักเย็น ปราสาทแห่งความเดียวดายของสตรีที่ถูกขับไล่จากสายตาของผู้คน
ที่นี่คือตำหนักเย็น ตำหนักที่ถูกลืมเลือน ไม่มีใครให้การสนับสนุน นางไม่มีเงินทองจากตำหนักใหญ่อีกต่อไป นางไม่มีสถานะเป็นที่โปรดปรานของพระสวามี
หากนางยังมัวแต่เฝ้ารอความเมตตาจากใคร นางกับสาวใช้ในตำหนักคงอดตายกันหมด
“หงเหมย” นางเรียกสาวใช้คนสนิทที่กำลังเช็ดถูห้องอยู่ใกล้ๆ
“ช่วยบอกข้า ตำหนักเย็นนี้มีเสบียงเพียงพอหรือไม่”
หงเหมยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเศร้า “ตำหนักนี้ถูกปล่อยร้างมานานเจ้าค่ะ นอกจากข้าและบ่าวอีกไม่กี่คน ก็ไม่มีผู้ใดเหลียวแล”
“เช่นนั้น เรามีเงินหรือไม่”
“มีเพียงเล็กน้อยเจ้าค่ะ ก่อนที่คุณหนูจะถูกส่งตัวมาที่นี่ บ่าวกับคนอื่นพยายามเก็บรวบรวมเงินมาให้ได้มากที่สุด แต่ก็ยังไม่พอและก็มีของส่วนตัวของคุณหนูเจ้าค่ะ”
ไป๋ลี่เยว่หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เมื่อนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางเปล่งประกายขึ้นมาใหม่
“ข้ามิอาจพึ่งพาตำหนักอ๋องได้อีกแล้ว” นางกล่าวช้าๆ นึกถึงที่องค์ชายสามว่าจะปิดตำหนัก
“นับจากนี้ ข้าจะต้องพึ่งพาตัวเอง ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะมิใช่สตรีอ่อนแอที่รอความเมตตาจากผู้ใดอีก หงเหมย ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย”
“คุณหนู โปรดสั่งการเถอะเจ้าค่ะ”
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าในตำหนักเย็นนี้ เรามีอะไรบ้าง”
หงเหมยพยักหน้า “บ่าวสำรวจไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“ที่นี่แม้จะถูกปล่อยร้าง แต่ยังพอมีสวนเล็กๆ ด้านหลัง มีเรือนครัวที่ยังใช้งานได้ และมีโรงเก็บของเก่าที่ไม่ได้ใช้มานาน”
“สวน” ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ด้านหลังตำหนักเย็นมีพื้นที่เพาะปลูกหรือ”
“เจ้าค่ะ แต่เป็นที่รกร้างและไม่ค่อยมีใครสนใจ”
ไป๋ลี่เยว่ยิ้มบางๆ นี่อาจเป็นโชคชะตาที่เข้าข้างนางเล็กน้อย
“เช่นนั้น เราจะเริ่มจากที่นั่น”
“คุณหนู”
“ข้าจะปลูกผักและสมุนไพร เพื่อใช้เป็นเสบียง และเพื่อสร้างเส้นทางของข้าเอง” ไป๋ลี่เยว่สูดหายใจลึกๆ ก่อนจะพยายามกลับมาที่เตียง
“คุณหนู ท่านยังอ่อนแออยู่” หงเหมยรีบเข้ามาประคองนาง
“ท่านต้องพักผ่อนก่อน”
“หงเหมย” ไป๋ลี่เยว่กล่าวเสียงแผ่ว แต่แววตาของนางกลับแน่วแน่กว่าที่เคยเป็นมา
ไป๋ลี่เยว่ยิ้มจางๆ แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่นางก็ตัดสินใจแล้ว ว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
“เจ้าคะ คุณหนู” หงเหมยรีบเดินเข้ามารับคำสั่ง
ไป๋ลี่เยว่กุมมือของสาวใช้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะอยู่รอดในตำหนักนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเสบียง มีเงิน และมีหนทางหาเลี้ยงตัวเอง”
หงเหมยมองเจ้านายของนางด้วยความประหลาดใจ ปกติแล้วคุณหนูของนางเป็นหญิงสาวเรียบร้อย อ่อนโยน และขี้อาย แม้จะมีความรู้เรื่องสมุนไพร แต่ก็ไม่เคยคิดเรื่องการทำมาหากิน แต่ตอนนี้ นางกลับดูมุ่งมั่นยิ่งกว่าใคร
“แต่คุณหนู ท่านจะต้องออกแรงมากนะเจ้าคะ ตอนนี้ร่างกายของท่านยังไม่แข็งแรง”
“ข้ารู้” ไป๋ลี่เยว่ยิ้มจางๆ
“แต่หากข้าไม่เริ่มลงมือเสียตอนนี้ ข้าจะไม่มีวันรอดไปได้”
“ข้ามิอาจพึ่งพาองค์ชายสามได้อีกแล้ว หากข้าไม่สร้างเส้นทางของตัวเอง ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร” นางหยุดพูดเพียงครู่ เพื่อบังคับน้ำตาไม่ให้ไหล
“หงเหมย เจ้าจะช่วยข้าหรือไม่”
“บ่าวจะช่วยคุณหนูแน่นอนเพคะ” หงเหมยรีบตอบทันที ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความภักดี
“ดี เราต้องรอดด้วยกัน”
“แล้วคุณหนูจะให้พวกเราทำอย่างไร เจ้าคะ” หงเหมยถามอย่างจริงจัง
ไป๋ลี่เยว่หลับตาคิดก่อนเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
“อันดับแรก เราจะปลูกพืชผัก และสมุนไพร พวกเราต้องปลูกและดูแลมันให้ดี เพราะนี่จะเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของพวกเรา”
ไป๋ลี่เยว่กล่าว แม้นางไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่การอ่านตำราและความรู้จากบิดาเรื่องการค้าทำให้นางพอจะเข้าใจหลักการอยู่บ้าง
นอกจากพืชผักสำหรับยังชีพ นางยังคิดไปถึงการทำเงิน สมุนไพรเป็นสิ่งที่มีค่าในทุกยุคสมัย หากพวกนางสามารถปลูกสมุนไพรที่หายากและมีสรรพคุณดีได้ ก็น่าจะนำไปขายให้ร้านขายยาในเมืองได้
“แต่คุณหนูเจ้าคะ ร้านยาจะรับของจากพวกเราได้หรือ” หงเหมยถามด้วยความกังวล
ไป๋ลี่เยว่ยิ้มบาง “แน่นอน ถ้าหากสมุนไพรของเรามีคุณภาพดีพอ”
นางรู้ว่าเส้นทางนี้ไม่ง่าย แต่หากทำสำเร็จ ไม่เพียงแต่พวกนางจะมีเงินใช้ ยังสามารถซื้อข้าวของจำเป็น และอาจสะสมกำลังให้มากพอจนไม่ต้องพึ่งพาใครได้อีกต่อไป
ไป๋ลี่เยว่ให้หงเหมยไปนำกล่องไม้เก่าๆ ที่ซ่อนหีบของนางออกมา
เมื่อเปิดฝากล่องออก ด้านในมีเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเงินที่บิดาของนางเคยให้ไว้ก่อนแต่งงาน
“เงินนี่” หงเหมยมองด้วยความตกตะลึง
“เป็นเงินที่ท่านพ่อเคยให้ข้าไว้ ข้าคิดจะเก็บมันไว้ใช้ยามจำเป็น แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว” ไป๋ลี่เยว่กล่าว
นางแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้หงเหมยนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์สมุนไพรและอุปกรณ์ทำสวน อีกส่วนให้ไปหาซื้อเสื้อผ้า ผ้าห่ม และเสบียงอาหาร
“หลังจากนี้ เราต้องไม่ให้ผู้ใดดูถูกพวกเราได้อีก”
ไม่กี่วันต่อมา ตำหนักเย็นที่เคยเงียบเหงาก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง พื้นที่ด้านหลังตำหนักร้างเคยเป็นสวนมาก่อน แม้จะถูกปล่อยให้รกร้าง แต่ดินยังดีพอสำหรับการเพาะปลูก
“เช่นนั้นวันนี้เริ่มจากทำความสะอาดสวน และเตรียมดินให้พร้อม”
หงเหมยและบ่าวอีกสองสามคนเริ่มช่วยกันถางหญ้า พรวนดิน และลงมือปลูกพืชผักที่โตไว เช่น ผักกาด หัวไชเท้า และถั่วงอก ส่วนสมุนไพรที่มีค่ากว่า เช่น โสม ปี่เสี่ยะ และไป๋จื่อ ก็ถูกปลูกแยกไว้ในเรือนเล็กๆ ที่ทำขึ้นจากเศษไม้และผ้าป่านเก่าๆเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้มแข็ง ได้ถูกหว่านลงแล้ว
ไป๋ลี่เยว่แม้จะยังอ่อนแอ แต่ก็ลงมือทำด้วยตัวเองทุกอย่าง นางมิได้เป็นเพียงพระชายาผู้สูงศักดิ์ที่นั่งรอรับใช้ แต่เลือกจะเป็นผู้ลงมือสร้างทุกสิ่งด้วยตัวเอง
“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
ณ จวนเสนาบดีหานหลังจากเหตุการณ์ที่ถูกโจรดักฉุดในระหว่างทางกลับจากวัด และได้รับการช่วยเหลือจากองค์ชายสอง หลงเหวินหยางผู้สูงศักดิ์ สง่างาม หานลี่เยี่ยนก็กลับมาถึงจวนพร้อมหัวใจที่มิอาจสงบดังเดิมอีกต่อไป แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเพียงข้ามคืน แต่ความรู้สึกในใจนางกลับแน่นรัดราวร้อยด้ายแดงแห่งชะตาถูกผูกไว้แน
จวนเสนาบดีหลี่ “โผล๊ะ” เสียงสะท้อนดังของกล่องหยกขนาดย่อมตกกระแทกพื้นอย่างแรง แทรกก้องไปทั่วห้องนอนของคุณหนูประจำตระกูล จนข้ารับใช้ที่คอยเฝ้าอยู่ถึงกับตัวสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกสะเก็ดเพลิงกระทบกาย“เขากล้าดีอย่างไร…” เสียงหวานแฝงพิษร้ายเอ่ยลอดไรฟัน ร่างอรชรในชุดนอนแพรเนื้อละเอียดสีอ่อนนั่งตัวตรงหน
“เยว่เอ๋อร์ เดี๋ยวก่อน…”ร่างสูงก้าวเท้าตามอย่างเร่งร้อน เสียงรองเท้ากระทบหินดังก้องในตรอกแคบ เขาเร่งรุดตามรอยเท้าของสองแม่ลูก จนกระทั่ง…เงาขาวสะบัดชายผ้าปลิวไหวอยู่ตรงหน้า“เยว่เอ๋อร์…” เสียงเขาแหบพร่า ราวคนบาดเจ็บจากศึกหนัก ร่างบางหยุดฝีเท้า หากมิได้หันกลับมา “องค์ชายควรเสด็จกลับไปเถิดเพคะ…มิเช่น
“พระชายา…” ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่ใต้เงาไม้หน้าแผงสมุนไพร ใบหน้านิ่งสงบใต้ชุดขาวสะอาดปลายชายแพรบางพลิ้วปลิวไหวตามแรงลม ดวงตาคู่งามทอดมองภาพเบื้องหน้าอย่างนิ่งงัน ราวหยั่งลึกไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจ ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตานั้น…คือบุรุษผู้เป็นพระสวามี กำลังโอบประคองสตรีอีกนางไว้แนบอก วูบหนึ่ง ดวงตาเงียบงันข







