Mag-log in“คุณหนูเจ้าคะ ฮองเฮาทรงเสด็จมาที่ตำหนักเย็น”
ไป๋ลี่เยว่ที่กำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าเด็กอยู่ ต้องชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหงเหมยที่รีบร้อนเข้ามารายงาน สีหน้าของสาวใช้ซีดเผือด แววตาตื่นตระหนก
นางเบิกตากว้าง ดวงตาสั่นไหว แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ฮองเฮา พระนางเสด็จมาทำไม
หัวใจของนางเต้นแรง มือเผลอบีบชายเสื้อแน่น ก่อนจะค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึก นางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ประคองท้องที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน แล้วเดินออกไปต้อนรับผู้เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่สุดในวังหลวง
ฮองเฮาในฉลองพระองค์ด้วยแพรไหมสีแดงเข้ม พระพักตร์ยังคงสง่างามแฝงด้วยอำนาจ ดวงเนตรคมกริบของพระนางจับจ้องไปยังสตรีตรงหน้า ไป๋ลี่เยว่ที่เดินเข้ามาต้อนรับกับท้องที่ใหญ่ขึ้นของนาง ฮองเฮาเบิกพระเนตรกว้างทันทีที่เห็นรูปร่างของไท่จื่อเฟย
“เจ้า เจ้าตั้งครรภ์”
น้ำเสียงของพระนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้พระนางจะเป็นถึงฮองเฮา แต่ในชั่วขณะนั้นกลับทรงลืมรักษาท่าทีอันสง่างามไปชั่วครู่
ไป๋ลี่เยว่หยุดชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ ก่อนจะตอบด้วยท่าทางสงบ
“เพคะ”
ไป๋ลี่เยว่ย่อตัวลงอย่างสำรวม เพื่อทำความเคารพ แม้ใจนางจะเต้นรัว แต่น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่ง
“หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาถึงที่นี่ มีรับสั่งสิ่งใดหรือเพคะ”
ฮองเฮาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะช่วยประคองไป๋ลี่เยว่อย่างอ่อนโยน ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหตุใด เจ้าจึงมาอยู่ที่ตำหนักเย็นเช่นนี้ ข้าไปที่ตำหนักใหญ่ไม่เห็นมีเจ้าอยู่ที่นั่น”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก มือกำแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่นางยังคงพยักหน้ารับอย่างสงบ
“เพคะ องค์ชายสามรับสั่งให้หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ เพราะพระองค์บอกว่าหม่อมฉันวางยาพระองค์คืนวันแต่งงานเพคะ ”
ฮองเฮาทรงเพ่งมองไป๋ลี่เยว่ ดวงเนตรเข้มขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นสภาพของพระชายาสามที่ซีดเซียว แต่ยังคงมีแววแน่วแน่อยู่ในดวงตา
“โธ่ เป็นความผิดของข้าเอง วันนั้นข้าใส่ยาในสุรามงคลเอง เลยทำให้เจ้าต้องมาลำบาก” ฮองเฮาสารภาพออกมา
“องค์ชายสามรู้หรือไม่ ว่าเจ้าตั้งครรภ์”
คำถามนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ทราบเพคะ พระองค์ออกไปชายแดนตั้งแต่หลังแต่งงาน”
เพียงประโยคเดียว แต่กลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดพระเนตรไปรอบๆ ตำหนักเย็น สายพระเนตรของพระนางกวาดมองความทรุดโทรมของที่ประทับ ข้าวของภายในตำหนักได้รับการซ่อมแซมไปไม่น้อย แม้จะไม่หรูหราเทียบเท่าตำหนักอื่น แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงกระนั้น สำหรับพระเนตรของสตรีสูงศักดิ์ที่เติบโตมาในความสมบูรณ์แบบอย่างฮองเฮา พระนางยังคงไม่พอพระทัย
ฮองเฮาทรงประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ถูกขัดจนสะอาด แต่ก็ยังดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับที่นั่งภายในวังหลวง ดวงเนตรของพระนางทอดมองไปทั่วตำหนัก ราวกับกำลังประเมินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างละเอียด
ใช่ แม้จะมีความขุ่นเคือง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความยินดีที่อยู่ลึกๆ ได้ พระองค์กำลังจะมีพระนัดดา
แต่ทันทีที่คิดได้ว่า สตรีตั้งครรภ์นี้ถูกปล่อยให้อยู่ในตำหนักเย็นเพียงลำพัง พระนัดดาที่อยู่ในครรภ์อีก ความยินดีของพระนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอพระทัยแทบจะทันที
“เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ มานานเท่าใดแล้ว”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าไม่ได้ตอบ แต่นางรู้ดีตั้งแต่คืนแต่งงาน นางก็ถูกผลักไสมาอยู่ที่นี่โดยไร้ผู้เหลียวแล
ฮองเฮาทรงหลับพระเนตรลงครู่หนึ่งนางพอจะรู้คำตอบแล้ว เหตุใดพระโอรสของนางถึงได้ขอออกรบชายแดนหลังแต่งงานเพียงคืนเดียว พระนางสูดลมหายใจลึก เมื่อเปิดพระเนตรขึ้นอีกครั้ง ดวงเนตรของพระนางเต็มไปด้วยความโกรธกริ้ว
“เจิ้งหยาง บังอาจนัก เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ให้เจ้าอย่างนั้นหรือ” ฮองเฮาทรงวางถ้วยน้ำชาเสียงดัง ก่อนจะหันมามองไป๋ลี่เยว่อย่างจริงจัง
“ข้าคิดว่าองค์ชายสามยังพอมีความเป็นสามีอยู่บ้าง แต่กลับกล้าทอดทิ้งพระชายาและลูกของตนเองเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก”
เพียงคำพูดเดียว แต่กลับเผยให้เห็นถึงความกริ้วของพระนางได้เป็นอย่างดี พระสุรเสียงเยียบเย็น แต่ฟังดูหนักแน่นราวกับหินผา
ไป๋ลี่เยว่รับรู้ถึงกระแสพระพิโรธที่แผ่ซ่านออกมา นางไม่ต้องการให้เรื่องนี้ลุกลาม นางสบสายพระเนตรของฮองเฮา ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบา
แต่ฮองเฮาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงห้าม พระพักตร์ของพระนางเคร่งเครียดขึ้นทันที ดวงเนตรของพระนางแฝงไปด้วยโทสะ พระหัตถ์กำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ คลายออก พระนางหลับพระเนตรครู่หนึ่งเพื่อระงับความขุ่นเคือง
“ไม่ต้องพูดอะไร ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
พระนางกวาดพระเนตรไปทั่วตำหนักอีกครั้ง แม้จะดูดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น แต่ก็ยังคงต่ำต้อยและไม่สมควรเป็นที่พำนักของชายาของโอรสสวรรค์ พระนางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“ที่นี่ ไม่คู่ควรกับเจ้า และยิ่งไม่คู่ควรกับพระนัดดาของข้า ข้าจะไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปจนถึงวันคลอดแน่” ฮองเฮาตรัสหนักแน่น
ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงเจตนารมณ์ของพระนาง แม้นางจะเข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองและลูกได้ แต่นางก็รู้ดีว่าหากมีฮองเฮาหนุนหลัง ลูกของนางจะมีอนาคตที่มั่นคงกว่าที่นางสามารถมอบให้ได้ ใบหน้าอวบแต่งดงามเงยขึ้นสบสายพระเนตรของฮองเฮา นางเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ได้ต้องการให้ฮองเฮาทรงเข้าข้างนาง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจเล็กน้อย อย่างน้อยก็ยังมีคนที่มองเห็นความทุกข์ของนาง
“หม่อมฉัน มิกล้ารับพระเมตตาเพคะ”
“เจ้าช่วยชีวิตองค์ชายสามเอาไว้ แล้วยังอุตส่าห์ขอสมรสพระราชทานเพราะความรัก แต่เขากลับตอบแทนเจ้าด้วยการทอดทิ้ง ข้ามิอาจปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเช่นนี้ได้”
“ขอบพระทัยเพคะ แต่” นางกล่าวเสียงแผ่วเบา
“เจ้ามีเหตุผลอะไร” ฮองเฮาทรงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะพยักพระพักตร์
ไป๋ลี่เยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นางกำมือแน่นขึ้น ก่อนจะเงยหน้าสบสายพระเนตรของฮองเฮาอย่างแน่วแน่
“เพราะหม่อมฉันต้องการให้องค์ชายสามได้เห็น ว่าหม่อมฉันสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเขา และไม่ต้องพึ่งพาตำหนักของเขา”
คำพูดของนางหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาของไป๋ลี่เยว่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“เจ้าคิดว่าเขาจะสนใจหรือ”
ไป๋ลี่เยว่หลุบตาลง นางรู้ดีว่าองค์ชายสามคงไม่สนใจอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเพียงคนเดียว มันเกี่ยวกับตัวนางเอง
“หม่อมฉันไม่อาจควบคุมความคิดขององค์ชายสามได้เพคะ แต่หม่อมฉันสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองได้” นางกล่าวอย่างหนักแน่น
“ต่อให้เขาไม่สนใจ ต่อให้เขามองว่าหม่อมฉันไม่มีค่า แต่หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าหม่อมฉันไม่ต้องการเขา”
ฮองเฮาทรงมองไป๋ลี่เยว่อย่างพินิจพิจารณา แม้คำพูดของนางจะแฝงไปด้วยความขมขื่น แต่กลับไม่มีความอ่อนแอแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นหรือ” พระนางตรัสเบาๆ ก่อนจะทอดพระเนตรมองรอบๆ ตำหนักอีกครั้ง
“แต่ข้าก็มิอาจปล่อยให้หลานของข้าเติบโตในที่เช่นนี้ ยิ่งถ้าฮ่องเต้ทรงรู้ก็มิอาจยอมได้เช่นกัน”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์บางๆ ก่อนตรัสต่อ “ข้าจะไม่บังคับเจ้าให้รับความช่วยเหลือจากข้า หากเจ้าต้องการสร้างชีวิตของตนเอง ข้าจะเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
“แต่นี่เป็นของขวัญจากย่าให้หลาน ไม่ใช่จากแม่ให้ลูกสะใภ้”
ไป๋ลี่เยว่เบิกตากว้าง นางรับรู้ถึงความเมตตาในพระสุรเสียงนั้น
ฮองเฮาทรงละพระเนตรจากนางแล้วตรัสกับข้าราชบริพารด้านหลัง “จากนี้ไป ให้ส่งช่างฝีมือและคนงานมาปรับปรุงตำหนักเย็นให้งดงามยิ่งกว่าาตำหนักองค์ชายสาม จัดหาข้าวของเครื่องใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ให้เหมาะสม และให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้เพียงพอ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปาก นางจะปฏิเสธอย่างไรได้ นี่มิใช่การสงเคราะห์ แต่มันคือของขวัญต้อนรับลูกของนาง นางคุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย ประสานมือคารวะอย่างลึกซึ้ง
“หม่อมฉันขอขอบพระทัยเพคะ ที่ทรงเมตตา”
ฮองเฮาทรงมองนางด้วยสายพระเนตรอ่อนโยนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักพระพักตร์
“ดูแลตัวเองให้ดี”
“พระองค์ หม่อมฉันมีอีกเรื่องที่อยากจะทูลขอเพคะ”
“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
หลงเจิ้งหยางยืนนิ่งซ่อนกายอยู่เบื้องพุ่มไม้… ใจเขากระตุกแปลบ เขาไม่เคยรู้เลยว่าโอรสที่ดื้อรั้นนักหนาเมื่อยามเจอเขา จะกลายเป็นเด็กที่อ่อนโยนเชื่อฟังและรักการเรียนรู้เช่นนี้และเขายิ่งไม่เคยรู้เลยว่า… ไป๋ลี่เยว่สามารถเป็นมารดาที่สมบูรณ์แบบได้เพียงนี้ นางงดงามราวบุปผาแรกแย้ม เผยความอบอุ่นที่แม้ตำหนักไหน
แสงตะเกียงในโถงหน้าตำหนักส่องแสงวูบไหว ดุจเปลวไฟเล็ก ๆ ที่กำลังต่อสู้กับสายลมยามราตรี เงาร่างของสองแม่ลูกทอดยาวบนพื้นไม้เรียบลื่นเงาวับ ไป๋ลี่เยว่กอดโอบบุตรชายแนบอก ก้าวเดินกลับห้องบรรทมอย่างเงียบงัน ม่านเงาของนางทาบทับความอ่อนโยนอบอุ่น หากแต่ภายในกลับซ่อนความเด็ดเดี่ยวไว้ โดยไม่รู้ว่ามีอีกคนกำลังก้
“ไทเฮา” เสียงร้องด้วยความตระหนกของขันทีดังลั่นขึ้นอีกครั้งก้องไปทั่วห้องโถง แข่งกับเสียงนางกำนัลที่ร่ำไห้ระงม“หมอหลวง เร็ว ตรวจพระอาการเร็วเข้า” ซิวหรงหันไปตะโกนเร่งรัดทันที น้ำเสียงแหลมสูงสั่นเครือ แต่แววตากลับวาบคมหมอหลวงรีบตรวจชีพจรอย่างรวดเร็ว “หายพระทัยตื้น หลอดลมตีบ อาการแพ้กำเริบอย่างรุนแร
“องค์ชายสาม โปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ…หม่อมฉันรักท่าน รักมาโดยตลอด รักมานานนัก หม่อมฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อท่าน”หลงเจิ้งหยางนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาเย็นชา หากลึกลงกลับแฝงแววเวทนาที่ไม่อาจปิดบัง“ขออภัย…ซิวหรง” เขาก้มศีรษะเล็กน้อย“ข้ามองเจ้าเป็นดุจน้องสาวมาโดยตลอด ไม่เคยคิดกับเจ้ามากไปกว่าญาติพี่น้อง หากคว




![ไอยคุปต์ มนตรา พันธนาการราคะ [PWP] + [NC30+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


