Mag-log in“คุณหนูเจ้าคะ ฮองเฮาทรงเสด็จมาที่ตำหนักเย็น”
ไป๋ลี่เยว่ที่กำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าเด็กอยู่ ต้องชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหงเหมยที่รีบร้อนเข้ามารายงาน สีหน้าของสาวใช้ซีดเผือด แววตาตื่นตระหนก
นางเบิกตากว้าง ดวงตาสั่นไหว แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ฮองเฮา พระนางเสด็จมาทำไม
หัวใจของนางเต้นแรง มือเผลอบีบชายเสื้อแน่น ก่อนจะค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึก นางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ประคองท้องที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน แล้วเดินออกไปต้อนรับผู้เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่สุดในวังหลวง
ฮองเฮาในฉลองพระองค์ด้วยแพรไหมสีแดงเข้ม พระพักตร์ยังคงสง่างามแฝงด้วยอำนาจ ดวงเนตรคมกริบของพระนางจับจ้องไปยังสตรีตรงหน้า ไป๋ลี่เยว่ที่เดินเข้ามาต้อนรับกับท้องที่ใหญ่ขึ้นของนาง ฮองเฮาเบิกพระเนตรกว้างทันทีที่เห็นรูปร่างของไท่จื่อเฟย
“เจ้า เจ้าตั้งครรภ์”
น้ำเสียงของพระนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้พระนางจะเป็นถึงฮองเฮา แต่ในชั่วขณะนั้นกลับทรงลืมรักษาท่าทีอันสง่างามไปชั่วครู่
ไป๋ลี่เยว่หยุดชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ ก่อนจะตอบด้วยท่าทางสงบ
“เพคะ”
ไป๋ลี่เยว่ย่อตัวลงอย่างสำรวม เพื่อทำความเคารพ แม้ใจนางจะเต้นรัว แต่น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่ง
“หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาถึงที่นี่ มีรับสั่งสิ่งใดหรือเพคะ”
ฮองเฮาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะช่วยประคองไป๋ลี่เยว่อย่างอ่อนโยน ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหตุใด เจ้าจึงมาอยู่ที่ตำหนักเย็นเช่นนี้ ข้าไปที่ตำหนักใหญ่ไม่เห็นมีเจ้าอยู่ที่นั่น”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก มือกำแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่นางยังคงพยักหน้ารับอย่างสงบ
“เพคะ องค์ชายสามรับสั่งให้หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ เพราะพระองค์บอกว่าหม่อมฉันวางยาพระองค์คืนวันแต่งงานเพคะ ”
ฮองเฮาทรงเพ่งมองไป๋ลี่เยว่ ดวงเนตรเข้มขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นสภาพของพระชายาสามที่ซีดเซียว แต่ยังคงมีแววแน่วแน่อยู่ในดวงตา
“โธ่ เป็นความผิดของข้าเอง วันนั้นข้าใส่ยาในสุรามงคลเอง เลยทำให้เจ้าต้องมาลำบาก” ฮองเฮาสารภาพออกมา
“องค์ชายสามรู้หรือไม่ ว่าเจ้าตั้งครรภ์”
คำถามนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ทราบเพคะ พระองค์ออกไปชายแดนตั้งแต่หลังแต่งงาน”
เพียงประโยคเดียว แต่กลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดพระเนตรไปรอบๆ ตำหนักเย็น สายพระเนตรของพระนางกวาดมองความทรุดโทรมของที่ประทับ ข้าวของภายในตำหนักได้รับการซ่อมแซมไปไม่น้อย แม้จะไม่หรูหราเทียบเท่าตำหนักอื่น แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงกระนั้น สำหรับพระเนตรของสตรีสูงศักดิ์ที่เติบโตมาในความสมบูรณ์แบบอย่างฮองเฮา พระนางยังคงไม่พอพระทัย
ฮองเฮาทรงประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ถูกขัดจนสะอาด แต่ก็ยังดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับที่นั่งภายในวังหลวง ดวงเนตรของพระนางทอดมองไปทั่วตำหนัก ราวกับกำลังประเมินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างละเอียด
ใช่ แม้จะมีความขุ่นเคือง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความยินดีที่อยู่ลึกๆ ได้ พระองค์กำลังจะมีพระนัดดา
แต่ทันทีที่คิดได้ว่า สตรีตั้งครรภ์นี้ถูกปล่อยให้อยู่ในตำหนักเย็นเพียงลำพัง พระนัดดาที่อยู่ในครรภ์อีก ความยินดีของพระนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอพระทัยแทบจะทันที
“เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ มานานเท่าใดแล้ว”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าไม่ได้ตอบ แต่นางรู้ดีตั้งแต่คืนแต่งงาน นางก็ถูกผลักไสมาอยู่ที่นี่โดยไร้ผู้เหลียวแล
ฮองเฮาทรงหลับพระเนตรลงครู่หนึ่งนางพอจะรู้คำตอบแล้ว เหตุใดพระโอรสของนางถึงได้ขอออกรบชายแดนหลังแต่งงานเพียงคืนเดียว พระนางสูดลมหายใจลึก เมื่อเปิดพระเนตรขึ้นอีกครั้ง ดวงเนตรของพระนางเต็มไปด้วยความโกรธกริ้ว
“เจิ้งหยาง บังอาจนัก เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ให้เจ้าอย่างนั้นหรือ” ฮองเฮาทรงวางถ้วยน้ำชาเสียงดัง ก่อนจะหันมามองไป๋ลี่เยว่อย่างจริงจัง
“ข้าคิดว่าองค์ชายสามยังพอมีความเป็นสามีอยู่บ้าง แต่กลับกล้าทอดทิ้งพระชายาและลูกของตนเองเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก”
เพียงคำพูดเดียว แต่กลับเผยให้เห็นถึงความกริ้วของพระนางได้เป็นอย่างดี พระสุรเสียงเยียบเย็น แต่ฟังดูหนักแน่นราวกับหินผา
ไป๋ลี่เยว่รับรู้ถึงกระแสพระพิโรธที่แผ่ซ่านออกมา นางไม่ต้องการให้เรื่องนี้ลุกลาม นางสบสายพระเนตรของฮองเฮา ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบา
แต่ฮองเฮาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงห้าม พระพักตร์ของพระนางเคร่งเครียดขึ้นทันที ดวงเนตรของพระนางแฝงไปด้วยโทสะ พระหัตถ์กำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ คลายออก พระนางหลับพระเนตรครู่หนึ่งเพื่อระงับความขุ่นเคือง
“ไม่ต้องพูดอะไร ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
พระนางกวาดพระเนตรไปทั่วตำหนักอีกครั้ง แม้จะดูดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น แต่ก็ยังคงต่ำต้อยและไม่สมควรเป็นที่พำนักของชายาของโอรสสวรรค์ พระนางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“ที่นี่ ไม่คู่ควรกับเจ้า และยิ่งไม่คู่ควรกับพระนัดดาของข้า ข้าจะไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปจนถึงวันคลอดแน่” ฮองเฮาตรัสหนักแน่น
ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงเจตนารมณ์ของพระนาง แม้นางจะเข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองและลูกได้ แต่นางก็รู้ดีว่าหากมีฮองเฮาหนุนหลัง ลูกของนางจะมีอนาคตที่มั่นคงกว่าที่นางสามารถมอบให้ได้ ใบหน้าอวบแต่งดงามเงยขึ้นสบสายพระเนตรของฮองเฮา นางเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ได้ต้องการให้ฮองเฮาทรงเข้าข้างนาง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจเล็กน้อย อย่างน้อยก็ยังมีคนที่มองเห็นความทุกข์ของนาง
“หม่อมฉัน มิกล้ารับพระเมตตาเพคะ”
“เจ้าช่วยชีวิตองค์ชายสามเอาไว้ แล้วยังอุตส่าห์ขอสมรสพระราชทานเพราะความรัก แต่เขากลับตอบแทนเจ้าด้วยการทอดทิ้ง ข้ามิอาจปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเช่นนี้ได้”
“ขอบพระทัยเพคะ แต่” นางกล่าวเสียงแผ่วเบา
“เจ้ามีเหตุผลอะไร” ฮองเฮาทรงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะพยักพระพักตร์
ไป๋ลี่เยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นางกำมือแน่นขึ้น ก่อนจะเงยหน้าสบสายพระเนตรของฮองเฮาอย่างแน่วแน่
“เพราะหม่อมฉันต้องการให้องค์ชายสามได้เห็น ว่าหม่อมฉันสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเขา และไม่ต้องพึ่งพาตำหนักของเขา”
คำพูดของนางหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาของไป๋ลี่เยว่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“เจ้าคิดว่าเขาจะสนใจหรือ”
ไป๋ลี่เยว่หลุบตาลง นางรู้ดีว่าองค์ชายสามคงไม่สนใจอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเพียงคนเดียว มันเกี่ยวกับตัวนางเอง
“หม่อมฉันไม่อาจควบคุมความคิดขององค์ชายสามได้เพคะ แต่หม่อมฉันสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองได้” นางกล่าวอย่างหนักแน่น
“ต่อให้เขาไม่สนใจ ต่อให้เขามองว่าหม่อมฉันไม่มีค่า แต่หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าหม่อมฉันไม่ต้องการเขา”
ฮองเฮาทรงมองไป๋ลี่เยว่อย่างพินิจพิจารณา แม้คำพูดของนางจะแฝงไปด้วยความขมขื่น แต่กลับไม่มีความอ่อนแอแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นหรือ” พระนางตรัสเบาๆ ก่อนจะทอดพระเนตรมองรอบๆ ตำหนักอีกครั้ง
“แต่ข้าก็มิอาจปล่อยให้หลานของข้าเติบโตในที่เช่นนี้ ยิ่งถ้าฮ่องเต้ทรงรู้ก็มิอาจยอมได้เช่นกัน”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์บางๆ ก่อนตรัสต่อ “ข้าจะไม่บังคับเจ้าให้รับความช่วยเหลือจากข้า หากเจ้าต้องการสร้างชีวิตของตนเอง ข้าจะเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
“แต่นี่เป็นของขวัญจากย่าให้หลาน ไม่ใช่จากแม่ให้ลูกสะใภ้”
ไป๋ลี่เยว่เบิกตากว้าง นางรับรู้ถึงความเมตตาในพระสุรเสียงนั้น
ฮองเฮาทรงละพระเนตรจากนางแล้วตรัสกับข้าราชบริพารด้านหลัง “จากนี้ไป ให้ส่งช่างฝีมือและคนงานมาปรับปรุงตำหนักเย็นให้งดงามยิ่งกว่าาตำหนักองค์ชายสาม จัดหาข้าวของเครื่องใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ให้เหมาะสม และให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้เพียงพอ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปาก นางจะปฏิเสธอย่างไรได้ นี่มิใช่การสงเคราะห์ แต่มันคือของขวัญต้อนรับลูกของนาง นางคุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย ประสานมือคารวะอย่างลึกซึ้ง
“หม่อมฉันขอขอบพระทัยเพคะ ที่ทรงเมตตา”
ฮองเฮาทรงมองนางด้วยสายพระเนตรอ่อนโยนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักพระพักตร์
“ดูแลตัวเองให้ดี”
“พระองค์ หม่อมฉันมีอีกเรื่องที่อยากจะทูลขอเพคะ”
ยามไห่ (21.00–23.00 น.) “ยังคิดเรื่องของเสด็จพ่ออยู่อีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นหูและอ้อมแขนอันอบอุ่นคุ้นเคยโอบกอดไป๋ลี่เวย่จากด้านหลังอย่างแผ่วเบาไป๋ลี่เยว่ที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปลายนิ้วเรียวงามของนางกำลังค่อย ๆ สางเส้นเกศายาวดุจแพรไหมช้า ๆ ถึงกับสะดุ้ง รอยแดงระเรื่อบนพวงแก้มปรากฏขึ้น นัยน์ตาคู่งามฉายแววเขินอาย ยามนึกถึงคำตรัสหยอกเย้าของฮ่องเต้ที่ขู่บังคับหลงเจิ้งหยางกลางลานสวนหลวงเมื่อยามสาย นางยิ้มบาง ก่อนเอนกายพิงอกกว้างของเขา“ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้วนี่เพคะ... หากเสด็จพี่มิยอมขึ้นครองบัลลังก์ ก็ต้องทำหลานให้พระองค์เพิ่มอีกคน เพียงแต่หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงคำตรัสของเสด็จพ่อหรอกเพคะ...” นางเว้นจังหวะ พลางหันกลับไปสบดวงตาคมที่มองนางไม่เคยเปลี่ยน “แต่กำลังคิดถึงสีหน้าของลูก ๆ ต่างหาก ทุกคนดูดีใจ... ราวกับรอคอยน้องคนใหม่มานาน”หลงเจิ้งหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มหน้าซบลงข้างลำคอ สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพระชายา ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำปนรอยยิ้ม“สามคนนั้นพร้อมใจกันเสียจน ข้าเองยังตั้งตัวไม่ทัน แต่…ในเมื่อเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้...” มือหนาประคองใบหน้าเรียวเนียนขึ้นมาสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะอ
หลายปีผ่านไป…ตำหนักตงกงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของทารก บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวา สายลมอ่อนพัดผ่านสวนหลวง หอบเอาความโปร่งเบาและกลิ่นหอมละมุนของดอกบัวในสระมาปะทะผิว ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม แสงแดดยามสายทอแสงอุ่นส่องลอดกิ่งไม้ออกมาเป็นลำกระทบลงบนลานหินสีขาวสะอาดตา จนเป็นแสงระยิบระยับ ใต้ศาลาริมสระบัว หลงจิ่นอวิ๋น ในวัยเยาว์ที่เริ่มเติบใหญ่ดั่งต้นเหมยสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ยืนสนทนาราชกิจร่วมกับเสนาบดีและสหายรักอย่างหยวนเป่าและมู่ชิงอีด้วยท่าทีสุขุม สายตามั่นคง สมกับตำแหน่งองค์ชายใหญ่ผู้กำลังเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง หลงจิ่นเซี่ยกำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว คมกระบี่แหวกอากาศเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ ดังเป็นจังหวะ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกกระบวนท่าหนักแน่น แม่นยำ เปี่ยมด้วยพลัง จนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้าง ต่างพยักหน้าชื่นชม ส่วนอีกมุมหนึ่งของสวนหลวง เสียงหัวเราะใสกังวานของหลงซวงอวิ๋นดังแข่งกับเสียงกระบี่ของแฝดพี่ นางปีนขึ้นไปนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ รอยยิ้มสดใสทำให้เหล่านางกำนัลได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านล่าง ไม
เหล่าคณะทูตและขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยก้าวออกมาถวายของมงคล พร้อมประสานเสียงถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย ครั้นเครื่องราชบรรณาการและของขวัญมงคลชิ้นสุดท้ายถูกอัญเชิญเข้าจัดวางเรียบร้อย เบื้องหน้าพระแท่นมังกรก็เต็มไปด้วยเครื่องราชบรรณาการล้ำค่าจากทั่วสารทิศ ตั้งแต่ทองคำ หยกล้ำค่า อัญมณีหายาก ผ้าแพรชั้นเลิศ ตลอดจนของหายากจากทุกแคว้น กองเรียงรายสูงดุจภูเขาแห่งมงคล จนลานกว้างแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างแทรกเมื่อพระราชพิธีหม่านเยว่ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นมาตลอดทั้งพิธีก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแปรเปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความสงบน่าเกรงขาม ราวกับทุกผู้คนต่างรับรู้โดยพร้อมเพรียงว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพระราชพิธีได้มาถึงแล้วขุนนาง คณะทูตจากทุกแคว้น และข้าราชบริพารทั้งปวงต่างยืนตรง ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรอฟังพระราชดำรัสของโอรสสวรรค์ ผู้กำลังจะตรัสในวาระสำคัญของแผ่นดินฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรทรงลุกขึ้นช้า ๆ ฉลองพระองค์มังกรทองสะท้อนแสงคบเพลิงทั่วทั้งท้องพระโรง เมื่อโอรสสวรรค์ประทับยืนเต็มพระวรกาย ความสงบน่าเกรงขามก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
“ช้าก่อน ท่านราชทูต!”ราชทูตซีเหลียงชะงักกึกที่กำลังจะก้าวเข้าไปชื่นชมจวิ้นจู่น้อยถึงกับชะงักฝีเท้าทันที “เอ่อ... องค์ชายใหญ่ ทรงมีพระประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“อวิ๋นเอ๋อร์ให้ท่านดูความน่ารักของน้องได้…” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แต่ท่านต้องไม่ขยับเข้าใกล้เกินสามก้าว และ” ร่างกลมป้อมในชุดมงคลชูนิ้วที่สองขึ้น“ห้ามจับน้อง!” แล้วจึงชูนิ้วที่สามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาใสซื่อจริงจัง“แล้วก็...ห้ามสูดลมหายใจแรง ๆ ใส่น้องด้วย!”ราชทูตซีเหลียงกะพริบตาปริบ ๆ “เหตุ...เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“น้องชายกับน้องสาวของอวิ๋นเอ๋อร์ยังตัวเล็กเท่าก้อนซาลาเปา หากสูดกลิ่นแปลก ๆ เข้าไปแล้วจามขึ้นมา น้องคงเจ็บแย่”ถ้อยคำไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยขององค์ชายน้อยนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นระลอก ฮ่องเต้ถึงกับทรงพระสรวล พลางส่ายพระพักตร์อย่างเอ็นดู“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูเถิด... นอกจากบิดาจะหวงลูกเสียยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว บัดนี้ยังมีพี่ชายองค์โตคอยเฝ้าถนอมหวงน้องจนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เพิ่มมาอีกคน”ฮองเฮาทอดพระเนตรหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ดูท่ากฎของ
ผ่านไปหนึ่งเดือน ทั่วทั้งวังหลวงแห่งแผ่นดินต้าเฉิงในวันนี้ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีมงคลและโคมไฟชาดดวงใหญ่โต บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและยิ่งใหญ่เกรียงไกร เพื่อเฉลิมฉลองใน ‘พิธีหม่านเยว่’ หรือพิธีเทียบครบหนึ่งเดือนของการประสูติแห่งครรภ์มังกรฟีนิกซ์ หวงไท่ซุน ‘หลงจิ่นเซี่ย’ และจวิ้นจู่ หลงซวงอวิ๋น ขุนนางน้อยใหญ่ แม่ทัพนายกอง ตลอดจนคณะราชทูตจากต่างแคว้นต่างเดินทางมาร่วมถวายพระพรและเครื่องราชบรรณาการอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ด้วยทุกคนต่างอยากเห็นพระพักตร์หวงไท่ซุนองค์ใหม่กับจวิ้นจู่ผู้ประสูติในวันพระราชสมภพฮ่องเต้ ซึ่งถือเป็นนิมิตมงคลยิ่งแห่งแผ่นดินทว่าความสนใจของคนทั้งงานกลับไม่ใช่ความหรูหราของท้องพระโรง...หากแต่เป็นภาพเบื้องหน้า บนตงโส่วบ่าวซั่ว (ตั่งประทับทิศบูรพา) ฝั่งซ้ายของพระแท่นมังกร หลงเจิ้งหยาง หวงไท่จื่อผู้เป็นถึงเทพสงครามไร้พ่าย บุรุษผู้เคยสยบทัพนับแสนจนใต้หล้าสยบสยอง บัดนี้ประทับอยู่ในท่าทางเกร็งกังวล มือหนาที่เคยสะบัดทวนสังหารศัตรู บัดนี้กลับประคองหลงซวงอวิ๋น จวิ้นจู่ตัวน้อยไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม สายตาคู่คมที่เคยดุดันกลับหวานเชื่อมและคอยก้มมองพระธิดาในอ้อมแขนเกือบตลอดเว
แสงอรุณอ่อนละมุนสาดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้าสู่ห้องบรรทมตำหนักตงกง กลิ่นน้ำแกงบำรุงและสมุนไพรอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วห้อง ไป๋ลี่เยว่เอนกายพิงหมอนไหมปักลายหงส์ แม้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้าง ทว่าเลือดฝาดได้กลับคืนสู่ใบหน้างามอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายอ่อนโยนไม่ต่างจากมารดาทั่วไปตรงหน้าแท่นบรรทม กลับทำให้ผู้มาเยือนต้องขยี้ตาจนแทบหลุด หลงเจิ้งหยางบัดนี้อยู่ในสภาพที่หากขุนนางในราชสำนักมาเห็นคงตกตะลึง ฉลองพระองค์ตัวในสีขาวหลุดลุ่ย ผมเผ้าที่เคยรวบตึงสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย ร่างสูงสง่ากำลังนั่งตัวตรงเกร็งราวกับกำลังเฝ้าพระราชพิธีสำคัญที่สุดในชีวิต ทว่าสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนมิใช่ฎีกาทหารหรือแผนศึก หากเป็น...‘ซวงซวง’ จวิ้นจู่ตัวน้อยผู้เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงสามวันร่างสูงใหญ่ของเทพสงครามผู้เคยฟาดฟันกลางสมรภูมิ กลับประคองทารกน้อยอย่างเก้งก้างเสียจนแม่นมหลายคนต้องลอบกลั้นหัวเราะ“เบา ๆ เพคะหวงไท่จื่อ...” แม่นมรีบเตือนเสียงเบา “พระองค์เกร็งพระกรเกินไปแล้วเพคะ”หลงเจิ้งหยางขมวดคิ้วทันที “เกร็งหรือ”“เพคะ...”“หากไม่เกร็งแล้วนางตกลงไปเล่า” เขาค้างท่าอุ้มอยู่อย่างนั้น ใบหน้าคมคายฉายแววถอดสี ก่อนจะค่อย
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย
“เจ้ากล้าดีอย่างไร โกงการแข่งขันอย่างน่ารังเกียจที่สุด”ฮ่องเต้ทรงเหวี่ยงแส้ในพระหัตถ์ลงบนพื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่จะตรัสช้า ๆ“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว…ใครเป็นคนสั่งให้ใส่เหล็กในคันธนู” ทั้งลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า จางโป๋ซื่อเริ่มสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นผุดไหลท่
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี หลังจากแสงโคมในงานเลี้ยงค่อยๆ ดับลงเหลือเพียงแสงนวลตาจากดวงจันทร์ หลงเจิ้งหยางประคองไป๋ลี่เยว่กลับมาถึงตำหนักบูรพา (ตงกง) อย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงทว่ากลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดที่ยังไม่คลายลงเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำย







