Masuk“คุณหนูเจ้าคะ ฮองเฮาทรงเสด็จมาที่ตำหนักเย็น”
ไป๋ลี่เยว่ที่กำลังนั่งเย็บเสื้อผ้าเด็กอยู่ ต้องชะงักมือเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหงเหมยที่รีบร้อนเข้ามารายงาน สีหน้าของสาวใช้ซีดเผือด แววตาตื่นตระหนก
นางเบิกตากว้าง ดวงตาสั่นไหว แทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ฮองเฮา พระนางเสด็จมาทำไม
หัวใจของนางเต้นแรง มือเผลอบีบชายเสื้อแน่น ก่อนจะค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึก นางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ประคองท้องที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน แล้วเดินออกไปต้อนรับผู้เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่สุดในวังหลวง
ฮองเฮาในฉลองพระองค์ด้วยแพรไหมสีแดงเข้ม พระพักตร์ยังคงสง่างามแฝงด้วยอำนาจ ดวงเนตรคมกริบของพระนางจับจ้องไปยังสตรีตรงหน้า ไป๋ลี่เยว่ที่เดินเข้ามาต้อนรับกับท้องที่ใหญ่ขึ้นของนาง ฮองเฮาเบิกพระเนตรกว้างทันทีที่เห็นรูปร่างของไท่จื่อเฟย
“เจ้า เจ้าตั้งครรภ์”
น้ำเสียงของพระนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง แม้พระนางจะเป็นถึงฮองเฮา แต่ในชั่วขณะนั้นกลับทรงลืมรักษาท่าทีอันสง่างามไปชั่วครู่
ไป๋ลี่เยว่หยุดชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ ก่อนจะตอบด้วยท่าทางสงบ
“เพคะ”
ไป๋ลี่เยว่ย่อตัวลงอย่างสำรวม เพื่อทำความเคารพ แม้ใจนางจะเต้นรัว แต่น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่ง
“หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาถึงที่นี่ มีรับสั่งสิ่งใดหรือเพคะ”
ฮองเฮาเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะช่วยประคองไป๋ลี่เยว่อย่างอ่อนโยน ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหตุใด เจ้าจึงมาอยู่ที่ตำหนักเย็นเช่นนี้ ข้าไปที่ตำหนักใหญ่ไม่เห็นมีเจ้าอยู่ที่นั่น”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก มือกำแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่นางยังคงพยักหน้ารับอย่างสงบ
“เพคะ องค์ชายสามรับสั่งให้หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ เพราะพระองค์บอกว่าหม่อมฉันวางยาพระองค์คืนวันแต่งงานเพคะ ”
ฮองเฮาทรงเพ่งมองไป๋ลี่เยว่ ดวงเนตรเข้มขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นสภาพของพระชายาสามที่ซีดเซียว แต่ยังคงมีแววแน่วแน่อยู่ในดวงตา
“โธ่ เป็นความผิดของข้าเอง วันนั้นข้าใส่ยาในสุรามงคลเอง เลยทำให้เจ้าต้องมาลำบาก” ฮองเฮาสารภาพออกมา
“องค์ชายสามรู้หรือไม่ ว่าเจ้าตั้งครรภ์”
คำถามนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไม่ทราบเพคะ พระองค์ออกไปชายแดนตั้งแต่หลังแต่งงาน”
เพียงประโยคเดียว แต่กลับหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดพระเนตรไปรอบๆ ตำหนักเย็น สายพระเนตรของพระนางกวาดมองความทรุดโทรมของที่ประทับ ข้าวของภายในตำหนักได้รับการซ่อมแซมไปไม่น้อย แม้จะไม่หรูหราเทียบเท่าตำหนักอื่น แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนเมื่อก่อน
แต่ถึงกระนั้น สำหรับพระเนตรของสตรีสูงศักดิ์ที่เติบโตมาในความสมบูรณ์แบบอย่างฮองเฮา พระนางยังคงไม่พอพระทัย
ฮองเฮาทรงประทับนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่ถูกขัดจนสะอาด แต่ก็ยังดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับที่นั่งภายในวังหลวง ดวงเนตรของพระนางทอดมองไปทั่วตำหนัก ราวกับกำลังประเมินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างละเอียด
ใช่ แม้จะมีความขุ่นเคือง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความยินดีที่อยู่ลึกๆ ได้ พระองค์กำลังจะมีพระนัดดา
แต่ทันทีที่คิดได้ว่า สตรีตั้งครรภ์นี้ถูกปล่อยให้อยู่ในตำหนักเย็นเพียงลำพัง พระนัดดาที่อยู่ในครรภ์อีก ความยินดีของพระนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอพระทัยแทบจะทันที
“เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ มานานเท่าใดแล้ว”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าไม่ได้ตอบ แต่นางรู้ดีตั้งแต่คืนแต่งงาน นางก็ถูกผลักไสมาอยู่ที่นี่โดยไร้ผู้เหลียวแล
ฮองเฮาทรงหลับพระเนตรลงครู่หนึ่งนางพอจะรู้คำตอบแล้ว เหตุใดพระโอรสของนางถึงได้ขอออกรบชายแดนหลังแต่งงานเพียงคืนเดียว พระนางสูดลมหายใจลึก เมื่อเปิดพระเนตรขึ้นอีกครั้ง ดวงเนตรของพระนางเต็มไปด้วยความโกรธกริ้ว
“เจิ้งหยาง บังอาจนัก เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ให้เจ้าอย่างนั้นหรือ” ฮองเฮาทรงวางถ้วยน้ำชาเสียงดัง ก่อนจะหันมามองไป๋ลี่เยว่อย่างจริงจัง
“ข้าคิดว่าองค์ชายสามยังพอมีความเป็นสามีอยู่บ้าง แต่กลับกล้าทอดทิ้งพระชายาและลูกของตนเองเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก”
เพียงคำพูดเดียว แต่กลับเผยให้เห็นถึงความกริ้วของพระนางได้เป็นอย่างดี พระสุรเสียงเยียบเย็น แต่ฟังดูหนักแน่นราวกับหินผา
ไป๋ลี่เยว่รับรู้ถึงกระแสพระพิโรธที่แผ่ซ่านออกมา นางไม่ต้องการให้เรื่องนี้ลุกลาม นางสบสายพระเนตรของฮองเฮา ก่อนจะยิ้มบางๆ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบา
แต่ฮองเฮาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงห้าม พระพักตร์ของพระนางเคร่งเครียดขึ้นทันที ดวงเนตรของพระนางแฝงไปด้วยโทสะ พระหัตถ์กำแน่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ คลายออก พระนางหลับพระเนตรครู่หนึ่งเพื่อระงับความขุ่นเคือง
“ไม่ต้องพูดอะไร ข้าจะเป็นคนจัดการเอง”
พระนางกวาดพระเนตรไปทั่วตำหนักอีกครั้ง แม้จะดูดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น แต่ก็ยังคงต่ำต้อยและไม่สมควรเป็นที่พำนักของชายาของโอรสสวรรค์ พระนางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“ที่นี่ ไม่คู่ควรกับเจ้า และยิ่งไม่คู่ควรกับพระนัดดาของข้า ข้าจะไม่อาจปล่อยให้เจ้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ไปจนถึงวันคลอดแน่” ฮองเฮาตรัสหนักแน่น
ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงเจตนารมณ์ของพระนาง แม้นางจะเข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเองและลูกได้ แต่นางก็รู้ดีว่าหากมีฮองเฮาหนุนหลัง ลูกของนางจะมีอนาคตที่มั่นคงกว่าที่นางสามารถมอบให้ได้ ใบหน้าอวบแต่งดงามเงยขึ้นสบสายพระเนตรของฮองเฮา นางเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ได้ต้องการให้ฮองเฮาทรงเข้าข้างนาง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นใจเล็กน้อย อย่างน้อยก็ยังมีคนที่มองเห็นความทุกข์ของนาง
“หม่อมฉัน มิกล้ารับพระเมตตาเพคะ”
“เจ้าช่วยชีวิตองค์ชายสามเอาไว้ แล้วยังอุตส่าห์ขอสมรสพระราชทานเพราะความรัก แต่เขากลับตอบแทนเจ้าด้วยการทอดทิ้ง ข้ามิอาจปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเช่นนี้ได้”
“ขอบพระทัยเพคะ แต่” นางกล่าวเสียงแผ่วเบา
“เจ้ามีเหตุผลอะไร” ฮองเฮาทรงมองนางนิ่งๆ ก่อนจะพยักพระพักตร์
ไป๋ลี่เยว่สูดลมหายใจเข้าลึก นางกำมือแน่นขึ้น ก่อนจะเงยหน้าสบสายพระเนตรของฮองเฮาอย่างแน่วแน่
“เพราะหม่อมฉันต้องการให้องค์ชายสามได้เห็น ว่าหม่อมฉันสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเขา และไม่ต้องพึ่งพาตำหนักของเขา”
คำพูดของนางหนักแน่นและมั่นคง ดวงตาของไป๋ลี่เยว่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ฮองเฮาทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสเสียงเรียบ
“เจ้าคิดว่าเขาจะสนใจหรือ”
ไป๋ลี่เยว่หลุบตาลง นางรู้ดีว่าองค์ชายสามคงไม่สนใจอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเพียงคนเดียว มันเกี่ยวกับตัวนางเอง
“หม่อมฉันไม่อาจควบคุมความคิดขององค์ชายสามได้เพคะ แต่หม่อมฉันสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเองได้” นางกล่าวอย่างหนักแน่น
“ต่อให้เขาไม่สนใจ ต่อให้เขามองว่าหม่อมฉันไม่มีค่า แต่หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าหม่อมฉันไม่ต้องการเขา”
ฮองเฮาทรงมองไป๋ลี่เยว่อย่างพินิจพิจารณา แม้คำพูดของนางจะแฝงไปด้วยความขมขื่น แต่กลับไม่มีความอ่อนแอแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นหรือ” พระนางตรัสเบาๆ ก่อนจะทอดพระเนตรมองรอบๆ ตำหนักอีกครั้ง
“แต่ข้าก็มิอาจปล่อยให้หลานของข้าเติบโตในที่เช่นนี้ ยิ่งถ้าฮ่องเต้ทรงรู้ก็มิอาจยอมได้เช่นกัน”
ไป๋ลี่เยว่ชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์บางๆ ก่อนตรัสต่อ “ข้าจะไม่บังคับเจ้าให้รับความช่วยเหลือจากข้า หากเจ้าต้องการสร้างชีวิตของตนเอง ข้าจะเคารพการตัดสินใจของเจ้า”
“แต่นี่เป็นของขวัญจากย่าให้หลาน ไม่ใช่จากแม่ให้ลูกสะใภ้”
ไป๋ลี่เยว่เบิกตากว้าง นางรับรู้ถึงความเมตตาในพระสุรเสียงนั้น
ฮองเฮาทรงละพระเนตรจากนางแล้วตรัสกับข้าราชบริพารด้านหลัง “จากนี้ไป ให้ส่งช่างฝีมือและคนงานมาปรับปรุงตำหนักเย็นให้งดงามยิ่งกว่าาตำหนักองค์ชายสาม จัดหาข้าวของเครื่องใช้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ให้เหมาะสม และให้ดูแลเรื่องอาหารการกินให้เพียงพอ”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋ลี่เยว่เม้มริมฝีปาก นางจะปฏิเสธอย่างไรได้ นี่มิใช่การสงเคราะห์ แต่มันคือของขวัญต้อนรับลูกของนาง นางคุกเข่าลงอย่างอ่อนช้อย ประสานมือคารวะอย่างลึกซึ้ง
“หม่อมฉันขอขอบพระทัยเพคะ ที่ทรงเมตตา”
ฮองเฮาทรงมองนางด้วยสายพระเนตรอ่อนโยนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักพระพักตร์
“ดูแลตัวเองให้ดี”
“พระองค์ หม่อมฉันมีอีกเรื่องที่อยากจะทูลขอเพคะ”
“ท้อง... ท้องของข้า ลูก... ลูกแม่”หานลี่เยี่ยนแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เสียงนางสั่นพร่าด้วยความกลัวที่แท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนตอนแรก โลหิตสีคล้ำเริ่มไหลซึมผ่านอาภรณ์หรูหรานองเต็มพื้นหินอ่อน ปะทะเข้ากับกลิ่นธูปมรณะที่ยังอวลอยู่ในห้อง“เป็นไปได้อย่างไร เยี่ยนเอ๋อร์….เจ้าเป็นอะไรไป” หลงเหวินหยางหน้าถอดสี ถลันเข้าไปโอบอุ้มชายาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมาตวาดใส่ไป๋ลี่เยว่ “พระชายาสาม เจ้าทำอะไรนาง... เจ้าบังอาจวางยาชายาข้าเชียวรึ”ไป๋ลี่เยว่หันขวับไปมอง สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความแค้นเป็นความตื่นตระหนกในฐานะหมอยา นางมองเห็นโลหิตสีเข้มที่เริ่มไหลซึมออกมาจากชายกระโปรงของหานลี่เยี่ยน“องค์ชายสอง... ท่านกล่าวหาข้าได้หน้าชื่นตาบานนัก” นางก้าวเข้าไปหาหานลี่เยี่ยนช้าๆ “ดูเลือดนี่สิ... นางกำลังจะแท้ง” ไป๋ลี่เยว่อุทาน“แท้งรึ…เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนางกินยาระงับพิษมาแล้ว” หลงเหวินหยางหลุดปากออกมาด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบตะครุบปากตนเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว สายตาของฮ่องเต้และหลงเจิ้งหยางจ้องมองมาประดุจจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆไป๋ลี่เยว่รีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือหานลี่เยี่ยนเพื่อตรวจชีพจร แววตาข
“น้ำแกงจากจิ่นกุ้ยเฟย... ธูปหอมจากหานเช่อเฟย... พวกเจ้าสองคนพี่น้องจะบอกข้าว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องประจวบเหมาะงั้นรึ”หลงเหวินหยางทรุดกายลงคุกเข่าดังกึกจนพื้นสั่น “เสด็จพ่อโปรดระงับพระโทสะ ลูกมิรู้เรื่องนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”“มิรู้เรื่องรึ” หลงเจิ้งหยาง ที่ยืนนิ่งในชุดเกราะเปื้อนเลือดมาตลอด พลันเค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของพี่น้องร่วมสายเลือด“พี่รอง... ท่านมิรู้เรื่อง แต่ชายาของท่านกลับจุดธูปดับวิญญาณข้างหมอนเสด็จแม่ หรือท่านจะบอกว่านางถือธูปเดินหลงทางมาจนถึงตำหนักเยว่หานเองงั้นรึ”เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กลิ่นคาวเลือดจากชิงโจวพุ่งเข้าปะทะหน้าองค์ชายทั้งสอง“วันนี้... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่สมรู้ร่วมคิด ข้าจะลากไส้มันออกมาตอบคำถามฮ่องเต้สะบัดพระหัตถ์ “พวกเจ้าพอก่อน”ฮ่องเต้ประทับยืนนิ่งเป็นประธาน แววตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังถ้วยน้ำแกงและตลับธูปที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะไม้“เยว่เอ๋อร์... เจ้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีพิษ จงพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนในที่นี้เห็นว่าเจ้ามิได้กล่าววาจาเลื่อนลอย” ฮ่องเต้สั่งเสียงเด็ดขาดไป๋ลี่เยว่รับคำสั่งด้วยกิริยาสงบนิ่ง นางปาดคราบ
“แล้วกลิ่นธูปนี่อีก ชายารองหาน เจ้ารู้หรือไม่ฮองเฮาแพ้กลิ่นธูปพวกนี้”หานลี่เยี่ยนคลานเข้าไปใกล้พระแท่น บีบน้ำตาพลางประคองตลับธูปด้วยมือที่สั่นเทา “เสด็จแม่... ฮองเฮานำเหนี่ยง โปรดถนอมเมตตาด้วยเพคะ ธูปหอมพันปีนี้ เยี่ยนเอ๋อร์ ตั้งใจคัดเลือกมาถวายเพื่อให้พระองค์ทรงสำราญพระทัย ไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ทรงแพ้กลิ่นธูป โปรดยกโทษให้เยี่ยนเอ๋อร์เถิดเพคะ”“เอาถ้วยน้ำแกงบำรุงที่เหลือ และยึดธูปนั่นไปตรวจสอบ” ฮองเฮาทรงใช้อำนาจเด็ดขาด สั่งเสียงแหบแห้งในทันที “ใครที่คิดจะลองดีในตำหนักข้า... วันนี้ต้องมีคนชดใช้”“ทหาร! ปิดล้อมตำหนักเยว่หาน อย่าให้ผู้ใดหนีออกไปได้ จนกว่าจะสอบสวนเสร็จ” ฮองเฮาฝืนสั่งเสียงแผ่ว ทหารมหาดเล็กพุ่งเข้ามารวบตัวพระสนมจิ่นซูเหยียนและหานลี่เยี่ยนที่กำลังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูกทันใดนั้นเอง! ฮองเฮาพลันกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโตอีกครั้ง ร่างทรงสง่าสั่นเทาประดุจใบไม้ร่วง แสงสีทองในแววตาดับวูบลงทันที“เสด็จแม่” ไป๋ลี่เยว่แผดเสียงร้องด้วยความตระหนก “พวกท่านทำอะไรลงไป กลิ่นธูปนั่น... ยาของพวกเจ้านี่เองที่ทำให้เสด็จแม่ทรงพระอาการทรุด”หานลี่เยี่ยนหน้าซีดเผือด ตลับธูปในมือร่วงหล่นแตกกระจ
หน้าตำหนักเยว่หานณ หน้าตำหนักเยว่หาน บานประตูไม้แกะสลักลายหงส์ปิดสนิท เงียบงันราวปิดตายทั้งตำหนัก... หรือแท้จริงแล้วมันกำลังปิดบังความลับอันมืดดำที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ขบวนของจิ่นกุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจเหนือสนมทั้งปวง และ หานเช่อเฟยพระชายารองในองค์ชายสอง มาบรรจบกันตรงหน้าธรณีประตูพอดิบพอดีสองสตรีต่างวัยต่างฐานะสบตากันเพียงอึดใจก็รับรู้ถึงดาบที่ซ่อนในรอยยิ้มของกันและกัน ก่อนรอยยิ้มอ่อนหวานจะถูกสวมขึ้นราวหน้ากากแห่งจริตที่ฝึกปรือมาอย่างชำนาญหานเช่อเฟยรีบเก็บซ่อนแววตาร้ายกาจ ยอบกายลงต่ำจนชายกระโปรงลากพื้นหิมะ “ถวายพระพร...จิ่นกุ้ยเฟยเหนียงเหนี่ยง ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีเพคะ”“อ้าว...หานเช่อเฟย...เจ้าก็มาถวายพระพรฮองเฮาด้วยหรือ เจ้านี่มีความกตัญญูไม่เบา ถึงขั้นแบกท้องที่ใกล้คลอดฝ่าลมหนาวมาถวายพระพรฮองเฮาเชียวรึ” จิ่นกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงนุ่มนวล มือยังคงนับลูกประคำในมือช้าๆ อย่างสงบ ทว่าสายตากลับจดจ้องที่ตลับหยกในมืออีกฝ่ายนานเกินจำเป็น“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ เพียงแต่…หม่อมฉันได้ยินว่าเสด็จแม่ทรงประชวร ในใจเป็นห่วงพระอาการฮองเฮายิ่งนัก เกรงว่าชายาสามจะดูแลไม่ทั่วถึง จึงมาปรนนิบัติอีกแรง
ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาวจนกระดูกแทบปริร้าว ทหารกบฏชิงโจวบนกำแพงเมืองทิศใต้ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความย่ามใจ เมื่อเห็นแสงคบไฟนับหมื่นดวงพุ่งตรงมาราวกับทะเลเพลิงที่บ้าคลั่ง เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่งลานหิมะ ทำให้พวกมันเชื่อสนิทใจว่ากองทัพพยัคฆ์กำลังวิ่งเข้าหาความตายในอาณาเขตของตน “พวกมันมาแล้ว เตรียมจุดสายชนวนอัคคีพิฆาต” หัวหน้ากบฏแสยะยิ้มอำมหิต ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างอยู่บนใบหน้าเพียงชั่วอึดใจ ครืนนนน! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! เสียงกัมปนาทแผดลั่นราวกับอสนีบาตฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่ามันมิได้ดังขึ้นที่ทุ่งหญ้าเบื้องหน้าเมือง แต่กลับระเบิดออกมาจาก คลังดินประสิวและหอคอยบัญชาการใจกลางเมืองชิงโจว กล่องไม้ที่บรรจุดินปืนและน้ำมันยางไม้นับร้อย ซึ่งถูกหน่วยกล้าตายของเว่ยหลางสลับสายชนวนไว้ ทำงานลุกพรึบพร้อมกันประหนึ่งมังกรไฟโหมกระหน่ำ แรงอัดของดินประสิวฉีกกระชากหอคอยบัญชาการจนพังทลายกลายเป็นเศษอิฐในพริบตา เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะยานงับยอดฟ้า ย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีเลือดด้วยแสงไฟ “นั่นมันอะไรกัน เหตุใดอัคคีถึงหลั่งไหลอ
ค่ายแม่ทัพ ริมขอบเมืองชิงโจว“ท่านพี่... ช่วยลูกของเราด้วย...”ท่ามกลางพายุหิมะขาวโพลนจนมองไม่เห็นทิศทาง ไป๋ลี่เยว่ก้าวเดินอย่างยากลำบาก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเลือดหยดลงบนพื้นหิมะเป็นทางยาวบาดตา ในอ้อมแขนนั้นนางประคองโอบอุ้มทารกน้อยคนหนึ่งไว้แนบแน่น แววตาที่จ้องมองมายังเขานั้นเว้าวอนและโศกเศร้าเสียงกระซิบของนางแผ่วเบาจนแทบถูกลมหนาวกลืนกิน...ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดที่กรีดลึกจนหัวใจเขากลายเป็นผุยผง“เยว่เอ๋อร์”หลงเจิ้งหยางกระชากกระบี่ข้างกายออกมาด้วยสัญชาตญาณพร้อมเสียงคำรามลั่น เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางกระโจมบัญชาการที่หนาวเหน็บ ลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านช่องว่างของหนังหุ้มกระโจมปะทะใบหน้า ทหารเวรยามด้านนอกยังคงยืนแข็งทื่อราวรูปปั้นท่ามกลางพายุที่เริ่มก่อตัว เขาหอบหายใจรัว แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แม้จะพยายามบอกตนเองว่าเป็นเพียงนิมิตที่พร่าเลือน ทว่ากลิ่นคาวเลือดและเสียงกระซิบเมื่อครู่กลับชัดเจนราวกับเกิดขึ้นจริง หัวใจของเขากลับเต้นรัวราวกลองศึก ลางบอกเหตุนี้ชัดเจนและเจ็บปวดจนเขามิอาจเพิกเฉย“ท่านแม่ทัพ…เกิดเหตุใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ…” ซ







