LOGINยามเช้าโปรยแสงแดดอ่อนโยนลงมายังตำหนักเย็นที่ได้รับการบูรณะใหม่ บรรยากาศอ้างว้างในอดีตถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา สายลมเย็นพัดผ่านสวนสมุนไพรที่ได้รับการดูแลอย่างดี สมุนไพรหลายชนิดเริ่มเติบโต แตกกิ่งใบเขียวชอุ่ม และบางส่วนก็ถูกนำไปขายเพื่อแลกเป็นเงินทุนให้กับตำหนัก
ภายในห้องของตำหนัก ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองที่ขัดจนสะอาดสะท้อนเงาของนางได้ชัดเจน มือเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แม้จะมีเรื่องมากมายให้คิด แต่นางกลับรู้สึกมั่นคงและเต็มไปด้วยความหวัง “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านตั้งครรภ์” เสียงสั่นเครือของหงเหมยดึงนางกลับสู่ความเป็นจริง สาวใช้ของนางยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและกังวล ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ พยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ทั้งดีใจ ทั้งหวั่นไหว ใช่แล้ว นางกำลังตั้งครรภ์ ชีวิตของนางไม่ได้มีเพียงแค่ตัวนางอีกต่อไป หลังจากที่ป่วยหนักมาหลายวัน อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย และประจำเดือนที่ขาดหายไปทำให้นางเริ่มสงสัย พอนางลองจับชีพจรดูตามที่ได้ร่ำเรียนมา นางก็ได้รับคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ภายในครรภ์ของนาง มีชีวิตเล็กๆ กำลังก่อกำเนิดขึ้น “ข้ากำลังมีลูก” นางกระซิบเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองแผ่วเบา ดวงตาสั่นระริก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใจ สวรรค์ ยังเมตตานางอยู่สินะ ของขวัญเพียงหนึ่งเดียวที่นางได้รับ “คุณหนู แล้วองค์ชายสามล่ะเจ้าคะ ท่านจะแจ้งให้ทราบหรือไม่” คำถามของหงเหมยเต็มไปด้วยความลังเล นางไม่กล้าพูดให้คุณหนูของตนสะเทือนใจ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ เพราะเด็กคนนี้เป็นบุตรขององค์ชายสาม ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง นางหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า น้ำเสียงมั่นคงราวกับไม่เปิดช่องให้ใครมาคัดค้าน “ไม่ ลูกคนนี้เป็นของข้า เพียงผู้เดียว” ความเงียบงันปกคลุมตำหนักเย็น กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่ในใจของไป๋ลี่เยว่ กลับเต็มไปด้วยความคิดถึงบุรุษที่นางแต่งงานด้วย พระสวามีเพียงคืนเดียวของนาง ผู้ที่จากกันโดยไม่ล่ำลา ไม่เคยส่งข่าว องค์ชายสามไม่ต้องการนาง นางรู้ดี หากเขารู้ว่านางตั้งครรภ์ เขาคงไม่สนใจ ไม่แน่ว่าอาจมองว่าลูกในท้องของนางเป็นตราบาปด้วยซ้ำ นางไม่อาจปล่อยให้ลูกของนางต้องเติบโตขึ้นมา โดยต้องรอคอยความรักจากบิดาที่ไม่เคยต้องการเขา ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น ความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะเลี้ยงดูลูกของข้าให้ดีที่สุด ให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร” น้ำเสียงแน่วแน่ดังก้องแววตามุ่งมั่นของไป๋ลี่เยว่ ทำให้หงเหมยที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับน้ำตาคลอ นางรู้ว่าคุณหนูของตนต้องผ่านความเจ็บปวดเพียงใด ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความปรานีเพียงไหน แต่ในเมื่อคุณหนูไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นพวกนางก็จะไม่มีวันยอมแพ้เช่นกัน “พวกเราทุกคน จะช่วยคุณหนูเลี้ยงคุณหนูน้อยเจ้าค่ะ” ไป๋ลี่เยว่หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางไม่ใช่เพียงไป๋ลี่เยว่ผู้เคยอ่อนแออีกต่อไป ชีวิตใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงตัวนางอีกต่อไปแล้ว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าของนางอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเอง แววตาเปล่งประกายด้วยความรักและความตั้งใจแน่วแน่ “ลูกของแม่ แม่สัญญา” นางกระซิบแผ่วเบา “แม่จะไม่ยอมแพ้ แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ามีชีวิตที่ดี” ไป๋ลี่เยว่คนเดิมได้ตายไปแล้ว จากนี้ไป นางจะไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่เฝ้ารอความรักจากผู้อื่นอีกต่อไป เพราะนาง กำลังจะเป็นแม่คนแล้ว หลายเดือนผ่านไป ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจก มือเรียวลูบไล้หน้าท้องที่นูนขึ้นอย่างอ่อนโยน นางไม่รู้สึกหนักอึ้งหรือทุกข์ใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามหัวใจของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขอย่างประหลาด “อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้ออกมาดูโลกแล้วนะ” นางกระซิบเสียงแผ่ว รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก ภายในตำหนักเย็นที่เคยอ้างว้าง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สวนผักและแปลงสมุนไพรที่นางกับพวกคนรับใช้ช่วยกันปลูกเริ่มให้ผลผลิต นางส่งหงเหมยออกไปขายให้ร้านยาในเมือง นำเงินที่ได้มาแลกเป็นข้าวสาร ของใช้จำเป็น และสะสมเสบียงไว้สำหรับอนาคต ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกปล่อยไปตามโชคชะตา ไป๋ลี่เยว่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง นางเรียนรู้การปรุงยาพื้นฐานจากตำรา ศึกษาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ฝึกฝนการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ลูกของนางจะลืมตาดูโลก “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไปซื้อผ้าฝ้ายและอาหารบำรุงสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาให้แล้วเจ้าค่ะ” เสียงของหงเหมยดังขึ้นพร้อมกับร่างของนางที่ก้าวเข้ามาในห้อง ในมือของนางมีถุงเสบียงและห่อผ้าฝ้ายสะอาดที่เตรียมไว้สำหรับทารก ไป๋ลี่เยว่พยักหน้า “ดีมาก พวกเราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม” นางรู้ว่าการคลอดบุตรเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตำหนักที่ไม่มีหมอหลวง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน นางอาจต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายเอง แต่ไม่ว่ายังไง นางจะต้องรอด เพื่อปกป้องลูกของนาง ไป๋ลี่เยว่วางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบ นางสั่งให้หงเหมยต้มสมุนไพรบำรุงครรภ์ทุกวัน ปรับเปลี่ยนอาหาร กินแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ ตามตำราที่อ่าน และสั่งให้เตรียมน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และสมุนไพรเร่งคลอดเอาไว้ล่วงหน้า นางจะไม่ปล่อยให้ชีวิตของลูกนางต้องเผชิญกับอันตรายเพียงลำพัง “คุณหนู ท่านไม่กังวลหรือเจ้าคะ” หงเหมยถามด้วยความเป็นห่วง ไป๋ลี่เยว่ลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ นางเงยหน้าขึ้น ดวงตามีแต่ความแน่วแน่ “ข้ากังวล แต่ข้าจะไม่หวาดกลัว” เพราะลูกของนางกำลังจะเกิดมา นางจึงต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด ทุกค่ำคืน นางจะฝันเห็นเงาร่างเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในสวน หัวเราะสดใส นางยังไม่รู้ว่าเด็กในท้องเป็นชายหรือหญิง แต่ไม่ว่ายังไง เขาคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง เด็กน้อยที่กำลังเรียกนางว่า “ท่านแม่”ทำให้นางตื้นตันในหัวใจ “ลูกของแม่ เจ้าต้องเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขนะ” ไป๋ลี่เยว่นั่งเย็บเสื้อผ้าเล็กๆ ด้วยมือของตนเอง แม้จะเป็นครั้งแรกที่นางต้องทำอะไรเช่นนี้ แต่นางก็ทุ่มเทสุดหัวใจ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความหวัง แม้โลกนี้จะไม่อ่อนโยนต่อนาง แต่นางจะทำให้โลกนี้อ่อนโยนต่อลูกของนางเอง“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
หลงเจิ้งหยางยืนมองแผ่นหลังของพระชายากับพระโอรสที่กำลังเดินห่างออกไปทุกที ราวกับหัวใจของเขาจะถูกดึงลอยตามไปด้วย ขายาวก้าวเร่งหมายรั้งนางไว้ มือที่ยื่นออกไปกลางอากาศสั่นเล็กน้อย เสียงในใจร่ำร้องอยากรั้งนางไว้เพียงอยากอธิบาย อยากไขข้อข้องใจเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวพ้นระแนงไม้ เสียงขอ
คำพูดของโอรสน้อยแทงใจใครบางคนเข้าถนัด องค์ชายสามเม้มริมฝีปากแน่นขึ้นกว่าเดิม เขาเงียบไม่ตอบโต้อย่างเคยชิน แต่อึดอัดจนเห็นได้ชัด “ข้ารู้ว่าท่านอาจหวังดี” จิ่นอวิ๋นยังเอื้อนเอ่ยต่อ น้ำเสียงมิได้แข็งกระด้าง หากแต่หนักแน่นชัดเจน “แต่หวังดี ไม่ได้แปลว่าจะตัดสินผิด ๆ แล้วปล่อยให้ผู้อื่นใส่ร้ายท่านแม่ของ
“ข้ามีนามว่าหลงจิ่นอวิ๋นขอรับไท่ไหน่ หวงไหน่ไหน่บอกว่าท่านใจดีที่สุดในวังนี้เลยขอรับ”วาจาใสซื่อนั้นทำเอาฮองเฮาถึงกับกลั้นพระสรวลไม่อยู่ จำต้องยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระโอษฐ์อย่างนุ่มนวล ขณะเดียวกันไทเฮาก็ทรงหัวร่อเบิกบานอย่างเอ็นดู จนพระหัตถ์ที่ถือถ้วยชาสั่นระริกเบา ๆ ดวงเนตรส่องประกายความเอ็นดูเปี่ยมล
ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ยังคงเงียบงันหลังร่างของซิวหรงถูกลากหายลับไปกลิ่นอายขื่นขมยังไม่ทันจาง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยบาดแผลที่ยากจะเยียวยาในหัวใจผู้คนไทเฮาทรงยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิม พระวรกายสั่นไหวเล็กน้อย สีพระพักตร์หม่นเศร้ายิ่งกว่าครั้งใด ดวงเนตรที่เคยเปี่ยมด้วยพระเมตตา บัดนี้คล้ายมีม่านหมอกแห่งความผิ







