LOGINยามเช้าโปรยแสงแดดอ่อนโยนลงมายังตำหนักเย็นที่ได้รับการบูรณะใหม่ บรรยากาศอ้างว้างในอดีตถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา สายลมเย็นพัดผ่านสวนสมุนไพรที่ได้รับการดูแลอย่างดี สมุนไพรหลายชนิดเริ่มเติบโต แตกกิ่งใบเขียวชอุ่ม และบางส่วนก็ถูกนำไปขายเพื่อแลกเป็นเงินทุนให้กับตำหนัก
ภายในห้องของตำหนัก ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองที่ขัดจนสะอาดสะท้อนเงาของนางได้ชัดเจน มือเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แม้จะมีเรื่องมากมายให้คิด แต่นางกลับรู้สึกมั่นคงและเต็มไปด้วยความหวัง “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านตั้งครรภ์” เสียงสั่นเครือของหงเหมยดึงนางกลับสู่ความเป็นจริง สาวใช้ของนางยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและกังวล ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ พยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ทั้งดีใจ ทั้งหวั่นไหว ใช่แล้ว นางกำลังตั้งครรภ์ ชีวิตของนางไม่ได้มีเพียงแค่ตัวนางอีกต่อไป หลังจากที่ป่วยหนักมาหลายวัน อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย และประจำเดือนที่ขาดหายไปทำให้นางเริ่มสงสัย พอนางลองจับชีพจรดูตามที่ได้ร่ำเรียนมา นางก็ได้รับคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ภายในครรภ์ของนาง มีชีวิตเล็กๆ กำลังก่อกำเนิดขึ้น “ข้ากำลังมีลูก” นางกระซิบเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองแผ่วเบา ดวงตาสั่นระริก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใจ สวรรค์ ยังเมตตานางอยู่สินะ ของขวัญเพียงหนึ่งเดียวที่นางได้รับ “คุณหนู แล้วองค์ชายสามล่ะเจ้าคะ ท่านจะแจ้งให้ทราบหรือไม่” คำถามของหงเหมยเต็มไปด้วยความลังเล นางไม่กล้าพูดให้คุณหนูของตนสะเทือนใจ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ เพราะเด็กคนนี้เป็นบุตรขององค์ชายสาม ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง นางหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า น้ำเสียงมั่นคงราวกับไม่เปิดช่องให้ใครมาคัดค้าน “ไม่ ลูกคนนี้เป็นของข้า เพียงผู้เดียว” ความเงียบงันปกคลุมตำหนักเย็น กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่ในใจของไป๋ลี่เยว่ กลับเต็มไปด้วยความคิดถึงบุรุษที่นางแต่งงานด้วย พระสวามีเพียงคืนเดียวของนาง ผู้ที่จากกันโดยไม่ล่ำลา ไม่เคยส่งข่าว องค์ชายสามไม่ต้องการนาง นางรู้ดี หากเขารู้ว่านางตั้งครรภ์ เขาคงไม่สนใจ ไม่แน่ว่าอาจมองว่าลูกในท้องของนางเป็นตราบาปด้วยซ้ำ นางไม่อาจปล่อยให้ลูกของนางต้องเติบโตขึ้นมา โดยต้องรอคอยความรักจากบิดาที่ไม่เคยต้องการเขา ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น ความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะเลี้ยงดูลูกของข้าให้ดีที่สุด ให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร” น้ำเสียงแน่วแน่ดังก้องแววตามุ่งมั่นของไป๋ลี่เยว่ ทำให้หงเหมยที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับน้ำตาคลอ นางรู้ว่าคุณหนูของตนต้องผ่านความเจ็บปวดเพียงใด ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความปรานีเพียงไหน แต่ในเมื่อคุณหนูไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นพวกนางก็จะไม่มีวันยอมแพ้เช่นกัน “พวกเราทุกคน จะช่วยคุณหนูเลี้ยงคุณหนูน้อยเจ้าค่ะ” ไป๋ลี่เยว่หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางไม่ใช่เพียงไป๋ลี่เยว่ผู้เคยอ่อนแออีกต่อไป ชีวิตใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงตัวนางอีกต่อไปแล้ว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าของนางอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเอง แววตาเปล่งประกายด้วยความรักและความตั้งใจแน่วแน่ “ลูกของแม่ แม่สัญญา” นางกระซิบแผ่วเบา “แม่จะไม่ยอมแพ้ แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ามีชีวิตที่ดี” ไป๋ลี่เยว่คนเดิมได้ตายไปแล้ว จากนี้ไป นางจะไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่เฝ้ารอความรักจากผู้อื่นอีกต่อไป เพราะนาง กำลังจะเป็นแม่คนแล้ว หลายเดือนผ่านไป ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจก มือเรียวลูบไล้หน้าท้องที่นูนขึ้นอย่างอ่อนโยน นางไม่รู้สึกหนักอึ้งหรือทุกข์ใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามหัวใจของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขอย่างประหลาด “อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้ออกมาดูโลกแล้วนะ” นางกระซิบเสียงแผ่ว รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก ภายในตำหนักเย็นที่เคยอ้างว้าง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สวนผักและแปลงสมุนไพรที่นางกับพวกคนรับใช้ช่วยกันปลูกเริ่มให้ผลผลิต นางส่งหงเหมยออกไปขายให้ร้านยาในเมือง นำเงินที่ได้มาแลกเป็นข้าวสาร ของใช้จำเป็น และสะสมเสบียงไว้สำหรับอนาคต ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกปล่อยไปตามโชคชะตา ไป๋ลี่เยว่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง นางเรียนรู้การปรุงยาพื้นฐานจากตำรา ศึกษาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ฝึกฝนการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ลูกของนางจะลืมตาดูโลก “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไปซื้อผ้าฝ้ายและอาหารบำรุงสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาให้แล้วเจ้าค่ะ” เสียงของหงเหมยดังขึ้นพร้อมกับร่างของนางที่ก้าวเข้ามาในห้อง ในมือของนางมีถุงเสบียงและห่อผ้าฝ้ายสะอาดที่เตรียมไว้สำหรับทารก ไป๋ลี่เยว่พยักหน้า “ดีมาก พวกเราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม” นางรู้ว่าการคลอดบุตรเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตำหนักที่ไม่มีหมอหลวง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน นางอาจต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายเอง แต่ไม่ว่ายังไง นางจะต้องรอด เพื่อปกป้องลูกของนาง ไป๋ลี่เยว่วางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบ นางสั่งให้หงเหมยต้มสมุนไพรบำรุงครรภ์ทุกวัน ปรับเปลี่ยนอาหาร กินแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ ตามตำราที่อ่าน และสั่งให้เตรียมน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และสมุนไพรเร่งคลอดเอาไว้ล่วงหน้า นางจะไม่ปล่อยให้ชีวิตของลูกนางต้องเผชิญกับอันตรายเพียงลำพัง “คุณหนู ท่านไม่กังวลหรือเจ้าคะ” หงเหมยถามด้วยความเป็นห่วง ไป๋ลี่เยว่ลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ นางเงยหน้าขึ้น ดวงตามีแต่ความแน่วแน่ “ข้ากังวล แต่ข้าจะไม่หวาดกลัว” เพราะลูกของนางกำลังจะเกิดมา นางจึงต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด ทุกค่ำคืน นางจะฝันเห็นเงาร่างเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในสวน หัวเราะสดใส นางยังไม่รู้ว่าเด็กในท้องเป็นชายหรือหญิง แต่ไม่ว่ายังไง เขาคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง เด็กน้อยที่กำลังเรียกนางว่า “ท่านแม่”ทำให้นางตื้นตันในหัวใจ “ลูกของแม่ เจ้าต้องเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขนะ” ไป๋ลี่เยว่นั่งเย็บเสื้อผ้าเล็กๆ ด้วยมือของตนเอง แม้จะเป็นครั้งแรกที่นางต้องทำอะไรเช่นนี้ แต่นางก็ทุ่มเทสุดหัวใจ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความหวัง แม้โลกนี้จะไม่อ่อนโยนต่อนาง แต่นางจะทำให้โลกนี้อ่อนโยนต่อลูกของนางเองยามไห่ (21.00–23.00 น.) “ยังคิดเรื่องของเสด็จพ่ออยู่อีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นหูและอ้อมแขนอันอบอุ่นคุ้นเคยโอบกอดไป๋ลี่เวย่จากด้านหลังอย่างแผ่วเบาไป๋ลี่เยว่ที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปลายนิ้วเรียวงามของนางกำลังค่อย ๆ สางเส้นเกศายาวดุจแพรไหมช้า ๆ ถึงกับสะดุ้ง รอยแดงระเรื่อบนพวงแก้มปรากฏขึ้น นัยน์ตาคู่งามฉายแววเขินอาย ยามนึกถึงคำตรัสหยอกเย้าของฮ่องเต้ที่ขู่บังคับหลงเจิ้งหยางกลางลานสวนหลวงเมื่อยามสาย นางยิ้มบาง ก่อนเอนกายพิงอกกว้างของเขา“ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้วนี่เพคะ... หากเสด็จพี่มิยอมขึ้นครองบัลลังก์ ก็ต้องทำหลานให้พระองค์เพิ่มอีกคน เพียงแต่หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงคำตรัสของเสด็จพ่อหรอกเพคะ...” นางเว้นจังหวะ พลางหันกลับไปสบดวงตาคมที่มองนางไม่เคยเปลี่ยน “แต่กำลังคิดถึงสีหน้าของลูก ๆ ต่างหาก ทุกคนดูดีใจ... ราวกับรอคอยน้องคนใหม่มานาน”หลงเจิ้งหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มหน้าซบลงข้างลำคอ สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพระชายา ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำปนรอยยิ้ม“สามคนนั้นพร้อมใจกันเสียจน ข้าเองยังตั้งตัวไม่ทัน แต่…ในเมื่อเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้...” มือหนาประคองใบหน้าเรียวเนียนขึ้นมาสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะอ
หลายปีผ่านไป…ตำหนักตงกงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของทารก บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวา สายลมอ่อนพัดผ่านสวนหลวง หอบเอาความโปร่งเบาและกลิ่นหอมละมุนของดอกบัวในสระมาปะทะผิว ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม แสงแดดยามสายทอแสงอุ่นส่องลอดกิ่งไม้ออกมาเป็นลำกระทบลงบนลานหินสีขาวสะอาดตา จนเป็นแสงระยิบระยับ ใต้ศาลาริมสระบัว หลงจิ่นอวิ๋น ในวัยเยาว์ที่เริ่มเติบใหญ่ดั่งต้นเหมยสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ยืนสนทนาราชกิจร่วมกับเสนาบดีและสหายรักอย่างหยวนเป่าและมู่ชิงอีด้วยท่าทีสุขุม สายตามั่นคง สมกับตำแหน่งองค์ชายใหญ่ผู้กำลังเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง หลงจิ่นเซี่ยกำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว คมกระบี่แหวกอากาศเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ ดังเป็นจังหวะ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกกระบวนท่าหนักแน่น แม่นยำ เปี่ยมด้วยพลัง จนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้าง ต่างพยักหน้าชื่นชม ส่วนอีกมุมหนึ่งของสวนหลวง เสียงหัวเราะใสกังวานของหลงซวงอวิ๋นดังแข่งกับเสียงกระบี่ของแฝดพี่ นางปีนขึ้นไปนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ รอยยิ้มสดใสทำให้เหล่านางกำนัลได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านล่าง ไม
เหล่าคณะทูตและขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยก้าวออกมาถวายของมงคล พร้อมประสานเสียงถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย ครั้นเครื่องราชบรรณาการและของขวัญมงคลชิ้นสุดท้ายถูกอัญเชิญเข้าจัดวางเรียบร้อย เบื้องหน้าพระแท่นมังกรก็เต็มไปด้วยเครื่องราชบรรณาการล้ำค่าจากทั่วสารทิศ ตั้งแต่ทองคำ หยกล้ำค่า อัญมณีหายาก ผ้าแพรชั้นเลิศ ตลอดจนของหายากจากทุกแคว้น กองเรียงรายสูงดุจภูเขาแห่งมงคล จนลานกว้างแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างแทรกเมื่อพระราชพิธีหม่านเยว่ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นมาตลอดทั้งพิธีก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแปรเปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความสงบน่าเกรงขาม ราวกับทุกผู้คนต่างรับรู้โดยพร้อมเพรียงว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพระราชพิธีได้มาถึงแล้วขุนนาง คณะทูตจากทุกแคว้น และข้าราชบริพารทั้งปวงต่างยืนตรง ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรอฟังพระราชดำรัสของโอรสสวรรค์ ผู้กำลังจะตรัสในวาระสำคัญของแผ่นดินฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรทรงลุกขึ้นช้า ๆ ฉลองพระองค์มังกรทองสะท้อนแสงคบเพลิงทั่วทั้งท้องพระโรง เมื่อโอรสสวรรค์ประทับยืนเต็มพระวรกาย ความสงบน่าเกรงขามก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
“ช้าก่อน ท่านราชทูต!”ราชทูตซีเหลียงชะงักกึกที่กำลังจะก้าวเข้าไปชื่นชมจวิ้นจู่น้อยถึงกับชะงักฝีเท้าทันที “เอ่อ... องค์ชายใหญ่ ทรงมีพระประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“อวิ๋นเอ๋อร์ให้ท่านดูความน่ารักของน้องได้…” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แต่ท่านต้องไม่ขยับเข้าใกล้เกินสามก้าว และ” ร่างกลมป้อมในชุดมงคลชูนิ้วที่สองขึ้น“ห้ามจับน้อง!” แล้วจึงชูนิ้วที่สามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาใสซื่อจริงจัง“แล้วก็...ห้ามสูดลมหายใจแรง ๆ ใส่น้องด้วย!”ราชทูตซีเหลียงกะพริบตาปริบ ๆ “เหตุ...เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“น้องชายกับน้องสาวของอวิ๋นเอ๋อร์ยังตัวเล็กเท่าก้อนซาลาเปา หากสูดกลิ่นแปลก ๆ เข้าไปแล้วจามขึ้นมา น้องคงเจ็บแย่”ถ้อยคำไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยขององค์ชายน้อยนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นระลอก ฮ่องเต้ถึงกับทรงพระสรวล พลางส่ายพระพักตร์อย่างเอ็นดู“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูเถิด... นอกจากบิดาจะหวงลูกเสียยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว บัดนี้ยังมีพี่ชายองค์โตคอยเฝ้าถนอมหวงน้องจนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เพิ่มมาอีกคน”ฮองเฮาทอดพระเนตรหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ดูท่ากฎของ
ผ่านไปหนึ่งเดือน ทั่วทั้งวังหลวงแห่งแผ่นดินต้าเฉิงในวันนี้ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีมงคลและโคมไฟชาดดวงใหญ่โต บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและยิ่งใหญ่เกรียงไกร เพื่อเฉลิมฉลองใน ‘พิธีหม่านเยว่’ หรือพิธีเทียบครบหนึ่งเดือนของการประสูติแห่งครรภ์มังกรฟีนิกซ์ หวงไท่ซุน ‘หลงจิ่นเซี่ย’ และจวิ้นจู่ หลงซวงอวิ๋น ขุนนางน้อยใหญ่ แม่ทัพนายกอง ตลอดจนคณะราชทูตจากต่างแคว้นต่างเดินทางมาร่วมถวายพระพรและเครื่องราชบรรณาการอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ด้วยทุกคนต่างอยากเห็นพระพักตร์หวงไท่ซุนองค์ใหม่กับจวิ้นจู่ผู้ประสูติในวันพระราชสมภพฮ่องเต้ ซึ่งถือเป็นนิมิตมงคลยิ่งแห่งแผ่นดินทว่าความสนใจของคนทั้งงานกลับไม่ใช่ความหรูหราของท้องพระโรง...หากแต่เป็นภาพเบื้องหน้า บนตงโส่วบ่าวซั่ว (ตั่งประทับทิศบูรพา) ฝั่งซ้ายของพระแท่นมังกร หลงเจิ้งหยาง หวงไท่จื่อผู้เป็นถึงเทพสงครามไร้พ่าย บุรุษผู้เคยสยบทัพนับแสนจนใต้หล้าสยบสยอง บัดนี้ประทับอยู่ในท่าทางเกร็งกังวล มือหนาที่เคยสะบัดทวนสังหารศัตรู บัดนี้กลับประคองหลงซวงอวิ๋น จวิ้นจู่ตัวน้อยไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม สายตาคู่คมที่เคยดุดันกลับหวานเชื่อมและคอยก้มมองพระธิดาในอ้อมแขนเกือบตลอดเว
แสงอรุณอ่อนละมุนสาดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้าสู่ห้องบรรทมตำหนักตงกง กลิ่นน้ำแกงบำรุงและสมุนไพรอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วห้อง ไป๋ลี่เยว่เอนกายพิงหมอนไหมปักลายหงส์ แม้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้าง ทว่าเลือดฝาดได้กลับคืนสู่ใบหน้างามอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายอ่อนโยนไม่ต่างจากมารดาทั่วไปตรงหน้าแท่นบรรทม กลับทำให้ผู้มาเยือนต้องขยี้ตาจนแทบหลุด หลงเจิ้งหยางบัดนี้อยู่ในสภาพที่หากขุนนางในราชสำนักมาเห็นคงตกตะลึง ฉลองพระองค์ตัวในสีขาวหลุดลุ่ย ผมเผ้าที่เคยรวบตึงสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย ร่างสูงสง่ากำลังนั่งตัวตรงเกร็งราวกับกำลังเฝ้าพระราชพิธีสำคัญที่สุดในชีวิต ทว่าสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนมิใช่ฎีกาทหารหรือแผนศึก หากเป็น...‘ซวงซวง’ จวิ้นจู่ตัวน้อยผู้เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงสามวันร่างสูงใหญ่ของเทพสงครามผู้เคยฟาดฟันกลางสมรภูมิ กลับประคองทารกน้อยอย่างเก้งก้างเสียจนแม่นมหลายคนต้องลอบกลั้นหัวเราะ“เบา ๆ เพคะหวงไท่จื่อ...” แม่นมรีบเตือนเสียงเบา “พระองค์เกร็งพระกรเกินไปแล้วเพคะ”หลงเจิ้งหยางขมวดคิ้วทันที “เกร็งหรือ”“เพคะ...”“หากไม่เกร็งแล้วนางตกลงไปเล่า” เขาค้างท่าอุ้มอยู่อย่างนั้น ใบหน้าคมคายฉายแววถอดสี ก่อนจะค่อย
“เจ้ากล้าดีอย่างไร โกงการแข่งขันอย่างน่ารังเกียจที่สุด”ฮ่องเต้ทรงเหวี่ยงแส้ในพระหัตถ์ลงบนพื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่จะตรัสช้า ๆ“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว…ใครเป็นคนสั่งให้ใส่เหล็กในคันธนู” ทั้งลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า จางโป๋ซื่อเริ่มสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นผุดไหลท่
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี หลังจากแสงโคมในงานเลี้ยงค่อยๆ ดับลงเหลือเพียงแสงนวลตาจากดวงจันทร์ หลงเจิ้งหยางประคองไป๋ลี่เยว่กลับมาถึงตำหนักบูรพา (ตงกง) อย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงทว่ากลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดที่ยังไม่คลายลงเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำย
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย







