Masukยามเช้าโปรยแสงแดดอ่อนโยนลงมายังตำหนักเย็นที่ได้รับการบูรณะใหม่ บรรยากาศอ้างว้างในอดีตถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและมีชีวิตชีวา สายลมเย็นพัดผ่านสวนสมุนไพรที่ได้รับการดูแลอย่างดี สมุนไพรหลายชนิดเริ่มเติบโต แตกกิ่งใบเขียวชอุ่ม และบางส่วนก็ถูกนำไปขายเพื่อแลกเป็นเงินทุนให้กับตำหนัก
ภายในห้องของตำหนัก ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลืองที่ขัดจนสะอาดสะท้อนเงาของนางได้ชัดเจน มือเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แม้จะมีเรื่องมากมายให้คิด แต่นางกลับรู้สึกมั่นคงและเต็มไปด้วยความหวัง “คุณหนูเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านตั้งครรภ์” เสียงสั่นเครือของหงเหมยดึงนางกลับสู่ความเป็นจริง สาวใช้ของนางยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและกังวล ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ พยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก ทั้งดีใจ ทั้งหวั่นไหว ใช่แล้ว นางกำลังตั้งครรภ์ ชีวิตของนางไม่ได้มีเพียงแค่ตัวนางอีกต่อไป หลังจากที่ป่วยหนักมาหลายวัน อาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย และประจำเดือนที่ขาดหายไปทำให้นางเริ่มสงสัย พอนางลองจับชีพจรดูตามที่ได้ร่ำเรียนมา นางก็ได้รับคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ภายในครรภ์ของนาง มีชีวิตเล็กๆ กำลังก่อกำเนิดขึ้น “ข้ากำลังมีลูก” นางกระซิบเสียงเบา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเองแผ่วเบา ดวงตาสั่นระริก ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใจ สวรรค์ ยังเมตตานางอยู่สินะ ของขวัญเพียงหนึ่งเดียวที่นางได้รับ “คุณหนู แล้วองค์ชายสามล่ะเจ้าคะ ท่านจะแจ้งให้ทราบหรือไม่” คำถามของหงเหมยเต็มไปด้วยความลังเล นางไม่กล้าพูดให้คุณหนูของตนสะเทือนใจ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ เพราะเด็กคนนี้เป็นบุตรขององค์ชายสาม ไป๋ลี่เยว่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแววตาจะกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง นางหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า น้ำเสียงมั่นคงราวกับไม่เปิดช่องให้ใครมาคัดค้าน “ไม่ ลูกคนนี้เป็นของข้า เพียงผู้เดียว” ความเงียบงันปกคลุมตำหนักเย็น กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่ในใจของไป๋ลี่เยว่ กลับเต็มไปด้วยความคิดถึงบุรุษที่นางแต่งงานด้วย พระสวามีเพียงคืนเดียวของนาง ผู้ที่จากกันโดยไม่ล่ำลา ไม่เคยส่งข่าว องค์ชายสามไม่ต้องการนาง นางรู้ดี หากเขารู้ว่านางตั้งครรภ์ เขาคงไม่สนใจ ไม่แน่ว่าอาจมองว่าลูกในท้องของนางเป็นตราบาปด้วยซ้ำ นางไม่อาจปล่อยให้ลูกของนางต้องเติบโตขึ้นมา โดยต้องรอคอยความรักจากบิดาที่ไม่เคยต้องการเขา ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น ความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะเลี้ยงดูลูกของข้าให้ดีที่สุด ให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร” น้ำเสียงแน่วแน่ดังก้องแววตามุ่งมั่นของไป๋ลี่เยว่ ทำให้หงเหมยที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับน้ำตาคลอ นางรู้ว่าคุณหนูของตนต้องผ่านความเจ็บปวดเพียงใด ถูกทอดทิ้งอย่างไร้ความปรานีเพียงไหน แต่ในเมื่อคุณหนูไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นพวกนางก็จะไม่มีวันยอมแพ้เช่นกัน “พวกเราทุกคน จะช่วยคุณหนูเลี้ยงคุณหนูน้อยเจ้าค่ะ” ไป๋ลี่เยว่หลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางไม่ใช่เพียงไป๋ลี่เยว่ผู้เคยอ่อนแออีกต่อไป ชีวิตใหม่ ที่ไม่ได้มีเพียงตัวนางอีกต่อไปแล้ว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าของนางอ่อนโยน นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตนเอง แววตาเปล่งประกายด้วยความรักและความตั้งใจแน่วแน่ “ลูกของแม่ แม่สัญญา” นางกระซิบแผ่วเบา “แม่จะไม่ยอมแพ้ แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ามีชีวิตที่ดี” ไป๋ลี่เยว่คนเดิมได้ตายไปแล้ว จากนี้ไป นางจะไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่เฝ้ารอความรักจากผู้อื่นอีกต่อไป เพราะนาง กำลังจะเป็นแม่คนแล้ว หลายเดือนผ่านไป ไป๋ลี่เยว่ยืนอยู่หน้ากระจก มือเรียวลูบไล้หน้าท้องที่นูนขึ้นอย่างอ่อนโยน นางไม่รู้สึกหนักอึ้งหรือทุกข์ใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามหัวใจของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขอย่างประหลาด “อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้ออกมาดูโลกแล้วนะ” นางกระซิบเสียงแผ่ว รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปาก ภายในตำหนักเย็นที่เคยอ้างว้าง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา สวนผักและแปลงสมุนไพรที่นางกับพวกคนรับใช้ช่วยกันปลูกเริ่มให้ผลผลิต นางส่งหงเหมยออกไปขายให้ร้านยาในเมือง นำเงินที่ได้มาแลกเป็นข้าวสาร ของใช้จำเป็น และสะสมเสบียงไว้สำหรับอนาคต ทุกอย่างถูกจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกปล่อยไปตามโชคชะตา ไป๋ลี่เยว่ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง นางเรียนรู้การปรุงยาพื้นฐานจากตำรา ศึกษาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ฝึกฝนการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ลูกของนางจะลืมตาดูโลก “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไปซื้อผ้าฝ้ายและอาหารบำรุงสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาให้แล้วเจ้าค่ะ” เสียงของหงเหมยดังขึ้นพร้อมกับร่างของนางที่ก้าวเข้ามาในห้อง ในมือของนางมีถุงเสบียงและห่อผ้าฝ้ายสะอาดที่เตรียมไว้สำหรับทารก ไป๋ลี่เยว่พยักหน้า “ดีมาก พวกเราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม” นางรู้ว่าการคลอดบุตรเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตำหนักที่ไม่มีหมอหลวง ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน นางอาจต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายเอง แต่ไม่ว่ายังไง นางจะต้องรอด เพื่อปกป้องลูกของนาง ไป๋ลี่เยว่วางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบ นางสั่งให้หงเหมยต้มสมุนไพรบำรุงครรภ์ทุกวัน ปรับเปลี่ยนอาหาร กินแต่ของที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ ตามตำราที่อ่าน และสั่งให้เตรียมน้ำอุ่น ผ้าสะอาด และสมุนไพรเร่งคลอดเอาไว้ล่วงหน้า นางจะไม่ปล่อยให้ชีวิตของลูกนางต้องเผชิญกับอันตรายเพียงลำพัง “คุณหนู ท่านไม่กังวลหรือเจ้าคะ” หงเหมยถามด้วยความเป็นห่วง ไป๋ลี่เยว่ลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ นางเงยหน้าขึ้น ดวงตามีแต่ความแน่วแน่ “ข้ากังวล แต่ข้าจะไม่หวาดกลัว” เพราะลูกของนางกำลังจะเกิดมา นางจึงต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด ทุกค่ำคืน นางจะฝันเห็นเงาร่างเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในสวน หัวเราะสดใส นางยังไม่รู้ว่าเด็กในท้องเป็นชายหรือหญิง แต่ไม่ว่ายังไง เขาคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง เด็กน้อยที่กำลังเรียกนางว่า “ท่านแม่”ทำให้นางตื้นตันในหัวใจ “ลูกของแม่ เจ้าต้องเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขนะ” ไป๋ลี่เยว่นั่งเย็บเสื้อผ้าเล็กๆ ด้วยมือของตนเอง แม้จะเป็นครั้งแรกที่นางต้องทำอะไรเช่นนี้ แต่นางก็ทุ่มเทสุดหัวใจ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความรักและความหวัง แม้โลกนี้จะไม่อ่อนโยนต่อนาง แต่นางจะทำให้โลกนี้อ่อนโยนต่อลูกของนางเอง“ท้อง... ท้องของข้า ลูก... ลูกแม่”หานลี่เยี่ยนแผดเสียงร้องด้วยความขวัญเสีย เสียงนางสั่นพร่าด้วยความกลัวที่แท้จริง ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนตอนแรก โลหิตสีคล้ำเริ่มไหลซึมผ่านอาภรณ์หรูหรานองเต็มพื้นหินอ่อน ปะทะเข้ากับกลิ่นธูปมรณะที่ยังอวลอยู่ในห้อง“เป็นไปได้อย่างไร เยี่ยนเอ๋อร์….เจ้าเป็นอะไรไป” หลงเหวินหยางหน้าถอดสี ถลันเข้าไปโอบอุ้มชายาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมาตวาดใส่ไป๋ลี่เยว่ “พระชายาสาม เจ้าทำอะไรนาง... เจ้าบังอาจวางยาชายาข้าเชียวรึ”ไป๋ลี่เยว่หันขวับไปมอง สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความแค้นเป็นความตื่นตระหนกในฐานะหมอยา นางมองเห็นโลหิตสีเข้มที่เริ่มไหลซึมออกมาจากชายกระโปรงของหานลี่เยี่ยน“องค์ชายสอง... ท่านกล่าวหาข้าได้หน้าชื่นตาบานนัก” นางก้าวเข้าไปหาหานลี่เยี่ยนช้าๆ “ดูเลือดนี่สิ... นางกำลังจะแท้ง” ไป๋ลี่เยว่อุทาน“แท้งรึ…เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนางกินยาระงับพิษมาแล้ว” หลงเหวินหยางหลุดปากออกมาด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบตะครุบปากตนเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว สายตาของฮ่องเต้และหลงเจิ้งหยางจ้องมองมาประดุจจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆไป๋ลี่เยว่รีบก้าวเข้าไปคว้าข้อมือหานลี่เยี่ยนเพื่อตรวจชีพจร แววตาข
“น้ำแกงจากจิ่นกุ้ยเฟย... ธูปหอมจากหานเช่อเฟย... พวกเจ้าสองคนพี่น้องจะบอกข้าว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องประจวบเหมาะงั้นรึ”หลงเหวินหยางทรุดกายลงคุกเข่าดังกึกจนพื้นสั่น “เสด็จพ่อโปรดระงับพระโทสะ ลูกมิรู้เรื่องนี้จริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”“มิรู้เรื่องรึ” หลงเจิ้งหยาง ที่ยืนนิ่งในชุดเกราะเปื้อนเลือดมาตลอด พลันเค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกของพี่น้องร่วมสายเลือด“พี่รอง... ท่านมิรู้เรื่อง แต่ชายาของท่านกลับจุดธูปดับวิญญาณข้างหมอนเสด็จแม่ หรือท่านจะบอกว่านางถือธูปเดินหลงทางมาจนถึงตำหนักเยว่หานเองงั้นรึ”เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว กลิ่นคาวเลือดจากชิงโจวพุ่งเข้าปะทะหน้าองค์ชายทั้งสอง“วันนี้... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่สมรู้ร่วมคิด ข้าจะลากไส้มันออกมาตอบคำถามฮ่องเต้สะบัดพระหัตถ์ “พวกเจ้าพอก่อน”ฮ่องเต้ประทับยืนนิ่งเป็นประธาน แววตาคมปลาบดุจพญาอินทรีจดจ้องไปยังถ้วยน้ำแกงและตลับธูปที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะไม้“เยว่เอ๋อร์... เจ้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีพิษ จงพิสูจน์ให้ข้าและทุกคนในที่นี้เห็นว่าเจ้ามิได้กล่าววาจาเลื่อนลอย” ฮ่องเต้สั่งเสียงเด็ดขาดไป๋ลี่เยว่รับคำสั่งด้วยกิริยาสงบนิ่ง นางปาดคราบ
“แล้วกลิ่นธูปนี่อีก ชายารองหาน เจ้ารู้หรือไม่ฮองเฮาแพ้กลิ่นธูปพวกนี้”หานลี่เยี่ยนคลานเข้าไปใกล้พระแท่น บีบน้ำตาพลางประคองตลับธูปด้วยมือที่สั่นเทา “เสด็จแม่... ฮองเฮานำเหนี่ยง โปรดถนอมเมตตาด้วยเพคะ ธูปหอมพันปีนี้ เยี่ยนเอ๋อร์ ตั้งใจคัดเลือกมาถวายเพื่อให้พระองค์ทรงสำราญพระทัย ไม่ทราบมาก่อนว่าพระองค์ทรงแพ้กลิ่นธูป โปรดยกโทษให้เยี่ยนเอ๋อร์เถิดเพคะ”“เอาถ้วยน้ำแกงบำรุงที่เหลือ และยึดธูปนั่นไปตรวจสอบ” ฮองเฮาทรงใช้อำนาจเด็ดขาด สั่งเสียงแหบแห้งในทันที “ใครที่คิดจะลองดีในตำหนักข้า... วันนี้ต้องมีคนชดใช้”“ทหาร! ปิดล้อมตำหนักเยว่หาน อย่าให้ผู้ใดหนีออกไปได้ จนกว่าจะสอบสวนเสร็จ” ฮองเฮาฝืนสั่งเสียงแผ่ว ทหารมหาดเล็กพุ่งเข้ามารวบตัวพระสนมจิ่นซูเหยียนและหานลี่เยี่ยนที่กำลังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูกทันใดนั้นเอง! ฮองเฮาพลันกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโตอีกครั้ง ร่างทรงสง่าสั่นเทาประดุจใบไม้ร่วง แสงสีทองในแววตาดับวูบลงทันที“เสด็จแม่” ไป๋ลี่เยว่แผดเสียงร้องด้วยความตระหนก “พวกท่านทำอะไรลงไป กลิ่นธูปนั่น... ยาของพวกเจ้านี่เองที่ทำให้เสด็จแม่ทรงพระอาการทรุด”หานลี่เยี่ยนหน้าซีดเผือด ตลับธูปในมือร่วงหล่นแตกกระจ
หน้าตำหนักเยว่หานณ หน้าตำหนักเยว่หาน บานประตูไม้แกะสลักลายหงส์ปิดสนิท เงียบงันราวปิดตายทั้งตำหนัก... หรือแท้จริงแล้วมันกำลังปิดบังความลับอันมืดดำที่มิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ ขบวนของจิ่นกุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจเหนือสนมทั้งปวง และ หานเช่อเฟยพระชายารองในองค์ชายสอง มาบรรจบกันตรงหน้าธรณีประตูพอดิบพอดีสองสตรีต่างวัยต่างฐานะสบตากันเพียงอึดใจก็รับรู้ถึงดาบที่ซ่อนในรอยยิ้มของกันและกัน ก่อนรอยยิ้มอ่อนหวานจะถูกสวมขึ้นราวหน้ากากแห่งจริตที่ฝึกปรือมาอย่างชำนาญหานเช่อเฟยรีบเก็บซ่อนแววตาร้ายกาจ ยอบกายลงต่ำจนชายกระโปรงลากพื้นหิมะ “ถวายพระพร...จิ่นกุ้ยเฟยเหนียงเหนี่ยง ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปีเพคะ”“อ้าว...หานเช่อเฟย...เจ้าก็มาถวายพระพรฮองเฮาด้วยหรือ เจ้านี่มีความกตัญญูไม่เบา ถึงขั้นแบกท้องที่ใกล้คลอดฝ่าลมหนาวมาถวายพระพรฮองเฮาเชียวรึ” จิ่นกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงนุ่มนวล มือยังคงนับลูกประคำในมือช้าๆ อย่างสงบ ทว่าสายตากลับจดจ้องที่ตลับหยกในมืออีกฝ่ายนานเกินจำเป็น“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ เพียงแต่…หม่อมฉันได้ยินว่าเสด็จแม่ทรงประชวร ในใจเป็นห่วงพระอาการฮองเฮายิ่งนัก เกรงว่าชายาสามจะดูแลไม่ทั่วถึง จึงมาปรนนิบัติอีกแรง
ยามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) ท่ามกลางความมืดมิดที่เหน็บหนาวจนกระดูกแทบปริร้าว ทหารกบฏชิงโจวบนกำแพงเมืองทิศใต้ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความย่ามใจ เมื่อเห็นแสงคบไฟนับหมื่นดวงพุ่งตรงมาราวกับทะเลเพลิงที่บ้าคลั่ง เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึงดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่งลานหิมะ ทำให้พวกมันเชื่อสนิทใจว่ากองทัพพยัคฆ์กำลังวิ่งเข้าหาความตายในอาณาเขตของตน “พวกมันมาแล้ว เตรียมจุดสายชนวนอัคคีพิฆาต” หัวหน้ากบฏแสยะยิ้มอำมหิต ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับค้างอยู่บนใบหน้าเพียงชั่วอึดใจ ครืนนนน! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! เสียงกัมปนาทแผดลั่นราวกับอสนีบาตฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ ทว่ามันมิได้ดังขึ้นที่ทุ่งหญ้าเบื้องหน้าเมือง แต่กลับระเบิดออกมาจาก คลังดินประสิวและหอคอยบัญชาการใจกลางเมืองชิงโจว กล่องไม้ที่บรรจุดินปืนและน้ำมันยางไม้นับร้อย ซึ่งถูกหน่วยกล้าตายของเว่ยหลางสลับสายชนวนไว้ ทำงานลุกพรึบพร้อมกันประหนึ่งมังกรไฟโหมกระหน่ำ แรงอัดของดินประสิวฉีกกระชากหอคอยบัญชาการจนพังทลายกลายเป็นเศษอิฐในพริบตา เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะยานงับยอดฟ้า ย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีเลือดด้วยแสงไฟ “นั่นมันอะไรกัน เหตุใดอัคคีถึงหลั่งไหลอ
ค่ายแม่ทัพ ริมขอบเมืองชิงโจว“ท่านพี่... ช่วยลูกของเราด้วย...”ท่ามกลางพายุหิมะขาวโพลนจนมองไม่เห็นทิศทาง ไป๋ลี่เยว่ก้าวเดินอย่างยากลำบาก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเลือดหยดลงบนพื้นหิมะเป็นทางยาวบาดตา ในอ้อมแขนนั้นนางประคองโอบอุ้มทารกน้อยคนหนึ่งไว้แนบแน่น แววตาที่จ้องมองมายังเขานั้นเว้าวอนและโศกเศร้าเสียงกระซิบของนางแผ่วเบาจนแทบถูกลมหนาวกลืนกิน...ทิ้งไว้เพียงความเจ็บปวดที่กรีดลึกจนหัวใจเขากลายเป็นผุยผง“เยว่เอ๋อร์”หลงเจิ้งหยางกระชากกระบี่ข้างกายออกมาด้วยสัญชาตญาณพร้อมเสียงคำรามลั่น เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางกระโจมบัญชาการที่หนาวเหน็บ ลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านช่องว่างของหนังหุ้มกระโจมปะทะใบหน้า ทหารเวรยามด้านนอกยังคงยืนแข็งทื่อราวรูปปั้นท่ามกลางพายุที่เริ่มก่อตัว เขาหอบหายใจรัว แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แม้จะพยายามบอกตนเองว่าเป็นเพียงนิมิตที่พร่าเลือน ทว่ากลิ่นคาวเลือดและเสียงกระซิบเมื่อครู่กลับชัดเจนราวกับเกิดขึ้นจริง หัวใจของเขากลับเต้นรัวราวกลองศึก ลางบอกเหตุนี้ชัดเจนและเจ็บปวดจนเขามิอาจเพิกเฉย“ท่านแม่ทัพ…เกิดเหตุใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ…” ซ







