LOGIN
เปลวแดดสุดท้ายของวันอาบไล้เรือนยอดของต้นจามจุรีจนเป็นสีทองแดง ก่อนจะสาดกระทบพื้นอิฐตัวหนอนเบื้องล่างเป็นเงาทอดยาวบิดเบี้ยว กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียนทยอยออกจากตัวอาคาร เสียงพูดคุยจ้อกแจ้ก เสียงหัวเราะสดใส และเสียงรองเท้าที่เสียดสีกับพื้นคอนกรีตดังผสมปนเปกันไปหมดจนแทบจับใจความไม่ได้
กันต์ธีร์ยังคงนั่งนิ่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมใต้ร่มไม้ใหญ่ เขาปล่อยให้ความวุ่นวายโกลาหลของโลกรอบกายไหลผ่านไปเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว สายตาคมกริบคู่เดิมยังคงกวาดมองไปในหมู่มวลชนอย่างไม่ลดละ ไม่ใช่การมองหาอย่างไร้จุดหมาย แต่เป็นการสอดส่ายสายตาของผู้รอคอยที่รู้แน่ชัดว่าตนกำลังมองหาสิ่งใด
มันเป็นกิจวัตรของเขามาเกือบสองปีเต็มแล้ว.... การเฝ้ารอคอยโดยปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใดๆ นอกเสียจากความทรงจำอันแจ่มชัดที่ฝังลึกอยู่ในดวงจิต
เขาวางตำราปรัชญาตะวันออกเล่มหนาเตอะลงข้างตัว ปลายนิ้วขวาไล้ขอบแหวนหยกเนื้อดีสีเขียวเข้มบนนิ้วชี้ข้างซ้ายอย่างเชื่องช้าเป็นวงกลม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อหินช่วยรวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายให้กลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังค้นหาได้ดียิ่งขึ้น พลังงานชีวิตนับร้อยนับพันสายไหลเวียนปะปนกันอยู่รอบตัวเขา ทั้งความตื่นเต้นของหนุ่มสาวที่นัดพบกัน ความเหนื่อยล้าหลังเลิกเรียน ความกังวลเรื่องสอบปลายภาค
ทว่า ไม่มีแม้แต่คลื่นพลังงานเดียวที่สั่นพ้องกับสิ่งที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของเขามาข้ามภพข้ามชาติ
บางทีวันนี้ก็อาจจะเป็นอีกวันที่สูญเปล่า.... ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมา แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ความอดทนคือคุณสมบัติเดียวที่เขามีเหลือเฟือยิ่งกว่าใคร
"พิม.... แกแน่ใจนะว่าจะไม่ไปไหว้พระราหูกับฉันจริงๆ"
เสียงแหลมของมะลิ เพื่อนสนิทร่วมคณะดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของพิมพิลาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงกองหนังสือในอ้อมแขน
พิมพิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่เชิงรำคาญ
"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ยิ่งช่วงนี้รายงานเยอะจะตาย ไม่มีเวลาหรอก"
"โธ่เอ๊ย! ก็เพราะรายงานเยอะนี่แหละถึงต้องไปขอพรให้ท่านช่วย เผื่อจะได้เกรดเอสวยๆ ไง" มะลิเถียงพลางหยิบยาดมสมุนไพรขวดจิ๋วขึ้นมาสูดเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ "อีกอย่างนะ....พักนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแก เหมือนมีอะไรแปลกๆ รอบตัวแกตลอดเวลา"
"คิดมากน่า" พิมพิลาหัวเราะร่วน "ที่แกรู้สึกแปลกๆ ก็เพราะดมยาดมมากไปจนเบลอหรือเปล่า"
หญิงสาวกอดกองหนังสือเล่มหนาแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมจะแยกกับเพื่อนตรงทางเดินหน้าหอสมุดกลาง แต่แล้วจมูกของเธอก็ได้กลิ่นบางอย่างที่ผิดปกติ กลิ่นที่ไม่ควรจะมาอยู่ในบรรยากาศสดชื่นหลังฝนตกเช่นนี้
กลิ่นเหมือนโคลนตมและน้ำเน่าที่ขังนิ่งมานาน....
พิมพิลาขมวดคิ้วมุ่น กัดริมฝีปากล่างของตัวเองตามความเคยชินเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ เธอลองกวาดตามองไปรอบๆ บริเวณพุ่มไม้เตี้ยๆ และสนามหญ้าที่ชุ่มน้ำฝน แต่ก็ไม่เห็นแอ่งน้ำขังหรือสิ่งใดที่จะเป็นต้นตอของกลิ่นประหลาดนั้นได้เลย
"แกได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ไหม มะลิ" เธอถามเพื่อน
มะลิส่ายหน้า "ไม่นี่.... ก็ได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้าปกติ ว่าแต่แกเถอะ ได้กลิ่นอะไร"
"ช่างมันเถอะ สงสัยฉันจะเพลียจนจมูกเพี้ยนไปเอง" พิมพิลาสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป "งั้นฉันกลับก่อนนะ ต้องรีบไปหาข้อมูลทำรายงานต่อ"
"เออๆ ตามใจ" มะลิโบกมือลา "ถ้าโดนผีหลอกกลางทางก็อย่ามาโทษกันนะยะ!"
พิมพิลาได้แต่ส่ายหัวให้กับความขี้เล่นของเพื่อนก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินสวนกระแสผู้คนที่เริ่มบางตาลง มุ่งหน้าไปยังทางเดินกว้างหน้าอาคารหอสมุด ความคิดของเธอกลับไปจดจ่ออยู่กับหัวข้อรายงานประวัติศาสตร์ศิลปะยุคต้นรัตนโกสินทร์จนไม่ได้สังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
แล้ววินาทีนั้นเองที่ทุกอย่างรอบกายของกันต์ธีร์พลันเชื่องช้าลง
ท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่กำลังจะสลายตัว ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตา เธอเดินสวนกระแสผู้คนออกมาจากทางแยก ในอ้อมแขนมีกองหนังสือเรียนเล่มหนา ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยยางรัดผมธรรมดา ปอยผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาระใบหน้ายามที่สายลมพัดโชยมา ชุดนักศึกษาพอดีตัวสีขาวสะอาดและกระโปรงพลีตสีเข้มขับเน้นเรือนร่างอรชรที่ดูบอบบางแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมั่นคงในทุกย่างก้าว
กันต์ธีร์ไม่ได้เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนนัก แต่บางสิ่งบางอย่างในท่วงท่าการเดิน ในองศาของลำคอที่ตั้งตรงสง่านั้น สะกดให้เขาไม่อาจละสายตาได้
จังหวะที่ร่างของเธอเดินเฉียดผ่านม้านั่งที่เขานั่งอยู่นั้นเอง สายลมเย็นวูบหนึ่งก็พัดกรรโชกขึ้นมาราวกับมีใครบางคนสะบัดผืนแพรไหมผืนใหญ่ผ่านอากาศ กลิ่นหอมที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำลึกสุดของเขาก็ปะทะเข้ากับปลายจมูกอย่างจัง รุนแรงและแจ่มชัดจนน่าตกใจ
ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมทันสมัยที่ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่กลิ่นแป้งหรือโลชั่นยอดนิยมใดๆ ทั้งสิ้น
มันคือกลิ่นแก่นจันทน์หอมที่ถูกบดละเอียดผสมกับกลิ่นหอมหวานอมขมของดอกพิกุลแห้ง.... กลิ่นอายที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าลมหายใจของตัวเอง กลิ่นกายประจำตัวของสตรีเพียงผู้เดียวที่ตราตรึงอยู่ในทุกอณูของวิญญาณ กลิ่นที่หลับใหลอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างรุนแรง
หัวใจของกันต์ธีร์กระตุกวูบราวกับถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น เวลาทุกเศษเสี้ยวพลันหยุดนิ่ง เสียงจอแจรอบข้างเงียบสนิทลงฉับพลัน เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวอยู่ในอกราวกับจะทะลุออกมานอกซี่โครง
เขาสะบัดหน้าพรืด หันขวับกลับไปมองแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้นที่กำลังเดินห่างออกไปโดยสัญชาตญาณ
แผ่นหลังที่คุ้นตา.... เส้นผมที่คุ้นเคย.... ท่วงท่าที่จดจำได้ไม่เคยลืม....
"เดี๋ยวก่อน!"
เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิวเกินกว่าจะฝ่าความจอแจไปถึงเธอได้ ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดขึ้นจากม้านั่งโดยไม่สนใจตำราที่ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นอิฐ เขาพยายามจะก้าวตาม แต่ฝูงชนกลุ่มสุดท้ายที่เดินตัดหน้าก็กลายเป็นกำแพงมนุษย์ที่ขวางกั้นเขาไว้ชั่วขณะ
สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของเธอไม่วางตา พิมพิลาเดินผ่านผนังกระจกบานใหญ่ของอาคารหอสมุดกลาง แสงแดดยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องกระทบแผ่นกระจกจนเกิดเป็นเงาสะท้อนพร่าเลือนของสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอก
และในเงาสะท้อนนั้นเอง.... กันต์ธีร์ก็ได้เห็นในสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเยียบจนชาวาบไปทั้งร่าง
ภาพของนักศึกษาสาวในชุดกระโปรงพลีตค่อยๆ เลือนจางลงเหมือนภาพซ้อนในแผ่นฟิล์มเก่า กลายเป็นภาพของสตรีสูงศักดิ์ในยุคอดีตที่ซ้อนทับขึ้นมาอย่างเชื่องช้าจนเด่นชัด เรือนผมสีดำขลับยาวประบ่าถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงอย่างงดงาม ประดับด้วยปิ่นทองลายกนกและอุบะดอกจำปีสีขาวนวล สไบเฉียงสีกลีบบัวปักดิ้นทองพาดผ่านลาดไหล่เปลือยเปล่าที่ผุดผ่อง ผ้านุ่งยกทองลายวิจิตรสีเดียวกันขับให้ช่วงเอวคอดกิ่วดูงดงามจับตา เครื่องทองกรุยกรายทั้งกำไลข้อมือและสร้อยสังวาลสะท้อนแสงแดดยามอัสดงจนเป็นประกายวูบวาบ
แต่สิ่งที่ทำให้กันต์ธีร์แทบหยุดหายใจคือดวงหน้าในเงาสะท้อนนั้น แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้าง แต่แววตาที่ทอดมองมานั้นกลับเต็มไปด้วยความรวดร้าว ความโศกเศร้า และคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ.... แววตาคู่เดียวกับที่เขาเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงในชาติภพนั้น
"แม่พุดตาน...."
เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดออกจากริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว ชื่อที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมานานแสนนาน....นานจนเกือบจะเลือนลางไปจากความทรงจำ
เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ภาพมายาเบื้องหน้า และในชั่วพริบตานั้นเอง ภาพของสตรีในชุดไทยโบราณก็สั่นไหวแล้วเลือนหายไป เหลือเพียงเงาสะท้อนของพิมพิลาในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินลับหายไปจากขอบกระจกบานใหญ่อย่างรวดเร็ว
กันต์ธีร์ไม่รอช้าอีกต่อไป เขาผลุนผลันวิ่งฝ่ากลุ่มนักศึกษาที่ยังเดินขวางทางไปอย่างไม่คิดชีวิต "ขอทางหน่อยครับ! ขอโทษครับ!" คำขอโทษขอทางดังขึ้นเป็นระยะเมื่อไหล่กว้างของเขาไปกระทบกระทั่งกับคนอื่น แต่สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาพุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวเท่านั้น
เมื่อเขาวิ่งพ้นจากแนวอาคารและไปหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงทางเดินกว้างที่มุ่งหน้าสู่ประตูใหญ่มหาวิทยาลัย ร่างของหญิงสาวคนนั้นก็หายไปแล้ว.... กลืนหายไปกับฝูงชนจำนวนมากที่กำลังยืนรอขึ้นรถโดยสารประจำทางกลับบ้านอย่างแออัด
เขาหอบหายใจหนักหน่วงจนไหล่ไหวสะท้าน กวาดสายตามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไล่ดูใบหน้าของผู้หญิงทุกคนที่สวมชุดนักศึกษาและถือหนังสือ แต่ก็ไร้วี่แววของเธอโดยสิ้นเชิง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นแก่นจันทน์และดอกพิกุลที่ยังคงกรุ่นจางๆ อยู่ในอากาศ เป็นหลักฐานเพียงชิ้นเดียวยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้สัมผัสเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นนานสองนาน กำปั้นที่กำแน่นจนข้อกระดูกขึ้นเป็นสีขาวค่อยๆ คลายออก.... นิ้วโป้งเลื่อนขึ้นไปกอบกุมแหวนหยกบนนิ้วชี้ไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกปัจจุบันได้ในขณะนี้
รอยยิ้มบางเบา.... รอยยิ้มแรกในรอบหลายปีปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่เจือปนทั้งความยินดีที่ได้ค้นพบ ความโล่งใจที่การรอคอยมาถึงจุดสิ้นสุด และความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจมานานแสนนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
กันต์ธีร์หันหลังกลับ เดินตรงไปยังม้านั่งตัวเดิมด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เขาก้มลงเก็บตำราปรัชญาที่ตกอยู่ขึ้นมาปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามสันปกออกอย่างใจเย็น แล้วจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ปลายนิ้วกดโทรออกไปยังเบอร์ที่บันทึกไว้ รอเพียงไม่กี่วินาทีปลายสายก็กดรับ
( ครับ นายน้อย ) เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความภักดีของชายชราดังขึ้น
"ลุงชุ่ม" กันต์ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่คนฟังรับรู้ได้ทันที "ผมเจอเธอแล้ว....เธออยู่ที่นี่"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
( นายน้อยจะให้ผมทำอะไรครับ )
"เตรียมของให้ผมด้วย" กันต์ธีร์กล่าว สองเท้าของเขาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าอาคารหอสมุด สายตาจ้องมองเข้าไปในเงาสะท้อนของตัวเองบนบานกระจก "คืนนี้ผมมีเรื่องต้องทำ"
คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว
ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร
คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่
หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค
“ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั
กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน







