Masukรถยุโรปสีเข้มเคลื่อนตัวไปตามซอยแคบที่ขนาบข้างด้วยบ้านไม้สองชั้นทรงเก่า ก่อนจะหยุดลงหน้าบ้านเช่าหลังหนึ่งซึ่งดูทรุดโทรมกว่าหลังอื่นเป็นพิเศษ สีที่เคยทาผนังไม้ไว้ลอกร่อนเป็นแผ่น เผยให้เห็นเนื้อไม้สีซีดจางที่ถูกแดดเลียฝนสาดมานานหลายปี กันต์ธีร์ดับเครื่องยนต์ ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในรถทันที มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขากับลุงชุ่มที่นั่งอยู่ข้างกัน
“ดูท่าจะหนักเอาการนะครับ คุณกันต์”
ลุงชุ่มเอ่ยขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบ สายตาจับจ้องไปยังตัวบ้านผ่านกระจกหน้ารถ ในน้ำเสียงนั้นเจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“หนักกว่าที่คิดไว้เยอะเลยล่ะ”
กันต์ธีร์ตอบกลับ เสียงเรียบขรึม ดวงตาคมกริบของเขากวาดสำรวจไปทั่วบริเวณบ้าน ไม่ได้มองแค่ตัวบ้าน แต่รวมถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ปกคลุมอยู่รอบๆ ราวกับหมอกควันสีดำจางๆ ที่เกาะกินทุกอณูอากาศ บิดเบือนแม้กระทั่งแสงแดดยามบ่ายให้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
เมื่อวานนี้เขาได้รับโทรศัพท์จากชายที่ชื่อสมชาย เสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในปลายสายยังคงก้องอยู่ในหูของเขา
‘ช่วยลูกสาวผมด้วย.....ได้โปรด.....’
เขาให้คำแนะนำเบื้องต้นเพื่อประคองสถานการณ์ไปก่อน และนัดหมายจะเข้ามาดูด้วยตัวเองในวันนี้ ประตูรถฝั่งคนขับถูกผลักเปิดออก กันต์ธีร์ก้าวลงมายืนเต็มความสูง ตามด้วยลุงชุ่มที่ขยับลงมาอย่างคล่องแคล่ว
ทันทีที่สองเท้าของชายหนุ่มสัมผัสพื้นดิน เขาก็รับรู้ได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่ลอยสวนขึ้นมาจากใต้ผืนดิน มันไม่ใช่ความเย็นจากอากาศ แต่เป็นความเย็นเยียบที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง เสียงประตูรั้วไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อชายร่างท้วมเจ้าของบ้านรีบวิ่งออกมาเปิดต้อนรับ สีหน้าของสมชายเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้าและหวาดวิตก ดวงตาแดงก่ำราวกับคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายคืน
“คุณ...คุณกันต์ธีร์ใช่ไหมครับ” เขาถามเสียงสั่น ยกมือไหว้จนแทบจะติดอก
“ครับ ผมเอง” กันต์ธีร์รับไหว้ “ไม่ต้องมากพิธีหรอกครับคุณสมชาย”
“ขอบคุณ......ขอบคุณจริงๆ ที่มา” สมชายละล่ำละลักพูด “เชิญข้างในก่อนครับ”
เขากำลังจะผายมือเชิญแขกทั้งสองเข้าบ้าน แต่แล้วร่างของเขาก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อบานประตูไม้ของตัวบ้านที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆ แง้มเปิดออก เสียงไม้เสียดสีกับวงกบดังลั่นจนน่าขนลุกในความเงียบ
ร่างของหญิงสาวในชุดอยู่บ้านเรียบๆ ก้าวออกมายืนขวางทางอยู่ตรงธรณีประตู ผมยาวสยายปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้สมชายและลุงชุ่มถึงกับผงะคือดวงตาคู่ที่จ้องมองลอดออกมาจากกลุ่มผมนั้น มันเป็นดวงตาที่ว่างเปล่า แข็งกระด้าง และฉายแววเป็นปฏิปักษ์อย่างไม่ปิดบัง
“พิม.......” สมชายเรียกชื่อลูกสาวเสียงแผ่ว “นั่นคุณกันต์ เขาจะมาช่วยลูกนะ”
พิมพิลาไม่ตอบ เธอยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายตั้งตรงไม่ไหวติงราวกับรูปสลัก สายตาจับจ้องมาที่กันต์ธีร์เพียงคนเดียว ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบกำไลทองบนข้อมือซ้ายของเธอ วาบขึ้นเป็นประกายเย็นเยียบชั่ววูบหนึ่ง
กันต์ธีร์มองสบตากับเธอตรงๆ ไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ในแววตาของเขา มีเพียงความสงบนิ่งที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง เขารู้ได้ในทันทีว่าคนที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่หญิงสาวที่ชื่อพิมพิลา
“อย่ามายุ่งกับกู” น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของหญิงสาวนั้นแหบพร่าและเย็นชา ไม่ใช่เสียงสดใสที่ผู้เป็นพ่อเคยได้ยิน “กูไม่ได้เป็นอะไร”
“พิม ฟังพ่อนะลูก ให้คุณเขา......”
“บอกว่าไม่ต้องมายุ่ง!” เธอตวาดกลับเสียงกร้าว จนสมชายสะดุ้งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ไสหัวไปให้พ้น! ทั้งหมด!”
ลุงชุ่มขยับจะก้าวไปข้างหน้า แต่กันต์ธีร์ยกมือขึ้นห้ามไว้เป็นสัญญาณ ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้สายตาเย็นชาคู่นั้นจ้องมองมาอย่างไม่เกรงกลัว เขารู้ดีว่าการใช้กำลังหรือการบังคับขู่เข็ญจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง สิ่งที่สิงสู่เธออยู่ตอนนี้แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยโทสะ มันกำลังท้าทายเขา
“ผมไม่ได้จะมายุ่ง” กันต์ธีร์พูดขึ้น น้ำเสียงของเขาทุ้มและหนักแน่น แต่กลับนุ่มนวลอย่างประหลาด “แค่จะมาคุยด้วยดีๆ”
“แต่กูไม่มีอะไรจะคุย” เธอบอกปัดทันควัน “ที่นี่ไม่มีใครต้องการมึง กลับไปซะ ก่อนที่มึงจะไม่ได้กลับ
คำขู่นั้นไม่ได้ทำให้กันต์ธีร์หวั่นไหว ตรงกันข้าม เขากลับค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเธอช้าๆ ทีละก้าว
“ถ้าไม่มีอะไรจะคุยจริงๆ เธอคงไม่ออกมายืนรอต้อนรับฉันถึงหน้าประตูแบบนี้หรอก”
เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก
สมชายใจหายวาบเมื่อเห็นลูกสาวตัวเองเริ่มสั่นน้อยๆ ไม่ใช่การสั่นด้วยความกลัว แต่เป็นการสั่นด้วยความโกรธจัด กลิ่นอายบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเธอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแม้แต่คนธรรมดาอย่างสมชายยังรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งลงจนหายใจลำบาก
กันต์ธีร์หยุดเดินเมื่ออยู่ห่างจากร่างของหญิงสาวราวห้าก้าว เขายืนนิ่ง หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิ ลมหายใจเข้าออกของเขาผ่อนยาวและสม่ำเสมอ เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่มองไปยังพิมพิลาก็เปลี่ยนไป มันลุ่มลึกและคมกล้ากว่าเดิม ราวกับสามารถมองทะลุผ่านเปลือกนอกเข้าไปถึงแก่นแท้ของวิญญาณได้ ริมฝีปากของเขาขยับพึมพำบทสวดบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยินเสียง มีเพียงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ในอากาศเท่านั้น
ทันทีที่เขาเริ่มบริกรรมคาถา ภาพที่เห็นตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ร่างของพิมพิลาที่เคยชัดเจนเริ่มพร่าเลือน รอบกายของเธอปรากฏเงาดำทะมึนรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่บิดเบี้ยวผิดส่วน มันเกาะกุมร่างของหญิงสาวเอาไว้แน่นประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แขนขาที่ดำมืดของมันพันรัดรอบตัวเธอเหมือนเถาวัลย์ปีศาจ และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือใบหน้าของเงาดำนั้น.... มันไม่มีหน้า มีเพียงความว่างเปล่าที่มืดมิดและลึกล้ำราวกับห้วงนรกอเวจี
แต่สิ่งที่ทำให้กันต์ธีร์ต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจก็คือท่าทีของเงานั้น มันไม่ได้แสดงอาการทุรนทุรายหรือเจ็บปวดจากพลังของบทสวดเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกเย้ยหยันที่ส่งผ่านมาอย่างชัดเจน
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
แววตาแข็งกร้าวเป็นปฏิปักษ์ของพิมพิลาพลันอ่อนลง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอแทนที่ มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเล่ห์นัยและความเหนือกว่าอย่างน่าขนลุก ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ร่างของหญิงสาวก็พุ่งทะยานเข้าหากันต์ธีร์ด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์!
สมชายอ้าปากค้าง ลุงชุ่มเบิกตากว้างเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ก็ช้าไปแล้ว
ในชั่วพริบตาเดียว ร่างของพิมพิลาก็ประชิดอยู่ตรงหน้ากันต์ธีร์ ใบหน้าของเธออยู่ห่างจากใบหน้าของเขาไม่ถึงคืบ ไอเย็นจากลมหายใจของเธอเป่ารดผิวแก้มของเขาจนรู้สึกชา ริมฝีปากสีซีดของเธอเคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหูของเขาอย่างเชื่องช้า.... เชื่องช้าจนน่าหวาดหวั่น
แล้วเสียงกระซิบก็ดังขึ้น....
มันไม่ใช่เสียงแหบพร่าของพิมพิลา แต่เป็นเสียงของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เสียงที่นุ่มนวล เย้ายวน แต่แฝงไว้ด้วยความอาฆาตมาดร้ายที่เก่าแก่และลึกล้ำเกินกว่าจะจินตนาการได้
“เจ้ามาช้าไปแล้ว....คุณพระนาย”
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ร่างของเธอก็ผละถอยกลับไปยืนอยู่ที่เดิมอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มหยันหายไปจากใบหน้า ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาเช่นเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่สำหรับกันต์ธีร์แล้ว.... ทุกอย่างเปลี่ยนไป
คำว่า ‘คุณพระนาย’ เป็นคำโบราณที่ไม่ได้ใช้กันมานานหลายร้อยปีแล้ว และมันเป็นคำที่เขารู้จักดี
ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตกตะลึงที่แล่นปราดเข้าโจมตีจิตใจอย่างไม่ทันตั้งตัว ความทรงจำบางอย่างจากอดีตชาติที่เคยเลือนราง พลันฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกรอไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ภาพของสตรีในชุดไทยโบราณ....
ภาพของรอยยิ้มหวานแต่แฝงยาพิษ
และภาพของคำสาปแช่งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะมอดดับลง
เขาถูกหลอก! สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เงาของวิญญาณเร่ร่อนธรรมดา แต่มันคือ....
กันต์ธีร์สลัดความสับสนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ลุกโชนไปด้วยประกายไฟแห่งความกรุ่นโกรธและความเด็ดเดี่ยว เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของพิมพิลาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้มองหาวิญญาณร้าย เขามองหาวิญญาณของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร่างที่ถูกกักขังอยู่ภายใน
“คุณกันต์!” ลุงชุ่มร้องเตือนสติเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มยืนนิ่งไปนานผิดปกติ
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปพูดกับสมชายด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจสั่งการ
“คุณสมชาย เข้าไปในบ้านกับลุงชุ่ม ล็อคประตูหน้าต่างให้หมด ไม่ว่าได้ยินเสียงอะไร ห้ามออกมาเด็ดขาด!”
คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว
ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร
คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่
หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค
“ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั
กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน







