Beranda / แฟนตาซี / ลิขิตรัก ไสยมนตรา / บทที่ 5: วิกฤตครอบครัว

Share

บทที่ 5: วิกฤตครอบครัว

Penulis: PEACH_SHERBET
last update Tanggal publikasi: 2026-09-17 14:28:18

จานข้าวสวยที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งถูกผลักออกไปด้านข้างอย่างแรง เสียงจานเซรามิกขูดกับผิวโต๊ะไม้เก่าจนเกิดเสียงแหลมบาดหู ก่อนจะหยุดกึกที่ขอบโต๊ะอย่างหมิ่นเหม่ พรศรีผู้เป็นแม่สะดุ้งสุดตัว ขณะที่สมชายผู้เป็นพ่อทำได้เพียงวางช้อนลงช้าๆ สายตาทั้งสองคู่จับจ้องไปยังลูกสาวคนเดียวที่นั่งหน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้าม

หลายวันแล้ว…. นับจากวันที่พิมพิลาเริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป

บรรยากาศอุ่นใจในบ้านเช่าหลังเล็กที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น มันหนักอึ้งราวกับมวลอากาศถูกสูบออกไปจนหายใจไม่ทั่วท้อง เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่กัดกินความรู้สึกของทุกคนในครอบครัว

“พิม.... อิ่มแล้วเหรอลูก”

พรศรีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แต่ความกังวลที่ซ่อนไม่มิดก็ยังสั่นไหวอยู่ในม่านตา

พิมพิลาไม่ตอบสนองต่อคำถามนั้น หญิงสาวลุกพรวดจากเก้าอี้ ดวงตาที่เคยสดใสเป็นประกายบัดนี้แข็งกร้าวและฉายแววขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา เธอหันหลังให้พ่อกับแม่ ก้าวเท้าหนักๆ ราวกับจะกระทืบพื้นไม้ให้ยุบลงไป ตรงไปยังห้องนอนของตัวเองโดยไม่เอ่ยคำขอตัวใดๆ เสื้อแขนยาวสีทึบที่เธอสวมใส่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาแม้ในยามที่อากาศร้อนระอุนั้นดูผิดที่ผิดทาง แต่นั่นยังไม่น่ากังวลเท่ากับไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ

เสียงปิดประตูดังปัง! สะเทือนไปทั้งโครงสร้างบ้านไม้เก่า

สมชายถอนหายใจยาว เขาวางช้อนส้อมในมือลงอย่างหมดแรง กลิ่นกับข้าวที่เริ่มเย็นชืดบนโต๊ะพลันดูน่าสะอิดสะเอียนขึ้นมาถนัดใจ เขาหันไปสบตากับภรรยาที่นั่งนิ่งอยู่ข้างกัน แววตาของพรศรีเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสที่พร้อมจะรินไหลลงมาทุกเมื่อ

“พ่อจ๊ะ ฉันว่าลูกเราต้องไม่สบายแน่ๆ เราพาแกไปหาหมออีกทีดีไหม”

“หมอเหรอ แม่พร” สมชายส่ายหน้าช้าๆ “ไปมาเมื่อสามวันก่อน หมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไร แค่เครียด พักผ่อนไม่พอ”

เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ภรรยามากขึ้น ลดเสียงลงเป็นกระซิบ

“ฉันว่าอาการแบบนี้ หมอที่โรงพยาบาลคงช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก สายตาของลูก มันไม่ใช่สายตาของพิมคนเดิมนะแม่พร มัน......มันว่างเปล่า มันเย็นชา เหมือนมีใครอีกคนมองออกมาจากตรงนั้น”

พรศรีเม้มปากแน่น กลั้นเสียงสะอื้นจนตัวสั่น ภาพลูกสาวที่เคยร่าเริงอ่อนหวานเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในชั่วข้ามสัปดาห์ยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หยุดหย่อน ไหนจะรอยขีดข่วนช้ำเลือดช้ำหนองบริเวณข้อมือซ้ายที่เธอแอบเห็นเมื่อวันก่อน ตอนที่แขนเสื้อของพิมเลิกขึ้นโดยบังเอิญ รอยแผลที่ดูราวกับเจ้าตัวพยายามจะใช้เล็บจิกทึ้งเพื่อดึงอะไรบางอย่างออกจากข้อมืออย่างบ้าคลั่ง

“แล้วเราจะทำยังไงกันดี” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ “ฉันใจคอไม่ดีเลย กลางคืนฉันได้ยินเสียงลูกละเมอ....แต่ฟังไม่เป็นภาษาคนเลย มันเหมือนเสียงขู่....เสียงคำรามต่ำๆ อยู่ในลำคอ”

เธอขนลุกซู่เมื่อนึกถึงเสียงที่ได้ยินลอดออกมาจากห้องลูกสาวเมื่อคืนก่อน

สมชายเอื้อมมือไปกุมมือภรรยาไว้ บีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลม

“ใจเย็นๆ ก่อนนะแม่ พ่อกำลังคิดอยู่” เขานิ่งไปอึดใจใหญ่ จมดิ่งลงไปในภวังค์แห่งความทรงจำเก่าเก็บในอดีตที่ผุดขึ้นมาในหัวราวกับฟองอากาศ “พ่อนึกอะไรออกแล้ว.... สมัยที่คุณปู่ของแม่พรยังอยู่ จำได้ไหมที่ท่านป่วยหนักเป็นเดือนๆ หาสาเหตุไม่ได้ ท่านบอกว่าเหมือนมีเงาดำมานอนทับอกทุกคืน หายใจไม่ออก ขยับตัวก็ไม่ได้”

พรศรีขมวดคิ้วมุ่น พยายามรื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็ก

“จำได้สิ...ตอนนั้นฉันยังเล็กมาก ยังวิ่งเล่นอยู่เลย แล้วคุณปู่ก็หายเป็นปลิดทิ้งหลังจากที่......” ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ “.....หลังจากที่ตระกูลนั้นยื่นมือเข้ามาช่วย!”

“ใช่” สมชายพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาทันที “ตระกูลที่เขาจัดการเรื่องลี้ลับพวกนี้โดยเฉพาะ พ่อจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าปู่เคยเล่าให้ฟัง พวกเขามีบุญคุณกับตระกูลฝั่งเรามาตั้งแต่รุ่นทวดแล้ว”

เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปยังตู้ไม้สักเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่อย่างเงียบงันที่มุมห้อง มือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักรื้อค้นลิ้นชักที่ฝืดติดอยู่นาน ก่อนจะหยิบสมุดโทรศัพท์ปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่มุมปกเปื่อยยุ่ยและเหลืองกรอบตามกาลเวลาออกมา

เขาวางมันลงบนโต๊ะอาหาร กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าลอยคลุ้งออกมาพร้อมกับฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น ปลายนิ้วสากไล่ไปตามตัวอักษรที่จางเลือนอย่างเชื่องช้า พลิกหน้ากระดาษที่ติดกันแน่นอย่างระมัดระวัง

“สมัยก่อนการติดต่อมันไม่ง่ายเหมือนสมัยนี้ แต่ปู่ฉันเคยจดเบอร์บ้านของพวกเขาเอาไว้....หวังว่ามันจะยังใช้ได้อยู่”

“พ่อจะโทรไปจริงๆ เหรอ” พรศรีถามอย่างไม่แน่ใจนัก “เรื่องแบบนี้....มันดูงมงายนะ ฉันกลัว......”

“มันอาจจะเป็นทางเดียวที่เราเหลืออยู่ แม่พร” สมชายพูดสวนขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด “ฉันทนเห็นลูกเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ผีสางนางไม้หรือไสยศาสตร์มนตร์ดำอะไรก็ช่าง....เราต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยพิม”

ปลายนิ้วของเขาหยุดชะงักลงที่ชื่อๆ หนึ่ง ตัวอักษรที่บรรจงเขียนด้วยหมึกซึมสีดำยังคงอ่านออกได้ชัดเจนแม้วันเวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี

“เจอแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะอ่านชื่อนั้นออกมาดังๆ เพื่อยืนยันกับภรรยา และอาจจะเพื่อย้ำเตือนความหวังสุดท้ายของตัวเอง

“เทพศิริวงศ์....คุณกันต์”

ทันใดนั้นเอง!

โครม!

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีของหนักตกกระแทกพื้นดังมาจากห้องนอนของพิมพิลา ประตูห้องถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานพับแทบหลุดจากวงกบ ร่างของพิมพิลายืนขวางทางอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ใช่พิมพิลาคนเดิมที่พ่อกับแม่รู้จัก

ดวงตาของเธอเบิกโพลงจนเห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงฉานแตกแขนงไปทั่ว นัยน์ตาดำขยายกว้างจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้ตาขาว สองข้างแก้มที่เคยอิ่มเอิบกลับตอบซูบลงอย่างน่ากลัว ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มตามธรรมชาติบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างถึงที่สุด เผยให้เห็นไรฟันขาวที่ขบกันแน่นจนได้ยินเสียงเสียดสีดังกรอด

“พูดชื่อใคร!!!”

มันไม่ใช่เสียงของพิมพิลา เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่า ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยอำนาจมืดอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้บรรยากาศในบ้านเย็นเยือกลงในบัดดล มันคือเสียงของสิ่งอื่น....สิ่งที่กำลังยืมร่างของลูกสาวพวกเขาอยู่

พรศรีหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ร่างของเธอถอยกรูดไปหลบอยู่หลังสามีโดยสัญชาตญาณ สมชายเองก็หน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด แต่สัญชาตญาณความเป็นพ่อทำให้เขายังคงยืนหยัดปกป้องภรรยาไว้เบื้องหลัง แข็งขืนต่อความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ

“พิม.....ลูกเป็นอะไรไป ใจเย็นๆ ก่อนนะลูก”

เขาพยายามเรียกสติลูกสาว แต่กลับได้รับเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นตอบกลับมา

“กูถามว่าพวกมึงพูดชื่อใคร!!!”

สิ้นเสียงตะคอก ร่างของพิมพิลาก็พุ่งตรงมาที่โต๊ะกินข้าว สองมือของเธอกวาดจานชามและแก้วน้ำทั้งหมดลงบนพื้นเสียงดังเพล้ง! ลั่นแตกกระจาย เศษกระเบื้องและเศษอาหารกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง

“อย่ามายุ่งกับกู!!!”

ร่างที่ถูกสิงกรีดร้องโหยหวน มือซ้ายของเธอกำแน่นที่ข้อมือของตัวเองราวกับกำลังเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส แขนเสื้อนักศึกษาที่เลิกขึ้นจากการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เผยให้เห็นกำไลทองคำสลักลายพญานาคที่พันธนาการอยู่รอบข้อมือขาวซีดของเธอ บัดนี้มันกำลังส่องประกายสีทองวูบวาบราวกับมีชีวิตของตัวเอง

“พวกมันทำอะไรกูไม่ได้! ไม่มีใครหน้าไหนจะมาหยุดกูได้!!!”

สมชายตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวจนแทบยืนไม่ไหว แต่ในใจของเขากลับเกิดความกระจ่างชัดขึ้นมาอย่างประหลาด ปฏิกิริยาที่รุนแรงผิดมนุษย์มนาของมันเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ‘สิ่งนั้น’ รู้จักและหวาดกลัวชื่อที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมา

เขาก้มลงมองสมุดโทรศัพท์ที่ยังคงเปิดคาอยู่บนโต๊ะท่ามกลางความโกลาหล ตัดสินใจแน่วแน่

พิมพิลาหันขวับมามองตามสายตาของพ่อ ดวงตาแดงก่ำของเธอจับจ้องไปยังชื่อ ‘เทพศิริวงศ์’ บนหน้ากระดาษเก่า รอยยิ้มแสยะน่าขยะแขยงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันและโทสะ

“คิดจะไปพึ่งพวกมันรึ....ไอ้พวกโง่เง่า!”

ว่าแล้วร่างนั้นก็คว้าเก้าอี้ไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ยกมันขึ้นสูงเหนือศีรษะอย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งๆ เตรียมจะฟาดลงมาที่โต๊ะเพื่อทำลายความหวังสุดท้ายของพวกเขาให้แหลกละเอียด

“อย่า!”

สมชายตะโกนลั่น เขาพุ่งตัวเข้าไปหมายจะขวาง แต่ช้ากว่าความเร็วเหนือมนุษย์ของร่างนั้นไปก้าวหนึ่ง

แต่ก่อนที่ขาเก้าอี้จะทันได้สัมผัสกับผิวโต๊ะ ร่างของพิมพิลากลับชะงักงันค้างอยู่กลางอากาศ แขนที่ยกเก้าอี้ขึ้นสั่นระริกราวกับกำลังต่อสู้กับพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น ดวงตาของเธอกะพริบถี่ๆ อย่างรวดเร็ว แววตาแห่งความเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ป่าสลับกับความสับสนหวาดกลัวของพิมพิลาคนเดิมไปมาอย่างน่าเวทนา

“พะ.....พ่อ......” เสียงที่หลุดรอดออกมาเป็นเสียงของพิมพิลาจริงๆ แม้จะแหบโหยและขาดห้วงจนแทบไม่ได้ยิน “หนู......หนูเจ็บ......ช่วยหนูด้วย...”

สิ้นคำพูดนั้น ร่างของเธอก็ทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดเชือก หมดสติไปทันที เก้าอี้ไม้หลุดจากมือกระแทกพื้นดังโครมอยู่ข้างๆ ตัวเธอ

ความเงียบเข้าครอบคลุมบ้านทั้งหลังในบัดดล มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของสองสามีภรรยาและเสียงเศษกระเบื้องที่ยังคงลั่นเปรี๊ยะ พรศรีรีบวิ่งถลาเข้าไปประคองร่างลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลพรากอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป

สมชายยืนนิ่งมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่ลังเลอีกต่อไป มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าของตัวเองขึ้นมา กดหมายเลขที่เห็นในสมุดโทรศัพท์ลงไปทีละตัวอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

นิ้วโป้งของเขากดลงบนปุ่มโทรออกสีเขียว โดยไม่ละสายตาไปจากร่างไร้สติของลูกสาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นเลยแม้แต่วินาทีเดียว

 

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 20: อ้อมกอดช่วยชีวิต

    คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 19: นิมิตใต้น้ำ

    ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 18: รอยร้าวกับรุ่นพี่

    คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 17: ศรัทธาแรกเริ่ม

    หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน ( 2 )

    “ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั

  • ลิขิตรัก ไสยมนตรา   บทที่ 16: น้ำตาแห่งความสับสน

    กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status