Mag-log inเสียงกลอนไม้กระทบกับวงกบดังลั่น ปิดกั้นแสงสุดท้ายจากภายนอกจนหมดสิ้น สมชายถอนหายใจหนักหน่วง เช็ดเหงื่อที่ผุดซึมบนหน้าผากด้วยหลังมือที่สั่นเทา พรศรีผู้เป็นภรรยากอดอกตัวเองแน่น ยืนตัวลีบอยู่ข้างเสา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจับจ้องไปยังภาพตรงหน้า
ห้องพระขนาดเล็กที่ดัดแปลงจากมุมหนึ่งของบ้านบัดนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียด กลิ่นธูปเก่าผสมกับกลิ่นอับของไม้ที่สะสมมานานปีลอยอบอวลไปทั่ว อากาศภายในหนักอึ้งและเย็นเยียบลงอย่างประหลาดราวกับถูกสูบความร้อนออกไปจนหมดสิ้น แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวมาจากหลอดไฟนีออนกลมบนเพดานที่สาดแสงสีขาวซีดลงมา อาบไล้ทุกสิ่งให้ดูไร้ชีวิตชีวา
กันต์ธีร์คุกเข่าลงบนพื้นไม้กระดานที่ขัดจนขึ้นเงา เขาวางบาตรน้ำมนต์ดินเผาใบย่อมลงตรงหน้าอย่าง หยดน้ำที่เกาะอยู่รอบขอบบาตรสะท้อนแสงไฟวิบวับ ข้างกันนั้นมีมัดหญ้าคาและกลุ่มด้ายสายสิญจน์สีขาวบริสุทธิ์วางเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้า สงบนิ่ง และมั่นคง สวนทางกับบรรยากาศกดดันที่แผ่คลุมไปทั่วทั้งบ้านราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
พิมพิลาถูกจับให้นั่งพิงเสากลางบ้าน ร่างของเธอดูอ่อนปวกเปียก แต่ดวงตากลับแข็งกร้าวและว่างเปล่า รอยยิ้มหยันที่มุมปากปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ขณะจ้องมองการกระทำของกันต์ธีร์ไม่วางตา เหมือนกำลังชมละครโรงเล็กที่น่าสมเพช
“เสียแรงเปล่า” น้ำเสียงแหบพร่าผิดเพี้ยนไปจากเดิมดังขึ้นทำลายความเงียบ มันไม่ใช่เสียงของพิมพิลา แต่เป็นเสียงของใครอีกคนที่เย็นชาและโบราณกว่า “ของของกู ไม่มีใครหน้าไหนแย่งไปได้!”
กันต์ธีร์ไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาเพียงยกมือขึ้นประนมเหนือขอบบาตร หลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาคมกล้ากว่าเดิม เขาหยิบกลุ่มด้ายสายสิญจน์ขึ้นมา เริ่มต้นสวดคาถาบทสั้นๆ ด้วยเสียงทุ้มต่ำที่กังวานสะท้อนไปทั่วห้อง มันเป็นภาษาโบราณที่ไม่มีใครในที่นั้นเข้าใจ แต่กลับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก
ลุงชุ่มขยับมายืนใกล้สองสามีภรรยามากขึ้น แววตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเจ้านายหนุ่มอย่างระแวดระวัง
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มเดินวนรอบตัวพิมพิลา ปล่อยให้เส้นด้ายสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ คลายออกจากกลุ่มในมือ สร้างเป็นอาณาเขตวงกลมล้อมรอบร่างของหญิงสาวไว้
“คิดจะขังกูงั้นรึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!” ร่างของพิมพิลาหัวเราะเสียงแหลมสูงจนน่าขนลุก มันเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยัน “มึงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร มึงมองเห็นกู แต่มึงไม่รู้จักกู”
“ฉันรู้ดี” กันต์ธีร์ตอบกลับเป็นครั้งแรกขณะที่ยังคงเดินวนต่อไป น้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่นราวกับตอกหมุดลงในเนื้อไม้ “และฉันก็มารับคืนในสิ่งที่แกขโมยไป”
เขาเดินวนครบสามรอบพอดี ก่อนจะผูกปมสายสิญจน์ปิดอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ เส้นด้ายสีขาวธรรมดาบัดนี้กลับดูเหมือนมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ภายใน ส่องประกายเรืองรองจางๆ ในแสงไฟนีออน
สิ้นคำพูดนั้น เขากลับไปนั่งคุกเข่าที่เดิม หยิบมัดหญ้าคาขึ้นจุ่มลงในบาตรน้ำมนต์ พรศรีสะอื้นไห้เบาๆ จนสมชายต้องเอื้อมมือไปกุมไหล่ภรรยาไว้แน่น เป็นการปลอบประโลมและย้ำเตือนให้ตั้งสติเพื่อลูกสาว
ทันทีที่กันต์ธีร์เริ่มสวดบทต่อไปซึ่งยาวและซับซ้อนกว่าเดิม ร่างของพิมพิลาก็กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟฟ้าช็อต เธอลุกพรวดขึ้นยืน ดวงตาที่เคยเหม่อลอยบัดนี้เบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ฉายแววเกรี้ยวกราดอย่างถึงที่สุด
“มึง!” เสียงคำรามที่หลุดออกมาไม่ใช่เสียงของผู้หญิงอีกต่อไป มันหยาบกระด้าง ต่ำลึก และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น “มึงกล้าดียังไง!”
ร่างนั้นพุ่งเข้าใส่เส้นสายสิญจน์ที่ขึงอยู่ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็น แต่ทันทีที่ผิวหนังสัมผัสกับด้ายขาวศักดิ์สิทธิ์ ควันสีเทาขุ่นก็พวยพุ่งขึ้นพร้อมกับเสียงเนื้อไหม้ดังฉ่า!
“อ๊ากกกกก!”
พิมพิลาหรือสิ่งที่สิงสู่เธออยู่กรีดร้องโหยหวน ถอยกลับไปกลางวงอย่างรวดเร็ว เนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งมาที่กันต์ธีร์ราวกับจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ
กันต์ธีร์ยังคงสวดต่อไปไม่หยุด บทสวดเริ่มเร็วและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาเหมือนค้อนที่มองไม่เห็น ทุบลงบนวิญญาณร้ายให้สั่นสะเทือน เขาลุกขึ้นยืนและก้าวเข้าไปหาเธอ ในมือถือมัดหญ้าคาที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมนต์ หยาดน้ำศักดิ์สิทธิ์หยดลงบนพื้นไม้เป็นทาง
“อย่าเข้ามา!” เสียงนั้นตวาดลั่น พิมพิลาถอยกรูดจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสากลางบ้านดังปัง “กูบอกว่าอย่าเข้ามา!”
วิญญาณร้ายในร่างหญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ อย่างลนลาน เมื่อเห็นเก้าอี้ไม้ตัวเล็กวางอยู่ไม่ไกล เธอก็รีบพุ่งไปคว้ามันขึ้นมา เหวี่ยงสุดแรงหมายจะฟาดใส่ชายหนุ่มที่คืบคลานเข้ามา แต่กันต์ธีร์เร็วกว่า เขาพุ่งเข้าประชิดตัวในชั่วพริบตา มือข้างหนึ่งปัดเก้าอี้ทิ้งไปอย่างง่ายดายจนมันกระเด็นไปกระแทกผนังดังโครม ขณะที่อีกข้างหนึ่งจับข้อมือซ้ายของเธอไว้แน่น.... ข้อมือข้างที่สวมกำไลทองวงนั้น
“ปล่อยกู!”
เธอสะบัดแขนอย่างแรง แต่เรี่ยวแรงมหาศาลที่เคยมีกลับดูอ่อนเปลี้ยลงไปถนัดตาเมื่อถูกจับตัวโดยตรง สัมผัสจากกายเนื้อของกันต์ธีร์ราวกับเครื่องสูบพลังงาน แรงดิ้นรนของเธอกลายเป็นการตะเกียกตะกายที่น่าสมเพช เล็บยาวๆ จิกลงบนแขนของเขา แต่ชายหนุ่มไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย
“ถึงเวลากลับไปสู่ที่ของแกแล้ว”
กันต์ธีร์กล่าวเสียงเย็น เขาไม่สนใจเสียงกรีดร้องด่าทอที่สลับไปมาระหว่างคำหยาบคายกับเสียงขู่ฟ่อเหมือนอสรพิษอีกต่อไป เขายกมัดหญ้าคาขึ้นสูง เตรียมจะประพรมน้ำมนต์ลงบนกำไลอาถรรพ์ซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด
“ไม่! อย่า!” สรรพนามเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงที่แหลมสูง เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองมัดหญ้าคาราวกับเห็นยมทูตถืออาวุธประหาร “กูขอร้อง......อย่าทำกู! ได้โปรด!”
ความโอหังและอำนาจที่เคยแสดงออกมามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดผวาต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่กันต์ธีร์ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาสะบัดข้อมืออย่างแรง ส่งหยาดน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ให้กระจายตัวเป็นฝอยละเอียด สาดกระทบลงบนกำไลสีทองอร่าม
เสียงฉ่าดังสนั่นราวกับเอาน้ำเย็นราดลงบนเหล็กร้อนที่เผาจนแดงจัด!
กำไลทองที่เคยงดงาม บัดนี้ร้อนจัดจนแดงฉานราวกับถูกเผาไฟ มันนาบลงบนผิวเนื้อของพิมพิลาจนเกิดเป็นรอยไหม้พุพองน่าสยดสยอง กลิ่นเนื้อไหม้และกลิ่นโลหะร้อนผสมกับกลิ่นกำมะถันเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันไม่ได้มาจากวิญญาณร้าย แต่เป็นเสียงของพิมพิลาเอง เป็นเสียงที่แหลมเล็กและบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของผู้ที่ได้ยินทุกคน เป็นเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดทรมานที่แท้จริงจนแทบจะขาดใจ ร่างของพิมพิลาเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว ก่อนจะอ่อนพับหมดสติลงในอ้อมแขนของกันต์ธีร์
แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น
ทันทีที่ร่างของหญิงสาวแน่นิ่งไป ควันสีดำข้นหนาทึบก็เริ่มพวยพุ่งออกมาจากกำไลทองวงนั้น.... จากรอยไหม้บนข้อมือของเธอโดยตรง มันไม่ใช่ควันธรรมดา แต่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำสนิทที่จับตัวกันอย่างเหนียวแน่นราวกับน้ำหมึกที่ถูกเทลงในน้ำ มันหมุนวนอยู่กลางอากาศด้วยความเร็วสูง ก่อตัวเป็นพายุหมุนลูกเล็กๆ ส่งเสียงหวีดหวิวบาดหู
สมชายและพรศรีอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ ลุงชุ่มรีบขยับมายืนบังคนทั้งสองไว้เป็นกำบัง แววตาจับจ้องไปยังปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ
กลุ่มควันสีดำลอยตัวสูงขึ้น เสียงหวีดหวิวเงียบลง แต่ความกดดันในอากาศกลับเพิ่มทวีคูณ มันค่อยๆ คลายตัวออกและจับรูปเป็นร่างของสตรีในชุดไทยโบราณ สไบสีเลือดหมูที่พาดบ่าดูเก่าซอมซ่อ ขาดวิ่นเป็นแห่งๆ แต่ยังคงเห็นลวดลายดิ้นทองที่เคยงดงาม ผ้านุ่งสีเดียวกันยาวกรอมเท้า ใบหน้าของร่างโปร่งแสงนั้นยังคงเลือนรางมองเห็นไม่ชัดเจน มีเพียงโครงหน้าที่ดูงดงามแต่เย็นชา แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือดวงตาสองข้างที่ลุกโชนเป็นถ่านไฟสีแดงฉาน
ดวงตาที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทจับจ้องตรงมายังกันต์ธีร์เพียงผู้เดียว!
กันต์ธีร์ค่อยๆ ประคองร่างที่ไร้สติของพิมพิลาให้นอนลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล เขาใช้ชายเสื้อเชิ้ตของตัวเองเช็ดคราบเหงื่อบนหน้าผากของเธอแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับร่างควันนั้นตรงๆ ความกรุ่นโกรธจากอดีตชาติที่เขาเห็นในนิมิตพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันแจ่มชัดกว่าเดิม
“ในที่สุดก็ยอมเผยตัวตนออกมาเสียทีนะ ช่อเอื้อง”
เสียงกระซิบเยียบเย็นที่ไร้ที่มาดังขึ้นรอบทิศทาง มันไม่ใช่เสียงที่ออกจากปากของเงาร่างนั้น แต่เป็นเสียงที่สะท้อนอยู่ในหัวของทุกคน เป็นเสียงหัวเราะในลำคอที่ฟังดูชิงชังและสาแก่ใจ
‘.....คุณพี่......จำน้องได้ด้วยหรือเจ้าคะ...’
ร่างโปร่งแสงนั้นยื่นมือที่ทำจากควันดำออกมาอย่างเชื่องช้า นิ้วเรียวยาวที่ดูเปราะบางแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย ชี้ตรงมาที่ใบหน้าของชายหนุ่ม
“แน่นอน” กันต์ธีร์ตอบกลับเสียงกร้าว ดวงตาคมกริบจ้องตอบอย่างไม่เกรงกลัว “กรรมที่เจ้าก่อไว้.... ข้าไม่เคยลืม”
คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว
ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร
คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่
หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค
“ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั
กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน







