LOGINเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับมีแท่งตะกั่วถ่วงไว้ค่อยๆ ปรือเปิด แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างลายดอกไม้สาดกระทบม่านตาจนต้องหยีลงอีกครั้ง พิมพิลาขยับตัวช้าๆ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังและต้นแขนราวกับถูกไฟลวก กลิ่นสมุนไพรจางที่ไม่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นยาหม่องลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้ห้องนอนของเธอรู้สึกแปลกเปลี่ยนไป
หญิงสาวใช้ข้อศอกยันตัวเองขึ้นนั่ง พลันต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บที่แล่นจี๊ดขึ้นมาตามผิวหนัง เธอก้มลงมองแขนตัวเองแล้วเบิกตากว้าง รอยแผลพุพองสีแดงน่ากลัวปรากฏเป็นปื้นยาวตั้งแต่ข้อมือจนเกือบถึงหัวไหล่ บางแห่งเริ่มแห้งตกสะเก็ด แต่บางแห่งยังคงดูช้ำเลือดช้ำหนอง ราวกับถูกประทับด้วยเหล็กร้อนจัด
“ตื่นแล้วเหรอลูก”
เสียงแหบพร่าของพรศรีดังขึ้นจากข้างเตียง ผู้เป็นแม่นั่งฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าอิดโรย ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาหลายคืนติดต่อกัน ข้างกายมีชามข้าวต้มที่เย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง
“แม่…..นี่มัน…..เกิดอะไรขึ้น??”
พิมพิลาถามเสียงสั่น พยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ความทรงจำของเธอกลับขาดห้วงและสับสนวุ่นวายราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างป่าเถื่อน
ภาพสุดท้ายที่จำได้คือความรู้สึกโกรธแค้นรุนแรงที่ปะทุขึ้นในอกตอนที่นั่งอยู่กลางวงอาหารค่ำ หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำสนิท มีเพียงภาพฝันอันเลือนรางถึงเงาร่างของผู้หญิงในชุดไทยโบราณและดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองเธอด้วยความอาฆาต
พรศรีลุกขึ้นมาบีบมือลูกสาวเบาๆ น้ำตาคลอหน่วย
“มันผ่านไปแล้วลูก......ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”
“ผ่านไปแล้วอะไรกันแม่” พิมพิลาชักมือกลับ รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “แล้วแผลนี่มันอะไรกัน หนูไปโดนอะไรมา ทำไมหนูจำอะไรไม่ได้เลย”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะลูก” สมชายที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับแก้วน้ำอุ่นเอ่ยขึ้น เขาวางแก้วน้ำลงข้างชามข้าวต้มแล้วมองหน้าลูกสาวด้วยแววตาที่ซับซ้อน ทั้งโล่งใจ ทั้งกังวล “ลูกไม่สบายหนักมาก......สลบไปตั้งหลายวัน”
“หลายวัน?” หญิงสาวทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ “หนูแค่.......รู้สึกเหมือนเพิ่งหลับไปเมื่อคืนเองนะพ่อ”
“มันผ่านมาเกือบอาทิตย์แล้ว พิม” พรศรีเสริม น้ำเสียงยังคงสั่นเครือ “ลูกไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง.....ลูกกรีดร้อง.....ทำร้ายตัวเอง......พูดจาภาษาแปลกๆ ที่ไม่ใช่เสียงของลูก......มันน่ากลัวมาก” ผู้เป็นแม่เล่าพลางใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด
พิมพิลาขมวดคิ้วมุ่น พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดศีรษะตุบๆ เรื่องที่พ่อแม่เล่าฟังดูเหมือนพล็อตหนังผีเกรดบีมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเธอ
“แล้วจู่ๆ หนูก็หายเหรอคะ” เธอถามอย่างเคลือบแคลง “อยู่ดีๆ ก็ตื่นขึ้นมาปกติเนี่ยนะ”
สมชายสบตากับภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง
“มีคนมาช่วยลูกไว้.....คุณกันต์ธีร์......เขาเป็นคนทำพิธีไล่สิ่งไม่ดีออกไปจากตัวลูก”
ชื่อที่ไม่คุ้นหูทำให้พิมพิลาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะหยันจะหลุดออกมาจากลำคอของเธอ
“คุณกันต์ธีร์? ใครกันคะ? หมอผีที่ไหนที่พ่อกับแม่ไปจ้างมาอีก”
“พิม! อย่าพูดแบบนั้น” พรศรีปรามเสียงเข้ม “เขาเป็นผู้มีพระคุณนะลูก ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้......” หญิงสูงวัยพูดต่อไม่ออก ความทรงจำอันน่าสยดสยองในคืนนั้นยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หาย
“ผู้มีพระคุณเหรอแม่” พิมพิลาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน “ผู้มีพระคุณที่ทิ้งรอยแผลเป็นบ้าๆ นี่ไว้เต็มตัวหนูเนี่ยนะ นี่มันเรื่องต้มตุ๋นชัดๆ พ่อกับแม่โดนเขาหลอกแล้ว เขาคงเห็นว่าเรากำลังเดือดร้อน สิ้นหวัง เลยสบโอกาสเข้ามาสร้างเรื่องหลอกเอาเงิน”
“เขาไม่ได้เอาเงินเราไปสักบาทเดียว!” สมชายเถียงเสียงดังขึ้นเป็นครั้งแรก เขาทนไม่ได้ที่ลูกสาวจะดูหมิ่นคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ “เขายอมเสี่ยงตัวเองเพื่อช่วยลูกนะพิม!”
“เสี่ยงอะไรคะพ่อ!” พิมพิลาขึ้นเสียงบ้าง ความเจ็บปวดจากบาดแผลและความสับสนปนเปกับความรู้สึกเหมือนถูกหลอกทำให้เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ “เสี่ยงเล่นละครตบตาคนแก่สองคนน่ะสิ! หนูไม่ได้โดนผีเข้า หนูแค่อาจจะเครียดจนป่วย มันเป็นอาการทางจิตเวชที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์งมงายแบบนี้!”
เธอสะบัดผ้าห่มออก ตั้งใจจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อยุติบทสนทนาไร้สาระนี้ แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น โลกทั้งใบก็หมุนคว้างจนต้องทรุดลงนั่งบนขอบเตียงตามเดิม ร่างกายยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะฝืนได้
“พ่อกับแม่ปล่อยให้คนแปลกหน้ามาทำอะไรกับตัวลูกสาวตัวเองได้ยังไง” เธอพึมพำกับตัวเองอย่างเจ็บใจ น้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตา “เขาเป็นแค่นักต้มตุ๋น......”
“ผมไม่ใช่”
เสียงทุ้มเรียบที่ดังขึ้นจากประตูห้องทำให้ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว กันต์ธีร์ยืนอยู่ที่นั่นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดกับกางเกงสแล็กสีดำเรียบๆ ใบหน้าคมคายดูสงบนิ่ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมองมาที่เธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ข้างกายเขามีลุงชุ่มยืนถือถุงยาจีนส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่
สมชายรีบลุกไปเชิญ “คุณกันต์ มาแล้วเหรอครับ เชิญข้างในก่อน”
กันต์ธีร์พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้ามาในห้อง สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่พิมพิลาไม่วางตา หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น สบตาเขากลับอย่างท้าทาย แม้ร่างกายจะยังสั่นเทาอยู่ก็ตาม
“คุณสินะ....หมอผีกำมะลอที่มาหลอกเอาเงินพ่อแม่ฉัน” เธอเอ่ยเสียงแข็ง “มาดูผลงานตัวเองเหรอ พอใจไหมกับแผลที่ฝากไว้”
กันต์ธีร์ไม่ตอบโต้คำพูดแดกดันนั้น เขาเพียงแค่เดินมาหยุดอยู่ห่างจากเตียงไม่กี่ก้าว แล้วหันไปพยักหน้าให้ลุงชุ่ม ชายสูงวัยจึงวางถุงยาลงบนโต๊ะแล้วถอยออกไปยืนรออยู่ข้างนอกอย่างรู้งาน
“ผมเข้าใจว่าคุณคงสับสน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ขุ่นมัว “แต่สิ่งที่คุณเจอไม่ใช่เรื่องทางจิตเวช และผมก็ไม่ใช่นักต้มตุ๋น”
“เหอะ! แล้วจะให้ฉันเชื่อได้ยังไง” พิมพิลาแค่นเสียง “มีหลักฐานอะไรมายืนยันเรื่องผีสางนางไม้ที่คุณกุขึ้นมาล่ะ นอกจากคำพูดเลื่อนลอยกับรอยไหม้พวกนี้”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างวูบไหว ก่อนที่เขาจะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบบางสิ่งออกมา มันคือซองพลาสติกใสที่ผนึกปากถุงไว้อย่างดี
เขายื่นซองนั้นมาตรงหน้าเธอ
“นี่คือหลักฐาน”
พิมพิลาเหลือบมองสิ่งที่อยู่ในซองด้วยหางตาอย่างไม่ใส่ใจนัก ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นเครื่องรางหรือของขลังอะไรสักอย่างตามประสาพวกสิบแปดมงกุฎ แต่แล้ว ดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้างขึ้นจนสุดขีด ลมหายใจสะดุดกึกอยู่ในลำคอ
สิ่งที่อยู่ในซองพลาสติกนั้น คือเศษด้ายสายสิญจน์ที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมเป็นสีดำ แต่สิ่งที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ ส่วนปลายของด้ายที่เหลือรอดจากการเผาไหม้ มันไม่ได้คงสภาพเป็นเส้นด้ายฝ้ายสีขาวอีกต่อไป
แต่มันกลับกลายเป็น....เส้นผม!
เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยจำนวนหนึ่งที่จับตัวกันเป็นปอยเล็กๆ เปียกชุ่มราวกับเพิ่งถูกดึงออกมาจากร่างของใครบางคนที่จมอยู่ใต้น้ำ กลิ่นอับชื้นจางๆ คล้ายกลิ่นสาบของโคลนตมลอยออกมาแตะจมูก แม้จะมีพลาสติกใสกั้นอยู่ก็ตามที
“สายสิญจน์ที่ใช้ในพิธีคืนนั้น” กันต์ธีร์อธิบายเสียงเรียบ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องปฏิกิริยาของเธอ “มันทำปฏิกิริยากับมนต์ดำที่ผูกมัดคุณไว้ พออาคมเสื่อมสลาย มันก็คืนสู่สภาพเดิมของวัตถุที่ถูกใช้เป็นสื่อ”
พิมพิลาจ้องมองปอยผมเปียกชื้นในซองพลาสติก เสียงหัวเราะเยาะหยันเมื่อครู่เงียบหายไป เหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัดซึ่งโรยตัวลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง เหตุผลและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เธอยึดถือมาทั้งชีวิตกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ฝันอันเลือนรางถึงผู้หญิงในชุดไทยโบราณ....เรือนผมสีดำยาวสลวยของนางฉายชัดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับกันต์ธีร์ช้าๆ ความท้าทายในแววตาของเธอจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสับสนและแววแห่งความหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ
“มัน....เป็นไปได้ยังไง” เธอถามเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
คำถามของกันต์ธีร์แขวนค้างอยู่ในมวลอากาศเย็นเยียบรอบกายพิมพิลา เธอไม่ได้ตอบ ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ประทับอยู่บนข้อเท้าขาวของตัวเอง มันเป็นจ้ำสีเขียวอมม่วง ชัดเจนราวกับรอยสักที่เพิ่งลงหมึกเสร็จใหม่ๆ แต่กลับแผ่ไอเย็นยะเยือกที่มองไม่เห็นออกมา ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากจุดนั้นขึ้นมาตามเรียวขา เกร็งช่องท้อง และจู่โจมเข้าที่หัวใจ ไม่ใช่ความเย็นจากสายลมยามค่ำคืน แต่เป็นความเยียบเย็นอันผิดธรรมชาติที่กัดกินมาจากภายในลมหายใจของเธอสะดุดกึก กลายเป็นถี่กระชั้นและตื้นเขิน ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นทุกขณะจนควบคุมไม่อยู่ ฟันของเธอกระทบกันดังกึกๆ เสียงแหลมเล็กบาดแก้วหู ภาพแสงไฟนีออนจากตึกสูงที่เคยสะท้อนบนผิวน้ำ ตอนนี้บิดเบี้ยวแหลกสลายในม่านตาที่พร่าเลือนของเธอ แสงไฟทุกดวงแตกกระจายเป็นเส้นสายยาวเหยียดราวกับดาวตกที่กำลังร่วงหล่นลงมาทิ่มแทงดวงตา“พิม! พิมพิลา!” กันต์ธีร์เขย่าแขนเธอเบาๆ ด้วยมือขวาข้างเดียวที่ใช้งานได้ แต่เสียงของเขากลับฟังดูห่างไกลออกไปทุกที เหมือนดังมาจากปลายอุโมงค์ที่มืดมิด “มองหน้าผม ได้ยินผมไหม!”เธอไม่ได้ยิน.... หรืออาจจะได้ยินแต่สมองไม่สามารถประมวลผลได้อีกต่อไปแล้ว
ลมกลางคืนพัดเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นคลอรีนจางๆ จากสระว่ายน้ำเบื้องล่างขึ้นมาปะทะใบหน้า พิมพิลานั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้หวายเทียมริมสระ ร่างกายของเธอยังคงสั่นสะท้านไม่หายแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบสองวันเต็มแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด แสงไฟใต้น้ำสาดส่องผืนน้ำเป็นสีครามเรืองรอง สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ ที่บิดเบี้ยวไปตามแรงกระเพื่อมไหวของน้ำ ราวกับโลกอีกใบที่กำลังจะแตกสลายเธอโทรศัพท์หากันต์ธีร์ด้วยเสียงสั่นเครือ เล่าเรื่องราวปะติดปะต่อไม่เป็นคำ และเขาก็แค่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า “มาหาผม”เธอจึงหนีมาที่นี่ คอนโดใจกลางเมืองของกันต์ธีร์เสียงประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออก กันต์ธีร์เดินออกมาพร้อมแก้วสองใบในมือขวา ส่วนแขนซ้ายที่ยังคงอยู่ในเฝือกปูนขนาดใหญ่ถูกคล้องไว้ด้วยผ้าสามเหลี่ยม เขาเดินมาหยุดข้างเธอแล้วยื่นแก้วให้ใบหนึ่ง ข้างในเป็นนมอุ่นรสจืดส่งกลิ่นหอมจางๆ“ดื่มหน่อยครับ จะได้หลับง่ายขึ้น”พิมพิลารับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นซ่านผ่านฝ่ามือแต่ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจลดลงเลย“ฉันไม่อยากหลับ” เธอตอบเสียงแผ่ว “ฉันกลัว......กลัวว่าจะฝันเห็นหน้าเขา”กันต์ธีร์ไม่ได้พูดอะไร เขาทร
คำพูดของกันต์ธีร์ยังคงก้องอยู่ในหัวพิมพิลาเหมือนเสียงสะท้อนในบ่อน้ำลึกไร้ก้น ‘ชีวิตของคุณ…. พิม’ มันไม่ใช่คำปลอบโยน ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าหวาดหวั่น ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้วนับจากวันที่เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถเก่าๆ คันนั้นกลางลานวัดป่าอันวิเวก แต่ประโยคนั้นกลับตามหลอนเธอไม่ต่างจากเงาวันนี้พิมพิลาฝังตัวเองอยู่ท่ามกลางกำแพงหนังสือในห้องสมุดของคณะ กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละเอียดที่ลอยอ้อยอิ่งในลำแสงยามบ่ายเคยเป็นเหมือนเกราะกำบังชั้นดี แต่ตอนนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสุสานที่เก็บงำความรู้ซึ่งไร้ประโยชน์ต่อปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ เธอก้มหน้ามองหน้าจอแล็ปท็อป ตัวอักษรเกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารพร่าเลือนรวมกันเป็นกลุ่มก้อนสีดำสนิท สมาธิของเธอแตกกระจัดกระจายเหมือนเศษแก้วเสียงฝีเท้าที่นุ่มนวลหยุดลงข้างโต๊ะ แต่เธอก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามถูกเลื่อนออกและมีคนนั่งลง“พี่นึกว่าพิมจะดรอปเทอมนี้ไปแล้วซะอีก ไม่เห็นหน้าเลย”พิมพิลาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับธาม รุ่นพี่ที่เธอเคยนับถือและไว้ใจ ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเช่นเคย แต่
หนึ่งสัปดาห์หลังออกจากโรงพยาบาล กันต์ธีร์ขับรถด้วยมือข้างเดียว เฝือกปูนสีขาวท่อนใหญ่พาดจากหัวไหล่ซ้ายมาตามลำตัว บีบให้เขาต้องนั่งเอียงเล็กน้อยขณะบังคับพวงมาลัยด้วยมือขวาที่กำแน่น พิมพิลาเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพตึกรามบ้านช่องค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยทิวไม้เขียวครึ้ม สัญญาณไฟจราจรหายไป เหลือเพียงถนนดินลูกรังสีแดงฝุ่นคลุ้งที่ทอดลึกเข้าไปในความวิเวกความเงียบในรถอึดอัดเสียยิ่งกว่าการโต้เถียงกันเหมือนที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบที่เกิดจากคำถามซึ่งค้างคาอยู่ในห้องพักฟื้นคืนนั้น คำถามที่เธอไม่เคยตอบ“อีกไม่ไกลแล้วครับ” กันต์ธีร์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ เสียงเขายังคงทุ้มต่ำ แต่เจือความเหนื่อยล้า “วัดป่าที่ผมเคยบอก”“ฉัน.....ไม่เคยมาวัดแบบนี้” เธอตอบเสียงแผ่ว สายตายังจับจ้องอยู่ที่แนวไม้สักสูงชะลูดริมทาง“ที่นี่สงบดี บางทีอาจจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”พิมพิลาหันมามองเขาเป็นครั้งแรก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน เธอกำลังจะแย้งว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าการมาวัดจะช่วยได้ ในเมื่อสิ่งที่เธอเจอไม่ใช่เรื่องที่จะสะเดาะเคราะห์หรือทำบุญแล้วจะหาย แต่เมื่อสายตาปะทะกับเฝือกหนาเตอะบนแขนซ้ายของเขา คำพูดทั้งหมดก็จุกอยู่ในลำค
“ร้องไห้ทำไม”เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มกว่าที่เคย พยายามจะยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อความเจ็บปวดจากแขนอีกข้างส่งสัญญาณเตือน“ฉันขอโทษ” พิมพิลาปล่อยโฮออกมาในที่สุด คำพูดหลั่งไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นจนตัวโยน “ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณก็ไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้.....ฉันมัน.....ฉันมันเป็นตัวซวย.....”ประโยคของเธอขาดหายไปกลางคัน เมื่อฝ่ามือขวาที่อบอุ่นและหยาบกร้านเล็กน้อยของเขา เอื้อมมาวางบนศีรษะของเธอ นิ้วมือแข็งแรงของเขาสอดประสานเข้าไปในกลุ่มผมนุ่ม ลูบไล้ขึ้นลงอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่ไม่ได้เจือปนด้วยความใคร่ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปลอบขวัญอย่างแท้จริง“อย่าโทษตัวเอง” กันต์ธีร์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยสักนิด”เขาหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น“และต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ หรือต้องเจอเรื่องแบบนี้อีกร้อยครั้ง ผมก็จะทำเหมือนเดิม”“ทำไม......” เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของเขา น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ทำไมต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ด้วย เราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ.......ทำไมคะ”“เพราะมันเป็นหน้าที่ของผม” แววตาของเขาจริงจั
กลิ่นยาฆ่าเชื้อแทรกซึมอยู่ทุกอณูอากาศของห้องพักฟื้นพิเศษ มันเป็นกลิ่นที่สะอาดจนน่ากลัวกลบกลิ่นอื่นจนหมดสิ้นและตอกย้ำถึงความผิดปกติของสถานการณ์ พิมพิลาขยับตัวอย่างเมื่อยขบอยู่บนโซฟาเบดที่จัดไว้สำหรับญาติ ดวงตาของเธอแห้งผากจากการฝืนถ่างมาหลายคืน แม้แสงแดดยามสายของวันที่สามจะลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาอาบไล้ห้องจนเป็นสีนวล แต่ความมืดในใจเธอกลับไม่จางลงเลยบนเตียงคนไข้ ร่างสูงของกันต์ธีร์ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง จังหวะการหายใจของเขาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยืนยันเดียวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ใบหน้าซีกขวามีรอยครูดเป็นทางยาวเริ่มตกสะเก็ด แต่สิ่งที่บีบหัวใจเธอทุกครั้งที่มองคือเฝือกปูนสีขาวหนาเตอะที่พันธนาการแขนซ้ายของเขาตั้งแต่หัวไหล่จนเกือบถึงข้อมือ วางพาดนิ่งอยู่บนหมอนรองราวกับเป็นวัตถุแปลกปลอมที่ไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายได้อีกเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่ออย่างสับสนอลหม่าน เสียงไซเรน ความโกลาหลในห้างสรรพสินค้า แสงไฟจากเพดานห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างหมุนคว้างอยู่ในหัวจนน่าคลื่นไส้ มะลิเพื่อนรักของเธอวิ่งวุ่นจัดการเรื่องเอกสาร ติดต่อโรงพยาบาล และพยายามโทรหาญาติของกันต์ธีร์ จน







