登入แต่ท่านหญิงเฟิงหนิงกลับเสนอว่า ในเมื่อทุกคนต่างประชันบทกวีกันแล้ว ก็ต้องเลือกผู้ที่ทำได้ดีที่สุดออกมาสองคน ส่วนคนที่เหลือควรถูกปรับให้ดื่มสุราฮองเฮาปรายตามองจี้หานอีอย่างลึกซึ้งปราดหนึ่ง ก่อนผงกศีรษะอนุญาตนางรับสั่งให้ทุกคนที่อยู่ในงานขานชื่อผู้ที่ตนคิดว่าต่อบทกวีได้ดีที่สุดมาคนละหนึ่งชื่อหลังจบการลงคะแนน ผู้ที่ได้รับคำชมมากที่สุดก็คือซุนเป่าฉยงและท่านหญิงเฟิงหนิงจี้หานอีก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกข้องใจกับผลลัพธ์นี้แม้แต่น้อย เพราะคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วคุณหนูเหล่านี้ไม่ได้เลือกผู้ชนะจากความสามารถเมื่อจอกสุราสำหรับผู้แพ้ถูกยกมาส่งถึงตรงหน้า นางก็รับมาดื่มอย่างสง่างามซุนเป่าฉยงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ทว่าสีหน้ากลับไม่ได้แสดงความยินดีเท่าใดต่อมาก็มีการยกขนมชาววังที่ทำจากดอกไม้เข้ามาอีกมากมาย ฮองเฮารับสั่งให้ทุกคนลิ้มรสและพูดคุยกันตามสบาย ส่วนตนเองพาองค์หญิงฝูอันและฮูหยินหย่งชิงโหวเข้าไปจิบชาในห้องหับด้านใน ปล่อยให้บรรดาคุณหนูได้พูดคุยกันอยู่ด้านนอกอย่างเป็นอิสระมากขึ้นทันทีที่ฮองเฮาเสด็จจากไป บรรยากาศภายในงานก็ครึกครื้นขึ้นมากทีเดียวทว่าความครึกครื้นเ
จี้จิ่งเกิดมาพร้อมรูปโฉมอันหล่อเหลา เรียกได้ว่าเป็นความหล่อเหลาที่โดดเด่นสะดุดตา ซ้ำยังมีกลิ่นอายของความโอหัง และเนื่องจากจี้จิ่งเป็นศิษย์เอกของพ่อตาเขา เมื่อก่อนเขาจึงไว้ใจจี้จิ่งไม่ใช่น้อยทว่าเรื่องราวในครั้งนั้น เมื่อเหลียวซีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ต้องเอาผิด คืนนั้นจี้จิ่งคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก สองมือประคองม้วนฎีกาสำหรับถอดถอนขุนนาง เนื้อหาภายในนั้นชวนให้ผู้คนตื่นตระหนกยิ่งกองทัพถูกยัดเยียดด้วยลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์มากมายจริงดังว่า รวมถึงทายาทของเหล่าขุนนางผู้มีความดีความชอบที่เคยสนับสนุนเขา คนเหล่านี้อาศัยบารมีและผลงานของบรรพบุรุษ โลภมากอยากได้ความดีความชอบจนกระทำการบุ่มบ่าม ไม่ฟังคำสั่งการ ก่อให้เกิดเภทภัยครั้งใหญ่กระทั่งยังมีพวกที่สวมรอยเบิกเสบียงกองทัพ รายงานความดีความชอบเท็จอีกด้วยแต่ในเวลานั้น เขาเพิ่งครองราชย์ได้เพียงห้าปี ยังต้องซื้อใจผู้คน ขุนนางที่จี้จิ่งเขียนฎีกาถอดถอนนั้นมีจำนวนมากเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ที่เหลียวซีย่ำแย่เกินเยียวยา หากลงโทษผู้คนเหล่านี้ทั้งหมด เหลียวซีก็จะไร้ซึ่งกำลังพล และทำให้ราชสำนักบังเกิดความสั่นคลอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งเห
เวลานี้ผู้ที่ยังไม่ได้ต่อบทกวี เหลือเพียงจี้หานอีและซุนเป่าฉยงเท่านั้นซุนเป่าฉยงแย้มยิ้มมองไปทางจี้หานอีพลางถาม "พี่หญิงจะเริ่มก่อนหรือไม่เจ้าคะ?"จี้หานอีคลี่ยิ้มตอบว่า "ไม่เป็นไร ท่านหญิงต่อก่อนเถิด"ซุนเป่าฉยงจ้องมองจี้หานอีอย่างครุ่นคิด แม้ด้วยฐานะของนางนั้น ย่อมไม่เคยรังเกียจหรือดูแคลนผู้ใด แต่เมื่อมองจี้หานอีเวลานี้ นางกลับรู้สึกดูแคลนอยู่บ้างจริง ๆ สตรีที่ไร้ซึ่งความรู้ความสามารถ ต่อให้ยื้อเวลาไปถึงท้ายที่สุด ก็มีแต่จะทำให้ตนเองต้องขายหน้าผู้คนมากขึ้นเท่านั้นเกรงว่าถ้อยคำถากถางในบทกวีของเฟิงหนิงเมื่อครู่ ดูจากท่าทีของจี้หานอีแล้วก็คงฟังไม่ออกเป็นแน่ช่างเถิด ถือว่านี่เป็นสิ่งที่นางเลือกเองแล้วกันใบหน้าของซุนเป่าฉยงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ขณะร่ายบทกวีด้วยความเยือกเย็น "หิมะร่วงถล่มผาหยกตกสวรรค์ หลานหว่านพลันเคลื่อนรากรับตะวันใส อย่าฉงนกิ่งเดี่ยวเร้นอุ่นไอ สิ่งยากไซร้ในโลกหล้าคือรู้ความ"เมื่อกวีบทนี้ถูกขับขาน ผู้คนทั้งงานต่างก็หวั่นไหววรรคแรกที่ขึ้นต้นด้วยหิมะร่วงถล่มผาหยกตกสวรรค์นั้นช่างฟังดูยิ่งใหญ่อลังการ ส่วนวรรคต่อมาอย่างหลานหว่านพลันเคลื่อนรากรับตะวันใสก็ยังแฝงก
เวลานี้บรรยากาศภายในงานเงียบงันยิ่งจี้หานอีสัมผัสได้ถึงสายตาของหลี่ซู่อวี้ จึงเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยเล็กน้อย ก่อนแค่นยิ้มบางเบา "สายตาของผู้อื่นหาได้สำคัญต่อข้าไม่ อีกอย่าง เรื่องที่ได้ยินจากการบอกเล่าปากต่อปาก จริงเท็จเช่นไรย่อมยากแยกแยะ ในฐานะที่ข้าเองก็เป็นสตรีด้วยกัน จึงไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นส่งเดชดีกว่า"หลี่ซู่อวี้ถึงกับตะลึงงัน ด้วยไม่คิดว่าจี้หานอีจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ บนใบหน้าปราศจากความรู้สึกผิดหรืออาการร้อนตัว ซ้ำยังเหน็บแนมว่านางเป็นพวกหูเบานำเอาคำบอกเล่าลอยลมมาตัดสินผู้อื่นเวลานั้นคุณหนูท่านหนึ่งพลันกล่าวว่า "ที่แม่นางจี้พูดมาก็ไม่ผิดนัก ในเมื่อเป็นเรื่องที่ฟังผู้อื่นเขาเล่ามา หากไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แล้วจะเอามาทำลายชื่อเสียงของสตรีผู้หนึ่งได้อย่างไร"หลี่ซู่อวี้จึงได้แต่กัดฟันกรอดและยอมเลิกราไปในที่สุดซุนเป่าฉยงปรายตามองหลี่ซู่อวี้ปราดหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปแย้มยิ้มเสนอต่อฮองเฮาว่า "งานเลี้ยงชมบุปผาวันนี้ หากมัวแต่ชมดอกไม้เพียงอย่างเดียวก็ออกจะจืดชืดไปสักหน่อย ไม่สู้พวกเรามาประชันกวีร้อยบุปผาโดยใช้ชื่อดอกไม้เป็นหัวข้อดีหรือไม่ ผู้ใดต่อบทกวีไม่ได้ก็ให้ลงโทษด้วยการดื
จี้หานอีรู้สึกได้ถึงสายตาของท่านหญิงเฟิงหนิงที่จับจ้องมาทางตนเอง นางยังคงนั่งตัวตรงอย่างสำรวมกิริยา เพียงปรายตามองไปเล็กน้อย จนสบเข้ากับสายตาของท่านหญิงเฟิงหนิง ความเย่อหยิ่งดูแคลนในแววตาของอีกฝ่ายนั้นแทบไม่ได้ปิดบังนางแม้แต่นิดจี้หานอีหลุบตาลงก่อนหันไปมองซุนเป่าฉยงผู้อยู่ข้างกาย จากนั้นก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้วอีกฝ่ายล้วนเป็นคนจากฝั่งไทเฮาขณะกำลังครุ่นคิด ใครบางคนก็กล่าวพลางหัวเราะขึ้นว่า "ดูท่าท่านหญิงคงเคยพบเจอคนประเภทนี้มาแล้วกระมัง เช่นนั้นก็ช่วยเล่าให้พวกเราฟังเป็นเรื่องขบขันบ้างเถิด"ท่านหญิงเฟิงหนิงจึงแย้มยิ้ม "จะให้ข้าเล่าก็ได้ แต่พวกเจ้าจงฟังเอาสนุก อย่าได้เที่ยวจับผิดโยงใส่ผู้ใดเข้าเชียว"ซุนเป่าฉยงหันไปมองท่านหญิงเฟิงหนิง "ไม่ต้องเล่าหรอกกระมัง"ท่านหญิงเฟิงหนิงหัวเราะร่วนพลางกล่าว "ก็แค่เรื่องขบขัน พูดไปไม่เห็นไม่เสียหายอันใดนี่นา"กล่าวจบนางก็เริ่มเล่า "คราวก่อนข้าไปร่วมงานชุมนุมบทกวี ในงานมีสตรีผู้หนึ่งมาร่วมด้วย นางเป็นถึงคุณหนูจากตระกูลบัณฑิต ผู้คนต่างพากันคิดว่านางย่อมต้องต่อบทกวีได้ยอดเยี่ยมแน่ แต่สุดท้ายพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านางทำเรื่องอันใดลงไป? ช่
น้ำเสียงนั้นไพเราะยิ่ง เมื่อจี้หานอีได้ยินจึงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็เห็นเพียงสตรีผู้หนึ่งสวมชุดกระโปรงคอตั้งสีขาวอมชมพูปักลายดอกเป่าเซียง สตรีผู้นั้นมีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ คิ้วตาแลดูงดงามสูงส่ง บนเรือนร่างแผ่กลิ่นอายเย็นชาบางเบา ทว่ากลับดูสะดุดตาเป็นพิเศษมีคนด้านข้างแนะนำว่า นี่คือท่านหญิงหมิงชางผู้มีศักดิ์เป็นหลานยายของไทเฮา จี้หานอีจึงรีบย่อกายทำความเคารพ ก่อนขยับเข้าไปใกล้นางเพิ่งจะก้าวเข้าไป ซุนเป่าฉยงก็คล้องแขนจี้หานอีพร้อมยิ้มให้ ก่อนรับหน้าที่แนะนำบรรดาคุณหนูผู้นั่งอยู่ตรงนี้ให้นางรู้จักทีละคนจี้หานอีรับฟังพลางกวาดสายตามองโดยรอบ จึงพอจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่า ผู้ที่นั่งอยู่ในศาลาหลังนี้ หากไม่ใช่บุตรีของพระญาติพระวงศ์ ก็ต้องเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ฮองเฮาทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ หรือไม่ก็เป็นคุณหนูจากตระกูลที่รู้จักมักคุ้นกับสกุลเสิ่น โดยด้านข้างนั้นก็ยังมีเสิ่นซู่อี๋และหลี่ซู่อวี้ที่เคยพบกันในงานชุมนุมบทกวีที่จวนสกุลเสิ่นเมื่อคราวก่อนนั่งอยู่ด้วยจี้หานอีจึงลุกขึ้นยืนทักทายพวกนางทีละคนฮองเฮาพลันกล่าวกับจี้หานอีว่า "เป่าฉยงร่ำเรียนตำรามาตั้งแต่เล็ก รู้ธรรมเนียมมารยาทเป็นที่สุด







